ความเห็นทั่วไปที่ 24 (2560) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แห่งสหประชาชาติ

I. อารัมภบท

1. ภาคธุรกิจมีบทบาทสำคัญในการบรรลุถึงสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ทั้งนี้โดยการส่งเสริมให้เกิดโอกาสการจ้างงาน ตลอดจนการลงทุนของภาคเอกชน เพื่อให้เกิดการพัฒนา เป็นต้น อย่างไรก็ดี คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมักเผชิญกับสถานการณ์ที่รัฐบกพร่องไม่สามารถประกันให้เกิดการปฏิบัติตามบรรทัดฐานและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอันเป็นที่ยอมรับระดับสากลในเขตอำนาจศาลของตน เป็นเหตุให้การดำเนินงานของบรรษัทส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ความเห็นทั่วไปฉบับนี้มุ่งชี้แจงหน้าที่ของรัฐภาคีที่มีต่อกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในสถานการณ์ดังกล่าว ทั้งนี้โดยมุ่งหวังให้เกิดการป้องกันและแก้ปัญหาผลกระทบร้ายแรงของการดำเนินธุรกิจที่มีต่อสิทธิมนุษยชน

2. ที่ผ่านมาคณะกรรมการได้เคยพิจารณาผลกระทบเพิ่มขึ้นเนื่องจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อการได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกาบางประเภท ซึ่งเกี่ยวข้องกับสุขภาพ[1] ที่อยู่อาศัย[2] อาหาร[3] น้ำ[4] หลักประกันทางสังคม[5] สิทธิที่จะมีงานทำ[6] สิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและเกื้อหนุน[7] และสิทธิในการจัดตั้งและเข้าร่วมสหภาพแรงงาน[8] นอกจากนั้น คณะกรรมการได้แก้ปัญหานี้ในข้อสังเกตเชิงสรุป[9] ที่มีต่อรายงานของรัฐภาคี และในคำวินิจฉัยเบื้องต้นต่อข้อมูลที่ได้รับส่วนบุคคล[10] ในปี 2554 คณะกรรมการได้รับรองถ้อยแถลงเกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐเกี่ยวกับความรับผิดชอบของบรรษัทในบริบทของสิทธิตามกติกา[11] ความเห็นทั่วไปฉบับนี้จึงเป็นสิ่งที่ควรอ่านพร้อมกับเอกสารก่อนหน้านี้ รวมทั้งการพิจารณาร่วมกับข้อมูลอื่น ๆ จากองค์การแรงงานระหว่างประเทศ[12] และเอกสารของหน่วยงานระดับภูมิภาค อย่างเช่น คณะมนตรียุโรป[13] ในการรับรองความเห็นทั่วไปฉบับนี้ คณะกรรมการได้พิจารณาหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ซึ่งผ่านความเห็นชอบของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนเมื่อปี 2554[14] รวมทั้งเอกสารอื่น ๆ ที่เป็นผลจากการพิจารณาของหน่วยงานตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนและกลไกพิเศษอื่น ๆ[15]

II. บริบทและขอบเขต

3. เพื่อความมุ่งประสงค์ของความเห็นทั่วไปฉบับนี้ การดำเนินธุรกิจให้หมายถึงกิจกรรมทั้งปวงของหน่วยงานธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานข้ามชาติ หรือเป็นการดำเนินงานเฉพาะภายในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการดำเนินงานโดยหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยงานของรัฐ และไม่ว่าหน่วยงานนั้นจะมีขนาด อยู่ในภาคเศรษฐกิจ มีที่ตั้ง มีความเป็นเจ้าของและโครงสร้างแบบใด

4. ในเขตอำนาจศาลบางแห่ง บุคคลสามารถร้องเรียนเพื่อให้มีคำสั่งโดยตรงต่อหน่วยงานธุรกิจ เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ไม่ว่าจะเป็นการกำหนดให้หน่วยงานธุรกิจเหล่านั้นมีหน้าที่ (ในเชิงลบ) โดยงดเว้นจากการปฏิบัติบางประการ หรือการกำหนดหน้าที่ (ในเชิงบวก) เพื่อให้นำมาตรการบางประการมาใช้ หรือให้สนับสนุนการปฏิบัติให้เป็นผลซึ่งสิทธิเหล่านั้น[16] ทั้งยังมีกฎหมายในประเทศจำนวนมากที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อคุ้มครองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมบางประการ ซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานธุรกิจ เช่นในบริบทของการไม่เลือกปฏิบัติ การให้บริการดูแลด้านสุขภาพ การศึกษา สิ่งแวดล้อม แรงงานสัมพันธ์ และความปลอดภัยของผู้บริโภค  

5. นอกจากนั้น ตามมาตรฐานระหว่างประเทศ ยังคาดหวังว่าหน่วยงานธุรกิจจะเคารพสิทธิตามกติกา ไม่ว่าจะมีกฎหมายในประเทศรับรองหรือมีการบังคับใช้อย่างเต็มที่ในทางปฏิบัติหรือไม่ก็ตาม[17] ความเห็นทั่วไปฉบับนี้จึงมุ่งสนับสนุนบรรษัทในการปฏิบัติตามพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของตน และให้แสดงความรับผิดชอบ ทั้งนี้เพื่อลดความเสี่ยงที่จะเกิดความเสียหายต่อชื่อเสียง อันเป็นผลมาจากการละเมิดสิทธิตามกติกาในประเด็นที่ตนมีอิทธิพลเกี่ยวข้อง

6. ความเห็นทั่วไปฉบับนี้ ยังอาจช่วยองค์กร ลูกจ้างและนายจ้างในบริบทของการเจรจาต่อรองร่วม เนื่องจากรัฐภาคีจำนวนมากกำหนดให้มีกลไกในสถานประกอบการเพื่อตรวจสอบข้อร้องเรียนจากคนงานทั้งรายบุคคลและแบบกลุ่ม โดยผู้ร้องไม่ต้องกลัวจะถูกข่มขู่หรือตอบโต้[18] การเจรจาทางสังคมและการมีกลไกรับข้อร้องเรียนจากคนงาน อาจเป็นแรงสนับสนุนที่เป็นระบบมากขึ้น โดยเฉพาะในการปฏิบัติตามข้อ 6 และ 7 ของกติกานี้

 III. พันธกรณีของรัฐภาคีตามกติกาฯ

 . พันธกรณีที่จะไม่เลือกปฏิบัติ

7. คณะกรรมการได้เคยเน้นว่า การเลือกปฏิบัติในการใช้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มักเกิดขึ้นในภาคเอกชน ทั้งในสถานประกอบการและตลาดแรงงาน[19] และในภาคที่อยู่อาศัยและเงินกู้ยืม[20] ตามข้อ 2 และ 3 ของกติกานี้ รัฐภาคีมีพันธกรณีต้องประกันให้ทุกคนได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกาโดยไม่มีการเลือกปฏิบัติ[21] ข้อกำหนดให้ขจัดรูปแบบการเลือกปฏิบัติทั้งอย่างเป็นทางการและในเชิงสาระบัญญัติ[22] ครอบคลุมหน้าที่ในการห้ามไม่ให้เกิดการเลือกปฏิบัติโดยหน่วยงานที่ไม่ใช่ของรัฐ ในแง่ของการใช้สิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม

8. ในบรรดากลุ่มต่าง ๆ ที่มักได้รับผลกระทบด้านลบจากการดำเนินธุรกิจมากสุด มักเป็นผู้หญิง เด็ก ชนพื้นเมือง โดยเฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา การใช้ประโยชน์ และการแสวงหาประโยชน์จากที่ดินและทรัพยากร[23] เกษตรกร ชาวประมง และบุคคลอื่น ๆ ซึ่งทำงานในชนบท และชนกลุ่มน้อยทางชาติพันธุ์หรือศาสนา ซึ่งมีอำนาจต่อรองทางการเมืองน้อย ผู้พิการยังมักได้รับผลกระทบด้านลบเป็นอย่างมากจากการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเนื่องจากต้องเผชิญอุปสรรคบางประการในการเข้าถึงกลไกตรวจสอบและเยียวยา ดังที่คณะกรรมการได้ตั้งข้อสังเกตในโอกาสก่อนหน้านี้ ผู้แสวงหาที่ลี้ภัยและผู้เข้าเมืองที่ไม่มีเอกสาร มักมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ ในแง่ของการได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกา โดยเป็นผลมาจากสภาพที่เสียเปรียบของตน และตามข้อ 7 ของกติกานี้ แรงงานข้ามชาติมีความเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะถูกแสวงหาประโยชน์ ต้องทำงานติดต่อกันเป็นเวลานาน ได้รับค่าแรงที่ไม่เป็นธรรม และต้องทำงานในสภาพที่เสี่ยงอันตรายและกระทบต่อสุขภาพ[24]

9. ประชากรบางกลุ่มมีความเสี่ยงที่จะต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติข้ามภาคส่วนและซ้ำซ้อนมากกว่ากลุ่มอื่น[25] ยกตัวอย่างเช่น การไล่รื้อและการอพยพโยกย้ายเนื่องจากการลงทุน มักก่อให้เกิดความรุนแรงทางกายและทางเพศ และการชดเชยที่ไม่เพียงพอ และอุปสรรคอื่น ๆ อันเนื่องมาจากการอพยพไปอยู่ที่จัดสรรใหม่สำหรับผู้หญิงและเด็กผู้หญิง[26] ในระหว่างการไล่รื้อและการอพยพโยกย้ายเนื่องจากการลงทุนเช่นนั้น ผู้หญิงและเด็กผู้หญิงชนพื้นเมืองต้องเผชิญกับการเลือกปฏิบัติ ทั้งที่เป็นผลมาจากเพศสภาพของตนและเพราะตนเองเป็นส่วนหนึ่งของชนพื้นเมือง นอกจากนั้น แรงงานนอกระบบส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง และมีโอกาสน้อยที่จะได้รับประโยชน์จากมาตรการคุ้มครองด้านแรงงานและหลักประกันทางสังคม[27] นอกจากนั้น แม้จะมีการพัฒนาขึ้นมาบ้าง แต่ผู้หญิงยังคงมีบทบาทน้อยในตำแหน่งงานเกี่ยวกับการตัดสินใจของบรรษัททั่วโลก[28] คณะกรรมการจึงเสนอแนะให้รัฐภาคีแก้ไขผลกระทบบางประการเนื่องจากการดำเนินธุรกิจที่มีต่อ ผู้หญิงและเด็กผู้หญิง รวมทั้งผู้หญิงและเด็กผู้หญิงชนพื้นเมือง และให้ออกแบบมาตรการทั้งปวงโดยคำนึงถึงมุมมองด้านเพศสภาพ เพื่อกำกับดูแลการดำเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบร้ายแรงต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการศึกษาแนวปฏิบัติว่าด้วยแผนปฏิบัติการแห่งชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน[29] รัฐภาคียังควรดำเนินการอย่างเหมาะสม รวมทั้งการใช้มาตรการพิเศษเป็นการชั่วคราว เพื่อสนับสนุนให้มีตัวแทนของผู้หญิงในตลาดแรงงานมากขึ้น รวมทั้งให้มีสัดส่วนผู้หญิงมากขึ้นในโครงสร้างผู้บริหารระดับบนของบริษัท

. พันธกรณีในการเคารพ คุ้มครอง และปฏิบัติให้เป็นผล

10. กติกานี้กำหนดพันธกรณีของรัฐภาคีในสามระดับด้วยกัน ได้แก่ การเคารพ คุ้มครอง และปฏิบัติให้เป็นผล พันธกรณีเหล่านี้มีผลบังคับใช้ทั้งในประเทศและนอกประเทศ กรณีที่รัฐภาคียังอาจมีอำนาจควบคุมในพื้นที่เหล่านั้น องค์ประกอบนอกอาณาเขตของพันธกรณีเป็นเนื้อหาที่กล่าวถึงโดยเฉพาะในข้อย่อย iii ในหัวข้อ ค. ด้านล่าง ส่วนในบทนี้เป็นการขยายความสาระของพันธกรณีของรัฐ โดยเน้นที่หน้าที่ในการคุ้มครองซึ่งถือว่ามีส่วนเกี่ยวข้องมากสุดในบริบทของการดำเนินธุรกิจ

11. ความเห็นทั่วไปฉบับนี้เขียนขึ้นเพื่อรัฐภาคีของกติกานี้ และในบริบทดังกล่าว จึงมุ่งอภิปรายการดำเนินงานของภาคเอกชน รวมทั้งหน่วยงานธุรกิจในทางอ้อม สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ รัฐภาคีอาจต้องมีส่วนรับผิดชอบโดยตรงกับการปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติของหน่วยงานธุรกิจ (ก) เมื่อหน่วยงานดังกล่าวปฏิบัติงานตามคำสั่งของรัฐภาคี หรืออยู่ใต้การสั่งการของรัฐภาคีให้ดำเนินการที่เป็นปัญหา[30] อย่างเช่นในกรณีที่เป็นสัญญาจ้างงานของรัฐ[31] (ข) เมื่อหน่วยงานธุรกิจนั้นได้รับอำนาจจากกฎหมายของรัฐภาคี ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่บางส่วนเช่นเดียวกับรัฐบาล[32] หรือมีเงื่อนไขให้ต้องมีการทำหน้าที่ของรัฐบาล เนื่องจากไม่มีหน่วยงานของรัฐมาใช้อำนาจโดยตรง หรือรัฐไม่มีบทบาทอยู่แล้ว[33] หรือ (ค) ในกรณีที่รัฐภาคียอมรับว่าการกระทำนั้นเป็นเหมือนการกระทำของตนเอง[34]

