กสม. ลงพื้นที่ – สอบถามหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตรวจสอบกรณีเขื่อนสานะคามหลัง ETOs Watch ยื่นเรื่องตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและความคืบหน้าโครงการ ด้านหน่วยงานและชาวบ้านกังวลผลกระทบสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิต และเขตแดนระหว่างประเทศเปลี่ยนแปลง

เมื่อวันที่ 12 ตุลาคม 2566 เวลา 9.00 น. ณ ห้องประชุมที่ว่าการอำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โดยศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยรัตติกุล จันทร์สุริยา ที่ปรึกษา กสม. และเจ้าหน้าที่ กสม. ร่วมกับคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ในฐานะผู้ร้องเรียนได้ลงพื้นที่และประชุมหารือร่วมกับหน่วยงานภาครัฐ ได้แก่ สำนักงานทรัพยากรแม่น้ำโขงแห่งชาติ (สทนช.) กรมทรัพยากรน้ำแห่งชาติ กรมแผนที่ทหาร กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัดเลย กรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กรมประมง กอ.รมน. พร้อมด้วยตัวแทนชุมชนจากสามตำบลใน อ.เชียงคาน ตัวแทนหน่วยงานและประชาชนจาก อ.ปากชม และเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน เพื่อตรวจสอบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นจากการสร้างเขื่อนสานะคาม โดยมีผู้เข้าร่วมประชุมประมาณ 60 คน
ศิริวัฒน์ พินิจพาณิชย์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลยกล่าวเปิดว่ายินดีที่ทาง กสม. ได้มาเยี่ยมเยียนที่อำเภอเชียงคาน จังหวัดเลย ในการตอบรับข้อกังวลของจังหวัดเลยโดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอเชียงคานเกี่ยวกับข้อกังวลเรื่องผลกระทบจากการก่อสร้างเขื่อนสานะคามซึ่งมีที่ตั้งห่างจากชายแดนไทยราว 2 กิโลเมตร เพื่อที่ชาวบ้านและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้เสนอแนะข้อกังวลและแนวทางในการแก้ไขปัญหาหรือรองรับปัญหาที่จะเกิดขึ้นกับรัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ศยามลกล่าวว่าวันนี้มีหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ และรวมถึงผู้ร้องคือ ETOs Watch Coalition นอกจากนั้นยังได้ประสานงานกับผู้ใหญ่บ้านและกำนันจากสามตำบลที่เฝ้าตดตามเรื่องนี้ได้เข้ามาร่วมรับฟังปัญหา โดยเฉพาะเรื่องเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม เราจะให้ความสำคัญอย่างมาก จำเป็นอย่างยิ่งที่จ้องให้คนในพื้นที่รับทราบรับรู้ข้อมูลข่าวสารเพื่อให้ประชาชนได้เข้ามามีส่วนร่วมในสิ่งที่ประชาชนจะได้รับผลกระทบเพื่อให้เกิดการป้องกันปัญหาลการละเมิดตั้งแต่ต้นทาง วานนี้ได้มีการลงพื้นที่ตรวจสอบข้อมูลกับชุมชนที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบทำให้เป็นที่มาของการจัดเวทีวันนี้
ไพรินทร์ เสาะสาย จากองค์กรแม่น้ำนานาชาติ (International Rivers) และ ETO Watch Coalition ได้กล่าวแนะนำว่า ETOs Watch เป็นภาคประชาสังคมที่ติดตามเรื่องการลงทุนไทยในต่างประเทศที่อาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศเพื่อนบ้านและไทย นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากภาคประชาสังคมอื่น ๆ และชาวบ้านจากเครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขงมาร่วมรับฟังข้อมูลและแสดงความห่วงกังวลด้วย ไพรินให้ข้อมูลว่าในประเด็นที่เราร้องเรียนเนื่องจากเป็นโครงการเขื่อนสานะคามเป็นหนึ่งในโครงการเขื่อนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างซึ่งมีทั้งหมด 11 เขื่อน มีการดำเนินการผลิตไฟฟ้าไปแล้ว 2 เขื่อน คือ เขื่อนไซยะบุรีและเขื่อนดอนสะโฮง โดยเริ่มตั้งแต่เขื่อนปากแบงซึ่งมีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้า หรือ Power Purchase Agreement: PPA แล้ว ส่วนเขื่อนไซยะบุรีมีการผลิตไฟฟ้าแล้ว เขื่อนสานะคามจะใกล้ที่สุด และเขื่อนระหว่างประเทศคือเขื่อนปากชม ทั้งหมดนี้มีผู้ลงทุนเป็นนักลงทุนไทยทั้งหมดร่วมหับเอกชนจีน
