ท่ามกลางความรุนแรงในทุกมิติที่ปกคลุมสถานการณ์ในเมียนมา วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชน ความสูญเสีย และการพลัดพรากยังคงดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปีหลังการรัฐประหาร ขณะเดียวกัน ภายใต้ซากปรักหักพังของความรุนแรงและการกดขี่ พลังการยืนหยัดของประชาชนกลับไม่เคยเลือนหาย หากแต่ “งอกงาม” ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความหวัง และความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ด้วยเหตุนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ เสมสิกขาลัย (SEM) และ Asia Justice and Rights (AJAR) จึงได้ร่วมกันจัดนิทรรศการและเวทีเสวนาในหัวข้อ “งอกงามท่ามกลางวิกฤตและสัจจะแสลงใจในเมียนมา” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตลอดห้าปีหลังรัฐประหาร ผ่านประสบการณ์ตรงของผู้ได้รับผลกระทบ เสียงของผู้ลี้ภัย งานศิลปะ และบทบันทึกแห่งความสูญเสียที่ยังไม่ถูกเยียวยา นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการรำลึก หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญถึงความจริงอันเจ็บปวด สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง และหนทางของอนาคตที่ยังไม่ถูกปิดตาย
กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และเวทีเสวนาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 น. เป็นต้นไป ภายใต้หัวข้อ “สัจจะแสลงใจหลังรัฐประหารในเมียนมาและหนทางที่ควรไปต่อ” เพื่อเปิดพื้นที่สนทนาระหว่างนักวิชาการ นักกิจกรรม และผู้ติดตามสถานการณ์เมียนมาอย่างใกล้ชิด ได้แก่ ขิ่น โอมาร์ นักเคลื่อนไหวอาวุโสเมียนมาด้านสิทธิมนุษยชน เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักข่าวอิสระ ดำเนินรายการโดย วิภาพร วัฒนวิทย์ ผู้สื่อข่าว Decode.Plus

เวทีเสวนานี้ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงวิเคราะห์ หากยังเป็นการเชื่อมโยงประสบการณ์ ความทรงจำ และความรับผิดชอบร่วมกันของสังคมไทยและภูมิภาค ต่อวิกฤตที่ไม่ได้หยุดอยู่เพียงหลังพรมแดนประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่สะท้อนคำถามสำคัญต่อมนุษยชาติร่วมสมัยว่า ในโลกที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความอยุติธรรม เราจะยืนอยู่ตรงไหน และจะเลือกเดินไปข้างหน้าอย่างไร โดยไม่ทอดทิ้งกันไว้ข้างหลัง

5 ปีหลังรัฐประหาร: ความรุนแรงของรัฐ กับพลังประชาชนที่ไม่ยอมจำนน
ขิ่น โอมาร์ นักเคลื่อนไหวอาวุโสด้านสิทธิมนุษยชนจากเมียนมา กล่าวเปิดเวทีด้วยการขอบคุณผู้เข้าร่วมทุกคน พร้อมแสดงความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เห็นเยาวชนรุ่นใหม่ของเมียนมาซึ่งเป็นพลังสำคัญของการลุกขึ้นสู้ของประชาชนตลอดช่วง 5 ปีที่ผ่านมา เธอยกย่องความมุ่งมั่น ความอดทน และความเข้มแข็งของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ พร้อมทั้งขอบคุณที่ปรึกษาและองค์กรอย่าง Amnesty International ที่ร่วมกันจัดงานในช่วงเวลาที่สำคัญและเหมาะสมอย่างยิ่ง เพื่อเปิดพื้นที่ให้พูดถึงความจริงอันเจ็บปวด แต่จำเป็นต่อการมองไปข้างหน้า
เธอกล่าวอย่างถ่อมตนว่า ที่จริงแล้วผู้ที่ควรยืนอยู่บนเวทีนี้ไม่ใช่เธอ หากแต่ควรเป็นเยาวชนที่เป็นผู้นำการปฏิวัติของประชาชนในปัจจุบัน อย่างไรก็ตาม เธอขอใช้โอกาสนี้เป็นตัวแทนส่งเสียงแทนพวกเขา และจะมีส่วนร่วมในการอภิปรายอย่างเต็มที่เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมทั้งขอบคุณผู้ดำเนินรายการและผู้ร่วมเสวนาชาวไทยทั้งสองท่านที่มาร่วมแลกเปลี่ยนในครั้งนี้
ขิ่น โอมาร์ เล่าย้อนประสบการณ์ชีวิตของตนเองว่า เมื่อ 37 ปีก่อน เธอจำต้องลี้ภัยออกจากบ้านเกิดในวัยเพียง 20 ปี ในฐานะนักกิจกรรมนักศึกษาที่เข้าร่วมการลุกฮือเพื่อประชาธิปไตยทั่วประเทศ เธอเคยเป็นคนหนุ่มสาวเช่นเดียวกับเยาวชนที่นั่งอยู่ในห้องนี้ วันนี้เธอได้ผ่านประสบการณ์การต่อสู้ การลี้ภัย และการกลับบ้านที่สั้นนัก ในช่วงปี 2010 ภายหลังการเลือกตั้งที่เธอเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งจอมปลอม” ซึ่งแม้จะเปิดโอกาสให้เธอได้กลับเข้าออกประเทศเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี แต่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่องก็ทำให้เธอเกือบถูกจับกุม และต้องลี้ภัยอีกครั้ง โดยประเทศไทยคือสถานที่พักพิงสำคัญ เธอจึงขอบคุณรัฐบาลและประชาชนไทยที่ให้ที่ลี้ภัยและแสดงความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกับชาวเมียนมาในยามวิกฤตเสมอมา