 1. พันธกรณีที่จะต้องเคารพ

12. การละเมิดพันธกรณีที่จะต้องเคารพสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม เกิดขึ้นเมื่อรัฐภาคีให้ความสำคัญกับประโยชน์ของหน่วยงานธุรกิจมากกว่าสิทธิตามกติกา โดยไม่มีความชอบธรรมอย่างเพียงพอ หรือเมื่อมีการมุ่งใช้นโยบายที่ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิเหล่านั้น โดยอาจเกิดขึ้นเมื่อมีการสั่งการให้บังคับไล่รื้อเพื่อเปิดทางให้กับโครงการลงทุน[35] ส่งผลให้เกิดความเสี่ยงอย่างแท้จริงต่อคุณค่าและสิทธิทางวัฒนธรรมของชนพื้นเมืองที่มีส่วนสัมพันธ์กับที่ดินของบรรพชนของตน[36] รัฐภาคีและภาคธุรกิจควรเคารพหลักการของสิทธิที่จะให้ความยินยอมอย่างเสรี ล่วงหน้า และหลังจากได้ข้อมูลอย่างเหมาะสมของชนพื้นเมือง ในทุกกระบวนการที่อาจกระทบต่อสิทธิของพวกเขา รวมทั้งสิทธิต่อที่ดิน อาณาบริเวณและทรัพยากรที่ชนพื้นเมืองเป็นเจ้าของ ครอบครอง หรือได้ใช้ประโยชน์หรือได้มาแต่อดีต[37]

13. รัฐภาคีควรจำแนกความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นระหว่างพันธกรณีตามกติกาฯ ของตนกับสนธิสัญญาการค้าหรือการลงทุน และงดเว้นจากการลงนามเป็นภาคีของสนธิสัญญานั้น กรณีที่มีความขัดแย้งดังกล่าว[38] ทั้งนี้เป็นไปตามข้อกำหนดของหลักการว่าด้วยสนธิสัญญาที่มีผลบังคับใช้ตามกฎหมาย[39] ดังนั้น ก่อนจะมีการลงนามในสนธิสัญญาใด ๆ จึงควรมีการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน โดยคำนึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในเชิงบวกและลบของสนธิสัญญาการค้าและการลงทุนนั้น รวมทั้งบทบาทของสนธิสัญญานั้นต่อการบรรลุสิทธิที่จะมีการพัฒนา ผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอันเนื่องมาจากการปฏิบัติตามความตกลงเหล่านี้ ควรได้รับการแก้ไขอย่างสม่ำเสมอ ทั้งนี้เพื่อให้นำมาตรการเชิงแก้ไขมาใช้หากจำเป็น การตีความสนธิสัญญาการค้าและการลงทุนที่มีผลบังคับใช้อยู่ ควรคำนึงถึงพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของรัฐ สอดคล้องกับมาตรา 103 ของธรรมนูญแห่งองค์การสหประชาชาติ และสอดคล้องกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชน[40] รัฐภาคีไม่สามารถเลี่ยงการปฏิบัติตามพันธกรณีตามกติกาฯ เพื่อประโยชน์ของสนธิสัญญาการค้าและการลงทุนที่ลงนามไปได้ และยังควรนำเนื้อหาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนนั้น มาใส่ในสนธิสัญญาที่จัดทำในอนาคต และประกันว่ากลไกไกล่เกลี่ยข้อพิพาทระหว่างผู้ลงทุนกับรัฐ จะคำนึงถึงการตีความสนธิสัญญาการค้าหรือการลงทุนในความตกลงการค้าเหล่านั้น 

 2. พันธกรณีที่จะคุ้มครอง

14. พันธกรณีที่จะคุ้มครองหมายถึง รัฐภาคีต้องป้องกันอย่างเป็นผล ไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจ ซึ่งหมายถึงรัฐภาคีต้องใช้มาตรการทั้งทางกฎหมาย ทางปกครอง การให้ความรู้ และมาตรการที่เหมาะสมอย่างอื่นเพื่อประกันให้เกิดการคุ้มครองอย่างเป็นผล ไม่ให้เกิดการละเมิดสิทธิตามกติกา อันเนื่องมาจากการดำเนินธุรกิจ ทั้งยังต้องประกันให้ผู้เสียหายจากการปฏิบัติมิชอบชองบรรษัทสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผล

15. รัฐภาคีควรพิจารณากำหนดมาตรการแทรกแซง และลงโทษทางอาญาหรือทางปกครองอย่างเหมาะสม กรณีที่การดำเนินธุรกิจส่งผลให้เกิดการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิตามกติกา หรือความบกพร่องในการตรวจสอบเพื่อลดความเสี่ยง อันส่งผลให้เกิดการละเมิดขึ้นมา ส่งผลให้เกิดการฟ้องคดีทางแพ่ง และการเรียกร้องค่าชดเชยอย่างอื่นจากบรรษัทซึ่งเป็นผู้ละเมิดโดยผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิ  โดยการลดค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ให้กับผู้เสียหาย และเปิดโอกาสให้มีการฟ้องคดีแบบกลุ่ม การยกเลิกใบอนุญาตประกอบการของธุรกิจและยกเลิกเงินอุดหนุนงบประมาณต่อผู้กระทำผิด กรณีที่จำเป็น และให้แก้ไขประมวลกฎหมายภาษีอากรสัญญาการจ้างงานของรัฐ[41] ยกเลิกเงินกู้ยืมเพื่อการส่งออกและความสนับสนุนจากรัฐในรูปแบบอื่น ๆ ยกเลิกอภิสิทธิและข้อได้เปรียบอื่น ๆ ที่มีการละเมิดสิทธิมนุษยชน เท่ากับเป็นการปรับเงื่อนไขแรงจูงใจด้านธุรกิจให้สอดคล้องกับความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชน รัฐภาคีควรทบทวนความเหมาะสมของกฎหมายเหล่านี้อยู่เสมอ และให้จำแนกและหาทางแก้ปัญหาความสอดคล้องกับพันธกรณีและช่องว่างด้านข้อมูลอื่น ๆ รวมทั้งปัญหาที่เกิดขึ้น[42]

16. พันธกรณีที่จะคุ้มครองครอบคลุมหน้าที่ในเชิงบวกที่จะต้องบังคับใช้กรอบกฎหมาย ซึ่งกำหนดให้หน่วยงานธุรกิจต้องทำหน้าที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งนี้เพื่อจำแนก ป้องกันและบรรเทาความเสี่ยงที่จะมีการละเมิดสิทธิตามกติกา เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้มีการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิเหล่านั้น และเพื่อรับผิดชอบต่อผลกระทบด้านลบ อันมีเหตุมาจากหรือเป็นผลจากการตัดสินใจและการดำเนินงานของตนและหน่วยงานภายใต้การควบคุมของตน ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกา[43] รัฐควรใช้มาตรการอย่างเช่น การกำหนดเงื่อนไขให้ต้องมีการตรวจสอบเพื่อป้องกันการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิตามกติกาในห่วงโซ่อุปทานของหน่วยงานธุรกิจ และของผู้รับเหมา ซัพพลายเออร์  ผู้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจ (franchisees) หรือหุ้นส่วนทางธุรกิจอื่น ๆ

17. รัฐภาคีควรประกันว่า หากมีความเหมาะสม ให้กำหนดให้การประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนครอบคลุมผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจต่อชนพื้นเมือง (โดยเฉพาะผลกระทบที่เกิดขึ้นจริงและอาจเกิดขึ้นอย่างร้ายแรงต่อสิทธิของชนพื้นเมืองที่มีต่อที่ดิน ทรัพยากร อาณาบริเวณ มรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาในท้องถิ่น และวัฒนธรรม)[44] ในการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน ภาคธุรกิจควรปรึกษาหารือและร่วมมือย่างสุจริตใจกับชนพื้นเมืองที่เกี่ยวข้อง โดยร่วมมือกับสถาบันที่เป็นตัวแทนของชนพื้นเมือง ทั้งนี้เพื่อขอความยินยอมอย่างเสรี ล่วงหน้า และหลังจากได้ข้อมูลอย่างเหมาะสม ก่อนจะเริ่มดำเนินการทางธุรกิจใด ๆ[45] การปรึกษาหารือเช่นนี้ควรเปิดโอกาสให้มีการจำแนกผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นเนื่องจากการดำเนินงาน และมาตาการต่าง ๆ เพื่อบรรเทาและชดเชยผลกระทบที่เกิดขึ้น ทั้งยังควรนำไปสู่การจัดทำกลไกออกแบบ เพื่อให้มีการแบ่งปันผลประโยชน์ที่ได้จากการดำเนินงาน ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทมีหน้าที่ต้องเคารพสิทธิของชนพื้นเมืองในการจัดทำกลไกเพื่อประกันว่า ชนพื้นเมืองมีส่วนได้รับประโยชน์จากการดำเนินธุรกิจที่เกิดขึ้นในที่ดินตามจารีตประเพณีของตน[46]

18. จะถือว่ารัฐละเมิดหน้าที่ในการคุ้มครอง สิทธิตามกติกา เช่น กรณีที่รัฐไม่ป้องกันหรือตอบโต้กับการดำเนินงานของภาคธุรกิจที่ส่งผลให้เกิดการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิเหล่านั้น หรืออาจส่งผลในอนาคตซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิเหล่านั้น ยกตัวอย่างเช่น การลดหลักเกณฑ์ในการอนุมัติเวชภัณฑ์ใหม่[47] การไม่นำข้อกำหนดมาใช้เพื่อให้สัญญาทางปกครองตอบสนองอย่างชอบด้วยเหตุผลต่อผู้พิการ การอนุญาตให้มีการสำรวจและแสวงหาประโยชน์จากทรัพยากรทางธรรมชาติ โดยไม่คำนึงถึงผลกระทบด้านลบที่อาจจะเกิดขึ้นจากการดำเนินงานนั้น ต่อโอกาสที่บุคคลและชุมชนจะได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกา การยกเว้นบางโครงการหรือบางพื้นที่จากการบังคับใช้กฎหมายที่คุ้มครองสิทธิตามกติกา หรือการไม่กำกับดูแลตลาดอสังหาริมทรัพย์และหน่วยงานทางการเงินซึ่งมีบทบาทในตลาดนั้น ทั้งนี้เพื่อประกันให้บุคคลทุกคนสามารถเข้าถึงที่อยู่อาศัยในราคาที่เหมาะสมและมีจำนวนเพียงพอ[48] การละเมิดเช่นนี้มักเกิดขึ้นได้เมื่อไม่มีหลักประกันมากเพียงพอ เพื่อแก้ปัญหาการทุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือการทุจริตระหว่างเอกชนกันเอง หรือกรณีที่มีการทุจริตของผู้พิพากษา อันส่งผลให้ไม่มีการเยียวยาต่อการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้น

19. พันธกรณีที่จะคุ้มครองในบางกรณีอาจส่งผลให้ต้องมีการกำกับดูแลและการแทรกแซงโดยตรง รัฐภาคีควรพิจารณามาตรการอย่างเช่น การจำกัดการวางจำหน่ายและการโฆษณาผลิตภัณฑ์และบริการบางประเภท ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสุขภาพของประชาชน[49] อย่างเช่นผลิตภัณฑ์ยาสูบ เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบอนุสัญญาว่าด้วยการควบคุมยาสูบ[50] และผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่ เพื่อให้สอดคล้องกับกรอบการวางจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทดแทนนมแม่ระหว่างประเทศ พ.ศ.2524 (1981 International Code of Marketing of Breast-milk Substitutes) และข้อมติอื่น ๆ ของสมัชชาสุขภาพโลก (World Health Assembly)[51] แก้ปัญหาการเหมารวมทางเพศและการเลือกปฏิบัติทางเพศ[52] ใช้อำนาจควบคุมค่าเช่าในตลาดบ้านของเอกชน ทั้งนี้เพื่อคุ้มครองสิทธิของบุคคลทุกคนในการเข้าถึงที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ[53] การกำหนดค่าแรงขั้นต่ำที่สอดคล้องกับค่าแรงที่เพียงพอต่อการดำรงชีพและเป็นการตอบแทนที่เป็นธรรม[54] กำกับดูแลการดำเนินธุรกิจอย่างอื่นเกี่ยวกับสิทธิตามกติกาที่จะเข้าถึงการศึกษา การมีงานทำ และอนามัยเจริญพันธุ์ ทั้งนี้เพื่อแก้ปัญหาการเลือกปฏิบัติทางเพศอย่างเป็นผล[55] และค่อย ๆ ขจัดรูปแบบการจ้างงานอย่างไม่เป็นทางการหรือ “ไม่เป็นมาตรฐาน” (เช่น รูปแบบที่เปราะบาง) ซึ่งมักส่งผลให้คนงานไม่ได้รับการคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและประกันสังคม

20. การทุจริตถือว่าเป็นหนึ่งในอุปสรรคสำคัญต่อการส่งเสริมและคุ้มครองอย่างเป็นผลต่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในแง่การดำเนินงานของภาคธุรกิจ[56] ทั้งยังบั่นทอนศักยภาพของรัฐในการระดมทรัพยากรเพื่อให้บริการที่จำเป็น เพื่อให้สามารถบรรลุสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ส่งผลให้เกิดการเลือกปฏิบัติในแง่การเข้าถึงบริการสาธารณะ โดยมีการลำเอียงเข้าข้างคนที่มีอิทธิพลต่อหน่วยงานของรัฐ รวมทั้งผู้ซึ่งติดสินบนหรือใช้แรงกดดันทางการเมือง ด้วยเหตุดังกล่าว จึงควรมีการคุ้มครองผู้เปิดโปงข้อมูล[57] และควรกำหนดให้มีกลไกพิเศษเพื่อแก้ปัญหาการทุจริต และให้มีหลักประกันการทำงานที่เป็นอิสระ และมีทรัพยากรในการทำงานอย่างเพียงพอ

21. บทบาทและผลกระทบที่เพิ่มขึ้นของภาคเอกชนในงานที่เคยเป็นของรัฐ อย่างเช่น บริการด้านสุขภาพหรือการศึกษา ทำให้เกิดปัญหาท้าทายใหม่ต่อรัฐภาคีในการปฏิบัติตามพันธกรณีตามกติกาฯ การแปรรูปกิจการเป็นของเอกชนไม่ได้เป็นข้อห้ามโดยปริยายตามกติกานี้ แม้ในบริการที่เกี่ยวข้องกับการผลิตน้ำหรือไฟฟ้า การศึกษาหรือการดูแลสุขภาพ ซึ่งเดิมเคยเป็นบริการที่รัฐเป็นผู้จัดหาให้เป็นหลัก อย่างไรก็ดี ผู้ให้บริการภาคเอกชนควรอยู่ใต้การกำกับดูแลอย่างเข้มงวด และกำหนดให้ต้องปฏิบัติตามสิ่งที่เรียกว่า “พันธกรณีของบริการของรัฐ” โดยในการให้บริการน้ำหรือไฟฟ้า อาจหมายถึงให้มีข้อกำหนดต้องให้บริการที่ครอบคลุมและต่อเนื่อง มีข้อกำหนดเกี่ยวกับนโยบายการตั้งราคา ข้อกำหนดเกี่ยวกับคุณภาพและการมีส่วนร่วมของผู้ใช้บริการ[58] ในทำนองเดียวกัน ควรมีข้อห้ามไม่ให้เอกชนซึ่งให้บริการด้านสุขภาพ ปฏิเสธการเข้าถึงบริการ การรักษาหรือข้อมูลในราคาที่เหมาะสมและเพียงพอ ยกตัวอย่างเช่น กรณีที่ผู้ให้บริการด้านสุขภาพสามารถอ้างมโนธรรมสำนึกของตนเป็นเหตุ เพื่อปฏิเสธไม่ให้บริการทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์บางประการ รวมทั้งการทำแท้ง หน่วยงานดังกล่าวก็ควรส่งต่อกรณีผู้หญิงหรือเด็กผู้หญิงที่มาขอใช้บริการนั้น ไปยังผู้ให้บริการรายอื่นในพื้นที่ใกล้เคียงกันซึ่งพร้อมจะให้บริการดังกล่าว[59]

22. คณะกรรมการกังวลอย่างยิ่งว่า สินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม อาจมีราคาสูงขึ้น ทั้งนี้โดยเป็นผลมาจากภาคเอกชนเป็นผู้เข้ามาผลิตสินค้าและบริการนั้น หรือมีการลดคุณภาพเพื่อให้ได้รับกำไรเพิ่มขึ้น การผลิตสินค้าและบริการของภาคเอกชนซึ่งเป็นองค์ประกอบที่จำเป็นเพื่อให้ได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกา ไม่ควรส่งผลให้การได้รับประโยชน์จากสิทธิตามกติกาต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการจ่าย อันจะถือเป็นการกีดกันเชิงสังคม-เศรษฐกิจรูปแบบใหม่ การแปรรูปการศึกษาเป็นของเอกชนสะท้อนให้เห็นความเสี่ยงดังกล่าว กล่าวคือ หน่วยงานการศึกษาเอกชนมุ่งให้บริการคุณภาพสูง และกำหนดราคาที่ซื้อหาได้เฉพาะประชากรกลุ่มร่ำรวยสุดในสังคม หรือกรณีที่ไม่มีการกำกับดูแลสถาบันเหล่านี้อย่างเพียงพอ ส่งผลให้มีการให้บริการการศึกษาที่ไม่สอดคล้องกับมาตรฐานการศึกษาขั้นต่ำ แต่กลายเป็นข้ออ้างที่รัฐภาคีนำมาใช้ เพื่อหลีกเลี่ยงการปฏิบัติหน้าที่ของตน เพื่อทำให้เกิดผลต่อสิทธิด้านการศึกษา[60] รวมทั้งการแปรรูปเป็นของเอกชน ไม่ควรส่งผลในเชิงกีดกันประชากรบางกลุ่ม ซึ่งที่ผ่านมาได้ถูกผลักให้อยู่ชายขอบอยู่แล้ว รวมทั้งผู้พิการ รัฐจึงมีพันธกรณีอยู่เสมอในการกำกับดูแลภาคเอกชน เพื่อประกันว่าประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการของภาคเอกชนได้ และมีการประเมินอย่างสม่ำเสมอเพื่อตอบสนองกับความต้องการที่เปลี่ยนแปลงไปของประชาชน และปรับให้เข้ากับความต้องการของพวกเขา เนื่องจากการแปรรูปเป็นของเอกชนในแง่การผลิตสินค้าและบริการ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการเข้าถึงสิทธิตามกติกา อาจส่งผลให้ขาดการตรวจสอบ จึงควรนำมาตรการมาใช้เพื่อประกันสิทธิของบุคคลในการเข้าร่วมการประเมินว่า มีการจัดหาสินค้าและบริการให้อย่างเพียงพอหรือไม่

 3. พันธกรณีที่จะทำให้เกิดผล

23. พันธกรณีที่จะทำให้เกิดผลกำหนดให้รัฐภาคีดำเนินการที่จำเป็น โดยใช้ทรัพยากรที่มีอยู่สูงสุด เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการเข้าถึงสิทธิตามกติกา และในบางกรณี ให้ใช้เพื่อส่งมอบสินค้าและบริการที่จำเป็นต่อการเข้าถึงสิทธิเหล่านั้น การปฏิบัติหน้าที่เช่นนี้อาจหมายถึงการที่รัฐระดมทรัพยากร รวมทั้งการบังคับใช้ระบบการเก็บภาษีแบบก้าวหน้า ทั้งยังอาจหมายถึงการแสวงหาความร่วมมือและความสนับสนุนจากภาคธุรกิจในการปฏิบัติตามสิทธิตามกติกา และเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ

24.  พันธกรณีนี้ยังกำหนดให้กำกับดูแลการดำเนินงานของหน่วยงานธุรกิจที่มุ่งไปสู่การปฏิบัติให้เกิดผลจริงตามสิทธิตามกติกา ทั้งในแง่การออกแบบกรอบสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญา ยกตัวอย่างเช่น การกำหนดกรอบที่สอดคล้องกับปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และกำหนดให้มีสิทธิได้รับประโยชน์จากความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งกำหนดไว้ในข้อ 15 ของกติกานี้ รัฐภาคีควรประกันว่าสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาไม่เป็นผลให้เกิดการปฏิเสธหรือจำกัดการเข้าถึงของทุกคน ต่อเวชภัณฑ์ที่จำเป็นเพื่อการเข้าถึงสิทธิด้านสุขภาพ[61] หรือการเข้าถึงทรัพยากรการผลิต อย่างเช่น เมล็ดพันธุ์ ซึ่งมีความสำคัญต่อสิทธิที่จะมีอาหารและสิทธิของเกษตรกร[62] รัฐภาคียังควรยอมรับและคุ้มครองสิทธิของชนพื้นเมืองในการครอบครองทรัพย์สินทางปัญญาที่มีต่อมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาชาวบ้าน และการแสดงออกทางวัฒนธรรมตามจารีตของตน[63] ในการสนับสนุนงานวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการใหม่ รัฐภาคีควรมีเป้าหมายทำให้เกิดผลซึ่งสิทธิตามกติกา ยกตัวอย่างเช่น การสนับสนุนการพัฒนาสินค้า บริการ อุปกรณ์และสิ่งอำนวยความสะดวกที่ได้รับการออกแบบมาเพื่อตอบสนองประโยชน์ของคนทุกกลุ่ม ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้พิการ

. พันธกรณีนอกอาณาเขต

25. ช่วง 30 ปีที่ผ่านมา ได้เกิดการดำเนินงานเพิ่มขึ้นมากของบรรษัทข้ามชาติ การขยายตัวของการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ และการเติบโตขึ้นของห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนั้น โครงการพัฒนาที่สำคัญยังมีส่วนเกี่ยวข้องมากขึ้นกับการลงทุนของภาคเอกชน โดยมักปรากฏในรูปการร่วมทุนระหว่างภาครัฐกับเอกชน การพัฒนาเหล่านี้ทำให้เกิดการตั้งคำถามมากขึ้นกับพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนนอกอาณาเขตของรัฐ

26. ในถ้อยแถลงปี 2554 เกี่ยวกับพันธกรณีของรัฐภาคีในด้านบรรษัทกับสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม คณะกรรมการย้ำว่า พันธกรณีตามกติกาฯ ของรัฐภาคีไม่ได้หยุดอยู่แค่พรมแดนประเทศ รัฐภาคียังจำเป็นต้องดำเนินการที่จำเป็นเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในต่างประเทศ โดยบริษัทซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในดินแดนและ/หรือเขตอำนาจศาลของตน (ไม่ว่าจะจดทะเบียนภายใต้กฎหมายของตนหรือไม่ หรือมีตำแหน่งที่ตั้งตามกฎหมายในประเทศ หรือมีสำนักงานกลางหรือสำนักงานใหญ่อยู่ในดินแดนของประเทศตนหรือไม่ก็ตาม) ทั้งนี้โดยไม่ละเมิดอธิปไตยและไม่บั่นทอนพันธกรณีของรัฐอันเป็นที่ตั้งตามกติกาฯ[64] คณะกรรมการยังกล่าวถึงพันธกรณีนอกอาณาเขตของรัฐภาคีอย่างเป็นรูปธรรมเกี่ยวกับการดำเนินธุรกิจในความเห็นทั่วไปฉบับก่อนหน้านี้ ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิที่จะมีน้ำ[65] สิทธิที่จะมีงานทำ[66] สิทธิที่จะมีหลักประกันทางสังคม[67] และสิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและเกื้อหนุน[68] รวมทั้งการตรวจสอบรายงานตามวาระของรัฐ

27. พันธกรณีนอกอาณาเขตของรัฐตามกติกาฯ เป็นผลมาจากการที่พันธกรณีของกติกานี้ไม่มีข้อจำกัดในแง่ดินแดนหรือเขตอำนาจศาล แม้ว่าข้อ 14 ของกติกานี้ อ้างถึงการศึกษาขั้นประถมซึ่งต้องจัดให้โดยรัฐ “ในอาณาบริเวณหรือดินแดนภายใต้เขตอำนาจศาลของตน” แต่ไม่มีการอ้างอิงเช่นนี้กับข้อบทอื่นของกติกานี้ นอกจากนั้น ข้อ 2(1) ยังอ้างถึงความช่วยเหลือและความร่วมมือระหว่างประเทศอันเป็นช่องทางเพื่อการปฏิบัติตามสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม จึงเป็นเรื่องขัดแย้งกับข้อบทเช่นนี้ หากปล่อยให้รัฐเพิกเฉยกรณีที่หน่วยงานซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนและ/หรือเขตอำนาจศาลของตน และย่อมอยู่ใต้การควบคุมหรืออำนาจของตน ไปสร้างผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลในรัฐอื่น หรือการดำเนินงานของหน่วยงานนั้นอาจนำไปสู่อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นได้ แท้จริงแล้ว รัฐภาคีขององค์การสหประชาชาติได้ให้คำมั่น “ที่จะปฏิบัติการร่วมกันและแยกกันในความร่วมมือกับองค์กร” เพื่อบรรลุเป้าประสงค์ตามที่กำหนดไว้ในมาตรา 55 ของธรรมนูญนี้ รวมทั้ง “การเคารพอย่างเป็นสากลและการยึดมั่นในสิทธิมนุษยชน เสรีภาพขั้นพื้นฐานของบุคคลทุกคน โดยไม่แบ่งแยกด้วยเหตุผลด้านเชื้อชาติ เพศ ภาษา หรือศาสนา”[69] หน้าที่เหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดด้วยเขตแดน และควรเป็นสิ่งที่นำมาพิจารณา ในการทบทวนว่าขอบเขตของพันธกรณีตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนเป็นอย่างไร นอกจากนั้น สอดคล้องกับธรรมนูญ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศได้ยอมรับสภาพนอกอาณาเขตของสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนหลัก โดยเน้นย้ำที่วัตถุประสงค์และเป้าประสงค์ ความเป็นมาทางกฎหมาย และการไม่ระบุข้อจำกัดด้านดินแดนในข้อบทเหล่านี้[70] กฎหมายจารีตประเพณีระหว่างประเทศยังห้ามไม่ให้รัฐปล่อยให้ดินแดนของตนถูกใช้เพื่อสร้างความเสียหายแก่ดินแดนของรัฐอื่น เป็นข้อกำหนดที่มีความสำคัญต่อกฎหมายสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ[71] คณะมนตรีสิทธิมนุษยชนยืนยันว่าข้อห้ามเช่นนี้มีผลต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนด้วย ตอนที่มีการให้ความเห็นชอบต่อหลักการชี้นำเกี่ยวกับความยากจนสุดโต่งและสิทธิมนุษยชน ในมติที่ 21/11[72]