ปี 2563 ทางผู้พัฒนาโครงการสานะคาม ทางการมีการยื่นเอกสารให้ทางคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง หรือ MRC เพื่อดำเนินกระบวนการแจ้งปรึกษาหารือล่วงหน้า หรือ PNPCA มีรายงาน EIA และรายงานผลกระทบข้ามพรมแดน เราพบว่ามีข้อกังวลสำคัญคือเขื่อนสานะคามตั้งห่างจากไทยเพียง 1.5 กิโลเมตร แต่รายงานบอกว่าจะไม่ส่งผลกระทบ เป็นที่มาที่เราอยากทราบว่าจะไม่มีผลกระทบจึงหรือไม่ ประชาชนเองได้รับทราบข้อมูลนี้มากขนาดไหน และเป็นการเปิดโอกาสให้ประชาชนได้แสดงึวามห่วงกังวล
รายงาน MRC ระบุว่าหากมีการดำเนินงานของเขื่อนสานะคาม ในหนึ่งวันจะมีน้ำขึ้นลงเกือบสี่เมตร ส่งผลต่อการพังทลายของตลิ่งและยาวไปถึงตัวเมืองเวียงจันทน์ เราพบว่าขณะนี้การปักปันเขตแดนก็ยังไม่ชัด ตลอดอำเภอเชียงคานมีการทำเกษตรริมโขงและมีเศรษฐกิจท้องถิ่นเรื่องการท่องเที่ยวที่ประชาชนพึ่งพาแม่น้ำโขง เราจึงยื่นตรวจสอบไปยัง กสม. เพื่อให้ทาง กสม. ได้เชิญหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของกระบวนการต่าง ๆ และนำไปสู่ติดตามตรวจสอบโครงการเขื่อนสานะคามและเขื่อนอื่น ๆ ต่อไป
วินัย หอมพิมูล กองการต่างประเทศ สทนช. กล่าวว่า สทนช. มีหน้าที่เข้ามาดูแลเรื่องแม่น้ำโขงตั้งแต่ปี 2562 หลังจากที่ก่อนหน้านี้กรมทรัพยากรน้ำเป็นผู้ดูแล โครงการเขื่อนสานะคามเป็นโครงการลำดับที่ 5 ในแผนการสร้างเขื่อนบนน้ำโขงสายหลักตอนล่าง หากไปสกายวอร์กที่ภูคกงิ้ว จะเห็นท่าเรือบั๊ค โดยจุดตั้งเขื่อนจะเลยไปเพียงเล็กน้อย ซึ่งจะอยู่บริเวณหัวโค้ง ห่างจากน้ำเหืองเพียง 2 กิโลเมตร ใกล้พรมแดนไทยอย่างมากซึ่งนี่เป็นเรื่องที่น่ากังวลและต้องช่วยกันติดตาม เขื่อนสานะคาม มีความกว้าง 900 กว่าเมตร อยู่ฝั่งหัวโค้งซึ่งเป็นช่องทางเรือผ่าน มีอาคารระบายน้ำทั้งสองฝั่ง มีทางขึ้นลงของปลา ส่วนในเรื่องของกระบวนการ ทางลาวตอบสนองข้อคิดเห็นของประเทศสมาชิก ผู้พัฒนาต้องแจ้งและมีการส่งรายงานผลกระทบข้ามแดน (Transboundary EIA) และผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA พร้อมกับการแจ้งให้ทางสำนักงานเลขาธิการของ MRC ทราบ หลังจากนั้นจะมีการออกแถลงการณ์ร่วมและมีการดำเนินการร่วมผ่าน JAP ซึ่งแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ การเตรียม การออกแบบ กระบวนการก่อสร้าว และระหว่างการใช้งานเขื่อน ซึ่งประเทศสมาชิกจะเข้าไปร่วมในทุกกระบวนการ

เอกสารที่แจ้งจะมีการประเมินโครงการ โดยทางประเทศสมาชิกจะต้องส่งข้อคิดเห็นผ่าน reply form ไปยัง MRCS มีการจัดเวทีภูมิภาคและเวทีภายในแต่ละประเทศสมาชิก ซึ่งเขื่อนนี้ยังมีความไม่ครบถ้วนทั้งมิติการศึกษาและคุณภาพการศึกษา
