Category: Statement
-

กสม. เผยโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาโดยบริษัททุนไทยใน สปป. ลาว เสี่ยงส่งผลกระทบข้ามพรมแดนในพื้นที่จังหวัดน่าน แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งรับรองว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาใน สปป. ลาว โดยบริษัททุนไทย มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในจังหวัดน่าน รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังจากที่เราในฐานะผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ได้รอคอยผลการตรวจสอบและพิจารณามานานกว่า 2 ปีครึ่ง การมีมติครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กสม. ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ข้ามพรมแดน ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอทอย่างถาวร การเปิดเผยข้อมูลมลพิษแบบเรียลไทม์ การจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) รายโครงการ และการพัฒนากลไกเฝ้าระวังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ไปจนถึงคำแนะนำเชิงเร่งรัดให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพัฒนากลไกศูนย์ประสานงานแห่ง (National Contact Point: NCP) ของ OECD ล้วนเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ในฐานะผู้ยื่นเรื่องและเครือข่ายที่ติดตามการลงทุนไทยในต่างประเทศมานาน เราเห็นว่ามติของ กสม. ครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันข้อเท็จจริงที่ชุมชนในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ได้เผชิญมานานหลายปี เช่น หมอกควันดำ ฝุ่น PM2.5 สารปรอทสะสมในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร…
-

ภาคประชาสังคมออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกฯ จี้ไทยเร่งปฏิรูประบบสิทธิมนุษยชน–แรงงาน–คอรัปชั่น-สิ่งแวดล้อม-ผลกระทบข้ามแดน ก่อนเข้าร่วม OECD
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม 2568 เครือข่ายภาคประชาสังคม 8 องค์กร/เครือข่าย ที่รณรงค์ติดตามประเด็นด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลต่อสภาพปัญหา “หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม–แรงงาน” ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศได้ยื่นบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum) เพื่อเข้าสู่กระบวนการเป็นภาคีสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ขณะที่ ฟรานติเช็ก รูซิกกา (František Ružička) รองเลขาธิการ OECD เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้นำระดับสูง ในวาระเดียวกันยังได้เข้ามายังรัฐสภาไทยเพื่อบรรยายในหัวข้อ “Reform and Legislative Adoption Journey to OECD Membership” โดยในโอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้เน้นย้ำความสำคัญของฝ่ายนิติบัญญัติในกระบวนการเข้าสมาชิก OECD โดยเฉพาะการเป็นกลไกในการปรับปรุงกฎหมายและกฎระเบียบภายในประเทศให้สอดคล้องกับตราสาร ทางกฎหมายของ OECD ซึ่งนับตั้งแต่ปี 2567 ที่ไทยได้รับเชิญให้เข้าสู่กระบวนการหารือการเข้าเป็นสมาชิก OECD ฝ่ายนิติบัญญัติได้ตระหนักถึงความสำคัญของการเข้าเป็นสมาชิก และภารกิจที่จะต้องดำเนินการร่วมกับฝ่ายบริหาร เพื่อให้การทำงานเกิดความเชื่อมโยงอย่างไร้รอยต่อ โดยได้มีการจัดตั้งคณะกรรมการสภาที่ปรึกษาการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของรัฐสภาไทย (Advisory Council on…
-

Blood Money Campaign แถลงการณ์ประณาม PTTEP และ Gulf Petroleum สนับสนุนเผด็จการทหารด้วย “เงินเปื้อนเลือด” จากโครงการก๊าซใหม่
เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 – กลุ่มรณรงค์หยุดเงินเปื้อนเลือด หรือ Blood Money Campaign (BMC) ซึ่งเป็นแนวร่วมของนักกิจกรรมเมียนมาและองค์กรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามบริษัทพลังงานไทยอย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) และ Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ว่ามีส่วนร่วมในการส่งรายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งเมียนมาให้กับคณะเผด็จการทหารเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้เงินดังกล่าวสนับสนุนอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ แถลงการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหลังจากบริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่งถอนตัวจากโครงการก๊าซในเมียนมาเนื่องจากรัฐประหารเมื่อปี 2564 เช่น Petronas (เมษายน 2565), TotalEnergies (กรกฎาคม 2565) และ Chevron (เมษายน 2567) บริษัทไทยได้เข้ามารับช่วงแทน โดย PTTEP กลายเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการ Yadana (ถือหุ้น 62.963%) และ Zawtika (ถือหุ้น 80%) ร่วมกับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหาร ขณะที่…
-

เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…
-

Toxic Fallout from Myanmar’s Rare Earth Mining Reaches Thailand: ETOs Watch Submits Urgent Report to UN Special Rapporteur
Bangkok, 30 July 2025 — The ETOs Watch Coalition has submitted an additional urgent communication to Dr. Tlaleng Mofokeng, United Nations Special Rapporteur on the Right to Health, regarding an unfolding cross-border environmental and public health crisis. The coalition reports that toxic contamination from rare earth and gold mining operations in Myanmar’s Shan State is…
-

สารพิษจากเหมืองแร่รัฐฉานไหลข้ามพรมแดนสู่ไทย ETOs Watch ยื่นข้อมูลใหม่ต่อยูเอ็น เรียกร้องความรับผิดชอบระหว่างประเทศ
กรุงเทพมหานคร, 30 กรกฎาคม 2568 — คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ยื่นเอกสารข้อมูลเพิ่มเติมต่อ ดร. Tlaleng Mofokeng ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ เพื่อรายงานวิกฤตสิ่งแวดล้อมและผลกระทบทางสุขภาพข้ามพรมแดนจากการปนเปื้อนสารพิษในแม่น้ำโขงและแม่น้ำสายสาขา ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในพื้นที่รัฐฉาน ประเทศเมียนมา การยื่นข้อมูลครั้งนี้มีขึ้นภายหลังจากที่ผู้รายงานพิเศษฯ ได้เดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2568 และหารือกับภาคประชาสังคมหลายภาคส่วน รวมถึงตัวแทนของ ETOs Watch Coalition เพื่อรับฟังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในประเทศ หนึ่งในประเด็นที่ยังไม่มีการกล่าวถึงในช่วงเวลานั้นคือหลักฐานใหม่ที่เพิ่งปรากฏในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา ซึ่งบ่งชี้ถึงวิกฤตด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมที่กำลังขยายตัวข้ามพรมแดนอย่างเงียบเชียบและอันตราย เอกสารดังกล่าวระบุว่า ภาพถ่ายดาวเทียมความละเอียดสูงจากมูลนิธิสิทธิมนุษยชนไทใหญ่ (Shan Human Rights Foundation – SHRF) แสดงให้เห็นถึงการขยายตัวอย่างรวดเร็วของเหมืองแร่หายากและเหมืองทองคำในพื้นที่ภูเขาทางฝั่งรัฐฉานใกล้ชายแดนไทย เหมืองเหล่านี้ตั้งอยู่ในบริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งไหลเข้าสู่ภาคเหนือของประเทศไทยโดยตรง โดยสังเกตได้ว่ามีการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศ การตัดไม้ทำลายป่า และการสร้างบ่อกักเก็บกากแร่ขนาดใหญ่โดยไม่มีระบบจัดการที่เป็นไปตามมาตรฐานสากล ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษของไทยสนับสนุนข้อสังเกตดังกล่าว โดยการเก็บตัวอย่างน้ำจากแม่น้ำทั้งสามสายในจังหวัดเชียงราย พบว่ามีสารโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว แมงกานีส และปรอท ในระดับที่สูงเกินกว่าค่ามาตรฐานคุณภาพน้ำผิวดินของประเทศ สารเหล่านี้เป็นของเสียโดยตรงจากกระบวนการทำเหมืองแร่ และเป็นที่ทราบกันดีว่ามีผลกระทบต่อสุขภาพของมนุษย์อย่างรุนแรง…
-

“เสียงจากสายน้ำ: ประชาชน 8 จังหวัดลุ่มโขงลุกขึ้นต้านเขื่อนโขง ด้านองค์กรอิสระ นิติบัญญัติ วิชาการ ชี้กระบวนการสร้างเขื่อนมีปัญหา เรียกร้องทบทวนการพัฒนาผ่านโครงการเขื่อน”
เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100…
-

ETOs Watch จับมือเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นคำร้องเร่งด่วนถึง UN เรียกร้องแก้วิกฤตมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองในเมียนมาลงแม่น้ำโขง
เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการแทรกแซงและติดตามสถานการณ์ วิกฤตมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน จากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่หายากในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อ แม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ในเขตภาคเหนือของไทย จดหมายฉบับนี้จัดทำโดย คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพิทักษ์แม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักในระดับเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำสายหลัก และยังพบการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค จดหมายระบุว่า เหมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมองสาดและมองยอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีลักษณะเป็นการทำเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ขาดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่เพียงพอ ส่งผลให้ตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดนโดยตรง ทั้งยังพบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของทุนจีน ตัวแทนเครือข่ายประชาชนระบุว่า วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนริมน้ำในจังหวัดเชียงรายจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย…