Author: etoswatchgmailcom
-

20 ปีที่สายน้ำสาละวินยังต้องสู้ แม้ต้านเขื่อนได้ แต่มิอาจหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพิษเหมือง
เช้าตรู่ของวันที่ 14 มีนาคม 2568 ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ณ บ้านสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อากาศยังเย็นสบายจากที่เมื่อคืนมีฝนตกหนักกอปรกับสายลมยามเช้า เสียงเด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านสบเมยและโรงเรียนอื่น ๆ จากหลายพื้นที่ที่มาร่วมแสดงพลังดังก้องไปตามทาง พวกเขาร้องเพลง “Salween in the World, River Never Die” ด้วยเสียงใส ๆ ไปพร้อมกับชูป้ายผ้ารณรงค์สามภาษา – ไทย อังกฤษ และกะเหรี่ยง – ที่เขียนข้อความเด่นชัด “No Dam”,“Save Salween” ,“Rights of Rivers สิทธิแม่น้ำ” และ “ไม่เอาเขื่อน” เด็ก ๆ เดินเท้าจากโรงเรียนลงไปยังหาดทรายกว้างใหญ่ที่สองสายน้ำคือเมยและสาละวินบรรจบกันอย่างสงบ 14 มีนาคม ปีนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมรำลึกธรรมดา แต่เป็น “วันสากลเพื่อการปกป้องแม่น้ำ” หรือ International Day of Action for Rivers เพื่อแม่น้ำสาละสิน…
-

งอกงามท่ามกลางวิกฤตและสัจจะแสลงใจในเมียนมา: รัฐประหารในเมียนมาและหนทางที่ควรไปต่อ
ท่ามกลางความรุนแรงในทุกมิติที่ปกคลุมสถานการณ์ในเมียนมา วิกฤตด้านสิทธิมนุษยชน ความสูญเสีย และการพลัดพรากยังคงดำเนินต่อเนื่องมานานกว่า 5 ปีหลังการรัฐประหาร ขณะเดียวกัน ภายใต้ซากปรักหักพังของความรุนแรงและการกดขี่ พลังการยืนหยัดของประชาชนกลับไม่เคยเลือนหาย หากแต่ “งอกงาม” ขึ้นอย่างค่อยเป็นค่อยไป เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ความหวัง และความเชื่อมั่นในศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ด้วยเหตุนี้ แอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล ประเทศไทย ร่วมกับ เสมสิกขาลัย (SEM) และ Asia Justice and Rights (AJAR) จึงได้ร่วมกันจัดนิทรรศการและเวทีเสวนาในหัวข้อ “งอกงามท่ามกลางวิกฤตและสัจจะแสลงใจในเมียนมา” เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวตลอดห้าปีหลังรัฐประหาร ผ่านประสบการณ์ตรงของผู้ได้รับผลกระทบ เสียงของผู้ลี้ภัย งานศิลปะ และบทบันทึกแห่งความสูญเสียที่ยังไม่ถูกเยียวยา นิทรรศการนี้ไม่ได้เป็นเพียงพื้นที่ของการรำลึก หากแต่เปิดพื้นที่ให้ผู้ชมได้ใคร่ครวญถึงความจริงอันเจ็บปวด สิ่งที่ต้องเปลี่ยนแปลง และหนทางของอนาคตที่ยังไม่ถูกปิดตาย กิจกรรมดังกล่าวจัดขึ้นระหว่างวันที่ 10 กุมภาพันธ์ – 1 มีนาคม 2569 ณ หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) โดยมีพิธีเปิดนิทรรศการในวันที่ 12 กุมภาพันธ์ และเวทีเสวนาในวันที่ 14 กุมภาพันธ์…
-

กสม. เผยโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาโดยบริษัททุนไทยใน สปป. ลาว เสี่ยงส่งผลกระทบข้ามพรมแดนในพื้นที่จังหวัดน่าน แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งรับรองว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาใน สปป. ลาว โดยบริษัททุนไทย มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในจังหวัดน่าน รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังจากที่เราในฐานะผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ได้รอคอยผลการตรวจสอบและพิจารณามานานกว่า 2 ปีครึ่ง การมีมติครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กสม. ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ข้ามพรมแดน ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอทอย่างถาวร การเปิดเผยข้อมูลมลพิษแบบเรียลไทม์ การจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) รายโครงการ และการพัฒนากลไกเฝ้าระวังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ไปจนถึงคำแนะนำเชิงเร่งรัดให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพัฒนากลไกศูนย์ประสานงานแห่ง (National Contact Point: NCP) ของ OECD ล้วนเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ในฐานะผู้ยื่นเรื่องและเครือข่ายที่ติดตามการลงทุนไทยในต่างประเทศมานาน เราเห็นว่ามติของ กสม. ครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันข้อเท็จจริงที่ชุมชนในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ได้เผชิญมานานหลายปี เช่น หมอกควันดำ ฝุ่น PM2.5 สารปรอทสะสมในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร…
-

เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินมาถึงหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่คูหาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง “กาเห็นชอบ” ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเตรียมตัวเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพูดถึงอย่างเข้มข้นในช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์และคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิ ยังมีคำถามสำคัญที่สังคมไม่ควรละเลย ก่อนจะจรดปากกาในคูหา เราจำเป็นต้องทำการบ้านร่วมกันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนออยู่นั้น เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” หรือเป็น “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง ถูกใช้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงามบนเวทีหาเสียง หรือกลายเป็นไม้ประดับที่ขาดน้ำหนักในทางปฏิบัติ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนคือรากฐานของความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคของประชาธิปไตย ที่จบลงเมื่อเราหย่อนบัตรเลือกตั้งสามใบลงในคูหา หากแต่เป็นการเดิมพันที่เกี่ยวพันโดยตรงกับชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทาง Amnesty International Thailand และ สำนักข่าว The Reporter ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเวทีเสวนาออนไลน์ “Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” โดย ฐปณีย์…
-