ในการกล่าวถึงสถานการณ์ปัจจุบัน เธอเลือกโฟกัสที่ช่วงเวลา 5 ปีหลังรัฐประหาร โดยชี้ว่าการพูดถึง “ความจริงที่เจ็บปวด” อาจทำให้เกิดความเศร้า แต่ก็เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อเปิดทางสู่อนาคต เธอจึงเริ่มอธิบายภาพรวมสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมา พร้อมยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนว่า หากเมื่อกว่า 30 ปีก่อน เมียนมามีนักโทษการเมืองราว 2,000 คน ปัจจุบันตัวเลขนี้เพิ่มขึ้นเป็นกว่า 20,000 คน และเพียงในช่วงสองเดือนที่ผ่านมา มีผู้สนับสนุนประชาธิปไตยที่ออกมาวิพากษ์การเลือกตั้งจอมปลอมถูกจับกุมกว่า 400 คน
ท่ามกลางความรุนแรงที่กองทัพใช้ปราบปรามประชาชน ขิ่น โอมาร์ เน้นย้ำถึงการตอบสนองของสังคมเมียนมาจากระดับประชาชนถึงประชาชน ไม่ว่าจะเป็นการช่วยเหลือครอบครัวนักโทษ การส่งของจำเป็นเข้าเรือนจำ การพัฒนามาตรการความปลอดภัยทางดิจิทัลเพื่อลดความเสี่ยงจากการสอดแนมด้วยเทคโนโลยีขั้นสูง ตลอดจนการสร้างกลไกคุ้มครองนักกิจกรรมเพื่อให้การต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยยังดำเนินต่อไปได้
เธอยังกล่าวถึงวิกฤตด้านมนุษยธรรมซึ่งมีทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้น โดยย้ำว่าความเสียหายร้ายแรงที่สุดมาจากการกระทำของกองทัพ ปัจจุบันมีประชาชนมากกว่า 3.5 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ จากการทิ้งระเบิด การเผาหมู่บ้าน และการโจมตีทางทหาร นับตั้งแต่ปี 2021 มีการโจมตีทางอากาศมากกว่า 6,000 ครั้ง และในบางช่วง ความถี่ของการทิ้งระเบิดยังสูงกว่าสถานการณ์ในพื้นที่ขัดแย้งระดับโลกอื่น ๆ เสียอีก ผู้พลัดถิ่นเหล่านี้ขาดแคลนอาหาร ที่พักพิง และยา แต่ความช่วยเหลือจากนานาชาติกลับไม่สามารถเข้าถึงได้ เนื่องจากกองทัพปิดกั้นเส้นทางทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางความโหดร้าย เธอได้ถ่ายทอดภาพของความหวังและความเข้มแข็งของประชาชนเมียนมา เด็ก ๆ ที่หนีการทิ้งระเบิดได้รับการศึกษาในป่าและในหลุมหลบภัย แพทย์และอาสาสมัครรักษาผู้บาดเจ็บภายใต้เงื่อนไขอันยากลำบาก แม้กระทั่ง “มหาวิทยาลัยในป่า” ก็สามารถผลิตบัณฑิตแพทย์รุ่นใหม่ได้ ขณะที่ศิลปินและครูอาสาอย่าง Friday ใช้ศิลปะและการศึกษาเยียวยาจิตใจเด็กผู้พลัดถิ่น สิ่งเหล่านี้สะท้อนความยืดหยุ่นและความอดทนอย่างน่าทึ่งของสังคมเมียนมา ซึ่งเธอมองว่าเป็นการต่อสู้ข้ามรุ่นเพื่อเสรีภาพ ประชาธิปไตย และสิทธิมนุษยชน
ขิ่น โอมาร์ กล่าวถึงภาพรวมทางการเมือง โดยชี้ว่าการเลือกตั้งล่าสุดของกองทัพเป็นการเลือกตั้งที่ฉ้อฉลและจอมปลอมที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งยังเกิดขึ้นท่ามกลางการทิ้งระเบิดประชาชนอย่างต่อเนื่อง เหตุผลสำคัญคือกองทัพกำลังสูญเสียการควบคุมพื้นที่ โดยกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของประเทศอยู่ภายใต้การบริหารของขบวนการประชาชน ซึ่งกำลังทดลองรูปแบบการปกครองแบบประชาธิปไตยจากล่างขึ้นบน อย่างไรก็ดี สถานการณ์ยังน่าเป็นห่วง เนื่องจากกองทัพได้รับการสนับสนุนด้านอาวุธจากประเทศอำนาจนิยมอย่างจีน รัสเซีย และอิหร่าน
เธอย้ำว่าช่วงเวลานี้เป็นช่วงเวลาที่ท้าทายอย่างยิ่งสำหรับเมียนมา ก่อนจะส่งต่อเวทีให้ผู้ร่วมเสวนาท่านอื่น เพื่อร่วมกันอภิปรายและแสวงหาหนทางเดินต่อไปของการต่อสู้เพื่อศักดิ์ศรี เสรีภาพ และอนาคตของประชาชนเมียนมา
ขิ่น โอมาร์ ได้สะท้อนมุมมองต่อคำถามเรื่องทางออกของวิกฤตเมียนมา โดยเริ่มจากการรับฟังข้อเสนอของวิทยากรร่วมเวที ซึ่งได้ฉายภาพให้เห็นถึงความเชื่อมโยงของปัญหาต่าง ๆ ที่ไม่ได้กระทบเฉพาะประชาชนเมียนมาเท่านั้น หากยังโยงใยโดยตรงกับประเทศไทย ทั้งในมิติด้านความมั่นคง มนุษยธรรม และนโยบายของรัฐบาล เธอเห็นด้วยกับแนวคิดเรื่องความจำเป็นของการปรับทิศทางเชิงนโยบายของรัฐบาลไทยชุดใหม่ และขอเสริมข้อเสนอในประเด็นนี้อย่างชัดเจน
เธอย้ำว่า ทางออกที่ยั่งยืนซึ่งประชาชนเมียนมากำลังพยายามผลักดันด้วยความเสียสละอย่างยิ่งนั้น ยังอีกยาวไกล หากปราศจาก “มิตร” ที่พร้อมยืนเคียงข้าง โดยเฉพาะประเทศไทย อย่างไรก็ตาม มิตรภาพดังกล่าวไม่อาจจำกัดอยู่เพียงความสัมพันธ์ระดับประชาชนต่อประชาชนเท่านั้น หากแต่ต้องหมายรวมถึงบทบาทเชิงนโยบายของรัฐบาลด้วย เพราะอนาคตของทั้งสองประเทศผูกพันกันอย่างแยกไม่ออก สิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา ไม่ว่าจะดีหรือร้าย ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อประเทศไทยมาโดยตลอดหลายทศวรรษ และสำหรับเธอแล้ว ความเสี่ยงนี้ไม่ใช่ความเสี่ยงตามขนบทั่วไป แต่เป็นความเสี่ยงเชิงโครงสร้าง หรือ systemic risk ที่ต้องได้รับการจัดการอย่างจริงจัง
