เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2566 เวลา 11.00 น. บริเวณด้านหน้าสถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ประจำประเทศไทย ตัวแทนประชาชนพม่าในไทยราว 10 ราย ได้เข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานทูตในฐานะตัวแทนของประเทศสิงคโปร์ในไทยเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงเงินทุน อาวุธ ยุทโธปกรณ์ และเชื้อเพลิงเครื่องบินของคณะเผด็จการทหารพม่า พร้อมแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ ชูป้ายกระดาษเรียกร้องให้รัฐบาลสิงคโปร์เร่งดำเนินการตามข้อเรียกร้อง โดยมีข้อความ เช่น “Singapore stop selling arms to Myanmar junta for killing our children”, Singapore…clean or blood money, และ “Do More Singapore for Myanmar” เป็นต้น พร้อมทั้งเปิดข้อมูลความสูเสียที่เกิดขึ้นกับประชาชนในพม่าหลังการรัฐประหาร
จดหมายเปิดผนึกดังกล่าวมีผู้ลงนามสนับสนุนต่อข้อเรียกร้องกว่า 27,700 คน และมีองค์กรภาคประชาสังคมจากทั้งในเมียนมา ไทย และที่อื่น ๆ ทั่วโลกอีกกว่า 430 แห่ง ได้ลงนามรับรองจดหมายดังกล่าวด้วย

นอกจากการเข้ายื่นจดหมายเปิดผนึกแล้ว ทางตัวแทนชาวพม่ายังได้ร่วมกันอ่านแถลงการณ์บริเวณด้านหน้าสถานทูตโดยมีเนื้อความในแถลงการณ์ระบุให้รัฐบาลสิงคโปร์ดำเนินการปิดกั้นการเข้าถึงเงินทุน อาวุธ ยุทโธปกรณ์ และเชื้อเพลิงเครื่องบินของคณะเผด็จการทหารพม่าโดยทันที ซึ่งข้อความในแถลงการณ์ระบุว่าคณะเผด็จการทหารพม่าที่โหดเหี้ยมต้องอาศัยสิงคโปร์ในด้านเงินทุนและการจัดหาอาวุธ ยุทโธปกรณ์ เทคโนโลยี และเชื้อเพลิงเครื่องบิน ทำให้เกิดการโจมตีประชาชนอย่างต่อเนื่อง
ตั้งแต่วันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2564 คณะเผด็จการทหารได้ดำเนินการก่อการร้ายต่อประชาชนด้วยการโจมตีทางอากาศและการระดมยิงตามอำเภอใจ การฆาตกรรม การทรมาน การกักขังตามอำเภอใจ การข่มขืน และการทำลายบ้านเรือนและเสบียงอาหาร
ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาเปิดเผยว่าสิงคโปร์เป็นผู้จัดหาอาวุธและยุทโธปกรณ์รายใหญ่อันดับสามให้กับกองทัพเมียนมานับตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ซึ่งมีมูลค่าการค้ากว่า 254 ล้านดอลลาร์จากบริษัทในสิงคโปร์อย่างน้อย 138 แห่ง
สิงคโปร์ยังคงเป็นศูนย์กลางธุรกิจที่สำคัญสำหรับพวกพ้องของกองทัพบางราย เช่น เต ซา (Tay Za) และนาย ทุต อ่อง (Naing Htut Aung) ซึ่งใช้ชีวิตอย่างหรูหราในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันก็ได้รับผลประโยชน์จากการทำลายล้างชีวิตประชาชนชาวเมียนมา
แม้ที่ผ่านมาจพมีการคว่ำบาตรจากสหราชอาณาจักรและสหรัฐอเมริกา แต่กลุ่มบริษัท Shoon ก็ยังคงดำเนินธุรกิจต่อไปในสิงคโปร์ โดยจัดหาเชื้อเพลิงเครื่องบินให้คณะเผด็จการทหาร ซึ่งจำเป็นต้องใช้ในการทำสงครามทางอากาศต่อประชาชน
เป็นที่ชัดเจนว่ากลุ่มธุรกิจต่าง ๆ จากสิงคโปร์กำลังดำเนินธุรกรรมกับกองทัพพม่าและกลุ่มบริษัทที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างผลประโยชน์ให้กับอาชญากรสงคราม และสนับสนุนอาชญากรรมระหว่างประเทศของพวกเขา อย่างไรก็ตาม รัฐบาลสิงคโปร์สามารถหยุดการกระทำเหล่านี้ได้
สิงคโปร์มุ่งมั่นที่จะสอบสวนบริษัทที่จัดหาอาวุธและสินค้าใช้คู่ และธนาคาร United Overseas Bank (UOB) ได้กำหนดข้อจำกัดในธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับพม่าเมื่อเร็วๆ นี้ สิงคโปร์จำเป็นต้องดำเนินการมากกว่านี้เพื่อช่วยหยุดยั้งการก่อการร้ายของคณะเผด็จการทหาร
ภายในจดหมายระบุรายละเอียดข้อเรียกร้อง 3 ข้อ ให้ทางสิงคโปร์ดำเนินการดังต่อไปนี้:
1) ออกมาตรการคว่ำบาตรเพื่อหยุดการถ่ายโอนอาวุธ สินค้าที่ใช้ได้สองทาง (ทั้งในทางพลเรือนและการทหาร) เทคโนโลยี น้ำมันเครื่องบิน และธุรกรรมที่เกี่ยวข้องทั้งทางตรงและทางอ้อมกับกองทัพพม่า
2) ใช้บทบัญญัติเกี่ยวกับการฟอกเงินและกำหนดมาตรการคว่ำบาตรเพื่อให้แน่ใจว่าคณะเผด็จการทหารที่ผิดกฎหมายไม่สามารถเข้าถึงระบบการเงินของสิงคโปร์หรือกองทุนที่มีมูลค่ากว่า 4.5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐที่เป็นของรัฐบาลพม่าได้
3) เร่งรัดและดำเนินการสอบสวนที่เป็นสาธารณะอย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับบริษัทสิงคโปร์ที่จัดหาอาวุธ สินค้าใช้สองทาง และเทคโนโลยีให้กับกองทัพพม่า