28. พันธกรณีนอกอาณาเขตเกิดขึ้นเมื่อรัฐภาคีอาจมีอิทธิพลเหนือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกดินแดนของตน สอดคล้องกับข้อจำกัดตามกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงการควบคุมการดำเนินงานของบริษัทซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในดินแดนและ/หรืออยู่ภายใต้เขตอำนาจศาลของตน และอาจมีบทบาทต่อการเข้าถึงอย่างเป็นผลซึ่งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในดินแดนนอกอาณาเขตของตน[73] ด้วยเหตุดังกล่าว คณะกรรมการยังตั้งข้อสังเกตในความเห็นทั่วไปที่ 16 (2556) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐต่อผลกระทบของภาคธุรกิจต่อสิทธิเด็ก ของคณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็ก[74] รวมทั้งจุดยืนของหน่วยงานตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ[75]

1. พันธกรณีนอกอาณาเขตที่จะต้องเคารพ

29. พันธกรณีนอกอาณาเขตที่จะต้องเคารพกำหนดให้รัฐภาคี ต้องงดเว้นจากการแทรกแซงโดยตรงหรือโดยอ้อมต่อการเข้าถึงสิทธิตามกติกาของบุคคลที่อยู่นอกเหนือดินแดนของตน ตามพันธกรณีนี้ รัฐต้องประกันว่า จะไม่ดำเนินการขัดขวางรัฐอื่นในการปฏิบัติตามพันธกรณีตามกติกาฯ[76] หน้าที่นี้มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างยิ่งกับการเจรจาและการจัดทำความตกลงการค้าและการลงทุนหรือสนธิสัญญาด้านการเงินและภาษี[77] รวมทั้งความร่วมมือทางศาล

2. พันธกรณีนอกอาณาเขตที่จะคุ้มครอง

30. พันธกรณีนอกอาณาเขตที่จะคุ้มครองกำหนดให้รัฐภาคีต้องดำเนินการ เพื่อป้องกันและแก้ไขการละเมิดสิทธิตามกติกา ซึ่งเกิดขึ้นนอกเหนือดินแดนของตน โดยเป็นผลมาจากการดำเนินงานของหน่วยงานธุรกิจซึ่งตนมีอำนาจควบคุม โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้เสียหายไม่สามารถเข้าถึงหรือมีโอกาสได้รับการเยียวยาที่ไม่เป็นผลจากศาลในประเทศของตน ซึ่งเป็นสถานที่ที่เกิดความเสียหาย

31. พันธกรณีนี้ครอบคลุมหน่วยงานธุรกิจใดซึ่งรัฐภาคีอาจใช้อำนาจควบคุมได้ สอดคล้องกับธรรมนูญขององค์การสหประชาชาติและกฎหมายระหว่างประเทศที่มีผลบังคับใช้[78] สอดคล้องกับขอบเขตที่ยอมรับได้ของเขตอำนาจศาลตามกฎหมายระหว่างประเทศทั่วไป รัฐอาจแสวงหาแนวทางกำกับดูแลบรรษัทซึ่งตั้งอยู่ในดินแดนและ/หรือเขตอำนาจศาลของตน รวมทั้งบรรษัทที่จดทะเบียนตามกฎหมายของตน หรือมีตำแหน่งที่ตั้งตามกฎหมายในประเทศ หรือมีสำนักงานกลางหรือสำนักงานใหญ่อยู่ในดินแดนของประเทศตน[79] รัฐภาคียังอาจใช้ประโยชน์จากแรงจูงใจแทนที่จะใช้การบังคับพันธกรณีโดยตรง เช่น การกำหนดในเงื่อนไขสัญญาทางปกครองที่สนับสนุนหน่วยงานธุรกิจ ซึ่งมีกลไกตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เข้มแข็งและเป็นผล ทั้งนี้เพื่อสนับสนุนการคุ้มครองสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในประเทศของตนและต่างประเทศ

32. แม้ในภาวะปรกติ รัฐภาคีอาจไม่ต้องถูกกดดันให้ต้องรับผิดชอบโดยตรงต่อการละเมิดสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมระหว่างประเทศ อันเป็นผลมาจากการดำเนินงานของหน่วยงานเอกชน (ยกเว้นในสภาพการณ์สามแบบตามที่กล่าวถึงในย่อหน้า 11 ของความเห็นทั่วไปฉบับนี้) ย่อมถือว่ารัฐละเมิดพันธกรณีตามกติกาฯ กรณีที่การละเมิดที่เกิดขึ้นเผยให้เห็นข้อบกพร่องของรัฐ ในการใช้มาตรการที่ชอบด้วยเหตุผล ซึ่งอาจช่วยป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ดังกล่าวได้ รัฐอาจมีความรับผิดชอบที่ต้องเข้ามาเกี่ยวข้องในสภาพการณ์เช่นนั้น แม้ว่าอาจมีสาเหตุอื่นที่ส่งผลให้เกิดการละเมิดเช่นนั้นขึ้นมา[80] และแม้ว่ารัฐไม่ได้คาดการณ์ว่าจะเกิดการละเมิดขึ้น แม้ว่าการละเมิดเช่นนั้นเป็นสิ่งที่อาจคาดการณ์ได้โดยชอบ[81] ยกตัวอย่างเช่น จากการพิจารณาความเสี่ยงจากข้อมูลที่มีอยู่เดิมที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมขุดเจาะทรัพยากร โดยเฉพาะการตรวจสอบตามข้อกำหนดที่มีต่อโครงการเหมืองแร่และโครงการพัฒนาแหล่งน้ำมัน[82]

33. ในการปฏิบัติตามหน้าที่ในการคุ้มครอง รัฐภาคียังควรกำหนดให้บรรษัทต้องใช้ความพยายามอย่างดีสุด เพื่อประกันว่า หน่วยงานซึ่งอาจอยู่ใต้อิทธิพลของบรรษัท อย่างเช่น บริษัทลูก (รวมทั้งหน่วยงานธุรกิจต่าง ๆ ที่บริษัทลงทุนเอาไว้ ไม่ว่าจะจดทะเบียนอยู่ภายใต้กฎหมายของรัฐภาคีหรือภายใต้กฎหมายของรัฐอื่นก็ตาม) หรือหุ้นส่วนทางธุรกิจ (รวมทั้งซัพพลายเออร์ ผู้รับสิทธิในการดำเนินธุรกิจ และผู้รับเหมา) จะต้องเคารพสิทธิตามกติกา ควรมีข้อกำหนดให้บรรษัทที่ตั้งอยู่ในดินแดนและ/หรือเขตอำนาจศาลของรัฐภาคี ต้องตรวจสอบเพื่อจำแนก ป้องกัน และแก้ไขเมื่อเกิดการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิตามกติกาโดยบริษัทลูกและหุ้นส่วนทางธุรกิจ ไม่ว่าหน่วยงานเหล่านั้นจะตั้งอยู่ที่ใดก็ตาม[83] คณะกรรมการเน้นว่า แม้การกำหนดให้มีพันธกรณีที่ต้องตรวจสอบ มีผลกระทบต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นนอกดินแดนของรัฐ แต่เนื่องจากโอกาสที่จะเกิดการละเมิดสิทธิตามกติกาในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก หรือในกลุ่มบรรษัทข้ามชาติซึ่งเป็นสิ่งที่ควรป้องกันไม่ให้เกิดขึ้นหรือแก้ไข แต่ไม่ได้หมายความถึงการใช้เขตอำนาจศาลนอกอาณาเขตของรัฐที่เกี่ยวข้อง โดยจำเป็นต้องมีขั้นตอนการติดตามและตรวจสอบอย่างเหมาะสม เพื่อประกันการป้องกันและการบังคับใช้อย่างเป็นผล โดยขั้นตอนปฏิบัตินี้อาจรวมถึงการกำหนดเป็นหน้าที่ให้บริษัทต้องรายงานเกี่ยวกับนโยบายและขั้นตอนปฏิบัติของตน เพื่อประกันการเคารพสิทธิมนุษยชน และเป็นแนวทางการตรวจสอบที่เป็นผลและการเยียวยาเมื่อเกิดการปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิตามกติกา

34. ในกรณีที่เป็นผลกระทบข้ามชาติ จำเป็นต้องมีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้เกิดการตรวจสอบและการเข้าถึงการเยียวยาอย่างเป็นผล คณะกรรมการจึงได้อ้างถึงข้อเสนอแนะในรายงานเกี่ยวกับการตรวจสอบและการเข้าถึงการเยียวยาของผู้เสียหายจากการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ เป็นรายงานที่จัดทำโดยสำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ตามคำร้องขอของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชน[84] โดยระบุว่า รัฐควร “ดำเนินการโดยปฏิบัติตามแนวทาง” (ตามภาคผนวกของรายงาน) “เพื่อส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือข้ามพรมแดนอย่างเป็นผลระหว่างหน่วยงานของรัฐและหน่วยงานศาล ทั้งนี้เพื่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายในประเทศทั้งในภาครัฐและเอกชน”[85] โดยกระตุ้นให้มีการติดต่อสื่อสารโดยตรงระหว่างหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายเพื่อให้มีความช่วยเหลือต่อกัน ทั้งนี้เพื่อให้เกิดปฏิบัติการที่รวดเร็ว โดยเฉพาะในแง่การฟ้องร้องดำเนินคดีอาญา

35. ความร่วมมือระหว่างประเทศที่ดีขึ้นย่อมช่วยลดความเสี่ยงของความขัดแย้งทั้งในเชิงบวกและลบของเขตอำนาจศาล ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดความไม่แน่นอนทางกฎหมายและเปิดโอกาสให้ผู้ฟ้องคดีเลือกฟ้องในเขตอำนาจศาลที่เป็นประโยชน์ต่อตน หรืออาจส่งผลให้ผู้เสียหายไม่สามารถได้รับการเยียวยา คณะกรรมการจึงยินดีกับความพยายามในการนำกฎบัตรระหว่างประเทศมาใช้ ทั้งนี้เพื่อส่งเสริมให้รัฐร่วมมือเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ และการเข้าถึงการเยียวยาที่ดีขึ้นสำหรับผู้เสียหายของการละเมิดสิทธิตามกติกาในกรณีที่มีผลกระทบข้ามชาติ ทั้งยังมีแรงสนับสนุนจากกฎบัตรอื่น ๆ อย่างเช่น อนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทางทะเล (Maritime Labour Convention) ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ พ.ศ.2549 ซึ่งมีผลบังคับใช้ในปี 2556 โดยให้มีการจัดทำระบบกฎหมายและระบบการตรวจสอบที่เป็นเอกภาพกันทั้งระหว่างประเทศ ซึ่งมีการขึ้นทะเบียนเรือและประเทศซึ่งเป็นที่ตั้งของท่าเทียบเรือ เมื่อเกิดข้อร้องเรียนของผู้ทำงานในเรือ ในขณะที่เรือเข้าสู่ท่าเทียบเรือในต่างประเทศ หรืออนุสัญญาว่าด้วยแรงงานทำงานบ้าน (ILO Domestic Workers Convention) พ.ศ.2554 (ฉบับที่ 189) และข้อเสนอแนะขององค์การแรงงานระหว่างประเทศว่าด้วยแรงงานทำงานบ้าน พ.ศ.2554 (ฉบับที่ 201)

 3. พันธกรณีนอกอาณาเขตที่จะทำให้เกิดผล

36. ข้อ 2 (1) ของกติกานี้กำหนดความคาดหวังว่ารัฐจะปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม ทั้งโดยผ่านความร่วมมือระหว่างประเทศ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดผลต่อสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของบุคคลที่อยู่นอกเหนือดินแดนของตน[86]

37. สอดคล้องกับข้อ 28 ของปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน[87] พันธกรณีที่จะทำให้เกิดผลกำหนดให้รัฐภาคี ต้องมีบทบาทในการสร้างสภาพแวดล้อมระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมให้เกิดการทำให้เกิดผลซึ่งสิทธิตามกติกา ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐภาคีต้องดำเนินการที่จำเป็นทั้งในทางกฎหมายและนโยบาย รวมทั้งการใช้มาตรการทางการทูตและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อส่งเสริมและช่วยให้เกิดสภาพแวดล้อมดังกล่าว รัฐภาคียังควรกระตุ้นหน่วยงานธุรกิจซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของตนให้ประกันว่า จะไม่มีการขัดขวางความพยายามของรัฐที่มุ่งให้เกิดผลอย่างเต็มที่ซึ่งสิทธิตามกติกา ยกตัวอย่างเช่น การหันไปใช้ยุทธศาสตร์การเลี่ยงหรือการหลบภาษีในประเทศที่เกี่ยวข้อง เพื่อแก้ปัญหาการปฏิบัติมิชอบด้านภาษีของบรรษัทข้ามชาติ รัฐควรควบคุมการกำหนดราคาโอนระหว่างบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีความสัมพันธ์กัน (Transfer Pricing) เพื่อเลี่ยงการเสียภาษีอากร และส่งเสริมความร่วมมือด้านภาษีอากร รวมทั้งแนวทางในการเก็บภาษีกลุ่มบรรษัทข้ามชาติ โดยถือเป็นกลุ่มบริษัทเดียวกัน โดยประเทศพัฒนาแล้วได้กำหนดอัตราภาษีรายได้นิติบุคคลขั้นต่ำในช่วงเปลี่ยนผ่านนี้ การลดอัตราภาษีนิติบุคคลเพียงอย่างเดียว โดยมุ่งหวังเพื่อดึงดูดนักลงทุน กระตุ้นให้เกิดการแข่งขันอย่างไม่มีที่สิ้นสุด และสุดท้าย จะบั่นทอนศักยภาพของรัฐทั้งปวงในการใช้ทรัพยากรในประเทศเพื่อให้บรรลุสิทธิตามกติกา ด้วยเหตุดังกล่าว การปฏิบัติเช่นนี้จึงไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐภาคีของกติกานี้ การให้ความคุ้มครองต่อการเก็บความลับของธนาคารจนมากเกินกว่าเหตุ และหลักเกณฑ์ลดหย่อนเกี่ยวกับภาษีนิติบุคคล อาจกระทบศักยภาพของรัฐซึ่งเป็นที่ที่มีการประกอบกิจกรรมทางธุรกิจ ในการปฏิบัติตามพันธกรณีของตนเพื่อระดมทรัพยากรที่มีอยู่ให้มากสุด เพื่อปฏิบัติตามสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม[88]

 IV. การเยียวยา

38. ในการปฏิบัติตามหน้าที่ในการคุ้มครอง รัฐภาคีควรกำหนดกรอบและนโยบายการกำกับดูแลที่เหมาะสม และบังคับใช้กรอบดังกล่าว ด้วยเหตุดังกล่าว จำเป็นต้องมีการนำกลไกการตรวจสอบ การสอบสวน และการรับผิดที่เป็นผลมาใช้ เพื่อประกันการตรวจสอบและการเข้าถึงการเยียวยา โดยหากเป็นไปได้ให้มีการเยียวยาผ่านกระบวนการศาลสำหรับผู้ที่ถูกละเมิดสิทธิตามกติกาในบริบทของการดำเนินธุรกิจ รัฐภาคีควรแจ้งให้บุคคลและกลุ่มทราบถึงสิทธิและการเยียวยาที่พวกเขาเข้าถึงได้ ในส่วนที่เป็นสิทธิตามกติกาในบริบทของการดำเนินธุรกิจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งให้ประกันว่า ชนพื้นเมืองสามารถเข้าถึงข้อมูลและแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการประเมินผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน[89] ทั้งยังควรดูแลให้ภาคธุรกิจได้รับข้อมูล การอบรมและความสนับสนุนที่เกี่ยวข้อง เพื่อประกันว่าพวกเขาตระหนักถึงหน้าที่ของรัฐตามกติกาฯ[90]

. หลักการทั่วไป

39. รัฐภาคีควรจัดให้มีช่องทางการเยียวยาอย่างเหมาะสม สำหรับบุคคลหรือกลุ่มที่ได้รับผลกระทบ และประกันให้มีการตรวจสอบได้ของบรรษัท[91] โดยหากเป็นไปได้ ควรเกิดขึ้นในรูปของการประกันการเข้าถึงหน่วยงานศาลที่เป็นอิสระและไม่ลำเอียง คณะกรรมการได้เน้นว่า “แนวทางอื่น [ในการประกันความรับผิด] อาจไม่บังเกิดผล หากไม่มีการหนุนเสริมหรือการสนับสนุนจากการเยียวยาผ่านกระบวนการศาล”[92]

40. แนวปฏิบัติของการเยียวยาสำหรับผู้เสียหายจากการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ และการละเมิดอย่างร้ายแรงต่อกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ[93] ให้ข้อบ่งชี้ที่เป็นประโยชน์ว่ารัฐมีพันธกรณีตั้งแต่พันธกรณีทั่วไปที่จะต้องกำหนดให้มีการเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผล โดยเฉพาะ รัฐควรใช้มาตรการทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิ และกรณีที่มาตรการป้องกันล้มเหลว ให้มีการสอบสวนการละเมิดอย่างถี่ถ้วน และให้ดำเนินการอย่างเหมาะสมต่อผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นผู้ละเมิด จัดให้ผู้เสียหายเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นผล โดยไม่คำนึงว่าสุดท้ายแล้วใครมีส่วนรับผิดชอบต่อการละเมิดนั้น และจัดให้ผู้เสียหายเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผล รวมทั้งการชดเชย

41. เพื่อให้เกิดการปฏิบัติอย่างเป็นผลเต็มที่ของสิทธิตามกติกา จำเป็นต้องจัดให้มีการเยียวยาอย่างเป็นผลและโดยพลัน หมายถึงว่าผู้เสียหายที่แสวงหาการเยียวยา ต้องสามารถเข้าถึงหน่วยงานของรัฐที่เป็นอิสระโดยพลัน โดยหน่วยงานนั้นต้องมีอำนาจวินิจฉัยว่าได้เกิดการละเมิดขึ้นหรือไม่ และสั่งการให้ยุติการละเมิดและให้มีการชดเชยเพื่อเยียวยาความเสียหายที่เกิดขึ้น การชดเชยอาจปรากฏในรูปของการชดใช้ ค่าเสียหาย การบำบัดฟื้นฟู การทำให้เกิดความพึงพอใจ และหลักประกันว่าจะไม่เกิดการกระทำผิดซ้ำ[94] และต้องให้ความสำคัญกับความเห็นของผู้ได้รับผลกระทบ เพื่อประกันไม่ให้เกิดซ้ำ การเยียวยาที่เป็นผลต้องครอบคลุมการปรับปรุงกฎหมายและนโยบาย ซึ่งที่ผ่านมาไม่บังเกิดผลในแง่การป้องกันการปฏิบัติมิชอบ

42. การจัดโครงสร้างกลุ่มบรรษัท ส่งผลให้หน่วยงานธุรกิจมักสามารถหลีกเลี่ยงความรับผิด โดยการซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังกำแพงของบรรษัท โดยบริษัทแม่มักพยายามหลีกเลี่ยงความรับผิดต่อการดำเนินงานของบริษัทลูก แม้ว่าบริษัทดังกล่าวมีอิทธิพลต่อการดำเนินงานนั้น อุปสรรคอื่น ๆ ต่อการเข้าถึงการเยียวยาอย่างเป็นผลของผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนของหน่วยงานธุรกิจ ประกอบด้วยอุปสรรคในการเข้าถึงข้อมูลและพยานหลักฐานเพื่อสนับสนุนข้อกล่าวหา เนื่องจากโดยส่วนใหญ่มักอยู่ในการครอบครองของบรรษัทที่เป็นจำเลย การไม่มีกลไกเยียวยาแบบกลุ่มกรณีที่เกิดการละเมิดอย่างกว้างขวางและกระจัดกระจาย และการไม่มีความช่วยเหลือด้านกฎหมายและเงินทุนสนับสนุนอย่างอื่น เพื่อช่วยให้ผู้ร้องสามารถฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายได้

43. ผู้เสียหายจากการปฏิบัติมิชอบของบรรษัทข้ามชาติ ต้องเผชิญอุปสรรคโดยเฉพาะการเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผล นอกเหนือจากปัญหาในการพิสูจน์ความเสียหายหรือการพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างการดำเนินงานของบรรษัทที่เป็นจำเลย ซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในเขตอำนาจศาลหนึ่ง กับการละเมิดซึ่งเกิดขึ้นในอีกเขตอำนาจศาล การฟ้องคดีข้ามชาติมักทำให้เกิดค่าใช้จ่ายจำนวนมากและใช้เวลานาน และกรณีซึ่งไม่มีกลไกที่เข้มแข็งเพื่อให้ความช่วยเหลือด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ย่อมทำให้เกิดปัญหาต่อการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานและการบังคับคดีต่อคำพิพากษาในรัฐแห่งหนึ่งที่มีผลต่อรัฐอีกแห่งหนึ่ง ในบางเขตอำนาจศาล และตามหลักการขอให้ศาลจำหน่ายคดีเนื่องจากมีศาลอื่นที่เหมาะสมกับการพิจารณาคดีมากกว่า (forum non conveniens doctrine) ซึ่งศาลอาจปฏิเสธที่จะประกาศเขตอำนาจเหนือคดีดังกล่าว กรณีที่ผู้เสียหายอาจฟ้องคดีในศาลประเทศอื่นได้ อาจกลายเป็นอุปสรรคต่อความสามารถของผู้เสียหายซึ่งอาศัยอยู่ในรัฐแห่งหนึ่ง ในการแสวงหาความยุติธรรมจากศาลในรัฐซึ่งเป็นที่ตั้งของหน่วยงานธุรกิจที่เป็นจำเลย การปฏิบัติที่ผ่านมาชี้ให้เห็นว่า มักมีการยกคำร้องเรียกค่าเสียหายตามหลักการนี้ โดยอ้างว่าสามารถไปฟ้องในศาลในเขตอำนาจอื่น โดยไม่มีหลักประกันที่จำเป็นให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผลในเขตอำนาจศาลอื่นได้

44. รัฐภาคีมีหน้าที่ดำเนินการที่จำเป็นเพื่อแก้ไขปัญหาท้าทายเหล่านี้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันไม่ให้มีการปฏิเสธความยุติธรรม และประกันให้เกิดสิทธิที่จะได้รับการเยียวยาและชดเชยอย่างเป็นผล ส่งผลให้รัฐภาคีต้องขจัดอุปสรรคในเชิงสาระบัญญัติ ขั้นตอนปฏิบัติ และการปฏิบัติอื่น ๆ ที่ปิดกั้นการเยียวยา รวมทั้งการกำหนดให้มีระบบความรับผิดของบริษัทแม่หรือกลุ่มบริษัท กำหนดให้มีความช่วยเหลือด้านกฎหมายและให้ผู้ร้องเข้าถึงความช่วยเหลือด้านการเงิน ช่วยเหลือให้มีการฟ้องคดีแบบกลุ่มในคดีสิทธิมนุษยชนและคดีเพื่อประโยชน์สาธารณะ สนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้องและการเก็บรวบรวมพยานหลักฐานในต่างประเทศ รวมทั้งคำให้การของพยาน และอนุญาตให้มีการนำเสนอพยานหลักฐานนั้นในกระบวนการไต่สวน กรณีที่ศาลวินิจฉัยตามหลักการขอให้ศาลจำหน่ายคดีเนื่องจากมีศาลอื่นที่เหมาะสมกับการพิจารณาคดีมากกว่า ศาลต้องให้ความสำคัญอย่างยิ่งในการพิจารณาว่า ผู้เสียหายจะสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผลและเป็นจริงในเขตอำนาจศาลอื่นได้[95] ทั้งยังควรป้องกันไม่ให้บรรษัทฟ้องคดีเพื่อข่มขู่บุคคลหรือกลุ่มไม่ให้ใช้สิทธิเรียกร้องการเยียวยา อย่างเช่น การฟ้องคดีเรียกค่าเสียหายต่อการทำลายชื่อเสียงของบรรษัท เนื่องจากการกระทำเช่นนั้นส่งผลในเชิงคุกคามต่อการใช้สิทธิเพื่อการเยียวยาอย่างชอบธรรม

45. รัฐภาคีควรสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้มีกฎหมายบังคับให้เปิดเผยข้อมูล และการนำขั้นตอนปฏิบัติมาใช้เพื่ออนุญาตให้ผู้เสียหายสามารถเข้าถึงพยานหลักฐานที่อยู่ในการครอบครองของจำเลยได้ การผลักภาระพิสูจน์อาจทำได้เมื่อการไต่สวนข้อกล่าวหาต้องพึ่งพา ทั้งบางส่วนหรือทั้งหมด ต่อข้อมูลเกี่ยวกับเหตุการณ์และข้อเท็จจริงที่อยู่ในการครอบครองของเฉพาะจำเลยที่เป็นบรรษัทเท่านั้น[96] ควรมีการกำหนดเงื่อนไขในกรอบแคบ ๆ กรณีที่จะมีการอ้างการคุ้มครองความลับทางการค้า และเหตุผลอื่นที่จะปฏิเสธการเปิดเผยข้อมูล ทั้งนี้โดยไม่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของคู่กรณีทั้งปวงในการพิจารณาคดีที่เป็นธรรม นอกจากนั้น รัฐภาคีและหน่วยงานศาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มีหน้าที่ร่วมมือกัน เพื่อส่งเสริมการแลกเปลี่ยนข้อมูลและความโปร่งใสและเพื่อป้องกันไม่ให้มีการปฏิเสธไม่ให้เกิดความยุติธรรม 