เมื่อมีคำถามว่ารัฐบาลไทยไม่ได้มีอำนาจต่อรองเหนือรัฐบาลทหารเมียนมา แล้วเหตุใดจึงไม่หันไปสนับสนุนขบวนการของประชาชน ขิ่น โอมาร์ ชี้ให้เห็นว่า แนวทาง “รัฐต่อรัฐ” หรือ “เมืองหลวงต่อเมืองหลวง” นั้นไม่สามารถใช้ได้ผลในบริบทปัจจุบัน เพราะย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้นการพัวพันกับกองทัพ สิ่งที่ควรทำคือการส่งเสริมความช่วยเหลือในลักษณะประชาชนสู่ประชาชน การทำงานข้ามพรมแดนร่วมกันของภาคประชาชน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นจริงแล้วมาอย่างต่อเนื่อง
เธอเสนอว่า แทนที่รัฐบาลไทยจะจัดสรรงบประมาณส่วนหนึ่งของงบประมาณแผ่นดินเพียงลำพัง ควรร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการรณรงค์ต่อประชาคมระหว่างประเทศ เพื่อระดมความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมอย่างจริงจัง ความช่วยเหลือนี้ไม่เพียงเพื่อช่วยชีวิตผู้คนฝั่งเมียนมา แต่ยังเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองประเทศ โดยสามารถส่งผ่านไปยังภาคประชาสังคม ทั้งในเมียนมาและไทย หรือดำเนินการผ่านกลไกของรัฐก็ได้ ตราบใดที่ความช่วยเหลือเหล่านั้นเข้าถึงผู้เดือดร้อนอย่างแท้จริง
ขิ่น โอมาร์ มองว่า ขณะนี้เป็นจังหวะที่เหมาะสมอย่างยิ่ง เพราะการประชุมสุดยอดของ อาเซียน เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ได้มีมติทางการเมืองชัดเจนว่าความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมต้องถูกส่งไปยังผู้ได้รับผลกระทบจากความขัดแย้งและผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ โดยไม่เลือกปฏิบัติ และสามารถดำเนินการผ่านพรมแดนได้ ซึ่งรัฐบาลไทยในฐานะสมาชิกอาเซียนย่อมมีพันธะและโอกาสในการผลักดันเรื่องนี้ เธอเห็นว่า ฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน ควรทำงานร่วมกับ ประเทศไทย และภาคประชาชนเมียนมา เพื่อใช้พันธสัญญาทางการเมืองนี้เป็นจุดเริ่มต้นของการแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ที่ซับซ้อนตามมา
เธอยังเสริมว่า หลังเหตุการณ์แผ่นดินไหวในเมียนมาเมื่อปีที่ผ่านมา ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมจากประชาชนสู่ประชาชนที่เริ่มต้นจากประเทศไทยได้เกิดขึ้นจริงแล้ว และไม่ได้เกิดขึ้นเป็นครั้งแรก หากแต่เป็นกระบวนการที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่องในหลายปีที่ผ่านมา สิ่งที่รัฐบาลไทยควรทำคือการสนับสนุนจาก “เบื้องหลัง” ร่วมกับอาเซียน เพื่อเปิดประตูสู่ความร่วมมือในมิติอื่น ๆ และผลักดันให้เรื่องนี้กลายเป็นวาระเชิงนโยบายที่ต้องลงมือปฏิบัติอย่างจริงจัง
เมื่อถูกถามเพิ่มเติมถึงความหวังในระดับภูมิภาคอาเซียน เมื่อเทียบกับระดับโลก ขิ่น โอมาร์ ตอบอย่างตรงไปตรงมาว่า ไม่ใช่เพราะอาเซียนสมบูรณ์แบบหรือมีประสิทธิภาพสูง หากแต่เป็นเพราะประชาคมโลกได้ผลักภาระวิกฤตเมียนมาให้ตกอยู่ในสนามของอาเซียน จนแทบไม่เหลือทางเลือกอื่น วิกฤตในเมียนมาได้ลุกลามข้ามพรมแดนไปยังประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาค ไม่ว่าจะเป็นผู้ลี้ภัยจำนวนมากในมาเลเซีย การเดินทางไปถึงสิงคโปร์หรืออินโดนีเซีย ซึ่งสะท้อนว่านี่ไม่ใช่ปัญหาภายในประเทศอีกต่อไป
เธอยอมรับว่า อาเซียนในอดีตยังไม่สามารถจัดการวิกฤตนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ก็ยังจำเป็นต้องเดินหน้าผลักดันต่อไป โดยเฉพาะเมื่อมีความหวังมากขึ้นจากบทบาทของฟิลิปปินส์ และเมื่อพิจารณาว่าแม้ประเทศไทยเพียงลำพังอาจไม่มีอำนาจต่อรองมากพอ แต่หากดำเนินการร่วมกันในกรอบอาเซียน ก็ยังมีพลังมากพอที่จะสร้างแรงกดดันและความเปลี่ยนแปลงได้ในระดับหนึ่ง สำหรับขิ่น โอมาร์ การร่วมมือของรัฐและประชาชนในภูมิภาคนี้จึงเป็นความหวังที่ยังไม่ควรถูกทอดทิ้ง ในการคลี่คลายวิกฤตเมียนมาที่ส่งผลต่อทั้งภูมิภาคอย่างลึกซึ้ง
ขิ่น โอมาร์ กล่าวทิ้งท้ายด้วยความเชื่อมั่นอย่างหนักแน่นว่า เมียนมาจะไม่ย้อนกลับไปสู่สภาพเดิมก่อนปี 2021 อีกแล้ว เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอดหลายปีที่ผ่านมาไม่ใช่เพียงความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง หากแต่เป็นการแปรเปลี่ยนทางความคิดและจิตสำนึกของผู้คน โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ ซึ่งเป็นพลังที่ไม่มีใครสามารถหยุดยั้งได้ ไม่ว่ากองทัพหรือแม้แต่ จีน ก็ไม่อาจกดดันหรือชักจูงให้คนหนุ่มสาวเหล่านี้ยอมจำนนได้อีกต่อไป