ทางรัฐบาลลาวยื่นโครงการนี้ไปยัง MRC ในปี 2562 หลังจากนั้นฝ่ายเทคนิคของ MRC จะต้องพิจารณาเอกสารและหารือ มีการตั้งคณะทำงานขึ้นมาตามกระบวนการ PNPCA เราร้องขอเอกสารเพิ่มเติมเนื่องจากคุณภาพการศึกษายังไม่ครอบคลุมในประเด็นเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน เราพบว่าโครงการศึกษาผลกระทบแค่สองกิโลเมตรท้ายเขื่อน ไม่ได้มีการศึกษาในไทยที่จะได้รับผลกระทบอย่างมาก รวมทั้งประเทศท้ายน้ำอื่น ๆ ด้วย อีกทั้งที่ข้อมูลใช้ในการพิจารณายังไม่ครบถ้วน จากนั้นผู้เชี่ยวชาญต้องมีรานงานการทบทวน หรือ TRR ไทยเราเองก็มีคณะอนุกรรมการวิชาการเพื่อพิจารณาประเด็นนี้ซึ่งเรามีความเห็นว่าข้อมูลที่ปรากฏในรายงานที่ทางผู้พัฒนาโครงการยื่นผ่านไปยังรัฐบาลลาวจนมาถึง MRC ในส่วนของเขื่อนสานะคามนั้นยังไม่ครบถ้วน และเป็นข้อมูลเก่า เราเลยเสนอให้ทาง MRCs ไปดำเนินการเพิ่มเติมเรื่องมิติสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ สังคม ผลกระทบทางกายภาพเรื่องระดับน้ำและร่องน้ำและผลกระทบข้ามแดนต่อไทย ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมากเพราเราอยู่ใกล้ที่สุด ทางลาวได้จ้างบริษัทเพื่อทบทวนเรื่องที่ทางไทยกังวลเพิ่มเติมแต่ก็ยังไม่ครบถ้วน เพราะยังคงใช้ข้อมูลเก่าในเรื่องของการศึกษาอยู่ ตอนนี้อยู่ระหว่างให้ทางคณะกรรมการทางเทคนิกตรวจสอบ ล่าสุดเมื่อเดือน ส.ค. ที่ผ่านมาเราได้คุยกับทางการลาว พบว่าได้มีการสำรวจและการประเมินเพิ่มเติมแต่ยังไม่ครบถ้วน ถ้ายังไม่ครบถ้วนและยังมีข้อมูลที่ำม่อัพเดทเราก็ไม่สามารถจัดเวทีตามกระบวนการ PNPCA ได้ เพราะประเด็นผลกระทบต่าง ๆ ที่เรากังวลทางลาวยังไม่สามารถตอบเราได้
ตัวแทน สทนช. กล่าวเพิ่มเติมว่าหากมีการสร้างเขื่อนนี้สภาพการไหลของน้ำจะเปลี่ยนแปลงไปเกิดการกัดเซาะตลิ่งและกระทบกับวิถีชีวิตริมโขงอย่างมาก การขึ้นลงของน้ำจะยิ่งทำให้เป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้ตลิ่งพังมากขึ้น และการรับมือยังไม่มีความชัดเจน ในด้านเศรษฐกิจและสังคม เชียงคานเป็นจุดหมายแรก ๆ ของนักท่องเที่ยวซึ่งเชียงคานจะได้รับผลกระทบจากเขื่อนนี้แน่นอน และยังมีการแบ่งผันเผยแพร่ข้อมูลผ่านเว็บไซต์ของคณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย หรือ TNMC และทางสื่อสังคมออนไลน์ ปัจจุบันไทยมี 8 สถานี ครบทุกจังหวัดริมโขงในการตรวจวัดระดับน้ำและการคาดการณ์ล่วงหน้า 5 วัน
สทนช. มีการทำรายงานศึกษาติดตามผลกระทบข้ามพรมแดน โดยมีกรอบระยะเวลา 15 ปี ทั้งก่อนและหลังสร้างเขื่อน โดยมีการจัดทำรายงานนี้ตั้งแต่สร้างเขื่อนไซยะบุรี นอกจากนี้ยังมีการสร้างความเข้มแข็งของเครือข่ายลุ่มน้ำโขง 8 จังหวัด
แม้ในเอกสารของ MRC จะมีการระบุว่ากระบวนการ PNPCA ของเขื่อนแต่ละเขื่อนจะสิ้นสุดภายใน 6 เดือน แต่ในระยะหลังไม่ใช่อย่างนั้นแล้ว ในกรณีเขื่อนสานะคามไทยพยายามยิ้อไปเพราะมีความกังวลในเรื่องของผลกระทบอย่างมาก กระบวนการจะสิ้นสุดได้เมื่อ 4 ประเทศเห็นพ้องต้องกันจึงจะสิ้นสุดได้
ในเวที MRC ล่าสุดที่จัดที่หลวงพระบางมีการนำเสนอเรื่องการติดตามผลกระทบของเขื่อนไซยะบุรีโดยเฉพาะเรื่องปลาและตะกอน เราต้องการรู้แผนการระบายน้ำล่วงหน้า เพราะแม้จะรู้ว่าระดับน้ำขึ้นแต่ก็อาจไม่ทันการในแง่การรับมือ ทางไทยเรามีกลไกอนุกรรมการวิชาการซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากหลายหน่วยงานมาช่วยกันตรวจสอบและทบทวนเพื่อพิสูจน์ความถูกผิดของข้อมูล
อดิสรณ์ สิทธิการ กรมสนธิสัญญาและกฎหมายกล่าวว่าประเด็นเขื่อนสานะคาม ไทยเราให้ความสำคัญมากโดยเฉพาะเรื่องเขตแดน เขื่อนสานะคามแม้จะอยู่ในเขตลาว เขตแดนตามแม่น้ำเหืองและแม่น้ำโขงตามสนธิสัญญาสยาม-ฝรั่งเศส เกาะดอนเกิดใหม่ไม่มีการพูดคุยว่าควรจะอยู่ฝั่งไหน เรากับลาวมีการจัดตั้ง JBC เพื่อจัดทำหลักเขตแดน ซึ่งเป็นจุดบรรจบไทย-ลาวเพียง 2 กิโลเมตรเท่านั้นซึ่งจะมีผลกระทบของไทย และท่าทีไทยในการเจรจาด้วย สานะคามเราได้รับข้อมูลมาตั้งแต่ปี 2563 ว่าข้อมูลหลายอย่างไม่ครบและเป็นข้อมูลเก่า ทางเราจึงไม่สามารถวิเคราะห์ได้ว่าจะกระทบเขตแดนแต่ไหน แต่มั่นใจว่ากระทบแน่นอน แต่โดยรวมไทยเรายืนยันว่าต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องผลกระทบก่อน
หากมีผลกระทบขึ้นมาจริง ๆ จะมีการรับผิดชอบในระหว่างรัฐต่อรัฐในทางกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐจะมีความรับผิดชอบในกรณีนี้ได้ต้องดูว่าเป็นการกระทำของรัฐหรือไม่ รัฐนั้นได้มีการละเมดพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ และความเสียหายที่เกิดขึ้นจากการละเมิดพันธกรณีเหล่านั้นหรือไม่ หากพิสูจน์ว่าครบลาวจะต้องมีการรับผิดชอบด้วยการทำให้คืนสู่สภาพเดิม หากแก้ไม่ได้ต้องมีการเยียยาคงามเสียหาย การให้สัมปทานในโครงการนี้กับบริษัทเอกชนคือเป็นการกระทำของรัฐบาลลาว ในแง่ของพันธกรณีระหว่างประเทศ ลาวมีหน้าที่ใช้ทรัพยากรของตน แต่การใช้ทรัพยากรนั้นต้องไม่เกิดความเสียหายแก่บูรณภาพแห่งดินแดนของประเทศเพื่อนบ้าน และความเสียหายที่เกิดขึ้นนั้นพิสูจน์โดยการดูว่าเขตแดนที่จะเปลี่ยนเป็นผลจากการดำเนินการของเขื่อน ปลา และตลิ่งพังเกี่ยวกับการดำเนินการเขื่อนหรือไม่ ซึ่งหากพิสูจน์แล้วว่าใช่ ลาวต้องดำเนินการด้วยการเอาดินกลับมา น้ำท่วมต้องทำให้น้ำลด หากทำไม่ได้ก็ต้องมีการชดเชยความเสียหายที่เกิดขึ้น
ส่วนในเชิงกลไก ความตกลงแม่น้ำโขง 2538 มีข้อบทหนึ่งที่พูดว่าหากมีความเสียหายเกิดขึ้นให้ใช้หลักความรับผิดชอบระหว่างประเทศ สรุปคือต้องดูตามกลไก MRC
ผู้แทนจากกรมสนธิสัญญาฯ กล่าวว่าทางหน่วยงานดูประเด็นนี้อย่างใกล้ชิดและพยายามรักษาท่าทีในกรอบของ MRC ให้ดีที่สุด เพราะประเด็นนี้เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ผู้แทนกรมแผนที่ทหาร กล่าวว่าการปักปันเขตแดนอยู่ระหว่างการทำแผนแม่บทในการจัดทำหลักการ ยังไม่มีการดำเนินการปักปันเขตแดนระหว่างไทย-ลาวในแม่น้ำโขง ปัจจุบันน้ำเหืองก็อยู่ในสถานะเดียวกัน ทั้งแม่น้ำโขงและแม่น้ำเหืองอยู่ระหว่างการจัดทำหลักการสำรวจ และยังไม่มีการสำรวจการทำหลักเขตแดน เราคิดว่าการสร้างเขื่อนสานะคามจะส่งผลต่อร่องน้ำลึกและตลิ่งฝั่งไทย อย่างำไรก็ตามต้องมีการตรวจสอบผลกระทบเรื่องเขตแดนโดยหน่วยงานที่มีความเชี่ยวชาญในประเด็นอื่น ๆ เพิ่มเติม

ไพศาล สอนเสียง ผู้ใหญ่บ้านท่าดีหมี ต.ปากตม จ.เลย ตั้งคำถามต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องว่าชาวบ้านมีความกังวลเรื่องเขตแดนว่าพรมแดนไทย – ลาว อยู่ตรงไหนกันแน่ เพราะหากใช้ร่องน้ำลึกก็จะไม่มีความแน่นอนเนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงอยูตลอด ชาวบ้านกังวลเรื่องน้ำท่วม ตลิ่งทรุดทุกปี แต่เราไม่มีข้อมูลที่ชัดเจนเรื่องการก่อสร้างและรูปแบบของเขื่อน และหมู่บ้านเราจะเป็นหมู่บ้านแรกที่ได้รับผลกระทบก่อนพื้นที่อื่น ๆ หากมีการสร้างเขื่อนสานะคาม
ชัยวัฒน์ พาระคุณ ตัวแทน คสข. หนองคาย ระดับน้ำโขงที่แกว่งทำให้เกิดตลิ่งพัง มีพื้นที่หายไปกว่า 7-8 ไร่ หากปล่อยให้เป็นอย่างนี้ปีถัดไปก็คงพังถึงบ้านประชาชนแล้ว เราจะสามารถเรียกร้องเรื่องนี้จากหน่วยงานไหนได้บ้าง
ผู้แทนจากกรมสนธิสัญญาตอบว่าร่องน้ำลึกในที่นี้คือร้องน้ำลึกตามธรรมขาติซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงได้ แต่สิ่งที่เรากังวลคือสานะคามจะส่งผลอย่างไรต่อการเปลี่ยนแปลงของร่องน้ำลึกไทย – ลาว
นเรศ ชมบุญ ผู้แทนจากกรมทรัพยากรน้ำ กล่าวว่าทางลาวอยากสร้างเขื่อนอยู่ 5 แห่ง ตอนนี้มีไซยะบุรีแล้ว ส่วนในจีนมีอีกเป็น 11 เขื่อน ตะกอนหายแน่และเขตแดนเปลี่ยนแน่ และมั่นใจว่าแม่น้ำโขงจะเปลี่ยนแน่นอน ผลกระทบเราเห็นมาโดยตลอด มั่นใจว่าทั้งร่องน้ำลึกและพันธุ์ปลาเกิดความเปลี่ยนแปลงน้ำ ขนาดในลาวสร้างเขื่อนไซยะแค่ตัวเดียวยังเห็นผลกระทบมาก โดยเฉพาะประเทศและพื้นที่ท้ายน้ำ ผมเห็นว่าลาวไม่จำเป็นต้องสร้างเขื่อนสานะคามแล้ว และไทยเองก็ไม่จำเป็นต้องซื้อกระแสไฟฟ้าเพิ่มเติมแล้ว เพราะเรามีมากแล้ว เราทำได้แค่แย้งว่าอย่าสร้างเลยเพราะมันติดชายแดนไทย ตัวอย่างที่ชัดเจนคือเขื่อนดอนสะโฮงที่อยู่บนพรมแดนลาวกัมพูชา ทางกัมพูชาเองก็ทำได้แค่ท้วง ร่องน้ำลึกเปลี่ยนแปลงตลอดเพราะมีตะกอนเข้ามาเพิ่มอยู่ตลอด ส่วนตัวยืนยันว่าถ้ามีเขื่อนสานะคามผลกระทบเกิดแน่ ไม่เพียงคนไทยแต่ยังกระทบกับคนลาวที่อยู่ท้ายน้ำด้วย
ด้านผู้แทนจาก กอ.รมน.จังหวัดเลย กล่าวว่า พร้อมทำงานกับทุกส่วนที่เกี่ยวข้อง ในส่วนของความมั่นคงเราจะรวบรวมและนำเสนอข้อมูลต่อภาคส่วนที่เกี่ยวจ้องเพื่อให้ความเดือดร้อนต่าง ๆ ผ่อนคลายที่สุดและจะพยายามทำให้ทุกส่วนทำงานอย่างราบรื่น และอาจมีการประชุมกลุ่มย่อยเพราะมีปัญหาทั้งเรื่องการประมง ระบบนิเวศ การเกษตร และพรมแดน ในส่วนของชายแดนเรามีกองกำลังในส่วนของพื้นที่อยู่ แต่จะพยายามบูรณาการทุกส่วนให้สามารถทำงานร่วมกันได้ต่อไป
ผู้แทนกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเลย กล่าวว่า ในส่วนของการแจ้งเตือนระดับน้ำขึ้นลง เราอาศัยข้อมูลของกองอำนวยการน้ำแห่งชาติและ สทนช เป็นหลัก โดยจะแจ้งทางอำเภอไปยังประชาชนในพื้นที่ ในกาช่วยเหลือผู้ได้รับผลกระทบจากปลากระชังนั้น ในนิยามภัยพิบัตินั้นการขึ้นลงที่ผิดปกติของแม่น้ำโขงนั้นไม่เข้าคำนิยามตามคำนิยามภัยพิบัติระเบียบกระทรวงการคลังซึ่งขณะนี้อยู่ในระหว่างการหารือในกรณีการขึ้นลงผิดปกติขอฃแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อประชาชนริมโขง
ด้านปลัดอำเภอปากชม กล่าวว่าในเกาะดอนของอำเภอปากชมมีทั้งที่เกิดใหม่และมีอยู่แล้วเมื่อก่อนประชาชนเคยทำกินอยู่ในเกาะชม ปัจจุบันมีทหารใงลาวไปอยู่ตรงนั้น ส่วนเกาะดอนที่อยู่ใกล้ฝั่งไทยตอนนี้มีประชาชนเข้าไปทำการเกษตรอยู่ในบริเวณนี้
ธนารักษ์ วรปรีชาพันธุ์ กรมโยธาธิการและผังเมือง ดูแลในส่วนเขื่อนป้องกันตลิ่ง กรมโยธาทำภารกิจการป้องกันตลิ่งตามแม่น้ำระหว่างประเทศซึ่งเป็นการดำเนินการตามยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านความมั่นคง โดยการทำแนวกั้นตลิ่งพังเราอิงตามตลิ่งฝั่งไทย โดยมีการทำแนวกั้นตลิ่งพังมาตั้งแต่ปี 2533 โดยกรมโยธาธิการมีการมำแนวตลิ่งตลอดทั้งแม่น้ำโขงฝั่งไทยทำ 20 กิโลเมตรต่อปี ตั้งแต่เชียงรายลงไปถึงอุบล เราตั้งงบปีละ 32 กิโลเมตรทั่วประเทศ ในแต่ละจังหวัดแม่น้ำโขง กรมโยธาฯ เราจะไม่ทำแนวกั้นตลิ่งในส่วนที่เป็นแนวหิน โขดหิน ดังนั้นตลอด 1899 กิโลเมตร เราไม่ได้ป้องกันตลิ่งทั้งหมด ซึ่งตลิ่งแต่ละจังหวัดแต่ละพื้นที่ไม่เหมือนกัน ปัจจุบันต่อให้ไม่มีแนวกั้นตลิ่งพังก็มีการพังทลายตามการขึ้นลงของกระแสน้ำ โดยในจังหวัดเลยยังเหลืออยู่ 33 กิโลเมตรที่ยังไม่ได้ทำ ส่วนจังหวัดหนองคายยังเหลืออีก 57 กิโลเมตร ส่วนอำนาจเจริญคิดว่าจะปิดแม่น้ำโขงครบเพราะมีอำเภอชานุมานอำเภอเดียว ส่วนอุบลราชธานีพื้นที่ริมโขงส่วนใหญ่เป็นพื้นที่อุทยาน โดยในบ้านดงนามีการตั้งงบสร้างแนวตลิ่งในปี 2567 ไว้ แต่อาจจะยากเพราะอยู่ในพื้นที่ป่าอุทยาน ส่วนแม่น้ำเหืองเราพยายามสร้างแนวกั้นตลิ่งเพิ่มอย่างจต่อเนื่องแต่จะไม่ได้ทำตลอดแนวเพราะโครงสร้างตลิ่งบางจุดเป็นโขดหินอยู่แล้ว ส่วนบริเวณสกายวอร์กทางกรมโยธาก็มีการตั้งงบประมาณเพื่อจัดทำเช่นกัน และทางกรมมีภารกิจปับภูมิทัศน์และส่งเสริมการท้องถิ่นในระดับท้อถิ่นด้วย ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดคือแนวตลิ่งเชียงคาน ในส่วนที่บอกว่าการสร้างแนวตลิ่งกั้นส่งผลต่อเกษตรริมโขงหรือไม่ อย่างไร นั้นทางกรมโยธาฯ กล่าวว่าหากไม่ทำดินก็จะหล่นหายไปอยู่ดี หากไม่ทำก็ไม่สามารถล็อกพื้นที่ได้ กิโลเมตรละร้อยล้าน
