ทบทวน NAP1 เดินหน้า NAP2: การขับเคลื่อนธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยจะไปข้างหน้าอย่างไร

เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและองค์กรพันธมิตร ได้แก่ องค์กรแม่น้ำนานาขาติ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง เสมสิกขาลัย EarthRights International คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามพรมแดน และ Forum Asia ได้ร่วมกันจัดงานเวทีสาธารณะ “สถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน แผนปฏิบัติการชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะสอง: “ก้าวไปข้างหน้า” ขึ้น  ณ โรงแรมไมด้า ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ

ส.รัตนมณี พลกล้า ผู้ก่อตั้งและทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน กล่าวว่างานเสวนาในครั้งนี้เป็นผลมาจากการจัดเวทีระดมความคิดการทบทวนและติดตามของภาคประชาชนทั้ง 4 ภาคทั่วประเทศต่อการนำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ระยะที่ 1 (พ.ศ. 2562 – 2565) หรือ NAP1 ไปใช้ จนไปถึงการสร้างข้อเสนอแนะต่อแผนปฏิบัติการระดับชาติฯ ระยะที่ 2 (พ.ศ. 2566 – 2570) หรือ NAP2

พิชมณฑ์ เอี่ยวพานทอง ผู้แทนจากคณะทำงานว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวว่าหลังจากที่ไทยมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP) ฉบับแรก ประเทศไทยก้าวเข้าสู่แผน NAP ระยะที่ 2 หวังเป็นอย่างยิ่งว่าไทยจะนำแผนสองนี้ไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ อยากจะเน้นให้ความสำคัญถึงภาคประชาชนและภาคประชาสังคมที่สร้างการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาคธุรกิจ ในฐานะผู้เปิดโปงการละเมิด เป็นสิ่งสำคัญมาก เราต้องปกป้องให้พวกเขาไม่ให้ถูกคุกคาม หวังว่าจะไม่มีการฟ้องหมิ่นประมาทโดยบริษัทและปฏิบัติตามแผนสองต่อไป

แผน NAP สองเป็นไปตามแผนแม่บทว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่เพิ่งประกาศไปเมื่อต้นปีที่ผ่านมา ต้องใช้มาตรการที่เป็นองค์รวม กลไกต่าง ๆ เพื่อลดผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยรัฐและภาคธุรกิจ ต้องมีการประเมินสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน การละเมิดสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนเกิดขึ้นในกิจการขนาดเล็กและกลางมากขึ้น อีกประเด็นคือในแผน NAP เน้นการเข้าถึงการเยียวยาซึ่งเป็นสิ่งสำคัญ เพราะธุรกิจต้องรับผิดชอบ ดำเนินการให้มั่นใจว่าจะมีกลไกในระดับผระเทศและกลไกท้องถิ่นในการรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนที่ถูกละเมิด

ในช่วงที่มีการดำเนินการตาม NAP เป็นกลไกที่มีประโยชน์ โดยเฉพาะในภาคแรงงาน เปิดโอกาสให้มีการเยียวยาทั้งในระบบและนอกระบบยุติธรรม ส่วน HRDD เป็นกลไกที่ดีในการจัดการความเสี่ยงของภาคธุรกิจในเรื่องสิทธิมนุษยชน ซึ่งเป็นกลไกที่สามารถทำให้เกิดการดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ แสดงให้เห็นถึงการเคารพสิทธิมนุษยชนของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะกับคนชายขอบ ที่ได้รับผลกระทบจากการละเมิดสิทธิในการประกอบธุรกิจ

ในต่างประเทศมีกลไกบังคับให้ธุรกิจต้องทำการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน หรือ Human Rights Due Diligence: HRDD ใน EU มีการกำหนดให้การทำ HRDD เป็นกฎหมาย มีตราสารระหว่างประเทศ มีอำนาจการบังคับใช้มากขึ้น เพื่อสร้างการมีส่วนร่วมโดยเฉพาะในกลุ่มซีกโลกใต้มากขึ้น

หลังจากทำ NAP1 จำเป็นที่จะต้องดำเนินการให้เป็นผู้นำด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อไป รัฐจะต้องยำไปใช้อย่างจริงจังจตามหลักการ UNGP

ธุรกิจไม่ใช่เป็นผู้มีบทบาทด้านธุรกิจเท่านั้น แต่ยังมีหน้าที่สำคัญในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนด้วย ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การให้ความสำคัญและปฏิบัติตาม 3 เสาหลัก ได้แก่ คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา

ขณะนี้ UN กำลังร่างกติการระหว่างประเทศว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะส่งผลให้การนำแผน NAP และการขับเคลื่อนเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชนมีลักษณะที่จริงจังและมีสภาพบังคับมากขึ้นจนเป็นกฎหมายระหว่างประเทศ

ช่วงที่ 2 เวทีเสวนาประเด็นสถานการณ์สิทธิด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และข้อท้าทาย ในช่วงการใช้แผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP) ระยะที่ 1 (2562-2565) ดำเนินรายการโดย วิภาพร วัฒนวิทย์ จาก Thai PBS โดยมี ตัวแทนชุมชนและภาคประชาสังคม ร่วมเสวนา

มงคล ยางงาม ตัวแทนด้านแรงงาน ระบุว่าปัจจุบันนายทุนฮึกเหิมขึ้น หลังการเปิดเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) จะเห็นว่ามีลักษณะรัฐซ้อนรัฐ นายทุนจีนในไทยมักไม่เคารพกฎหมายแรงงานของไทยเลย ค่าจ้างสวัสดิการไม่เป็นไปตามกฎหมายแรงงานเท่าที่ควร อำนาจการต่อรองระหว่างแรงงานกับนายทุนนั้นไม่เท่ากัน รัฐต้องประกันให้แรงงานสามารถสร้างอำนาจการต่อรองให้เท่าเทียมกับนายทุนได้ เพราะรัฐให้ความสำคัญกับนายจ้างมากกว่าลูกจ้าง อีกทั้งปัญหาแรงงานยังมีความต่อเนื่องกับปัญหาอื่น ๆ ด้วย เช่น การใช้ที่ดินและทรัพยากรในพื้นที่ สปก. เกิดความขัดแย้งกับชุมชนที่ใช้ประโยชน์ในพื้นที่นั้น ๆ อีกทั้งอาจส่งผลกระทบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมตามมาด้วย รัฐต้องไม่อวยนายทุนจนเป็นเทวดา เท่าที่ผ่านมา แผน NAP1 ไม่ได้มีความคืบหน้าในการพัฒนาด้านสิทธิมนุษยชนอะไรเลย รัฐทำเพื่อให้ได้ทำ เพื่อให้สามารถเชิดหน้าชูตาบนเวทีโลกเท่านั้น แต่ไม่มีความจริงใจในการที่จะปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการดำเนินงานของธุรกิจเลย กสม. ต้องกลับมีอำนาจ เพราะปัจจุบันทำได้แค่ตรวจสอบและนำเสนอข้อเสนอแนะ ทำอะไรไม่ได้มาก รัฐต้องมีกลไกแทรกแซงทุนได้เลย รัฐต้องปกป้องทรัพยากรให้กับประชาชน รัฐต้องสามารถยกเลิกโครงการหรือยกเลิกสัญญาได้ทุกเมื่อหากโครงการนั้น ๆ ไม่เคารพสิทธิมนุษยชน สุดท้าย อยากให้ NAP เพิ่มตัวชี้วัดที่เป็นรูปธรรม และต้องสร้างความเข้าใจเรื่องในสิทธิมนุษยชนต่อภาคธุรกิจ NAP จะออกมาแบบกลไกควบคุมเชิงจริยธรรมที่ใช้งานได้จริงได้หรือไม่ ต้องมีกลไกทั้งให้คุณและโทษ