46. รัฐภาคีควรประกันว่า ชนพื้นเมืองสามารถเข้าถึงการเยียวยาที่เป็นผล ทั้งที่ผ่านกระบวนการศาลและอื่น ๆ กรณีที่เกิดการละเมิดสิทธิโดยส่วนตัวและสิทธิแบบกลุ่ม การเยียวยาเหล่านี้ควรมีลักษณะที่อ่อนไหวต่อวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง และควรเป็นสิ่งที่เข้าถึงได้โดยชนพื้นเมือง[97]

47. คณะกรรมการรำลึกว่า โครงสร้างและหน่วยงานในทุกระดับของรัฐบาลของรัฐภาคี ทั้งหน่วยงานศาลและหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามพันธกรณีตามกติกาฯ รัฐภาคีควรประกันว่า หน่วยงานศาล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผู้พิพากษาและทนายความได้รับข้อมูลเป็นอย่างดีเกี่ยวกับพันธกรณีตามกติกาฯ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจ และสามารถปฏิบัติหน้าที่ของตนได้อย่างเป็นอิสระเต็มที่

48. ประการสุดท้าย คณะกรรมการขอเสนอให้รัฐภาคีพิจารณาปัญหาท้าทายที่เกิดขึ้นกับนักปกป้องสิทธิมนุษยชน[98] คณะกรรมการมักได้รับทราบเรื่องราวการคุกคามและโจมตี โดยมีเป้าหมายเป็นผู้ที่พยายามดำเนินการเพื่อปกป้องสิทธิตามกติกาของตนเองหรือของคนอื่น โดยเฉพาะในบริบทที่เกี่ยวข้องกับโครงการพัฒนาและโครงการขุดเจาะแร่ธาตุตามธรรมชาติ[99] นอกจากนั้น ผู้นำสหภาพแรงงาน ผู้นำขบวนการเกษตรกร แกนนำชนพื้นเมืองและนักรณรงค์ต่อต้านการทุจริต มักเสี่ยงจะตกเป็นเป้าการคุกคาม รัฐภาคีควรใช้มาตรการที่จำเป็นทั้งปวงเพื่อคุ้มครองผู้ทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและงานของพวกเขา โดยควรงดเว้นจากการฟ้องคดีอาญาเพื่อขัดขวางการดำเนินงานของพวกเขา หรือปฏิบัติการอื่นใดที่ปิดกั้นการทำงานของพวกเขา

 . ประเภทของการเยียวยา

49. ในการประกันความรับผิดของบรรษัทต่อการละเมิดสิทธิตามกติกา จำเป็นต้องพึ่งพาเครื่องมือหลายประการ การละเมิดร้ายแรงสุดต่อกติกานี้ ควรส่งผลให้เกิดความรับผิดทางอาญาของบรรษัทและ/หรือบุคคลที่มีส่วนรับผิดชอบ หน่วยงานฟ้องคดีจำเป็นต้องตระหนักถึงบทบาทของตนในการปกป้องสิทธิตามกติกา ผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิตามกติกาควรสามารถเข้าถึงการเยียวยา กรณีที่เกิดความเสี่ยงต่อสิทธิตามกติกา และไม่ว่าจะมีความรับผิดทางอาญาหรือไม่ก็ตาม[100]

50. รัฐภาคีควรพิจารณาใช้การแทรกแซงทางปกครอง เพื่อกระตุ้นหน่วยงานธุรกิจไม่ให้ดำเนินการในลักษณะซึ่งนำไปสู่หรืออาจนำไปสู่การละเมิดสิทธิตามกติกาฯ ยกตัวอย่างเช่น ในระเบียบการจัดซื้อของรัฐ รัฐควรปฏิเสธไม่ให้สัญญาทางปกครองกับบริษัทซึ่งไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับผลกระทบจากการดำเนินงานของตนต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม หรือไม่มีมาตรการเพื่อประกันว่า มีการดำเนินงานภายใต้การตรวจสอบเพื่อหลีกเลี่ยง หรือบรรเทาผลกระทบด้านลบต่อสิทธิตามกติกา โดยในสภาพการณ์เช่นนั้น อาจมีการปิดกั้นการเข้าถึงเงินกู้ยืมเพื่อส่งออกและความสนับสนุนของรัฐในรูปแบบอื่น และกรณีที่เป็นโครงการข้ามชาติ สนธิสัญญาว่าด้วยการลงทุนอาจไม่กำหนดให้มีความคุ้มครองต่อนักลงทุนต่างชาติ ซึ่งมีส่วนร่วมในการดำเนินงานอันนำไปสู่การละเมิดสิทธิตามกติกา[101]

 1. การเยียวยาผ่านกระบวนการศาล

51. การละเมิดสิทธิตามกติกามักได้รับการเยียวยาจากคำร้องของบุคคลที่กล่าวหารัฐ ไม่ว่าจะเป็นไปตามกรอบของกติกานี้หรือกฎหมายตามรัฐธรรมนูญในประเทศหรือกฎหมายอื่น ซึ่งมีข้อบทเป็นหลักประกันคุ้มครองกติกานี้ อย่างไรก็ดี กรณีที่การละเมิดมีส่วนเกี่ยวข้องโดยตรงกับหน่วยงานธุรกิจ ผู้เสียหายควรสามารถฟ้องคดีต่อหน่วยงานนั้น โดยเป็นการฟ้องโดยตรงตามสิทธิของกติกานี้ ในเขตอำนาจศาลที่ยอมรับว่ากติกานี้กำหนดพันธกรณีให้หน่วยงานเอกชนต้องปฏิบัติตาม หรือตามกรอบของกฎหมายในประเทศที่มีการนำเนื้อหาตามกติกานี้ ไปผนวกเป็นส่วนหนึ่งของระบบกฎหมายในประเทศ ด้วยเหตุดังกล่าว การเยียวยาทางแพ่งจึงมีบทบาทสำคัญ เพื่อประกันการเข้าถึงความยุติธรรมของผู้เสียหายจากการละเมิดสิทธิตามกติกา

52. การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมอย่างเป็นผลของชนพื้นเมือง หมายถึงรัฐภาคีต้องยอมรับสถานะของกฎหมายจารีตประเพณี วัฒนธรรมและการปฏิบัติของชนพื้นเมือง และการมีกรรมสิทธิ์เป็นเจ้าของที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติตามจารีตประเพณี ในระหว่างกระบวนการยุติธรรม[102] รัฐภาคียังควรประกันให้สามารถใช้ภาษาของชนพื้นเมืองและ/หรือใช้ล่ามระหว่างการพิจารณาของศาลได้ และให้บริการทางกฎหมายและข้อมูลเกี่ยวกับการเยียวยาในภาษาของชนพื้นเมือง[103] รวมทั้งให้การอบรมเจ้าพนักงานศาลเพื่อให้ทราบประวัติของชนพื้นเมือง จารีตและวัฒนธรรมทางกฎหมายของพวกเขา

 2. การเยียวยานอกเหนือจากกระบวนการศาล

53. แม้โดยทั่วไปจะไม่ถือเป็นทางเลือกเพื่อทดแทนกลไกศาลได้ (ซึ่งยังคงเป็นกลไกที่จำเป็นเพื่อให้เกิดการคุ้มครองอย่างเป็นผลและป้องกันการละเมิดสิทธิตามกติกาบางประการ) การเยียวยานอกเหนือจากกระบวนการศาลอาจสนับสนุนให้ผู้เสียหายที่ถูกหน่วยงานทางธุรกิจละเมิดสิทธิตามกติกาให้ได้รับการเยียวยาอย่างเป็นผล และประกันความรับผิดต่อการละเมิดเช่นนั้น กลไกทางเลือกเหล่านี้ควรเกิดจากการประสานงานอย่างเพียงพอกับกลไกยุติธรรมที่มีอยู่ ทั้งในแง่ของบทลงโทษและการชดเชยต่อผู้เสียหาย

54. รัฐภาคีควรใช้กลไกทางปกครองและกึ่งศาลที่มีอยู่อย่างหลากหลาย ซึ่งกลไกหลายอย่างเหล่านี้มีส่วนกำกับดูแลและวินิจฉัยการดำเนินงานทางธุรกิจในรัฐภาคีหลายแห่งอยู่แล้ว เช่น พนักงานตรวจแรงงานและอนุญาโตตุลาการ หน่วยงานคุ้มครองผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม และหน่วยงานกำกับดูแลภาคการเงิน รัฐภาคีควรสำรวจทางเลือกที่จะขยายอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานเหล่านี้ หรือจัดตั้งหน่วยงานใหม่ขึ้นมา ซึ่งมีศักยภาพในการรับพิจารณาและแก้ไขข้อร้องเรียน เมื่อมีการกล่าวหาว่าบรรษัทปฏิบัติมิชอบต่อสิทธิตามกติกาบางประการ ทั้งนี้เพื่อให้มีการสอบสวนตามข้อกล่าวหา กำหนดบทลงโทษ และกำหนดให้มีและบังคับให้มีการชดเชยต่อผู้เสียหาย ควรมีการกระตุ้นสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติให้จัดให้มีโครงสร้างที่เหมาะสมในองค์กร เพื่อติดตามการปฏิบัติตามพันธกรณีของรัฐที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และควรมีอำนาจในการรับพิจารณาคำร้องของผู้เสียหายจากการดำเนินงานของบรรษัท

55. กลไกรัฐอย่างอื่นนอกเหนือจากกระบวนการศาลควรให้ความคุ้มครองอย่างเป็นผลต่อสิทธิของผู้เสียหาย กรณีที่มีการจัดทำกลไกอื่นนอกเหนือจากกระบวนการศาล ควรกำหนดให้มีองค์ประกอบต่าง ๆ เพื่อประกันว่าเป็นกลไกที่มีความน่าเชื่อถือ และมีบทบาทอย่างเป็นผลต่อการป้องกันและการเยียวยาการละเมิด[104] กำหนดให้สามารถบังคับตามคำวินิจฉัยได้ และกำหนดให้เป็นกลไกซึ่งบุคคลทุกคนเข้าถึงได้

56. ควรมีการจัดทำกลไกอย่างอื่นนอกเหนือจากกระบวนการศาลสำหรับผู้เสียหายที่เป็นชนพื้นเมือง โดยประกอบด้วยสถาบันที่เป็นตัวแทนของชนพื้นเมืองที่เกี่ยวข้อง เช่นเดียวกับการเยียวยาผ่านกระบวนการศาล รัฐภาคีควรขจัดอุปสรรคการเข้าถึงกลไกเหล่านี้ของชนพื้นเมือง รวมทั้งอุปสรรคด้านภาษา[105]

57. นอกจากนั้น ยังควรจัดให้มีการเยียวยานอกเหนือจากกระบวนการศาลในบริบทข้ามชาติ ยกตัวอย่างเช่น การที่ผู้เสียหายที่อยู่นอกดินแดนของรัฐ สามารถเข้าถึงสถาบันสิทธิมนุษยชนของรัฐและผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐแห่งนั้น รวมทั้งเข้าถึงกลไกร้องเรียนอื่น ๆ ที่จัดตั้งขึ้นโดยหน่วยงานระหว่างประเทศ อย่างเช่น ผู้ประสานงานระดับชาติ (national contact points) ตามแนวปฏิบัติ OECD Guidelines for Multinational Enterprises

 V. การนำไปปฏิบัติ

58. การประกันว่า การดำเนินธุรกิจจะเกิดขึ้นอย่างสอดคล้องกับข้อกำหนดของกติกานี้ จำเป็นต้องอาศัยความพยายามอย่างต่อเนื่องของรัฐภาคี เพื่อให้เกิดผลดังกล่าว รัฐภาคีควรกำหนดแผนปฏิบัติการหรือยุทธศาสตร์ระดับชาติ เพื่อประกันให้มีการปฏิบัติให้เกิดผลอย่างเต็มที่ต่อสิทธิตามกติกา ซึ่งควรตอบคำถามเกี่ยวกับบทบาทของหน่วยงานธุรกิจในการปฏิบัติให้เป็นผลต่อสิทธิตามกติกาอย่างต่อเนื่อง

59. หลังจากนำหลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนไปปฏิบัติ รัฐและองค์กรระดับภูมิภาคหลายแห่งอาจกำหนดให้มีแผนปฏิบัติการด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน[106] ถือเป็นพัฒนาการที่น่ายินดี โดยเฉพาะถ้าแผนปฏิบัติการนั้นกำหนดเป้าหมายอย่างเฉพาะเจาะจงและเป็นรูปธรรม มีการจัดสรรความรับผิดชอบระหว่างหน่วยงานต่าง ๆ และกำหนดกรอบเวลาและแนวทางที่จำเป็นเพื่อนำแผนการไปใช้ แผนปฏิบัติการด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนควรมีองค์ประกอบเป็นหลักการสิทธิมนุษยชน รวมทั้งการส่งเสริมการมีส่วนร่วมอย่างเป็นผลและจริงจัง การไม่เลือกปฏิบัติและความเท่าเทียมทางเพศ และความรับผิดและความโปร่งใส ควรมีการติดตามความก้าวหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการนี้ และแผนการดังกล่าวควรให้ความสำคัญที่เท่าเทียมกับสิทธิมนุษยชนในทุกประเภท รวมทั้งสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม ในแง่ข้อกำหนดการมีส่วนร่วมในการออกแบบแผนการดังกล่าว คณะกรรมการรำลึกถึงบทบาทในขั้นพื้นฐานของสถาบันสิทธิมนุษยชนแห่งชาติและหน่วยงานภาคประชาสังคม ซึ่งสามารถและควรดำเนินการเพื่อให้เกิดผลอย่างเต็มที่ต่อสิทธิตามกติกา ในบริบทของการดำเนินธุรกิจ