เธอย้ำว่า ความหวังของขบวนการประชาชนเมียนมาไม่ได้ตั้งอยู่บนคำถามว่าจะได้อะไรจากการต่อสู้ แต่ตั้งอยู่บนความเชื่อมั่นในสิ่งที่พวกเขากำลังทำ ความหวังจึงไม่ใช่ผลลัพธ์ระยะสั้น หากคือศรัทธาในคุณค่าและความหมายของการยืนหยัด เมื่อคนรุ่นใหม่เชื่อมั่นในเส้นทางของตนเอง ความหวังก็ยังคงดำรงอยู่ และแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ก็ยังรออยู่ข้างหน้า เธอกล่าวด้วยประสบการณ์จากการทำงานยาวนานกว่า 37 ปีว่า เธอไม่เคยยอมแพ้ และเชื่อมั่นอย่างยิ่งว่าคนรุ่นใหม่ก็จะไม่ยอมแพ้เช่นเดียวกัน

ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและมนุษยธรรมข้ามแดน: วิกฤตเหมืองแร่ การเมือง กับความมั่นคงของชีวิตผู้คนที่ไร้พรมแดน
เพียรพร ดีเทศน์ กรรมการบริหารมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ เริ่มต้นด้วยการขอบคุณผู้จัดงานทุกฝ่าย รวมถึงองค์กรอย่าง Amnesty International และศิลปินทุกท่านที่ร่วมกันสร้างพื้นที่สนทนาในวันนี้ เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ในโลกใบนี้อาจไม่มีประเทศใด “แคร์เมียนมา” มากไปกว่าประเทศไทยอีกแล้ว ด้วยเหตุผลพื้นฐานที่สุดคือเรามีพรมแดนร่วมกันยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร และทุกสิ่งที่เกิดขึ้นในเมียนมา ไม่อาจหลีกเลี่ยงที่จะส่งผลกระทบต่อประเทศไทยไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง
เธอยกตัวอย่างจากภาพแม่น้ำกก ซึ่งไหลจากรัฐฉาน ผ่านเชียงรายและเชียงใหม่ ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง เมื่อมีการทำเหมืองแร่ทั้งในลำน้ำสาขาและบนลำน้ำหลัก สิ่งที่เกิดขึ้นต้นน้ำย่อมไหลมาถึงปลายน้ำในประเทศไทย ปีที่ผ่านมาเป็นปีแรกที่คนเชียงรายและคนไทยจำนวนมาก “รู้สึกกับตัวเอง” อย่างเป็นรูปธรรมว่า เมื่อประเทศเพื่อนบ้านตกอยู่ในสภาพคอร์รัปชัน ไร้การกำกับดูแล ผลกระทบไม่ได้หยุดอยู่หลังพรมแดน แต่ย้อนกลับมาถึงชีวิตประจำวันของคนไทย ทั้งน้ำดื่ม น้ำใช้ การทำนา ทำไร่ และระบบนิเวศโดยรวม
เพียรพรตั้งข้อสังเกตว่า ในอดีตอาจมีคนมองว่าการเมืองในเมียนมาเป็นเรื่องไกลตัว แต่สถานการณ์เหมืองแร่และผลกระทบต่อแม่น้ำสายสำคัญ เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำโขง และ แม่น้ำสาละวิน กำลังทำให้คนไทยที่ไม่เคยสนใจเมียนมาต้องหันกลับมามองอย่างจริงจัง เพราะน้ำที่ไหลมาจากประเทศเพื่อนบ้านกำลังกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อสุขภาพและความมั่นคงของชีวิตคนไทยโดยตรง
จากประสบการณ์การทำงานเกี่ยวกับเมียนมากว่า 20–25 ปี เธอเล่าย้อนถึงช่วงหลังการเลือกตั้งราวปี 2010 เมื่อพรรคสันนิบาตชาติเพื่อประชาธิปไตย (National League for Democracy: NLD) ชนะการเลือกตั้งอย่างถล่มทลาย บรรยากาศในย่างกุ้งและเมืองต่าง ๆ เต็มไปด้วยความหวัง มีการประชุมทางวิชาการ นิทรรศการ การถกเถียงเรื่องสิ่งแวดล้อมและการปกป้องแม่น้ำอิรวดีอย่างเปิดเผย ผู้ลี้ภัยจำนวนมากเริ่มกลับประเทศ เปิดสำนักงาน ทำงานอย่างมีความหวังว่าเมียนมากำลังก้าวสู่ประชาธิปไตย แต่ความหวังนั้นกลับถูกทำลายลงอย่างรวดเร็วเมื่อเกิดรัฐประหารเมื่อห้าปีก่อน สิ่งที่เหลืออยู่คือบทเรียนอันเจ็บปวดว่า ความฝันไม่อาจเดินไปได้อย่างราบรื่น ทว่าก็ไม่อาจละทิ้งความหวังได้เช่นกัน หนทางเดียวคือการแปรเปลี่ยนความโกรธให้กลายเป็นพลังในการสร้างการรับรู้และการเปลี่ยนแปลงในระยะยาว
เพียรพรเชื่อมโยงสถานการณ์เมียนมากับการเมืองและเศรษฐกิจชายแดนของไทย โดยชี้ให้เห็นว่า หากมองแผนที่ผลการเลือกตั้งของไทย จะเห็นความผิดปกติบางอย่างตลอดแนวพรมแดนตะวันตก ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ลงไปถึงตาก พื้นที่เหล่านี้กลับกลายเป็นพื้นที่ที่ธุรกิจสีดำและสีเทาเติบโตอย่างน่ากังวล ทั้งแก๊งคอลเซ็นเตอร์ การค้ามนุษย์ การฟอกเงิน และอาชญากรรมข้ามชาติ ประเทศไทยกำลังถูกใช้เป็น “ระเบียงอาชญากรรม” เชื่อมต่อเมียนมา ลาว และกัมพูชา เป็นทั้งทางผ่าน ที่พักเงิน และฐานปฏิบัติการของเครือข่ายผิดกฎหมายระดับภูมิภาค
เธอเตือนอย่างจริงจังว่า หากปล่อยให้ระบบนิเวศทางเศรษฐกิจแบบนี้เติบโต ประเทศไทยอาจต้องพึ่งพาอุตสาหกรรมที่สกปรกและทำร้ายผู้คนทั่วโลก ทั้งที่สังคมไทยควรเดินไปในทิศทางของการท่องเที่ยวที่โปร่งใส การศึกษาที่มีคุณภาพ และการพัฒนาศักยภาพของเยาวชน มากกว่าการผลักคนหนุ่มสาวเข้าสู่วงจรอาชญากรรม
ประเด็นที่เพียรพรเน้นหนักที่สุดคือเรื่องเหมืองแร่ โดยเฉพาะเหมือง Critical Minerals และ Rare Earth ในรัฐฉาน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเหมืองเถื่อนที่ไร้การควบคุม มีรายงานว่ามีมากถึงกว่า 2,400 แห่ง เหมืองลักษณะนี้ใช้กรดรุนแรงสกัดแร่ มีอายุสั้นเพียงไม่กี่ปี แล้วทิ้งสารพิษลงสู่แม่น้ำและผืนดิน เมื่อสามปีก่อน เธอเคยอ่านข่าวและรู้สึกสงสารชาวบ้านในเมียนมา แต่วันนี้คนไทยกลับต้อง “สงสารตัวเอง” เพราะผลกระทบจากเหมืองต้นน้ำได้ไหลข้ามพรมแดนมาถึงไทยแล้ว เหตุการณ์น้ำท่วมที่แม่สายและท่าขี้เหล็ก พร้อมโคลนจำนวนมหาศาล เป็นภาพสะท้อนชัดเจนของปัญหานี้