ธนกฤต โต้งฟ้า ตัวแทนด้านที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสิทธิชุมชน กล่าวว่าสิทธิของตนเองถูกละเมิดตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ เพราะครอบครัวอยู่ในพื้นที่ที่มีการทำเหมืองจนส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน รัฐและทุนเอื้อกันเพื่อเผาผลาญทรัพยากรในพื้นที่ที่อุดมสมบูรณ์ NAP และแผนพัฒนาประเทศ ไม่ได้คำนึงถึงคนตัวเล็กตัวน้อยที่อยู่กับป่าและทรัพยากรธรรมชาติทั้งที่พวกเขาเป็นคนที่ใช้และเป็นคนปกป้องระบบนิเวศ ดังนั้นไม่ว่าจะมี NAP หรือไม่ การละเมิดก็ยังเกิดขึ้นอยู่เสมอ รัฐและธุรกิจยังคงมองว่าทรัพยากร เช่น แร่ เป็นวัตถุดิบที่สร้างผลกำไรและอ้างการพัฒนาประเทศ ซึ่งต่างจากชุมชนที่มองว่าทรัพยากรเหล่านั้นเป็นคุณค่าที่ไม่สามารถประเมินค่าได้ รัฐใช้เล่ห์เหลี่ยมในการเอาคนออกจากป่าหรือทรัพยากรธรรมชาติที่พวกเขาดำรงอยู่ ไม่ได้สนใจสภาพแวดล้อมที่มีประโยชน์กับชุมชน ทั้งที่ชุมชนอยู่มาหลายร้อยปี กฎหมายต่าง ๆ มาทีหลัง บางพื้นที่ประชาชนไม่มีโฉนดและเอกสารสิทธิในที่ดินและไม่มีสัญชาติ พวกเขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังจะถูกคุกคามทรัพยากรของตนเอง จึงได้มีการทำงานร่วมกันระหว่างภาคประชาสังคมและชุมชนท้องถิ่นและชุมชนเผ่พื้นเมือง ผมไม่รู้สึกเลยว่า NAP จะมอบความหวังอะไรให้เรา และต้องตั้งคำถามว่า NAP เป็นตรายางหรือข้ออ้างให้กับนายทุนด้วยหรือไม่ สามารถบังคับใช้ได้หรือไม่ หากไม่ปฏิบัติตาม NAP แล้วฟ้องใครได้บ้าง กรรมการที่ติดตาม NAP หรือไม่

EIA ไม่เคยมีฉบับประชาชน เรารู้กันดีว่า EIA นั้นทำโดยบริษัทที่ปรึกษาซึ่งถูกจากโดยกลุ่มทุนที่จะทำโครงการ จึงไม่สามารถเชื่อถือได้ แต่ก็ผ่านการอนุมัติโดยหน่วยงานสิ่งแวดล้อมของรัฐตลอด ไม่มีความชอบธรรมต่อชุมชนและให้ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสียเลย ต้องหาวิธีหารตั้งแต่ต้นให้ EIA ต้องให้ประชาชนมีส่วนคัดเลือกบริษัทที่ปรึกษาและให้ข้อมูลจากชุมชนแก่คนที่ทำ EIA ด้วย ที่ผ่านมาชาวบ้านไม่ได้มีส่วนร่วมกับการทำ EIA เลย ประชาชนถูกละเมิดตั้งแต่ต้น ที่ผ่านมาชุมชนจึงใช้การทำ CHIA เพื่อคัดง้างกับ EIA ที่บริษัททำ แล้วให้ศาลเป็นผู้ตัดสิน อย่างน้อย CHIA มี พรบ สุขภาพรองรับไว้ ทำให้ CHIA มีความน่าเชื่อถือ และการที่มีนักวิชาการเข้ามาช่วยก็จะทำให้ CHIA ได้รับการรับรองและมีความน่าเชื่อถือมากขึ้นด้วย

ธนกฤตตั้งความหวังไว้ว่าอยากให้ NAP สามารถบังคับใช้ได้จริง ให้มีบทลงโทษตัวเองด้วย ทุนไทยพอลงทุนไม่ได้ก็ไปข้างบ้าน ผลกระทบข้ามพรมแดนจึงเกิดขึ้นเข้ามายังประเทศไทยอยู่ดี เราอยากให้ NAP เข้าไปอยู่ในรัฐธรรมนูญด้วย เพื่อให้มีรูปธรรมมากขึ้น และทำให้คนเท่ากันได้จริง ๆ โดยในส่วนของบทลงโทษต้องมีบทลงโทษทั้งรัฐ ทุน และธนาคารที่เป็นผู้ให้ทุนด้วย

พิเชษฐ์ ปานดำ ตัวแทนจากกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโครงการพัฒนากล่าวว่า ปัจจุบันเกิดวิกฤตมนุษยชนผ่านการละเมิดของกลุ่มทุนและรัฐด้วยการอนุมัติโครงการพัฒนาที่ไม่สอดคล้องกับชุมชนในพื้นที่ มีการกดค่าแรง กลไกการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐมีความล่าช้าและไม่มีกรอบเวลาเลยว่าจะสิ้นสุดหรือเห็นผลเมื่อไหร่ ปัจจัยและต้นทุนแต่ละชุมชนต่างกัน ทำให้ความเข้มแข็งในการขับเคลื่อนเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนจึงไม่เท่ากัน กระบวนการ EIA ค่อนข้างฉ้อฉล ในการรวมกลุ่มของภาคประชาชนมีกิจกรรมหลายอย่างทั้งการทำฐานข้อมูลในชุมชน การต่อสู้ด้วยกระบวนหารทางกฎหมาย การร้องเรียนองค์กรอิสระ มีการชุมนุมกดดันหน้าในสถานที่ราชการหลายแห่ง มีการติดตามและแสดงออกถึงความต้องการของชุมชนในทุกเวที นอกจากนี้มการทำวิจัยและเก็บข้อมูลในทางวิชาการร่วมกับสถานบันการศึกษาหรือนักวิชาการเพื่อตอบโต้ข้อมูลจากภาครัฐหรือภาคธุรกิจที่ไม่ถูกต้อง ประชาชนถูกคุกคามจากภาครัฐและฝ่ายความมั่นคงอย่างต่อเนื่องทั้งที่บ้านและคนใกล้ตัว มีการข่มขู่คุกคามจากทางโทรศัพท์ การปล่อยข่าวลือใส่ความ และการป่วนทางเพจเฟซบุ๊กหรือทางออนไลน์