 [1] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 14 (2543) ว่าด้วยสิทธิที่จะได้รับมาตรฐานสุขภาพสูงสุดเท่าที่จะเป็นไปได้, ย่อหน้า 26 และ 35

 [2] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 4 (2534) ว่าด้วยสิทธิที่จะมีที่อยู่อาศัยอย่างเพียงพอ, ย่อหน้า 14

 [3] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 12 (2542) ว่าด้วยสิทธิที่จะมีอาหารอย่างเพียงพอ, ย่อหน้า 19 และ 20

 [4] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 15 (2545) ว่าด้วยสิทธิที่จะมีน้ำ, ย่อหน้า 49

 [5] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 19 (2550) ว่าด้วยสิทธิที่จะเข้าถึงหลักประกันทางสังคม, ย่อหน้า 45, 46 และ 71

 [6] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 18 (2548) ว่าด้วยสิทธิที่จะมีงานทำ, ย่อหน้า 52

 [7] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 23 (2559) ว่าด้วยสิทธิที่จะมีสภาพการทำงานที่เป็นธรรมและเกื้อหนุน, ย่อหน้า 74 และ 75

 [8] โปรดดู E/C.12/AZE/CO/3, ย่อหน้า 15

 [9] โปรดดู E/C.12/CAN/CO/6, ย่อหน้า 15 และ 16; E/C.12/VNM/CO/2-4, ย่อหน้า 22 และ 29 และ E/C.12/DEU/CO/5, ย่อหน้า 9-11

 [10] Communication No. 2/2014, I.D.G. v. Spain, Views รับรองเมื่อ 17 มิถุนายน 2558

 [11] โปรดดู E/C.12/2011/1, ย่อหน้า 7

 [12] องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) ปฏิญญาไตรภาคีเรื่องหลักการว่าด้วยสถานประกอบการข้ามชาติและนโยบายสังคม, รับรองเป็นครั้งแรกเมื่อปี 2520 และแก้ไขครั้งสุดท้ายเมื่อปี 2560 สนับสนุนให้สถานประกอบการมีบทบาทในเชิงบวกต่อสังคม ทั้งนี้โดยการปฏิบัติตามหลักการที่หนุนเสริมมาตรฐานแรงงานระหว่างประเทศ

 [13] โปรดดู ข้อเสนอแนะ CM/Rec(2016)3 ของคณะกรรมการรัฐมนตรีของคณะมนตรียุโรป, ว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและธุรกิจ, รับรองเมื่อ 2 มีนาคม 2559 ที่ประชุม 1249 ของผู้ช่วยรัฐมนตรี

 [14] โปรดดู A/HRC/17/31, เห็นชอบโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนในข้อมติที่ 17/4

 [15] โปรดดู A/HRC/4/35/Add.1

 [16] โปรดดู อย่างเช่น ศาลรัฐธรรมนูญแอฟริกาใต้, Daniels v. Scribante and others, case CCT 50/16, พิพากษาวันที่ 11 พฤษภาคม 2560, ย่อหน้า 37-39 (leading judgment by J. Madlanga) (กำหนดให้เป็นหน้าที่ในเชิงบวกของเจ้าของสถานประกอบการ ที่จะต้องประกันให้เกิดสิทธิที่จะมีความมั่นคงในตำแหน่งงานในสภาพที่สอดคล้องกับข้อกำหนดเพื่อศักดิ์ศรีของมนุษย์)

 [17] หลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน: การปฏิบัติตามกรอบ “การคุ้มครอง การเคารพ และการเยียวยา” ขององค์การสหประชาชาติ, ข้อ 11 และอรรถาธิบาย

 [18] โปรดดู the ILO Examination of Grievances ข้อเสนอแนะ, 2510 (No. 130)

 [19] โปรดดู อย่างเช่น ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 18, ย่อหน้า 13 และ 14; ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 20 (2552) ว่าด้วยการไม่เลือกปฏิบัติในสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม, ย่อหน้า 32; ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 6 (2538) ว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของผู้สูงวัย ย่อหน้า 22 และ ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 4, ย่อหน้า 8 (e).

 [20] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 4, ย่อหน้า 17; และความเห็นทั่วไปที่ 20, ย่อหน้า 11

 [21] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 20, ย่อหน้า 7 และ 8

 [22] อ้างแล้ว ย่อหน้า 8 และ 11

 [23] โปรดดู ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง (A/RES/61/295, ภาคผนวก, ข้อ 32 (2))

 [24] โปรดดู E/C.12/2560/1 สำหรับถ้อยแถลงของคณะกรรมการเกี่ยวกับหน้าที่ของรัฐที่มีต่อผู้ลี้ภัยและผู้เข้าเมืองตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม; และความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 23, ย่อหน้า 47 (e)

 [25] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 20, ย่อหน้า 17

 [26] สำนักงานข้าหลวงใหญ่ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) และสำนักงานโครงการตั้งถิ่นฐานมนุษย์แห่งสหประชาชาติ (UN-Habitat), Forced Evictions, Fact Sheet No. 25/Rev.1 (2557), น.16

 [27] โปรดดู A/HRC/26/39, ย่อหน้า 48-50 และโปรดดูแนวปฏิบัติของรัฐในการใช้มาตรการเพื่อส่งเสริมสิทธิของคนงานและการคุ้มครองด้านสังคมในเศรษฐกิจนอกระบบ พร้อมกับการสนับสนุนให้พัฒนาเป็นเศรษฐกิจในระบบมากขึ้น เป็นข้อมูลที่ปรากฏใน  องค์การแรงงานระหว่างประเทศ การเปลี่ยนผ่านจากเศรษฐกิจนอกระบบเป็นเศรษฐกิจในระบบ ข้อเสนอแนะ, 2558 (No. 204)

 [28] โปรดดู A/HRC/26/39, ย่อหน้า 57-62

 [29] โดยคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนกับบรรษัทข้ามชาติและองค์กรธุรกิจอื่น ๆ (คณะทำงานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน) (พฤศจิกายน 2559)  

 [30] โปรดดู A/56/10 มาตราว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐต่อการกระทำผิดระหว่างประเทศ พร้อมอรรถาธิบายซึ่งได้รับการเห็นชอบจาก International Law Commission, ข้อ 8 และโปรดดู มติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ 56/83, 59/35, 62/61, 65/19 และ 68/104

 [31] โดยเฉพาะรัฐอาจต้องมีส่วนรับผิดชอบ หากไม่กำหนดเงื่อนไขด้านแรงงานในสัญญาจ้างงานของรัฐ เพื่อประกันให้มีการคุ้มครองอย่างเหมาะสมต่อลูกจ้างของบริษัทรับเหมาเอกชน ที่เป็นคู่สัญญากับรัฐในโครงการนั้น ด้วยเหตุดังกล่าว รัฐจึงควรอ้างถึง เงื่อนไขด้านแรงงานของอนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ (สัญญาทางปกครอง) พ.ศ.2492 (ฉบับที่ 94) และองค์การแรงงานระหว่างประเทศ (สัญญาทางปกครอง) พ.ศ.2492 ข้อเสนอแนะ (ฉบับที่ 84)

 [32] มาตราว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐต่อความผิดระหว่างประเทศ ข้อ 5 ฃ

 [33] อ้างแล้ว ข้อ 9

 [34] อ้างแล้ว ข้อ 11

 [35] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 7 (2540) ว่าด้วยการบังคับไล่รื้อ, ย่อหน้า 7 และ 18 และ OHCHR และ UN-Habitat, Forced Evictions, Fact Sheet No. 25/Rev.1, น. 28 และ 29. และโปรดดู, ตัวอย่างเช่น, A/HRC/25/54/Add.1, ย่อหน้า 55 และ 59-63

 [36] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 21 (2552) ว่าด้วยสิทธิของทุกคนที่จะมีส่วนร่วมในชีวิตทางวัฒนธรรม ย่อหน้า 36 และโปรดดู ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, ข้อ 26

 [37] โปรดดู ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, ข้อ 10, 19, 28, 29 และ 32

 [38] โปรดดู A/HRC/19/59/Add.5. และโปรดดู ข้อเสนอแนะ CM/Rec(2016)3 ของคณะกรรมการรัฐมนตรีของคณะมนตรียุโรป, ภาคผนวก, ย่อหน้า 23

 [39] โปรดดู อนุสัญญากรุงเวียนนาว่าด้วยกฎหมายสนธิสัญญา, ข้อ 26 และ 30 (4) (b)

 [40] ศาลสิทธิมนุษยชนแห่งทวีปอเมริกา, Sawhoyamaxa Indigenous Community v. Paraguay (พิพากษาเมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2549, Series C No. 146), ย่อหน้า 140

 [41] โปรดดูข้อสรุปที่แนบมากับข้อมติเกี่ยวกับงานที่มีคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานโลก ตามที่เห็นชอบในที่ประชุมสามัญขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยประชุมที่ 105 ย่อหน้า 16 (c)

 [42] หลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน, ข้อ 17 (c). โปรดดู A/HRC/32/19.Add.1, ย่อหน้า 5 สำหรับกรอบอ้างอิงที่เป็นต้นแบบของการทบทวนขอบเขตและประสิทธิภาพของกฎหมาย ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และ A/HRC/32/19, ภาคผนวก สำหรับแนวปฏิบัติเพื่อปรับปรุงการตรวจสอบได้ของบรรษัท และการเข้าถึงการเยียวยาผ่านกระบวนการศาล กรณีที่เกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ และโปรดดู คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน ข้อมติที่ 32/10

 [43] หลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน, ข้อ 15 และ 17

 [44] โปรดดู A/68/279, ย่อหน้า 31; แนวอ้างอิงด้านธุรกิจ: ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, น.15; A/HRC/33/42 และ A/66/288, ย่อหน้า 92-102

 [45] แนวอ้างอิงด้านธุรกิจ: ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, น.16; และปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, ข้อ 19

 [46] โปรดดู A/66/288, ย่อหน้า 102

 [47] โปรดดู A/63/263 และ A/HRC/11/12

 [48] โปรดดู A/HRC/34/51, ย่อหน้า 62-66

 [49] โปรดดู อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก; คณะกรรมการว่าด้วยสิทธิเด็ก, ความเห็นทั่วไปที่ 16 (2556) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐเกี่ยวกับผลกระทบของภาคธุรกิจต่อสิทธิเด็ก ย่อหน้า 14, 19, 20, 56 และ 57; องค์การอนามัยโลก ชุดของข้อเสนอแนะว่าด้วยการวางจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ให้กับเด็ก (2553) และองค์การอนามัยโลก กรอบการดำเนินงานตามชุดของข้อเสนอแนะว่าด้วยการวางจำหน่ายอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ไม่มีแอลกอฮอล์ให้กับเด็ก (2555)

 [50] ขององค์การอนามัยโลก

 [51] โปรดดู A/HRC/19/59, ย่อหน้า 16

 [52] โปรดดู อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี, ข้อ 5

 [53] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 4, ย่อหน้า 8 (c)

 [54] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 23, ย่อหน้า 10-16 และ 19-24

 [55] โปรดดู อนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติในทุกรูปแบบต่อสตรี, ข้อเสนอแนะทั่วไปที่ 28 (2553) ว่าด้วยพันธกรณีหลักของรัฐภาคีตามข้อ 2 ของอนุสัญญา, ย่อหน้า 13

 [56] โปรดดู คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน มติที่ 23/9 และ มติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ A/RES/69/199

 [57] โปรดดูข้อสรุปที่แนบมากับข้อมติเกี่ยวกับงานที่มีคุณค่าในห่วงโซ่อุปทานโลก ตามที่เห็นชอบในที่ประชุมสามัญขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ สมัยประชุมที่ 105 ย่อหน้า 16 (g)

 [58] โปรดดู อย่างเช่น คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน มติที่ 15/9

 [59] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 22 (2559) ว่าด้วยสิทธิทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์, ย่อหน้า 14, 42, 43 และ 60

 [60] โปรดดู อย่างเช่น E/C.12/CHL/CO/4, ย่อหน้า 30 และ A/69/402 แม้จะมีความสำคัญ แต่การกำกับดูแลอย่างเหมาะสมต่อผู้ให้บริการการศึกษา ควรเป็นไปบนพื้นฐานความเคารพเสรีภาพทางวิชาการ และ “อิสรภาพของพ่อแม่ และหากเป็นไปได้ให้รวมถึงผู้อนุบาลตามกฎหมาย ในการเลือกโรงเรียนให้กับลูกของตน แทนที่จะเป็นโรงเรียนที่จัดสรรให้โดยทางการ ทั้งนี้โดยสอดคล้องตามมาตรฐานการศึกษาขั้นต่ำ ซึ่งอาจถูกกำหนดหรือได้รับความเห็นชอบโดยรัฐ และประกันว่าการให้ความรู้ด้านศาสนาและศีลธรรมกับลูกของเขา สอดคล้องกับความเชื่อทางศาสนาของพ่อแม่” (ข้อ 13 (3) ของกติกานี้) ในแง่ของการศึกษาขั้นประถม รัฐภาคีต้องประกันไม่เพียงให้มีค่าใช้จ่ายที่เหมาะสม แต่ต้องให้การศึกษาแบบไม่มีค่าใช้จ่าย ตามที่กำหนดในข้อ 13 (2) (a) และ 14 ของกติกานี้