แม้ประเทศไทยยังมีหน่วยงานรัฐบางแห่งที่ทำงานอย่างจริงจัง เช่น กรมควบคุมมลพิษ ที่ตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง แต่ผลตรวจหลายครั้งกลับพบการปนเปื้อนโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนู เกินค่ามาตรฐานในแม่น้ำหลายสาย สารพิษเหล่านี้สะสมในร่างกายมนุษย์และห่วงโซ่อาหาร ก่อความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรัง มะเร็ง และความพิการในคนรุ่นต่อไป คำถามสำคัญที่เธอตั้งคือ เหตุใดปัญหาที่ชัดเจนเช่นนี้จึงยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง หรือว่า “มูลค่าของแร่” สำคัญกว่าชีวิตประชาชนและอนาคตของแผ่นดิน
เพียรพรสะท้อนความรู้สึกชื่นชมต่อความเข้มแข็งของประชาชนเมียนมา ที่ลุกขึ้นยืนหยัดต่อสู้ท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันโหดร้าย พร้อมย้ำว่าคนไทยเองก็ให้ความใส่ใจและเมื่อวันนี้คนไทยเริ่มได้รับผลกระทบโดยตรง ความโกรธและความกังวลนี้ควรถูกแปรเปลี่ยนเป็นพลังในการสร้างการเปลี่ยนแปลง เธอเตือนว่า สิ่งที่น่ากลัวที่สุดคือการที่การเลือกตั้งและกลไกรัฐสภาอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือ “ฟอกขาว” ความผิด ทำให้สิ่งที่ไม่ถูกต้องกลายเป็นเรื่องปกติ ท่ามกลางการแย่งชิงทรัพยากรของมหาอำนาจต่าง ๆ
แม้ไม่อาจคาดเดาได้ว่าสถานการณ์จะจบลงอย่างไร เพียรพรย้ำว่าหนทางข้างหน้าคือการยืนเคียงข้างกัน เรียนรู้ให้มากขึ้น ฉลาดและเข้มแข็งขึ้น เพื่อให้วันหนึ่งสังคมของเราจะเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่า ทั้งสำหรับเมียนมา ประเทศไทย และภูมิภาคนี้โดยรวม
ตั้งคำถามอย่างตรงไปตรงมาถึงความล้มเหลวของรัฐในการจัดการปัญหาที่เป็นรูปธรรมและกระทบชีวิตผู้คนโดยตรง ไม่ว่าจะเป็นกรณีสแกมเซ็นเตอร์ หรือมลพิษจากเหมืองที่ปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำสายสำคัญอย่างแม่น้ำกก แม่น้ำโขง และแม่น้ำสาละวิน เธอชี้ให้เห็นว่าที่ผ่านมา แม้จะมีการพูดคุยผ่านกลไกอย่างคณะกรรมการชายแดนไทย–พม่า (TBC) หรือมีการข้ามไปประชุมถึงท่าขี้เหล็ก แต่คำตอบที่ได้กลับเป็นเพียงว่า “ทำอะไรไม่ได้” เพราะไม่สามารถสั่งการฝั่งเมียนมาได้ อย่างไรก็ตาม เพียรพรตั้งข้อสังเกตว่า หากรัฐบาลไทยเป็นรัฐบาลที่สุจริตและมองเห็นความเดือดร้อนของประชาชนจริง ย่อมไม่อาจนิ่งเฉยต่อการที่เหมืองปล่อยพิษลงสู่แหล่งน้ำซึ่งประชาชนใช้ดำรงชีวิตได้ ปัญหาที่แท้จริงจึงไม่ใช่การไม่มีทางออก แต่คือการขาดผู้มีอำนาจที่ให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหานี้เหนือผลประโยชน์อื่นใด
เพียรพร กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แท้จริงแล้ว ประเทศไทย มีทุกอย่างพร้อมสรรพ ทั้งทรัพยากร เทคโนโลยี เงินทุน และมันสมอง สิ่งเดียวที่ขาดหายไปจนทำให้ปัญหาต่าง ๆ ไม่ถูกแก้ไข คือ “สามัญสำนึก” และ “ความสุจริต” ที่ตั้งอยู่บนความรักและความห่วงใยต่อประชาชน หากสองสิ่งนี้มีอยู่ ปัญหาจำนวนมากที่ดูเหมือนซับซ้อนก็ไม่ใช่เรื่องเกินเอื้อม ไม่เกินความสามารถ และไม่เกินศักยภาพของประเทศเลย
เธอชี้ว่า การที่ปัญหาหลายเรื่องติดขัดไปทุกทาง ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับว้า การคุยกับจีน หรือการโยนความรับผิดชอบไปมา ล้วนสะท้อนท่าทีของการ “ไม่อยากแก้ปัญหา” มากกว่าการ “แก้ไม่ได้” เพราะในความเป็นจริง คำตอบมีอยู่แล้วทั้งหมด จดหมายจากจีนที่อ้างว่าไม่เกี่ยวข้อง การใช้เอกสารพม่าในราคาหลักพันบาท ล้วนเป็นรายละเอียดที่ชี้ให้เห็นว่า หากมีเจตจำนงทางการเมืองที่แท้จริง ปัญหาเหล่านี้สามารถจัดการได้
เพียรพรยกตัวอย่างให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เหมืองแร่แรร์เอิร์ธไม่ได้มีอยู่เฉพาะในประเทศกำลังพัฒนาเท่านั้น ใน สหรัฐอเมริกา และ ออสเตรเลีย ก็มีเหมืองประเภทนี้เช่นกัน แต่การทำเหมืองมีต้นทุนสูงและต้องสะอาดอย่างยิ่ง ใช้เทคโนโลยีและหุ่นยนต์ ไม่ใช่แรงงานคนที่ทำงานอย่างเสี่ยงอันตรายและปล่อยมลพิษแบบที่เห็นในหลายพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ภาพเหล่านี้ยิ่งตอกย้ำว่า ปัญหาข้ามพรมแดนด้านสิ่งแวดล้อมและธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่ประเทศไทยต้องแบกรับอยู่ เปรียบเสมือนการเป็น “กระดาษทิชชู่” รองรับความสกปรกจากที่อื่น ทั้งที่ในความเป็นจริง ปัญหาเหล่านี้สามารถแก้ไขได้ เพียงแต่ยังไม่ถูกทำให้เกิดขึ้นเท่านั้นเอง