EIA ที่ผ่านมา ชาวบ้านที่ได้รับผลกระทบมีเพียงบทบาทเสนอความคิดเห็น แต่รัฐหรือบริษัทไม่เคยทำตามตามข้อเสนอของชุมชน เพราะไม่ได้มีกฎหมายบอกว่าจะต้องทำตามข้อเสนอของชุมชน ดังนั้นเสทีประชาพิจารณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น,,,ต้องให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบกรอบการทำ EIA ตั้งแต่ต้น และต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดทำ EIA ด้วย 

“ต้องทำให้ NAP มีน้ำยา สร้างความเชื่อมั่นให้ NAP เป็นเครื่องมือปกป้องให้คนเท่าเทียมกัน” พิเชษฐ์ กล่าว

สมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าการถูกคุกคามกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้ว ซึ่งมีทุกรูปแบบ ไม่ว่าเราจะพยายามเสนอข้อเรียกร้องในการปกป้องสิทธิมนุษยชนไปอย่างไร การคุกคามโดยรัฐเพื่อปกป้องธุรกิจจากประชาชนในพื้นที่ยังคงมีอยู่เป็นประจำ รัฐไม่สามารถปกป้องสิทธิของประชาชนได้เลย ยังคงมีการเอารัดเอาเปรียบโดยทุนอยู่เสมอแม้ว่าจะมีการจัดตั้งกลไกใด ๆ ก็ตาม ก็ยังไม่สามารถทำอะไรได้ อำนาจในบางยุคทำให้อำนาจการคุ้มครองและตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนหดแคบเล็กลง  การออกมาปกป้องสิทธิมนุษยชนโดยประชาชนด้วยกันเองก็ทำได้อย่างยากเย็นมากขึ้น แม้กฎหมายอย่างรัฐธรรมนูญก็ไม่สามารถปกป้องสิทธิของประชาชนได้เลยในทางปฏิบัติ รัฐพยายามให้ความสำคัญในการดึงดูดการลงทุนเป็นหลักจนละเลยการปกป้องสิทธิมนุษยชน รัฐต้องมีมาตรการในการกำกับควบคุมภาคธุรกิจให้ได้อย่างเป็นรูปธรรม ยกตัวอย่าง มาตรการของประเทศในกลุ่มยุโรปและสหรัฐอเมริกาที่ไม่นำเข้าสินค้าประมงที่มีการใช้แรงงานบังคับหรือแรงงานทาสสมัยใหม่ ซึ่งทำได้จริงและกระทบต่อการส่งออกของภาคธุรกิจซ฿งรัฐไทยต้องปรับตัวอย่างมากในยุคหนึ่ง

เรายังไม่เข้าใจเรื่อง EIA และ EHIA ที่รัฐและทุนกำลังทำอยู่ การจัดเวที EIA เป็นเพียงการรับฟังว่าชุมชนมีข้อกังวลอะไรบ้าง แต่ไม่มีกระบวนการตั้งคำถามว่าโครงการต่าง ๆ ที่สร้างผลกระทบกับชุมชนและสิ่งแวดล้อมนั้นสามารถทำได้ไหม NAP ต้องมีการออกแบบกระบวนการนี้ โดยเฉพาะในเรื่อง SEA ต้องทำให้เป็นกฎหมายว่าต้องทำเพราะตอนนี้ยังไม่มีกฎหมายมาบังคับ มีเพียง EIA ที่กฎหมายบอกว่าต้องทำ NAP ต้องกำหนดมาตรการว่าจะทำอะไรต่อภาคธุรกิจหากมีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิทธิชุมชน รัฐต้องทำงานเชิงรุกให้มากขึ้นและมีมาตรการรูปธรรมในการจัดการ เราต้องใส่ในหลักสูตรการศึกษาเลยด้วยซ้ำเกี่ยวกับการปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิของชุมชนเองได้ นอกจากนี้ควรมีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม    

ชาญณรงค์ วงศ์ลา จากกลุ่มรักษ์เชียงคาน ในามตัวแทนกลุ่มการลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามขาติกล่าวว่าการพัฒนาบนแม่น้ำโขงตลอดทั้งลำน้ำได้สร้างผลกระทบข้ามพรมแดนเข้ามายังประเทศไทย โดยเฉพาะชุมชนริมโขง ตั้งแต่การสร้างเขื่อนในจีน จนในปัจจุบันมีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโงสายหลักตอนล่าง เราเห็นการขึ้นลงผิดปกติของแม่น้ำโขง ท่วมหน้าแล้งแห้งหน้าฝน ปลาเลกปลาน้อยตายเรียบ พืชอาหารของปลาหายไปเป็นจำนวนมาก ต้นไครต้นหว้าตามเกาะดอนตายเกลี้ยงเพราะไม่มีตะกอน เพราะเขื่อนโดยเฉพาะเขื่อนไซยะบุรีนั้นกักตะกอนไว้ การขึ้นลงผิดปกติของน้ำโขงเป็นตัวเร่งให้เกิดตลิ่งพัง นำมาสู่การสร้างเขื่อนกั้นตลิ่งซ฿งใช้งบประมาณมหาศาล ระบบวิถีชีวิตวัฒนธรรมเปลี่ยนแปลงไป เกษตรริมโขงก็ทำได้ยากเพราะน้ำขึ้นลงผิดปกติ ปลูกผักอยู่ช่วงแล้ง อยู่ดี ๆ น้ำก็ท่วม ทำให้ไม่สามารถสร้างรายได้จากการเกษตรริมโขงได้ นอกจากนี้กลุ่มทุนไทยยังได้เป็นต้นเหตุในการก่อมลพิษฝุ่นควันข้ามพรมแดน 