ผู้แทน สทนช. เสริมว่าการจะไปหาว่าเหตุที่ทำให้ตลิ่งพังมาจากอะไรกันแน่ระหว่างการพังตามธรรมขาติหรือการขึ้นลงอย่างผิดปกติจากการควบคุมระดับน้ำของการดำเนินงานของเขื่อน และในส่วนการพังทลายของตลิ่งที่ผ่านมามีปรากฏอยู่ในรายงานของกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทย (TNMC) ที่ทำมาตลอดเป็นรายปี
พิสิฐ ภูมิคง ผู้เชี่ยงชาญจากกรมประมง กล่าวว่า ในประเด็นผลกระทบด้านการประมง กรมประมงได้ทำหนังสือตอบกลับไปว่าโครงการเขื่อนสานะคามพบว่าเป็นข้อมูลด้านทรัพยากรประมงนั้นล้าหลังเป็นสิบปี ในการศึกษาของที่ปรึกษาพบว่ามีรายงานปลาแค่ 57 ชนิด ซึ่งน้อยมาก มีเพียง 56 ครอบครัว ในส่วนความหลากหลายทางพันธุ์ปลานั้นก็ยังศึกษาไม่ครอบคลุม เพราะหากดูในเลยก็มีมากกว่า 80 ชนิดในส่วนทางปลาผ่าน เราแบ่งปลาเป็นสามกลุ่มคือ กลุ่มปลาขาวหรือปลาอพยพ กลุ่มปลาที่มีการอพยพระยะสั้นหรือปลาเทา (เกรย์ฟิช) โดยจะอพยพเข้าแม่น้ำสาขาและปากแม่น้ำ และกลุ่มปลาดำที่จับได้ตามหนองและบึงต่าง ๆ ทั่วไป กลุ่มที่สำคัญคือปลาขาวที่จะได้รีบผลกระทบอบ่างมาก จากการศึกษาพบว่าทางผลาผ่านของโครงการเขื่อนสานะคามนั้นมีความยาว 12 กิโลเมตร ซึ่งไม่มีข้อมูลเพียงพอในการบรรเทาผลกระทบเรื่องพันธุ์ปลาได้ ไม่มีรูปแบบทางผ่านปลาที่เหมาะสม ในส่วนของผลกระทบแม้จะยังไม่ได้สร้างเขื่อน แต่เราเห็นแล้วจากเขื่อนไซยะบุรี ในส่วนประมงที่ได้รับผลกระทบนั้น ในส่วนของปลาเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงระดับน้ำอย่างผิดปกติ ในสองสามปีที่ผ่านมา น้ำมาเร็วในช่วงหน้าแล้ง พอน้ำมาก ปลาจะฟองไข่ขึ้นมาตามธรรมชาติซึ่งไม่เป็นไปตามฤดูกาล แม้เขื่อนไซยะจะอยู่ไกลมากแต่ก็ได้รับผลกระทบ เมื่อปลารวมฝูงได้มากอาจจะจับง่าย แต่จะเป็นผลร้ายในอนาคตเพราะเป็นการอพยพผิดฤดูกาล ในส่วนของตะกอนถือเป็นผลผลิตตั้งต้นทางอาหารของผลา เมื่อมีตะกอนน้อยจะส่งผลต่อจำนวนปลาในอนาคต ชาวประมงจับปลาได้น้อยลงและปลาจะมาผิดฤดู พอน้ำมากเขื่อนฟลัชน้ำมาทำให้คุณภาพน้ำเปลี่ยนแปลงส่งผลกระทบอย่างมากต่อการเลี้ยงปลากระชัง เมื่อน้ำมาผิดฤดูกาลปลาหลายชนิดเองก็ไม่มีการผสมพันธุ์และวางไข่ ทำให้จำนวนปลาหลายชนิดลดลง ทำให้มีโอกาสอย่างมากที่ปลาหลายชนิดจะสูญพันธุ์ เพราะขนาดเขื่อนที่อยู่ไกลออกไปยังสามารถส่งผลกระทบมากขนาดนี้ หากมีเขทื่อนมาอยู่หน้าบ้านเราอีกทรัพยากรประมงและพันธุ์ปลาต่าง ๆ ก็ยิ่งสูญพันธ์ุไปอีก
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยประมงน้ำจืด จ.เลย กล่าวว่าในจังหวัดเลยเรามีกระชังปลาในน้ำโขงประมาณ 500 กว่ากระชัง การมีเขื่อนส่งผลกระทบอย่างมากต่อปลากระชัง การดักตะกอนจะเกิดขึ้นที่หน้าเขื่อนมากและละเอียด พอละเอียดและมากเกินไป พอตะกอนฟุ้งมากับน้ำและเคลือบตัวทำให้ปลานิลหรือปลากระชังอื่น ๆ ที่เลี้ยงนั้นเสียหาย ส่งผลต่อโครงสร้างการประมงของแม่น้ำโขงในจังหวัดเลยอย่างมาก และส่งผลต่อรายได้สร้างมูลค่าความเสียหายอย่างมากหลายล้านบาทต่อปี
สมาน แก้วพวง ตัวแทนชาวบ้านจากบ้านม่วง อำเภอสังคม จังหวัดหนองคาย บอกว่า พวกเราได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะเรื่องการประมงหลังมีการนร้างเขื่อนไซยะบุรี แต่ตอนนี้ปีหนึ่งไม่ถึงห้าพันบาทต่อครอบครัวแล้ว จากแต่ก่อนได้ปีละ 4 แสนกว่าบาทต่อครอบครัว หากเป็นไปได้อยากให้บริษัทสร้างเขื่อนรับผิดชอบผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อชุมชนจากการสร้างเขื่อน