เธอเน้นว่า การเมืองภายในของประเทศไทยมีนัยสำคัญอย่างยิ่งต่อสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้าน ในช่วงเวลาที่ไทยเคยมีกฎหมายเข้มแข็ง มีวุฒิสภาจากการเลือกตั้ง และมีกลไกด้านสิทธิมนุษยชนที่แข็งแรง โครงการทำลายล้างสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค เช่น การระเบิดแก่งแม่น้ำโขง แทบไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ใช่เพราะเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะมีระบบตรวจสอบ ถ่วงดุล และการสอดส่องที่เข้มแข็งกว่าปัจจุบัน นั่นสะท้อนว่า “เราเคยดีกว่านี้” และคำถามสำคัญคือ จะทำอย่างไรให้เรากลับไปอยู่ในจุดนั้นได้อีกครั้ง
เพียรพรยังเชื่อมโยงมุมมองนี้กับศิลปะที่ปรากฏในพื้นที่การเสวนา ซึ่งสะท้อนความบีบคั้น หดหู่ และความรู้สึกอยากมีชีวิตที่ดีกว่านี้ เธอเปรียบเทียบกับงานศิลปะของศิลปินไทยและศิลปินเมียนมาในช่วงกว่าสิบปีก่อน ที่เคยสะท้อนพลัง ความหวัง และความเบ่งบานมากกว่านี้ ภาพที่เห็นในวันนี้ไม่ใช่เพราะอนาคตที่ดีเป็นไปไม่ได้ แต่เพราะโครงสร้างทางการเมืองและศีลธรรมสาธารณะที่บีบคั้นผู้คนให้ติดอยู่ในสภาพเช่นนี้
ในท้ายที่สุด เพียรพรย้ำว่า ทั้งเมียนมาและประเทศไทยต่างมีทรัพยากรมากมาย มีคนหนุ่มสาวที่พร้อมจะก้าวเดินไปด้วยกัน สิ่งที่ขาดไม่ใช่ศักยภาพ แต่คือความรักในประชาชนและความสุจริตที่อยากเห็นสังคมเติบโตอย่างเต็มที่ หากสองสิ่งนี้เกิดขึ้นจริง ความหวังในการมีชีวิตที่ดีกว่านี้ก็ไม่ใช่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ แต่เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดขึ้นได้จริง

แร่แรร์เอิร์ธ สงครามอิทธิพล อาชญากรรมข้ามชาติ อนาคตลุ่มน้ำโขง และตำแหน่งแห่งที่ของเมียนมาและไทย
สุภลักษณ์ กาญจนขุนดี นักข่าวอิสระและผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศในอาเซียน เริ่มต้นด้วยการชี้ให้เห็นว่าทุกปี ไม่ว่าจะเป็นช่วงเดือนกุมภาพันธ์หรือสิงหาคม ประเด็นเรื่องพม่ายังคงถูกหยิบยกขึ้นมาพูดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ราวกับเป็นวาระประจำที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ สำหรับเขา พม่าไม่ใช่เพียงประเทศเพื่อนบ้านธรรมดา แต่เป็นประเทศที่ติดตามศึกษาอย่างต่อเนื่องมาตั้งแต่สมัยยังเรียนไม่จบ ติดตามพัฒนาการตั้งแต่ยุคที่นักการเมืองฝ่ายค้านยังไม่ออกจากประเทศ จนถึงปัจจุบัน แม้ในช่วงหลัง โดยเฉพาะหลังยุครัฐบาลประยุทธ์ งานของเขาจะไม่ใช่งานข่าวเชิงรายวันหรือเชิงวารสารอีกต่อไป แต่เป็นงานเชิงยุทธศาสตร์ในลักษณะ Strategic Paper ที่ตั้งใจเขียนขึ้นเพื่อใช้เป็นกรอบคิดในการรับมือสถานการณ์พม่าอย่างจริงจัง
งานชิ้นนี้มีวัตถุประสงค์สำคัญสองประการ ประการแรก คือความปรารถนาให้พม่าพัฒนาไปในทิศทางที่ดีขึ้นในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ผูกพันกันอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และประการที่สอง คือการกระตุ้นให้ประเทศไทยตระหนักว่า เราไม่สามารถทอดทิ้งประเทศเพื่อนบ้านได้ เพราะไม่ว่าปัญหาในพม่าจะดำเนินไปอย่างไร ผลกระทบย่อมย้อนกลับมาถึงไทยเสมอ คำถามที่เขามักถูกถามจากผู้มีอำนาจในระดับปฏิบัติการหรือที่เรียกกันตรงไปตรงมาว่า “รัฐพันลึก” (Deep State) คือ หากไทยเข้าไปมีบทบาทหรือช่วยแก้ปัญหาพม่า ไทยจะได้ประโยชน์อะไร คำถามนี้เองที่เขาพยายามตอบอย่างเป็นระบบ โดยชี้ให้เห็นทั้งปัญหาที่กำลังจะเกิดขึ้นกับไทย และเหตุผลว่าทำไมไทยจึงควรมีส่วนร่วมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
กรอบวิเคราะห์สำคัญเริ่มจากความเปลี่ยนแปลงด้านภูมิรัฐศาสตร์ของโลก ซึ่งกำลังเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็ว แนวโน้มใหม่คือ ทุกประเทศเข้าไปเกี่ยวข้องกับประเทศอื่นโดยตั้งอยู่บนฐานผลประโยชน์ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นสหรัฐ จีน รัสเซีย หรือมหาอำนาจใด ล้วนไม่ได้เข้ามาด้วยเจตนาดีล้วนๆ หากแต่เพื่อแสวงหาและรักษาผลประโยชน์ของตน ในบริบทพม่า ประเทศที่ไทยไม่อาจละเลยได้มากที่สุดคือ จีน ซึ่งมีผลประโยชน์หลากหลาย ทั้งเชิงยุทธศาสตร์ในมหาสมุทรอินเดีย การแข่งขันอำนาจกับอินเดีย ผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจในฐานะนักลงทุนและคู่ค้ารายใหญ่ รวมถึงโครงการ China–Myanmar Economic Corridor ที่เชื่อมพม่ากับจีนตอนใต้ นอกจากนี้ พม่ายังเป็นหนึ่งในแหล่งผลิตแร่หายากของโลก ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่ออุตสาหกรรมสมัยใหม่ ตั้งแต่โทรศัพท์มือถือไปจนถึงอาวุธยุทโธปกรณ์ ทำให้พม่ากลายเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ใหม่ที่จีนให้ความสนใจอย่างจริงจัง