กระบวนการ PNPCA ที่ผ่านมาในการทำเขื่อนบนแม่น้ำโขง ไม่เคยให้ความสำคัญกับชุมชน แม้ว่าชุมชนริมโขงจะนำเสนอข้อกังวลอย่างไรก็ตาม อีกทั้งในแต่ละเวที PNPCA ที่จัดขึ้น มักจะมีชาวบ้านจากที่อื่น ๆ มาร่วมประชุมซึ่งไม่มีส่วนเกี่ยวข้องใด ๆ กับโครงการเลย เอาคนที่ไม่รู้ข้อมูลมานั่งฟัง เพื่อที่จะให้ไม่มีการคัดค้านโครงการ เวทีที่ผ่านมาเป็นการให้ข้อมูลด้านเดียว ไม่ได้เอาข้อกังวลไปปรับใช้ และไม่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นข้อสงสัยของชุมชนได้ กล่าวคือประชาชนไม่มีส่วนร่วมอย่างเต็มที่ 

ขณะนี้ประชาชนได้รับผลกระทบจากค่าไฟแพงอย่างมาก รวมทั้งไฟที่ได้ใช้จะต้องปรับใหม่ให้เชื้อเพลิงพลังงานมีความยั่งยืนมากขึ้น ต้องไม่สร้างเขื่อนและโครงการที่ใช้พลังงานฟอสซิล อีกทั้งต้องมีกฎหมายในการเอาผิดนักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศและสร้างผลกระทบต่อชุมชนในประเทศนั้น ๆ หรือแม้กระทั่งสร้างผลกระทบข้ามพรมแดนเข้ามายังประเทศไทยให้ได้ นอกจากประเด็นเรื่องเขื่อนแม่น้ำโขงแล้ว ยังมีเรื่องฝุ่นควันข้ามแดนที่มีผลกระทบต่อประชาชนไทยและประเทศอื่น ๆ อย่างมาก ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเป็นห่วงและต้องได้รับการแก้ไข อีกเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งคือการลงทุนในต่างประเทศของภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจไทยในเมียนมาที่ขณะนี้หลังการรัฐประหารในเมียนมายังคงมีกลุ่มทุนไทยทำธุรกิจร่วมกับกองทัพเผด็จการทหารเมียนมา โดยเฉพาะในโครงการก๊าซในอ่าวเมาะตะมะ ที่บริษัทและรัฐวสาหกิจไทยเป็นทั้งผู้ลงทุนและผู้รับซื้อก๊าซมาผลิตไฟฟ้า เงินในส่วนนี้เป็นผลดีกับทางกองทัพเมียนมาที่ขณะนี้กำลังปราบปรามประชาชนในประเทศตนเองอยู่ เพราะฉะนั้นเราจึงอยากเรียกร้องให้นักลงทุนไทยคิดใหม่ว่าการลงทุนทำธุรกิจกับกลุ่มที่ละเมิดสิทธิมนุษยชนนี้จะเป็นไปตามการยึดถือหลักการเรื่องงธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ 

ช่วงที่ 3 วงเสวนาว่าด้วยประเด็นสถานการณ์สิทธิด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และข้อท้าทาย ในช่วงการใช้แผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP)

อานนท์ ยังคุณ หัวหน้ากลุ่มงานพัฒนาระบบและสร้างหลักประกันสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กล่าวว่า NAP จะเป็นเครื่องมือให้กับภาคธุรกิจและภาครัฐในการให้ความสำคัญเรื่องสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ ทั้งแรงงาน ชุมชน นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการลงทุนของบรรษัทข้ามชาติ NAP 1 มีข้อท้าทายแรกรเมคือการสร้างความรู้ความเข้าใจต่อภาคธุรกิจในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจหรือสร้างกำไรขององค์กร อีกทั้งความพร้อมของภาคธุรกิจในเรื่อง NAP แต่ละขนาดนั้นไม่เท่ากัน NAP เน้นไปที่สองส่วน คือ บทบาทของภาครัฐ ที่มีมาตรการที่หน่วยงานรัฐจะต้องรับผิดชอบ ในส่วนของภาคธุรกิจเป็นเรื่องของความสมัครใจ ดังนั้นจึงเป็นข้อท้าทายที่ทำให้ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนทำได้ยากมากขึ้น ดังนั้นรัฐอาจต้องมีกลไกส่งเสริมให้ธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ซึ่งในปัจจุบันมีการกำหนดให้ภาคธุรกิจจัดทำ HRDD  นอกจากนั้นยังมีข้อท้าทายเกี่ยวกับข้อจำกัดที่ทำให้แผน NAP ทำได้ยากขึ้น เช่น ภาวะสงคราม โรคระบาด และภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

วัชรพงษ์ วรรณตุง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่าการมีแผน NAP ทำให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องตระหนักถึงการปกป้องและเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ในส่วนของรัฐวิสาหกิจนับเป็นการดำเนินธุรกิจโยภาครัฐ โดยรัฐเป็นเจ้าของ การขับเคลื่อนที่ผ่านมามีพัฒนาการต่อเนื่อง แต่ก็พบว่ารัฐวิสาหกิจไม่ได้เข้าใจเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนทั้งหมด ซึ่งนี่เป็นข้อท้าทาย ฝ่ายบริหารต้อง Top-Down ลงมาเพื่อให้ทั้งองค์กรเข้าใจถึงสภาพปัญหาที่เกิดขึ้น อีกข้อท้าทายหนึ่งคือการส่งต่อนโยบายเรื่อง NAP ไม่สามารถส่งต่อให้กับบริษัทในเครือหรือบริษัทลูกได้ทั้งหมด จึงต้องมีการดำเนินการในเรื่องนี้การสร้างความเข้าใจและการปฏิบัติตาม NAP ให้เข้มข้นมากขึ้น ส่วนใหญ่รัฐวิสาหกิจขนาดใหญ่จะมีศักยภาพในการดำเนินการตาม NAP ยกตัวอย่างเช่น ปตท. มีการขับเคลื่อนตาม NAP หลากหลายมิติ ซึ่งที่จะทำให้รัฐวิสาหกิจดำเนินตาม NAP ได้ เราใช้หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี หรือ Corporate Governance: CG ในการกำกับรัฐวิสาหกิจทุกแห่งซึ่งมีหลายหมวด เช่น การคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสีย และมีการประเมินผลทุกปี มีการเอาแผน NAP เป็นตัวชี้วัด ซึ่งเกี่ยวข้องกับเรื่องสิทธิมนุษยชนที่รัฐวิสาหกิจต้องปฏิบัติตาม อีกทั้งยังมีกลไกจูงใจ เช่น การมองรางวัลด้านสิทธิมนุษยชนให้กับภาครัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ด้วย

ปัญหาในเรื่องการลงทุนในต่างประเทศนั้น รัฐวิสาหกิจไม่สามารถนำหลักการเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชนไปใช้ได้อย่างเต็มที่เพราะข้อกฎหมายมีลักษณะแตกต่างกับประเทศไทย อีกทั้งยังมีข้อจำกัดทางวัฒนธรรมและศาสนาด้วย