ชาญณรงค์ วงศ์ลา ตัวแทนกลุ่มฮักเชียงคาน จังหวัดเลย กล่าวว่าเอกสารต่าง ๆ ของ MRC อยากให้มีการแปลออกมาเป็นภาษาท้องถิ่นมากขึ้นที่ทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึงได้ การปล่อยน้ำขึ้นลงของเขื่อนเป็นการเร่งให้ตลิ่งพังมากขึ้น ในส่วนของประมง การอพยพของปลา ในกลุ่มปลาขาวไม่สามารถอพยพข้ามเขื่อนไซยะบุรีได้ ปลาพวกนี้มาในช่วงน้ำน้อย แต่หลังจากการดำเนินงานของเขท่อนปลาพวกนี้ว่ายย้อนกลับมาลงมาทำให้ชาวประมงจับ หากไทยไม่รับซื้อไฟฟ้าจากลาว เขื่อนต่าง ๆ ก็จะไม่เกิด ทุกคนรู้อยู่แล้วว่าไฟฟ้าสำรองไทยเกินมากกว่า 50% แล้ว แถมเรายังจ่ายค่าไฟมากขึ้นด้วย นั่นอาจหมายความว่าเราไม่จำเป็นต้องมีการลงนามซื้อขายไฟฟ้าแล้วหรือไม่ และหากไม่มีการลงนามเขื่อนก็อาจจะไม่เกิดขึ้น เราเคยฟ้องศาลปกครองไปแล้วแต่ศาลปกครองกลับยกฟ้องเพราะผู้ฟ้องไม่ใช่คู่สัญญาและสัญญาไม่ได้ทำให้เกิดผลกระทบ กระบวนการ PNPCA เป็นตรายางให้เกิดการสร้างเขื่อนหรือไม่ เพราะมีการจัดเวทีไปก็ไม่สามารถตอบได้ว่าจะได้รับการแก้ไขโดยเฉพาะเรื่องปกาท้องของชาวบ้าน ในแง่ความปลอดภัยของเขื่อนสานะคามหากเกิดอุบัติเหตุจะมีผลกระทบอย่างไร อีกทั้งมีจุดศูนย์กลางแผ่นดินไหวในจังหวัดเลย ไม่แน่ใจว่ามีการศึกษาผลกระทบเรื่องนี้หรือไม่ นอกจากนี้อยากเสนอให้มีการแจ้งเตือนภัยการปล่อยน้ำของเขื่อน เราจะเห็นข้อมูลเชียงแสนและข้ามมาเชียงคาน เราอยากรู้ว่าในแจ่ละจุดในลาวมีการรายงานข้อมูลการระบายน้ำของเขื่อนหรือไม่ เพื่อจะได้เตรียมการได้ทัน แม้จะมีการสำรวจจากกรมประมงว่ามีปลา 80 ชนิด แต่ปัจจุบันจับได้แค่ไม่ถึง 10 ชนิดด้วยซ้ำ แม้ในช่วงที่สามารถจะจับได้มาก ไฟฟ้าไม่ได้สร้างความมั่นคงให้กับชุมชน
อำนาจ ไตรจักร ประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน หรือ คสข. กล่าวว่า ตนอยู่ติดกับแม่น้ำโขง แม้ว่าเรามีงานวิจัยข้อมูลของชุมชนที่ยื่นเสนอหน่วยงานต่าง ๆ มักจะถูกบอกว่าคุณจบอะไรมา เมื่อก่อนระบบนิเวศแม่น้ำโขงไม่ได้เป็นอย่างที่เห็น ตอนนี้เห็นแม่น้ำสีครามตั้งแต่ยังไม่เข้าหน้าแล้งด้วยซ้ำและไม่ต้องไปทะเล ในแง่ของระดับน้ำเราก็มีการแจ้งเตือนกันเองภายในกลุ่ม ผมมีที่ดินริมโขงสองไร่ แต่ตอนนี้เหลือสองงาน โดยหายไปตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง ที่ดินเกษตรริมโขงหายไปสองไร่ ตอนนี้มีแต่โฉนดแต่ที่ดินไม่มีแล้ว ขนาดเขื่อนไซยะบุรีอยู่ห่างจากนครพนมเกือบพันกิโลเมตรแต่ก็ยังส่งผลกระทบขนาดนี้ ในการทำประชาพิจารณ์ที่ผ่านมา พวกเราที่อยู่ติดแม่น้ำโขงไม่ได้เข้าร่วมประชุม แต่มีการนำคนที่อยู่ในพื้นที่อื่นเข้าร่วมประชุม และให้ข้อมูลแต่ด้านดีของการสร้างเขื่อน ในส่วนของพลังงานไฟฟ้าตอนนี้ไม่จำเป็นต้องมีการสร้างเขื่อนไฟฟ้าและรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมแล้วเพราะแม้มีมากแต่เราก็จ่ายค่าไฟแพงขึ้นอยู่ดีซึ่ฃส่งผลกระทบต่อคนทั้งประเทศ