จีนยังมีบทบาทด้านความมั่นคงผ่านความสัมพันธ์กับกองทัพพม่าและกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธหลายกลุ่ม โดยเฉพาะในภาคเหนือ ความสัมพันธ์เหล่านี้ทำให้จีนมีอำนาจต่อรองสูง สามารถทั้งกดดันกองทัพพม่าและควบคุมกลุ่มชาติพันธุ์ไม่ให้กระทบต่อผลประโยชน์ของตนเอง ขณะเดียวกัน จีนยังให้ความสำคัญกับความมั่นคงชายแดน ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ และระบบเศรษฐกิจนอกระบบอย่าง “สแกมเมอร์” ซึ่งไม่ใช่เพียงแก๊งอาชญากรรมธรรมดา แต่เป็นระบบเศรษฐกิจคู่ขนานระดับโลกที่สร้างปัญหาให้กับหลายประเทศ รวมถึงจีน ไทย และสหรัฐ
ในอีกด้านหนึ่ง บทบาทของ สหรัฐอเมริกา ก็ถูกอธิบายอย่างตรงไปตรงมา สหรัฐไม่ได้เข้ามาในพม่าเพื่อสร้างประชาธิปไตยหรือส่งเสริมสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก หากแต่เพื่อถ่วงดุลอำนาจจีน การกดดันกองทัพพม่าในอดีตกลับยิ่งผลักให้พม่าพึ่งพาจีนมากขึ้น ทำให้สหรัฐต้องทบทวนยุทธศาสตร์ใหม่ โดยมองหาเครื่องมือหรือผลประโยชน์อื่นมาเป็นแรงจูงใจ หนึ่งในนั้นคือทรัพยากรแร่หายาก ซึ่งสหรัฐเคยมองข้ามไปในอดีต จนกระทั่งตระหนักว่าการถอนตัวก่อนหน้านั้นอาจเป็นความผิดพลาด นโยบายของรัฐบาล โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขยายสถานการณ์ฉุกเฉินเกี่ยวกับพม่า จึงสะท้อนว่าพม่ากำลังกลับมาอยู่ในเรดาร์เชิงยุทธศาสตร์ของสหรัฐอีกครั้ง
ประเทศมหาอำนาจอีกประเทศที่มักถูกมองข้ามคือ อินเดีย ซึ่งมีผลประโยชน์คล้ายจีน แม้จะอยู่ในสัดส่วนที่เล็กกว่า อินเดียต้องการสร้างเส้นทางเศรษฐกิจเพื่อเชื่อมต่อกับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และมีความกังวลด้านความมั่นคงในมหาสมุทรอินเดีย โดยเฉพาะเมื่อจีนเข้าไปพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานที่อาจใช้ทางทหารได้ใกล้พื้นที่ยุทธศาสตร์ของอินเดีย พม่าจึงกลายเป็นพื้นที่แข่งขันอิทธิพลระหว่างจีนและอินเดียไปโดยปริยาย
เมื่อหันกลับมามองผลกระทบต่อประเทศไทย สุภลักษณ์ชี้ว่าไทยกำลังเผชิญปัญหาหลายด้าน ทั้งความมั่นคงตามแนวชายแดน ภัยคุกคามแบบดั้งเดิมและไม่ดั้งเดิม การไหลบ่าของอาชญากรรมข้ามชาติ การค้ามนุษย์ และผลกระทบจากสงครามกลางเมืองในพม่า ความไม่มั่นคงเหล่านี้บีบให้รัฐไทยต้องลงทุนด้านเทคโนโลยีความมั่นคงมากขึ้น แทนการพึ่งพากำลังพลแบบเดิม ขณะเดียวกัน มาตรการแก้ปัญหาแบบง่ายๆ เช่น การตัดไฟ ตัดอินเทอร์เน็ต หรือปิดชายแดน เพื่อจัดการสแกม กลับสร้างผลกระทบต่อประชาชนทั่วไปมากกว่ากลุ่มอาชญากรรม สะท้อนว่าปัญหา non-traditional security ต้องการการจัดการที่ฉลาดและความร่วมมือระหว่างประเทศมากกว่านี้
อีกผลกระทบสำคัญคือการค้าชายแดนที่หดตัวอย่างรวดเร็ว เนื่องจากพม่าพยายามควบคุมเส้นทางการค้าเพื่อจำกัดทรัพยากรของกลุ่มติดอาวุธ ส่งผลให้ผู้ค้าชายแดนไทยได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะเดียวกัน ประเด็นแรงงานพม่าก็กลายเป็นโจทย์ใหญ่ แรงงานพม่าจำนวนมากเป็นกำลังสำคัญของเศรษฐกิจไทย แต่กระแสชาตินิยมที่มองแรงงานข้ามชาติเป็นผู้แย่งงาน กลับสวนทางกับความจริงที่ไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมสูงวัย สุภลักษณ์เสนอให้มองแรงงานและผู้ลี้ภัยพม่าในกรอบใหม่ ไม่ใช่เพียงปัญหาด้านมนุษยธรรม แต่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างเศรษฐกิจที่สามารถสร้างคุณค่าและ productivity ให้กับสังคมไทยได้
เขาเสนอกรอบคิดสำคัญว่า ปัญหาพม่าไม่ควรถูกมองเป็นเพียงประเด็นนโยบายต่างประเทศแบบเดิมอีกต่อไป แต่ควรถูกมองเป็น “ความเสี่ยงเชิงระบบ” (systematic risk) ของไทย ความเสี่ยงเชิงโครงสร้างที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ และหากจัดการอย่างสร้างสรรค์ ก็อาจแปรเปลี่ยนเป็นโอกาสในการอยู่ร่วมกัน เขายอมรับว่า วันนี้แทบไม่มีใครในสังคมไทยฝันว่าไทยจะเป็นผู้สร้างสันติภาพในพม่าได้เหมือนในอดีต เพราะอำนาจและเครื่องมือของไทยไม่เทียบเท่าจีน แต่สิ่งที่ไทยยังทำได้คือการเปลี่ยนวิธีคิด เปลี่ยนสายตาที่มองเพื่อนบ้าน มองพม่าและชาวพม่าในฐานะมนุษย์ที่มีศักยภาพ เป็นเพื่อนบ้านที่สามารถเติบโตไปพร้อมกันได้ ไม่ใช่เพียงภาระหรือปัญหาที่ต้องผลักออกไปจากชายแดน
สุภลักษณ์ย้ำว่า หากไทยยังต้องพูดถึงพม่าในทุกๆ ปี คำถามสำคัญไม่ใช่ว่าเราจะหลีกหนีปัญหานี้อย่างไร แต่คือเราจะอยู่กับมันอย่างเข้าใจ เท่าเทียม และสร้างสรรค์ได้อย่างไรต่างหาก