ที่ผ่านมาเราพบว่ามีบางธนาคารที่เป็นรัฐวิสาหกิจระบุเกณฑ์การปล่อยกู้ว่ามีการนำเรื่องสิทธิมนุษยชนมาเป็นเกณฑ์ด้วย

รัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษากรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

ในฐานะ กสม. เท่าที่ฟังมามักจะมองว่า NAP ล้มเหลว แต่ไม่อยากให้มองแง่ลบขนาดนั้น แต่อยากให้มองงว่าคุณูประการของ NAP คือการกระตุ้นให้ภาคธุรกิจและภาครัฐวิสาหกิจและรัฐต้องกระทำตามด้วย ไทยเป็นประเทศแรกที่ทำ NAP ซึ่งก็ได้ภาพลักษณ์ที่ดีในมุมมองระหว่างประเทศ ในมุม กสม. การมีแผน NAP ทำให้การตรวจสอบเรื่องร้องเรียนมีการนำประเด็นเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเอามาพิจารณาในการตรวจสอบและจัดทำรายงานมากขึ้นอย่างชัดเจน ซึ่งจะแฝงอยู่ในเรื่องร้องเรียนของสิทธิชุมชนเยอะมาก ปี 2565 มีเรื่องสิทธิชุมชนเยอะมาก ซึ่งเราเอาหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และ NAP มาจับในการเขียนรายงานตรวจสอยซึ่งนะบเป็นการกระตุ้นในการทำงานของภาครัฐ และอยากขอบคุณที่ภาคประชาสังคมบอกว่าอยากให้ กสม. มีเขี้ยวเล็บมากขึ้น เพราะ กสม ไม่สามารถบังคับให้หน่วยงานหรือภาคเอกชนทำตามข้อเสนอแนะของ กสม. ได้ หากมีอำนาจในส่วนนี้ก็จะมีประโยชน์ในการดำเนินการตามแผนและทำให้ กสม. มีความหมายมากขึ้น หากกลับมามองที่ตังชี้วัดของ NAP อยากให้มีการปรับตัวชี้วัดที่สะท้อนความเป็นจริง เช่น การใช้จำนวนครั้งมาจับในเรื่องของการจัดเวทีสร้างความเข้าใจเรื่อง NAP ซ฿งไม่เห็นด้วย เพราะไม่สามารถวัดความเข้าใจได้จริง ในส่วนของรัฐวิสาหกิจ ส่วนตัวเคยถามถึงหน่วยงานที่เกี่ยวกับไฟฟ้าว่าเคยทำเรื่อง HRDD หรือไม่ แต่ทางการไฟฟ้าตอบกลับมาว่าในไทยมีแผนการทำ HRDD แต่บริษัทลูกที่ไป operate เขื่อนนั้นไม่มี ดังนั้นต้องมการบังคับให้บริษัทลูกทำด้วย อย่างไรก็ตาม NAP มีข้อดีในการกระตุ้นให้ภาครัฐและภาคธุรกิจต้องหันมาให้ความสำคัญมากขึ้นในเรื่องสิทธิมนุษยชน เช่น กลต. กำหนดให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทำรายงานแบบ 56-1 (One – Report) ซึ่งขั้นแรกเป็นการสมัครใจแต่ภายหลังจะพัฒนาเป็นข้อบังคับให้บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ต้องทำมากขึ้นซึ่งน่าจะเริ่มในปี 2567 ซึ่งคิดว่าจะมีผลที่ทำให้บริษัทต้องให้ความสำคัญในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชนและ HRDD มากขึ้น เพราะรายงานเหล่านี้ต้องตีพิมพ์เป็นสาธารณะ

ช่วงที่ 4 เวทีเสวนา “ก้าวไปข้างหน้าเพื่อดำเนินการตามหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน”

มงคล ยางงาม ตัวแทนกลุ่มติดตามด้านแรงงาน ให้ความเห็นว่าในบรรดา 3 เสาหลักของ UNGP เสาหลักที่สำคัญที่สุดคือเสาหลักเรื่อง “เคารพ” เพราะเป็นสิ่งที่สำคัญอย่างมากสำหรับสิทธิมนุษยชน เพราะหากมีกฎหมายมากมาย แต่ภาคธุรกิจไม่ปฏิบัติตามและไม่เคารพสิทธิมนุษยชนก็จะไม่สามารถบรรลุจุดมุ่งหมายในการปกป้องสิทธิมนุษยชนได้ อยากเห็นการเข้าไปสร้างความเข้าใจให้กับภาคธุรกิจในเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน กระทรวงแรงงานควรเข้าไปอบรมภาคธุรกิจให้มีการเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ปัจจุบันรูปแบบการลงทุนเปลี่ยนไปเรื่อย ๆ กฎหมายหลายอย่างไปไม่ถึงเพราะมีการเอา platform เข้าทำให้รูปแบบการจ้างงานและสวัสดิการของแรงงานเปลี่ยนไป มีธุรกิจ platform เจ้าหนึ่ง น่าเกลียดมาก เขาเข้ามาทำธุรกิจในไทยแต่บอกว่าตนจะไม่ฟังกฎหมายไทย จะเคารพแค่กฎหมายสิงคโปร์เท่านั้น ซึ่งตรงนี้ถือว่าผิดหลักการในการเคารพกฎหมายของประเทศที่ตนเองไปลงทุนอย่างมาก อยากให้พระราชกฤษฏีกาในการควบคุมธุรกิจ platform ใช้งานได้จริง เพราะปัจจุบันธุรกิจรูปแบบใหม่ ๆ มีวิธีการในการตัดนิติสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างและเปลี่ยนไปผู้รับจ้างกับผู้ว่าจ้างแทน ดังนั้นจึงนิยามให้ชัด มีกฎหมายที่บอกชัดเจนว่านี่เป็นความสัมพันธ์ระหว่างลูกจ้างกับนายจ้าง ภาระความรับผิดชอบจะได้ตามมา จะเห็นได้ว่าการแก้ไขปัญหาของรัฐเป็นการแก้แบบตามจุด ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาแบบภาพรวม และมีกฎหมายของแต่ละกระทรวงเกิดขึ้นมากมาย ซึ่งมีการบังคับใช้ไม่เหมือนกัน นิยามของคำว่าลูกจ้าง นายจ้าง ก็ต่างกัน จึงทำให้กฎหมายที่เกี่ยวกับแรงงานมีความซับซ้อนและสับสนอย่างมาก ดังนั้น การทำกฎหมายของภาครัฐต้องมีการบูรณาการระหว่างหน่วยงานให้มองเห็นปัญหาเดียวกัน ซึ่งจะนำมาสู่สวัสดิการที่เหมือนกัน นอกจากนี้รัฐต้องสร้างดุอำนาจให้กับประชาชนด้วย ต้องมีช่องทางสร้างดุลอำนาจให้กับประชาชนสามารถต่อรองกับนายจ้างได้ด้วย เช่น การสามารถรวมตัวเป็นสหภาพได้ ด้วยการรับอนุสัญญา ILO 87 และ 98 ซึ่งก็ยังไม่รับสักที