หาญณรงค์ เยาวเลิศ กรรมการมูลนิธิแม่น้ำนานาชาติกล่าวว่าเท่าที่ประชาขนและภาคประชาสังคมได้มีการลงพื้นที่สำรวจพบเห็นต้นไคร้ตายตลอดลำน้ำ และมีพืชชนิดใหม่อย่างต้นอ้อซึ่งเป็นเอเลี่ยนสปีชี่หรือพืชคุกคามที่เช้ามาแทนที่ ต้นไคร้เวลาน้ำท่วมจะลู่ตามน้ำและเมื่อน้ำลดก็จะเป็นตัวยึดตลิ่งเป็นที่อยู่อาศัยของปลา ก่อนสร้างเขื่อนแม่น้ำโขง ต้นไคร้แม่น้ำโขงกับสาละวินมีเหมือนกัน ซึ่งนี่เป็นหายนะของการประมงเพราะในน้ำไม่มีอาหารของปลาอีกแล้ว เราต้องยืนยันให้ชัดเจนว่าระบบนิเวศที่เปลี่ยนไปนี้เกิดจากการสร้างเขื่อน เพราะเราเห็นการเปลี่ยนแปงพวกนี้หลังจากการสร้างเขื่อนชัดเจน และเราต้องหาให้ได้ว่าการพังทลายของตลิ่งนั้นเกิดจากอะไร เพราะงานวิจัยหลายชิ้นมีการติดตามแต่ไม่สามารถฟันธงได้เลยว่าตลิ่งที่พังนั้น นอกจากนี้ยังอยากให้มีการให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับเขื่อนปากชมหรือเขื่อนผามองด้วยว่าตอนนี้กระบวนการไปถึงไหน เพราะเขื่อนนี้อยู่ระหว่างพรมแดนไทย – ลาว จะกระทบยิ่งกว่าเขื่อนอื่น ๆ ในแม่น้ำโขงฝั่งลาว
รองผู้ว่าราชการจังหวัดเลย กล่าวว่า ได้รับทราบข้อกังวลผลกระทบอย่างต่อเนื่อง เราทราบว่าโครงการนี้เป็นโครงการระดับชาติ จึงจำเป็นอย่างมากที่จะต้องให้ระดับรัฐบาลไปพูดคุยถึงปัญหาเหล่านี้ และทางจังหวัดเองจะต้องมีการวางแผนและหาทางป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้นในอนาคตไว้ล่วงหน้า โดยเฉพาะในเรื่องของการป้องกันแนวตลิ่ง ตลอดลำน้ำโขงจังหวัดเลยลงไป ส่วนในเรื่องของระบบนิเวศและการท่องเที่ยวก็จะต้องไปหารือเพิ่มเติมและแจ้งให้กับพี่น้องประชาชนได้ทราบ และหากทำอะไรไม่ได้เลยก็ต้องมีการปรับตัวให้อยู่ได้ ซึ่งแน่นอนว่าเราไม่อบากให้เป็นเช่นนั้น และอยากเสนอให้มีการปรับแผนพลังงานหากเป็นไปได้ก็อยากให้มีการยกเลิกการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนนี้หรือหากยกเลิกไม่ได้ก็ต้องขยับออกไปให้ไม่มีผลกระทบหรือกระทบน้อยที่สุด
สทนช. เผยว่าตอนนี้ลาวพยายามจะยื่นเรื่องแจ้งการสร้างเขื่อนที่อยู่ในลาวก่อน ส่วนเขื่อนร่วมหรืออยู่ระหว่างพรมแดนตอนอย่างเขื่อนปากชมฝผามองนั้นยังไม่มีความคืบหน้าใด ๆ อยากเรียนให้ที่ประชุมทราบเพื่อป้องกันความสับสนว่าทาง MRC ไม่ได้มีหน้าที่ในการประกาศแจ้งเตือน การประกาศแจ้งเตือนเป็นหน้าที่ของแต่ละประเทศ ข้อมูลการระบายน้ำนั้นยากมากกว่าเราจะเข้าถึงได้ เพราะต้องผ่านหลายขั้นตอน ขณะนี้เรากำลังำยายามจัดตั้งสถานีติดตามและตรวจวัดรับน้ำเพิ่มเติม
ในส่วนกระบวนการของ MRC นั้น ตอนนี้มีการดำเนินการตามระเบียบปฏิบัติ ซึ่งมีทั้งหมด 5 เรื่อง คือ 1. การแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสารและการจัดการใช้ข้อมูล 2. กระบวนการ PNPCA 3. การติดตามตรวจสอบ 4. การรักษาปริมาณการไหลของแม่น้ำโขงสายประธาน และ 5. คุณภาพน้ำ ซึ่งขณะนี้ทาง MRC มีการปรับเปลี่ยนและแก้ไขรายละเอียดระเบียบทั้ง 5 ฉบับอยู่
ศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชน กล่าวว่า จากที่มีการร้องเรียนมาจำนวนมากในเรื่องการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขง กสม. เห็นว่าเราจะใช้กระบวนการไต่สวนสาธารณะ (public enquiries) เป็นกระบวนการมีส่วนร่วมอีกวิธีการหนึ่งที่มีรายละเอียดมากกว่าการรับฟังความคิดเห็น (public hearings) เพราะเรื่องการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงนั้นส่งผลกระทบต่อคนไทยไม่ใช่แค่คนริมโขงแต่รวมถึงผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งประเทศด้วย ซึ่งกระบวนการนี้ทาง กสม. ยังไม่เคยใช้มาก่อน หลังจากนั้นเราจะมีความเห็นไปยังรัฐบาลในเรื่องปัญหาและข้อกังวลต่าง ๆ ต่อไปโครงการข้ามพรมแดนจะเกิดขึ้นอีกมาก เราควรมีการวางรากฐานเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้มากขึ้น และให้หน่วยงานต่าง ๆ มาร่วมกันแก้ไขปัญหาเหล่านี้ และต้องให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้ได้มากที่สุด

Leave a comment