นายเชน อ่อง วัย 36 ปี หนึ่งในแรงงานชาวพม่าที่เข้ามาทำงานในประเทศไทยกว่า 10 ปี ที่เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมยื่นหนังสือในวันนี้ระบุว่าการยื่นจดหมายเปิดผนึกต่อสถานทูตสิงคโปร์ในครั้งนี้เป็นช่วงครบรอบ 1,000 วันการรัฐประหารในพม่า และไม่ได้เข้ายื่นเพียงสถานทูตสิงคโปร์ในไทยเท่านั้นเพียงแห่งเดียว แต่ยังมีตัวแทนชาวพม่าที่อาศัยและทำงานอยู่ในประเทศอื่น ๆ อีกอย่างน้อย 24 ประเทศทั่วโลกเข้ายื่นจดหมายตามสถานทูตสิงคโปร์ในประเทศต่าง ๆ ด้วย โดยมีการดำเนินการเช่นนี้ตลอดทั้งสัปดาห์ที่ผ่านมา อย่างไรก็ตาม ประชาชนชาวพม่าไม่สามารถไปยื่นจดหมายที่สถานเอกอัครราชทูตสิงคโปร์ในเมียนมาได้เนื่องจากเหตุผลด้านความปลอดภัยและสถานการณ์ความไม่สงบที่เกิดขึ้น
“พวกเรายังโชคดีที่สามารถมาแสดงออกและมายื่นจดหมายกับสถานทูตสิงคโปร์ที่ไทยได้ แต่ที่ประเทศพม่าไม่สามารถไปยื่นที่สถานทูสิงคโปร์ได้เลย เพราะตอนนี้ขนาดออกมาให้กำลังใจคนที่ถูกทหารจับตัวไปก็ทำไม่ได้ เพราะจะถูกจับเข้าคุกหมด”
นอกจากนี้นายเชน อ่อง ยังบอกด้วยว่าอยากให้ทางการสิงคโปร์และรัฐบาลประเทศอื่น ๆ ที่ยังคงมีส่วนสนับสนุนกองทัพพม่าเร่งดำเนินการไม่ให้กองทัพพม่าเข้าถึงแหล่วเงินและนำไปซื้ออาวุธได้ เพราะทุกวันนี้มีคนในประเทศเสียชีวิตจากการปราบปรามของกองทัพอยู่ทุกวัน จำนวนผู้ดสียชีวิตที่แท้จริงอาจมากถึงหมื่นคนแล้ว
ในวันเดียวกันนี้ทางเพจเฟซบุ๊ก Blood Money ได้โพสต์ภาพและข้อความเกี่ยวกับการออกไปยื่นจดหมายเปิดผนึกที่มีข้อความแบบและข้อเรียกร้องเดียวกันต่อสถานทูตสิงคโปร์ในหลายประเทศ เช่น สหรัฐอเมริกา อิตาลี ออสเตรเลีย ญี่ปุ่น เป็นต้น


Leave a comment