ขยายภาพปัญหาไปในระดับโครงสร้างและภูมิรัฐศาสตร์ โดยสะท้อน “ภาวะอิหลักอิเหลื่อ” (Dilemma) สำคัญที่ภูมิภาคกำลังเผชิญ เขาชี้ว่าในปัจจุบัน จีน มีบทบาทนำในการควบคุมตลาดและการผลิตแร่แรร์เอิร์ธ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญของเทคโนโลยีสมัยใหม่ แต่ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมกลับถูกผลักออกมานอกประเทศ ผ่านการ “เอาต์ซอร์สความสกปรก” ไปยังประเทศเพื่อนบ้าน แม้ในจีนเองจะยังมีเหมืองประเภทนี้อยู่ แต่ก็มีกรอบกฎหมายและการบังคับใช้ที่เข้มงวดกว่ามาก
เขาตั้งคำถามว่า หากจีนสามารถจัดการปัญหาสแกมเซ็นเตอร์ได้ หรือสามารถฟื้นฟูคุณภาพอากาศในกรุงปักกิ่งภายในเวลาเพียงไม่กี่ปี เหตุใดจึงไม่สามารถใช้มาตรฐานเดียวกันในการแก้ปัญหามลพิษทางน้ำในลุ่มน้ำโขงได้ สุภลักษณ์เสนอว่า ประเทศในภูมิภาค โดยเฉพาะรัฐบาลไทยและประเทศลุ่มน้ำโขง ควรร่วมมือกันอย่างจริงจัง ตั้งแต่การประสานงานกับกัมพูชา เวียดนาม ลาว และเมียนมา เพื่อสร้างจุดยืนร่วมกันในการเจรจากับจีน
เขาเห็นว่า กลไกอย่าง กรอบความร่วมมือแม่โขง–ล้านช้าง (LMC) ควรถูกใช้เป็นพื้นที่ต่อรองเชิงนโยบายอย่างสร้างสรรค์ โดยประเทศปลายน้ำสามารถส่งสัญญาณที่ชัดเจนไปยังจีนว่า นักลงทุนที่ดำเนินกิจการในพื้นที่อ่อนไหว เช่น เขตปกครองของว้า ต้องปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม หากไม่สามารถผลิตอย่างสะอาดได้ ตลาดในภูมิภาคก็อาจไม่รับซื้อสินค้าเหล่านั้นอีกต่อไป เพราะไม่ว่าจะขายให้ไทย สหรัฐ หรือประเทศใด ต่างก็ต้องเผชิญกับมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดเช่นเดียวกัน นี่คือการใช้ “อำนาจของอุปสงค์” หรือ demand side เพื่อควบคุมพฤติกรรมการผลิต
สุภลักษณ์ยังชี้ให้เห็นว่า หากจีนจริงจังและไม่เห็นแก่ประโยชน์เฉพาะหน้า การเอาต์ซอร์สความสกปรกไปยังเมียนมาและปล่อยให้ไหลลงสู่แม่น้ำโขง ย่อมย้อนกลับมาสร้างผลกระทบต่อผู้ลงทุนและผลประโยชน์ของจีนเองในระยะยาว เขาเชื่อว่า ในระดับนโยบายและยุทธศาสตร์ ประเทศในอาเซียนต้องคิดไปในทิศทางเดียวกัน รัฐบาลต้องเข้มแข็งและมีจุดยืนร่วม เพื่อสร้างอำนาจต่อรองกับจีนให้ได้
เขาเน้นย้ำว่า แท้จริงแล้วไม่จำเป็นต้องรอความเป็นเอกภาพของทั้งอาเซียน เพียงแค่ห้าประเทศปลายน้ำในลุ่มแม่น้ำโขงก็มีน้ำหนักเพียงพอในการส่งเสียง จีนในฐานะประเทศที่ต้องการเป็นผู้นำโลก ควรถูกผลักดันให้เป็นผู้นำที่ “ฉลาด” และ “สะอาด” ท่ามกลางการแข่งขันกับสหรัฐในการกำหนดระเบียบโลกใหม่ ประเทศเล็ก ๆ ในภูมิภาคไม่ควรมัวแต่ขัดแย้งกันเอง แต่ควรใช้บริบทนี้เป็นโอกาสในการยืนยันปัญหาหลักของตนอย่างชัดเจน
ในโลกที่แร่แรร์เอิร์ธเป็นหัวใจของเทคโนโลยีและเป็นที่ต้องการของทุกประเทศ คำถามสำคัญจึงไม่ใช่ว่าจะผลิตหรือไม่ แต่คือเหตุใดจึงไม่สามารถผลิตให้สะอาดกว่านี้ได้ สำหรับสุภลักษณ์ การยืนหยัดในหลักการนี้ไม่เพียงเพื่อปกป้องสิ่งแวดล้อมของลุ่มแม่น้ำโขงเท่านั้น หากยังเป็นหนทางไปสู่ “โลกที่ดีกว่า” ซึ่งทุกฝ่ายควรมีส่วนร่วมในการสร้าง
ผู้เชี่ยวชาญด้านการต่างประเทศได้สะท้อนภาพสถานการณ์ในระดับโลก โดยชี้ว่าโลกกำลัง “เลี้ยวขวา” มากขึ้น กระแสอนุรักษนิยม อำนาจนิยม และชาตินิยมกำลังทวีความเข้มข้น ในบริบทเช่นนี้ เขาเห็นว่าเราจำเป็นต้องมองโลกให้กว้างขึ้น และโอบอุ้มเพื่อนบ้านของเราในฐานะ “มนุษย์ต่อมนุษย์” ไม่ว่าการเมืองจะเป็นเช่นไร เพราะผู้คนจำนวนมาก โดยเฉพาะตามแนวชายแดน กำลังเผชิญความยากลำบากอย่างแท้จริง
ในฐานะผู้ทำงานเกี่ยวกับเมียนมาอย่างยาวนาน สุภลักษณ์กล่าวด้วยน้ำเสียงของคนรุ่นเก่าว่า เขาดีใจที่ได้เห็นคนรุ่นใหม่ลุกขึ้นมาพูดและขับเคลื่อนประเด็นเหล่านี้ ขณะเดียวกันก็เตือนว่า สังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ และไม่อาจสงวนโอกาสหรือพื้นที่ไว้ให้คนรุ่นเก่าเพียงฝ่ายเดียวอีกต่อไป ประเทศไทยจำเป็นต้องเปิดรับสิ่งใหม่ ๆ รวมถึงผู้คนจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งสามารถเข้ามามีบทบาทในงานสร้างสรรค์และเป็นประโยชน์ต่อสังคมได้ งานเหล่านี้ควรได้รับการยอมรับและให้คุณค่ามากกว่าที่เป็นอยู่
เขาย้ำว่า ไม่ว่าจะมีเชื้อชาติหรืออัตลักษณ์แบบใด และไม่ว่าเราจะรักประเทศไทยมากเพียงใด ก็ไม่มีเหตุผลใดที่จะกีดกันเพื่อนบ้านออกจากสังคมไทย เพราะหากพูดกันอย่างตรงไปตรงมา ไทยและเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงประเทศเพื่อนบ้านเท่านั้น หากแต่มีความใกล้ชิดผูกพันกันราวกับเป็นญาติพี่น้องกันมาอย่างยาวนาน การโอบอุ้มและอยู่ร่วมกันด้วยศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของความเมตตา หากคือหนทางสำคัญในการก้าวข้ามความมืดมนของยุคสมัย และเดินไปสู่อนาคตที่ดีกว่าร่วมกัน


Leave a comment