จินตนา ประลองผล มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLAW) ตัวแทนกลุ่มสิทธิชุมชน ทรัพยากธรรมชาติ โดยเฉพาะเหมืองแร่ นำเสนอว่าทางกลุ่มเสนอให้การจัดทำ EIA มีภาคประชาชนเข้าไปมีส่วนร่วมในการจัดทำด้วย เพราะประชาชนในพื้นที่โครงการเป็นเจ้าของทรัพยากร จึงจำเป็นต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม เพราะเขาไม่ได้มีสถานะเป็นผู้ใช้ทรัพยากรแต่เพียงอย่างเดียวแต่เขาเป็นผู้ดูแลและปกป้องด้วย เวทีประขาพิจารณ์ที่ผ่าน ๆ มา ยังคงมีปัญหาอย่างมาก เป็นการจัดให้ครบตามกระบวนการตามขั้นตอนเท่านั้น อยากเสนอว่าอำนาจในการตัดสินใจควรอยู่ที่ชุมชนด้วย ไม่ใช่รัฐตัดสินใจเพียงอย่างเดียว ในส่วนของกระบวนการฟื้นฟูเยียวยา เมื่อเกิดปัญหาขึ้นอย่างกรณีเหมืองคลิตี้ที่แม้ว่าศาลปกครองสูงสุดจะมีคำสั่งให้ฟื้นฟูมานานเกือบ 20 ปีแล้ว แต่ก็ยังไม่สามารถฟื้นฟูทำให้ทรัพยากรสิ่งแวดล้อมที่สูญเสียไปกลับมาเป็นเหมือนเดิมได้ กระบวนการฟื้นฟูยังมีความล่าช้าและไม่สามารถแก้ไขได้ ชุมชนในพื้นที่นั้น ๆ ยังคงต้องแบกรับผลกระทบต่อไป นอกจากนี้ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบยังมีต้นทุนในการต่อสู้สูงและแพงมาก พวกเขาสูญเสียทั้งเงิน สุขภาพกาย สุขภาพจิตไประหว่างทางที่ต้องออกมาปกป้องชุมชนและทรัพยากร ภาครัฐต้องมีมาตรการตรวจสอบกระบวนการทำเหมืองและการขอประทานบัตรตั้งแต่ต้นที่ให้ชุมขนมีส่วนร่วมในการจัดทำข้อมูล อีกทั้งการขอข้อมูลข่าวสารส่วนใหญ่เอกสารที่ได้รับจากหน่วยงานจะมีการถมดำทำให้ไม่สามารถรู้ได้จึงยากที่จะต่อสู้ทั้งที่ข้อมูลที่ชาวบ้านต้องการนั้นเป็นประโยชน์สาธารณะ อยากให้ NAP ระบุไปเลยว่าในกรณีที่ประชาชนขอข้อมูลข่าวสารไปต้องไม่ถมดำ

พิเชษฐ์ ปานดำ ตัวแทนกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากโรงงานอุตสาหกรรมและโครงการพัฒนา กล่าวว่าทางกลุ่มเสนอให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อม เช่น มีการจัดตั้งศาลสิ่งแวดล้อม มีคณะลูกขุน มีผู้ชำนาญการพิเศษในประเด็นสิ่งแวดล้อมมาเป็นองค์ประกอบในกระบวนด้วย ต้องมีการแก้ไขกฎหมายที่เปิดช่องให้มีการละเมิดสิทธิชุมชนและสิทธิในสิ่งแวดล้อมเพิ่มเติมด้วย และต้องมีกฎหมายที่ส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมและตัดสินใจในประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม การฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายในประเด็นสิ่งแวดล้อมต้องไม่มีค่าธรรมเนียม คดีสิ่งแวดล้อมต้องไม่มีอายุความ ต้องมีมาตรการหรือบทลงโทษที่เข้มขึ้นต่อบุคล บริษัท หรือหน่วยงานที่ก่อการสร้างมลพิษให้กับสิ่งแวดล้อม ในส่วนของการทำ EIA หน่วยงานที่จัดทำต้องเป็นอิสระ ไม่ใช่เป็นส่วนหนึ่งของการลงทุนของผู้ว่าจ้างและต้องมีความโปร่งใส ต้องมีภาคประชาชนเข้าไปอยู่ในกระบวนการประเมินผลกระทบทั้ง EIA และ EHIA ผลักดันให้การทำ SEA มีกฎหมายรองรับโดยระบุให้ชัดเจนว่าต้องทำ ในส่วนของประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน ที่ผ่านมาถูกฟ้องถูกทำร้ายอย่างมาก แม้ว่าจะมี NAP แล้ว แต่ก็ยังถูกฟ้องจากรัฐและทุน ดังนั้น รัฐต้องมีมาตรการในการปกป้องนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและต้องมีพื้นที่ให้เขาได้มีศักดิ์ศรี การสร้างเครือข่ายภาคประชาชนจะต้องมีกฎหมายรับรองด้วย

สมบูรณ์ คำแหง ตัวแทนจากกลุ่มนักปกป้องสิทธิมนุษยชน กล่าวว่ารัฐบาลไม่ค่อยให้ความสำคัญในเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากนัก อีกทั้งในเชิงนโยบายนั้นยังไม่เห็นพรรคการเมืองใดที่มีนโยบายหาเสียงด้วยการบอกว่าพรรคของตนจะมีนโยบายส่งเสริมให้สิทธิมนุษยชนและภาคธุรกิจอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกันได้ เพราะจะเห็นได้ว่ารัฐบาลเดินสายทั่วโลกหานายทุนมาลงทุนในประเทศ โดยที่ไม่สนใจความสัมพันธ์แลการอยู่ร่วมกันระหว่างธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนเลย มีแต่การลดแลกแจกแถมให้กับภาคธุรกิจที่จะเข้ามาลงทุนในไทย ส่วนตัวเชื่อว่าภาคธุรกิจบางส่วนมีความตั้งใจที่จะทำให้ธุรกิจของตนเองให้ความสำคัญกับเรื่องสิทธิมนุษยชน แต่เป็นภาครัฐไทยเราเองที่ปล่อยปละละเลยให้ภาคธุรกิจหลายส่วนที่ไม่สนใจเรื่องนี้สามารถทำอะไรได้ตามอำเภอใจ ภาครัฐต้องทำให้สถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและการคุกคามที่ย่ำแย่อยู่ในขณะนี้มีสถานการณ์ที่ดีขึ้น เพราะถึงจะมีแผน NAP ออกมาสักกี่แผนก็ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ ภาครัฐจะต้องมีมาตรการเชิงรุกจะต้องมีนโยบายให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างชัดเจน เช่น ต้องให้ กสม. มีอำนาจมากขึ้น ไม่อย่างนั้นก็อาจจะเป็นเพียงเสือกระดาษ อยากเสนอให้ กสม. ทำให้ภาคธุรกิจที่เข้ามาลงทุนในประเทศ นักธุรกิจไทยเอง และนักลงทุนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศเข้าใจว่าหลักสิทธิมนุษยชนที่พวกเขาจะต้องเคารพคืออะไร รวมไปถึงการร่างหลักสูตรการเรียนรู้เกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน

ชาญณรงค์ วงศ์ลา ตัวแทนจากกลุ่มติดตามการลงทุนต่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ กล่าวว่า ที่ผ่านมาเราพยายามไปถอดบทเรียนจากประเทศที่พัฒนาแล้วว่ามีการควบคุมภาคธุรกิจอย่างไรไม่ให้ละเมิดสิทธิมนุษยชน ทางกลุ่มของเราอยากเสนอว่าในแง่ของการกำกับการลงทุนข้ามพรมแดน ประชาชนที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบต้องสร้างเครือข่ายภาคประชาชนระหว่างประเทศให้เกิดขึ้นให้ได้ แม้ว่าจะมีความแตกต่างในเรื่องสภาพการเมืองการปกครองของแต่ละประเทศที่แตกต่างกัน เช่น ในลาว พี่น้องคนลาวไม่สามารถส่งเสียงถึงปัญหาของตัวเองในประเทศของตนได้ พวกเราคนไทยก็จะเป็นกระบอกเสียงสะท้อนปัญหาให้ อยากเสนอว่าจะต้องมีการจัดทำ EIA และ CHIA ของประชาชนเองมาคัดง้างกับ EIA ของบริษัทที่ปรึกษา เอามาเทียบกันว่ารายละเอียดและข้อเท็จจริงตรงกันหรือไม่ อย่างไร นอกจากนี้อยากให้ทางภาครัฐไทยเปิดโอกาสให้ประชาชนในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของนักลงทุนไทยเข้ามาร้องเรียน กสม. เองได้โดยตรง รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ด้วย รวมสามารถให้ประชาชนจากประเทศอื่นมาฟ้องเอาผิดกับนักลงทุนที่ทำการละเมิดโดยใช้กฎหมายไทยได้ด้วย ในส่วนของเรื่องเขื่อนแม่น้ำโขง รัฐและบริษัทต้องกลับไปคิดใหม่เรื่องการจัดตั้งกองทุนเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ เพราะดูเหมือนว่าจะยังไม่มีเกณฑ์ใด ๆ ที่ชัดเจนเลย หากจะมีกองทุนนี้ขึ้นจะต้องให้ผู้พัฒนาโครงการเป็นผู้จ่ายไม่ใช่เอาเงินจากรัฐที่เป็นภาษีของประชาชนมาจ่ายให้ กระทรวงการต่างประเทศจะต้องมีหน้าที่ในการส่งเสริมเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนต่อนักลงทุนที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ รวมทั้งสร้างความชัดเจนเรื่องเขตแดนด้วยเพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศที่อาจจะได้รับผลกระทบจากโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขง กระทรวงพลังงานต้องปรับนโยบายด้านพลังงานใหม่ทั้งหมด หยุดสร้างโครงการที่ใช้เชื้อเพลิงฟอสซิลโดยหันมาใช้พลังงานทดแทนอื่น ๆ กลต.ต้องทำให้มั่นใจว่าการจัดทำรายงานแบบ 56-1 One Report ของภาคธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์จะต้องมีการรายงานถึงการดำเนินของบริษัทในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนด้วย นอกจากนี้รัฐต้องไม่รับซื้อสินค้าการเกษตรอย่างพวกอ้อยไฟไหม้และกำหนดโควต้าการนำเข้าข้าวโพดพร้อมทั้งมีการเก็บภาษีสินค้าเหล่านี้อย่างเหมาะสมเพื่อตัดปัญหาการเผาอ้อยที่เป็นต้นตอของฝุ่นข้ามพรมแดน รัฐจะต้องประกันการเข้าถึงความยุติธรรมให้กับประชาชนให้ได้ นอกจากนี้ในแง่ของการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร รัฐต้องมีการกำหนดให้เปิดเผยข้อมูลที่เป็นประโยชน์กับประชาชนและส่งผลกระทบในวงกว้างต่อสาธารณะ เช่น สัญญาซื้อขายไฟฟ้า รายงาน EIA ก็ต้องมีภาษาท้องถิ่นของประเทศนั้น ๆ ด้วย ที่สำคัญจะต้องมีการร่างกฎหมายหรือออกกฎหมายที่มีการควบคุมกำกับนักลงทุนไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ เชื่อมโยงความรับผิดชอบระหว่างบริษัทแม่กับบริษัทลูกในต่างประเทศเพราะระบบตัวการตัวแทนที่มีอยู่ตอนนี้ยังไม่เพียงพอ เช่น การออก พ.ร.บ. การลงทุนข้าพรมแดน ต้องมีการออกกฎหมายให้บริษัททำการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) ในห่วงโซอุปทานของตน ในกฎหมายสิ่งแวดล้อมต้องมีการกำหนดให้มีการจะดทำ SEA และ Transboundary EIA ด้วย

วัชรพงษ์ วรรณตุง ผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่าในด้านของ สคร. เรามีกลไกในการกำกับรัฐวิสาหกิจโดยการใช้ CG และระบบการประเมินผล โดยที่ผ่านมา CG ของไทยมีการพัฒนาร่วมกับองค์กรระหว่างประเทศซ฿ง CG เป็นเครื่องมือที่เข้าไปกำกับรัฐวิสาหกิจว่าจะต้องทำตามหรือไม่ทำตามอย่างไร ส่วนระบบการประเเมินผลนั้นที่ผ่านมาสามารถใช้ได้ผลเพราะรัฐวิสาหกิจจะมีกฎหมายเข้ากำกับให้ต้องทำตามอยู่แล้ว เมื่อมีการวัดผลจึงมีความจำเป็นที่รัฐวิสาหกิจแต่ละแห่งต้องทำให้ดีซึ่งมีความเชื่อมโยงกับระบบแรงจูงใจทั้งที่เป็นตัวเงินและไม่ใช่ตัวเงิน ด้วยการมี CG และระบบประเมินผลดังที่กล่าวมาจึงทำให้รัฐวิสาหกิจขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนได้ดีกว่าภาคธุรกิจเอกชน นอกจากนี้ภาครัฐยังได้มีการนำหลักการสำคัญอื่น ๆ มาปรับใช้และประเมินผลด้วย เช่น BCG, SDG, และโมเดลต่าง ๆที่ทางสหประชาชาติประกาศออกมานำมาปรับใช้และพัฒนาเป็นนโยบายในการขับเคลื่อนรัฐวิสาหกิจ ในส่วนของ NAP2 มีข้อเสนอแนะว่าต้องมีการกำกับ ติดตาม และประเมินผลการนำ NAP2 ไปใช้ เพราะจะทำให้การปฏิบัติตาม NAP2 ของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องเป็นไปได้ดียิ่งขึ้น การที่จะทำให้เกิดการปฏิบัติตาม NAP2 จะต้องมีการนำไปปฏิบัติใช้ในระดับปฏิบัติการ เพราะที่ผ่านมายังเป็นเพียงคนกลุ่มเดียวในองค์กรที่ทำและให้ความสำคัญเรื่อง NAP ดังนั้นต้องมีการสื่อสารให้ทั้งองค์กรมีความเข้าใจและปฏิบัติตาม NAP รวมทั้งต้องส่งต่อขายายความสำเร็จจากองค์กรที่ทำสำเร็จแล้วไปยังองค์กรอื่น ๆ ด้วย

จีรภรณ์ ศิริพลัง ทุมมาศ หัวหน้ากลุ่มวิเทศสัมพันธ์และส่งเสริมการปฏิบัติตามพันธกรณีสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ระบุว่า สิ่งที่ภาคประชาสังคมเสนอมาในวันนี้ตรงกับสิ่งที่กรมคุ้มครองสิทธิฯ ในฐานะหน่วยงานประสานงานเพื่อขับเคลื่อน NAP และธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนได้คิดไว้และพยายามทำให้เกิดขึ้น ที่ผ่านมาในส่วนของ NAP2 เราพยายามนำข้อเสนอแนะเหล่านี้ เช่น เรื่องการทำ EIA หรือ EHIA ที่มีส่วนร่วมของภาคประชาชนมาใส่ตั้งต้นไว้ในแผน เป็นต้น อยากระบุเพิ่มเติมว่า NAP ยังเป็นเพียงแค่แผน ไม่ใช่กฎหมายที่ออกมาเพื่อบังคับ เราจึงทำได้แต่เพียงติดตามและสนับสนุนส่งเสริมให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ทำตามแผน แต่แน่นอนว่าในส่วนของภาคธุรกิจนั้นกรมคุ้มครองสิทธิฯ เองไม่สามารถไปติดตามหรือบังคับให้เขาทำได้ เราจึงพยายามใช้มาตรการจูงใจในการทำให้เขาให้ความสำคัญกับเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากขึ้น รวมถึงการติดอาวุธโดยการให้องค์ความรู้และสร้างความรู้ความเข้าใจต่อภาคธุรกิจผ่านการจัดทำเอกสารหรืออบรมในเรื่องของแผน NAP และธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง

รัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษา กสม. ระบุว่าต้องขอขอบคุณภาคประชาชนที่เสนอให้กสม.ต้องมีอำนาจมากกว่านี้และอยากให้เป็นมากกว่าเสือกระดาษ เพราะ กสม. เองก็ต้องการเป็นมากกว่านั้น แต่ด้วยมีกฎหมายอย่าง พ.ร.ป. การปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญมากำกับ กสม. หวังว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายให้ กสม. มีอำนาจมากขึ้น ส่วนในเรื่องการตรวจสอบของ กสม. นั้น ที่ผ่านมา กสม. มีประเด็นที่หยิบยกเอามาตรวจสอบเองด้วยและกำลังทำอยู่ ไม่ได้มีแต่เพียงการรอให้มีผู้ร้อง แต่มีข้อจำกัดตรงที่ว่าประเด็นที่ กสม. จะหยิบยกมาตรวจสอบเองนั้นจะต้องเป็นประเด็นที่ส่งผลกระทบในวงกว้างและใช้เวลาค่อนข้าวยาวนาน ส่วนในเรื่องของคำถามที่ว่าทำไมประเทศต่าง ๆ ที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะในยุโรปสามารถที่จะทำให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชนได้นั้น นั่นเป็นเพราะว่าเขามีการระบุเป็นกฎหมายออกมาที่เรียกว่า directive เพื่อภาคธุรกิจต้องทำตาม และมีมาตรการอื่น ๆ อีกเช่น การออกกฎหมายห้ามบริษัทในสหภาพยุโรปรับซื้อสินค้าหรือบริการที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าประเทศไทยกฎหมายในส่วนนี้ยังอ่อน และการออกกฎไปบังคับภาคธุรกิจยังทำได้ยาก แต่ส่วนตัวคิดว่าอย่างน้อยที่สุด ทาง สคร. หรือองค์กรกำกับควรมีการออกกฎให้รัฐวิสาหกิจที่ตนกำกับอยู่ปฏิบัติตามแผน NAP และให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในการประกอบธุรกิจของรัฐได้ เช่น การห้ามไม่ให้ กฟผ. รับซื้อไฟฟ้าที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เป็นต้น  ซึ่งจริง ๆ แล้วผลกระทบที่เกิดจากการลงทุนโดยภาครัฐหรือรัฐวิสาหกิจที่ส่งผลต่อสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนก็มีอยู่เป็นจำนวนมากและเป็นวงกว้าง ส่วนในเรื่องของแผน NAP กสม. พยายามติดตามการดำเนินงานแผนโดยติดตามทุกหน่วยงานที่ถูกระบุอยู่ในแผนว่ามีการปฏิบัติตามหรือไม่ อย่างไร เวลามีเรื่องร้องเรียนจากประชาชนมาเราก็จะไปกางแผน NAP ดูว่ามีการทำตามหรือไม่ หากมีการละเมิดเราก็จะแนะนำไปว่าสิ่งที่ทำอยู่ทำให้เกิดการละเมิดอย่างไร นอกจากนี้เรามีการประเมินสถานการณ์สิทธิมนุษยชนทุกปีเพื่อที่จะรวบรวมเป็นรายงานไปนำเสนอในเวทีด้านสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติซึ่งทางคณะกรรมการด้านสิทธิมนุษยชนของ UN ก็จะเอารายงานของเราไปเปรียบเทียบกับรายงานของรัฐบาลว่าเหมือนหรือต่างกันอย่างไร ภาครัฐโกหกหรือไม่ อีกอย่างหนึ่งที่เราทำคือการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจจัดทำ HRDD อยู่เสมอเช่นกัน