 [61] และโปรดดู A/HRC/23/42, ย่อหน้า 3 (ตระหนักถึงพันธกรณีที่จะต้องให้เวชภัณฑ์ที่จำเป็น โดยถือเป็นพันธกรณีเบื้องต้นของรัฐภาคีทุกแห่ง)

 [62] โปรดดู A/64/170, ย่อหน้า 5 และ 7 และสนธิสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยทรัพยากรพันธุกรรมพืชเพื่ออาหารและการเกษตร (มติที่ 3/2001, รับรองเมื่อ 3 พฤศจิกายน 2544, ที่ประชุม FAO สมัยประชุมที่ 31), ข้อ 9

 [63] โปรดดู ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, ข้อ 24 และ 31 และ ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 21, ย่อหน้า 37

 [64] โปรดดู E/C.12/2011/1, ย่อหน้า 5 และ 6

 [65] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 15, ย่อหน้า 31 และ 33

 [66] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 18, ย่อหน้า 52

 [67] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 19, ย่อหน้า 54

 [68] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 23, ย่อหน้า 70

 [69] ธรรมนูญองค์การสหประชาชาติ, มาตรา 56

 [70] Legal Consequences of the Construction of a Wall in the Occupied Palestinian Territory, Advisory Opinion, I.C.J. Reports (2004), ย่อหน้า 109-112

 [71] Trail Smelter case (United States of America v. Canada), Reports of International Arbitral Awards, vol. 3 (1941), น.1965; ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, Corfu Channel case (United Kingdom of Great Britain and Northern Ireland v. Albania) (Merits), I.C.J. Reports, vol. 4 (9 เมษายน 2492), ย่อหน้า 22 และ ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, Legality of the Threat or Use of Nuclear Weapons, Advisory Opinion, I.C.J. Reports (8 กรกฎาคม 2539), ย่อหน้า 29. และโปรดดู A/61/10, ร่างหลักการว่าด้วยการจัดสรรความสูญเสีย ในกรณีที่เกิดอันตรายข้ามพรมแดน ได้รับการรับรองในการประชุมสมัยที่ 58 ของ International Law Commission เมื่อปี 2559 (โดยเฉพาะหลักการข้อ 4 ที่กล่าวว่า “รัฐแต่ละแห่งควรดำเนินมาตรการทั้งปวงที่จำเป็นเพื่อประกันให้มีการชดเชยโดยพลันและพอเพียงให้กับผู้ได้รับผลกระทบจากความเสียหายข้ามพรมแดน อันเป็นผลมาจากการดำเนินงานที่อันตรายในเขตแดนภายใต้เขตอำนาจศาลหรือเขตควบคุมของตน”) หลักการมาสทริชต์ (Maastricht Principles) ว่าด้วยพันธกรณีนอกอาณาเขตของรัฐในบริบทของสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม, รับรองโดยนักวิชาการจำนวนมาก สถาบันวิจัย และองค์กรเอกชนด้านสิทธิมนุษยชนในปี 2554 เป็นการนำหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศมาใช้ในหัวข้อนี้ เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ก้าวหน้า

 [72] มติที่ 21/11 เป็นการให้ความเห็นชอบต่อร่างสุดท้ายของหลักการชี้นำว่าด้วยความยากจนสุดโต่งและสิทธิมนุษยชน (โปรดดู A/HRC/21/39) ซึ่งระบุในย่อหน้า 92 ว่า “ในฐานะเป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือและความช่วยเหลือระหว่างประเทศ รัฐมีพันธกรณีที่จะต้องเคารพและคุ้มครองการได้รับประโยชน์จากสิทธิมนุษยชน รวมถึงการหลีกเลี่ยงการปฏิบัติที่อาจก่อให้เกิดความเสี่ยงในอนาคตอันใกล้ ซึ่งจะกระทบต่อการได้รับประโยชน์จากสิทธิมนุษยชนของบุคคลซึ่งยากจนนอกเหนือพรมแดนของตน และการประเมินผลกระทบนอกอาณาเขตของกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ”

 [73] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 12, ย่อหน้า 36; ความเห็นทั่วไปที่ 14, ย่อหน้า 39; หรือ ความเห็นทั่วไปที่ 15, ย่อหน้า 31-33; ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 19, ย่อหน้า 54; ความเห็นทั่วไปที่ 20, ย่อหน้า 14; และความเห็นทั่วไปที่ 23, ย่อหน้า 69 และ70; และ E/C.12/2011/1, ย่อหน้า 5

 [74] โปรดดู ย่อหน้า 43 และ 44

 [75] โปรดดู อย่างเช่น CERD/C/NOR/CO/19-20, ย่อหน้า 17 และ CCPR/C/DEU/CO/6, ย่อหน้า 16

 [76] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 8 (2540) ว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างการแทรกแซงทางเศรษฐกิจ และการเคารพสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และมาตราว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐต่อการกระทำผิดระหว่างประเทศ ข้อ 50 (มาตรการตอบโต้ของรัฐหรือกลุ่มของรัฐต่อการกระทำผิดระหว่างประเทศโดยรัฐอีกแห่งหนึ่ง ซึ่งอาจไม่กระทบต่อ “พันธกรณีว่าด้วยการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน”)

 [77] โปรดดู A/HRC/19/59/Add.5

 [78] โปรดดู อย่างเช่น ความเห็นทั่วไปของคณะกรรมการที่ 14, ย่อหน้า 39; or ความเห็นทั่วไปที่ 15, ย่อหน้า 31-33 หลักการมาสทริชต์เป็นประเด็นที่กล่าวถึงอรรถาธิบาย; โปรดดู Olivier De Schutter and others, “อรรถาธิบายต่อหลักการมาสทริชต์ว่าด้วยพันธกรณีนอกอาณาเขตของรัฐในบริบทสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม”, Human Rights Quarterly, vol. 34 (2555), น.1084-1171

 [79] โปรดดู ข้อเสนอแนะ CM/Rec(2559)3 ของคณะกรรมการรัฐมนตรีของคณะมนตรียุโรป, ภาคผนวก, ย่อหน้า 13

 [80] ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ, คดีเกี่ยวกับการบังคับใช้อนุสัญญาว่าด้วยการป้องกันและลงโทษความผิดอาญาฐานฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ (Bosnia and Herzegovina v. Serbia and Montenegro) (พิพากษาเมื่อวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2550), I.C.J. Reports, ย่อหน้า 430 และ 461

 [81] มาตราว่าด้วยความรับผิดชอบของรัฐต่อการกระทำความผิดระหว่างประเทศข้อ 23, อรรถาธิบาย

 [82] โปรดดู A/HRC/8/5/Add.2

 [83] หลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน, ข้อ 13

 [84] โปรดดู มติคณะมนตรีที่ 26/22

 [85] โปรดดู A/HRC/32/19, ย่อหน้า 24-28 และภาคผนวกของรายงานดังกล่าว สำหรับแนวทางเพื่อส่งเสริมการตรวจสอบได้ของบรรษัท และการเข้าถึงการเยียวยาผ่านกระบวนการศาล กรณีที่เกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ, ย่อหน้า 9.1-9.7 และ 10.1, และ ย่อหน้า 17.1-17.5 (หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของรัฐ) และ 18.1 และ 18.2 (หน่วยงานบังคับใช้กฎหมายของเอกชน)

 [86] Olivier De Schutter and others, “อรรถาธิบายต่อหลักการมาสทริชต์ว่าด้วยพันธกรณีนอกอาณาเขตของรัฐในบริบทสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม”

 [87] โปรดดู มติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ 217 (III) A

 [88] โปรดดู E/C.12/GBR/CO/6, ย่อหน้า 16 และ 17 และ CEDAW/C/CHE/CO/4-5, ย่อหน้า 41

 [89] โปรดดู ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, ข้อ 14; แนวอ้างอิงด้านธุรกิจ: ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, น.30 และ 31 และ A/68/279, ย่อหน้า 56 (d)

 [90] หลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน, ข้อ 8

 [91] โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 9 (2541) เกี่ยวกับการนำกติกานี้ไปบังคับใช้ในประเทศ, ย่อหน้า 2

 [92] อ้างแล้ว ย่อหน้า 3. และโปรดดู I.D.G. v. Spain, ย่อหน้า 14 และ 15

 [93] โปรดดู มติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ 60/147, สำหรับหลักการและแนวปฏิบัติพื้นฐานว่าด้วยสิทธิในการเยียวยาและการชดเชยของผู้เสียหายจากการละเมิดอย่างรุนแรงตามหลักกฎหมายสิทธิมนุษยชนและ), ข้อ 3 (a)-(d)

 [94] อ้างแล้ว part IX, “Reparation for harm suffered”

 [95] และโปรดดู ข้อเสนอแนะ CM/Rec(2559)3 ของคณะกรรมการรัฐมนตรีของคณะมนตรียุโรป, ภาคผนวก, ย่อหน้า 34

 [96] ดังที่ตั้งข้อสังเกตโดยคณะกรรมการ ในบริบทที่มีการกล่าวหาว่ามีการเลือกปฏิบัติ: โปรดดู ความเห็นทั่วไปที่ 20, ย่อหน้า 40 และโปรดดู A/HRC/32/19, ภาคผนวก, ย่อหน้า 12.5 (ที่เกี่ยวข้องกับคดีแพ่ง) และ ย่อหน้า 1.7 (ที่เกี่ยวข้องกับคดีอาญาและกึ่งอาญา)

 [97] โปรดดู A/68/279, ย่อหน้า 50-53 และ แนวอ้างอิงด้านธุรกิจ: ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, น.81

 [98] โปรดดู E/C.12/2016/2 สำหรับความเห็นของคณะกรรมการต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และโปรดดู คณะมนตรีสิทธิมนุษยชน มติที่ 31/32 และมติที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติที่ 53/144 สำหรับปฏิญญาว่าด้วยสิทธิและความรับผิดชอบของปัจเจกบุคคล กลุ่มบุคคล และองค์กรของสังคมในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพขั้นพื้นฐานซึ่งเป็นที่ยอมรับอย่างสากล

 [99] โปรดดู อย่างเช่น E/C.12/VNM/CO/2-4, ย่อหน้า 11; E/C.12/1/Add.44, ย่อหน้า 19; E/C.12/IND/CO/5, ย่อหน้า 12 และ 50; E/C.12/PHL/CO/4, ย่อหน้า 15; E/C.12/COD/CO/4, ย่อหน้า 12; E/C.12/LKA/CO/2-4, ย่อหน้า 10 และ E/C.12/IDN/CO/1, ย่อหน้า 28

 [100] โปรดดู A/HRC/32/19, ภาคผนวก สำหรับแนวทางการปรับปรุงการตรวจสอบได้ของบรรษัท และการถึงการเยียวยาผ่านกระบวนการศาล เมื่อเกิดการปฏิบัติมิชอบด้านสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ (โปรดดู โดยเฉพาะ วัตถุประสงค์ทางนโยบายข้อ 4-8 ของแนวปฏิบัตินี้) รวมทั้งหลักการอาชญากรรมของบรรษัท (Corporate Crimes Principles) ที่จัดทำขึ้นในเดือนตุลาคม 2559 โดยคณะผู้ชำนาญการอิสระที่จัดตั้งขึ้นโดย International Corporate Accountability Roundtable และแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนล  

 [101] โปรดดู อย่างเช่น International Centre for Settlement of Investment Disputes case No. ARB/07/26, Urbaser S.A. and others v. Argentina (วินิจฉัยเมื่อ 8 ธันวาคม 2559), ย่อหน้า 1194 และ 1195

 [102] โปรดดู A/68/279, ย่อหน้า 34 และคณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ, ข้อเสนอแนะทั่วไปที่ 31 (2548) ว่าด้วยการป้องกันการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในการบริหารงานและการทำงานของระบบยุติธรรมทางอาญา ย่อหน้า 5 (e)

 [103] แนวอ้างอิงด้านธุรกิจ: ปฏิญญาแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิชนเผ่าพื้นเมือง, น.47 และ คณะกรรมการว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติทางเชื้อชาติในทุกรูปแบบ, ข้อเสนอแนะทั่วไปที่ 31, ย่อหน้า 30

 [104] โปรดดู หลักการชี้นำแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน, ข้อ 31

 [105] โปรดดู A/68/279, ย่อหน้า 36

 [106] โปรดดู ข้อเสนอแนะ CM/Rec(2016)3 ของคณะกรรมการรัฐมนตรีของคณะมนตรียุโรป, ภาคผนวก, ย่อหน้า 10-12

สามารถคลิกอ่านในรูปแบบไฟล์ pdf ได้ด้านล่าง