จากการส่งเสริมสู่การคุ้มครอง: บทบาทผู้แทนไทยใน AICHR กับความคาดหวังของภาคประชาสังคม
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Right: AICHR) กับภาคประขาสังคมไทย ประจำปี 2569 สะท้อนให้เห็นทั้งพัฒนาการ ความก้าวหน้า และข้อท้าทายของกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของอาเซียนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ รวมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากตัวแทนภาคประชาสังคมและองค์การด้านการพัฒนามากกว่า 40 – 50 องค์กร ฉัตรวดี จินดาวงษ์ รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดว่าในปี 2568 เป็นหมุดหมายสำคัญของ AICHR มีการจัดทำการทบทวนคำประกาศอาเซียน 2 ฉบับ และมีการรับรองวิสัยทัศน์ใหม่ซึ่งจะใช้ไปอีก 20 ปี ในการบรรลุเป้าหมายของอาเซียนในอนาคต โดยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 (ASEAN 2045: Our Shared Future) มี…
-

กา “เห็นชอบ” ประชามติ เปิดทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่ใส่ใจสิทธิในสิ่งแวดล้อมกับความเป็นไปได้ในการวางแนวทางธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่ไปไกลกว่าพรมแดน
ท่ามกลางบรรยากาศของการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังคุกรุ่นในช่วงต้นปี 2569 นี้ กลิ่นอายของความหวังและการเปลี่ยนแปลงดูจะอบอวลไปพร้อมกับลมหนาวที่พัดพาเอามลพิษข้ามพรมแดนและฝุ่นควันมาสู่ชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมด้วยสารพิษที่ยังคงรุนแรงในแหล่งน้ำโดยเฉพาะในลุ่มน้ำภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันตก ซึ่งค่อย ๆ ซึมเข้าห่วงโซ่อาหารจากการทำเหมืองนอกพรมแดนไทย แต่ประชาชนยังคงแบกรับกรรมข้ามปี การยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกผู้แทนชุดใหม่ก่อนกำหนดวาระรัฐบาลโดยปกติเท่านั้น แต่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ ยังมีวาระสำคัญยิ่งยวดนั่นคือการออกเสียงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมของกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะบอกว่าเราจะเดินหน้าไปสู่ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน หรือจะยังคงติดหล่มอยู่ในวงจรของรัฐรวมศูนย์ที่แช่แข็งสิทธิของประชาชนเอาไว้ภายใต้ร่มเงาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เป็นมรดกจากการรัฐประหาร หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านเลนส์ของสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน เราจะเห็นความรุ่งโรจน์และความร่วงโรยที่ชัดเจนอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้วางรากฐานสำคัญในการกระจายอำนาจและรับรองสิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนเพื่อบำรุงรักษาและได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ 2540 คือหมุดหมายสำคัญที่ยอมรับการมีอยู่ของ “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ในการจัดการทรัพยากร และมาตรา 56 ที่ยืนยันว่าสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนผ่านจากการที่รัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว มาเป็นการยอมรับอำนาจของประชาชนในฐานะเจ้าของถิ่นฐาน ความก้าวหน้าดังกล่าวถูกสานต่อและยกระดับให้เข้มข้นขึ้นในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ในเชิงเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับสร้างกลไกที่ค่อนข้างมีพลัง โดยเฉพาะมาตรา 66 ที่ขยายสิทธิชุมชนให้ครอบคลุมถึงชุมชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องเป็นชุมชนดั้งเดิม และที่สำคัญที่สุดคือมาตรา 67 ที่กำหนดว่าโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง…
-

เข็มทิศประเทศไทย-ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า
เมื่อวันที่ 16 มกราคม ณ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้จัดเวทีระดมสมองในงานสัมมนา หัวข้อ “เข็มทิศประเทศไทย-ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า” จากการตระหนักถึงภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษสิ่งแวดล้อมข้ามแดน รวมถึงพื้นที่พิพาทชายแดน ที่มาพร้อมกับกับช่วงของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ว่าจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก ผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ, พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทยกัมพูชา, ไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชนด้านข่าวต่างประเทศ และฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ การทูตในโลกหลายขั้ว ระบบพหุภาคีถดถอย และโจทย์การต่างประเทศของไทย พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอภาพรวมและมุมมองด้านการต่างประเทศโดยชี้แจงตั้งแต่ว่าการนำเสนอครั้งนี้เป็นการสะท้อนยุทธศาสตร์และการประเมินสถานการณ์ในระยะกลางของกระทรวง มิได้มุ่งตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากแต่เป็นการมองไปข้างหน้าในภาพรวมของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก เพื่ออธิบายว่ากระทรวงการต่างประเทศมองโลกปัจจุบันอย่างไร และได้เตรียมเครื่องมือใดไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงระบุว่า ระเบียบโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ โดยเฉพาะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน…
-

-

-

Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing
On 30 September 2025, in Mueang District, Nakhon Phanom Province, a network of civil society organizations jointly organized a public forum entitled “Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing.” The event was part of the Mekong–ASEAN Environmental Week 2025 (MEAW), held from 27–30 September under the theme “The Fake Green:…