ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน


เวียนมาเป็นปีที่ 6 สำหรับ สัปดาห์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง-อาเซียน (Mekong-ASEAN Environmental Week – MAEW) พื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับประชาชนและภาคประชาสังคมในภูมิภาคที่เผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการพัฒนา สิทธิในทรัพยากร สิทธิมนุษยชน รวมถึงแนวทางการรับมือกับวิกฤตโลกรวน

ในปีนี้เสมสิกขาลัย (SEM) ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้จัดวงสนทนา “ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ไมค์ ตัวแทน Blood Money Campaign วรวรร ศุกภระฤกษ์ และ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร จาก ETOs Watch Coalition และ เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน คณะที่ 1ร่วมแลกเปลี่ยน โดยมี วิชัย จันทวาโร จากเสมสิกขาลัยเป็นผู้ดำเนินรายการ เพื่อชวนพูดคุยในฐานะคนข้างบ้านที่เกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับวิกฤตการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงในประเทศเมียนมา

ย้อนกลับไปเมื่อ 1 กุมภาพันธ์ 2564 กองทัพพม่าได้พยายามก่อรัฐประหารและยึดอำนาจรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้ง ส่งผลให้มีประชาชนเมียนมากว่าล้านคนออกมาประท้วงอย่างสันติ รวมทั้งการทำอารยะขัดขืน การคว่ำบาตรสินค้าของธุรกิจเครือกองทัพ และการรณรงค์ต่อประชาคมโลกและภาคธุรกิจต่างๆ ให้ยุติการทำธุรกรรมและสนับสนุนกองทัพพม่า ซึ่งกองทัพพม่าโต้กลับด้วยการใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชนอย่างโหดร้ายต่อเนื่องมาจนถึงปัจจุบัน

โดยหนึ่งในภาคธุรกิจที่สำคัญคือภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเนื่องจากเป็นภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีมูลค่าและสร้างรายได้ให้กับประเทศเมียนมาอย่างมหาศาล ซึ่งบริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) หรือ ปตท.สผ. ของประเทศไทยและกลุ่มบริษัทในเครือก็เป็นหนึ่งในผู้ลงทุนใหญ่ เช่น โครงการสำรวจ M3 และโครงการผลิต ได้แก่ โครงการซอติก้า โครงการยาดานา และโครงการเยตากุน โดยมีบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) เป็นผู้รับซื้อก๊าซหลักและชำระค่าก๊าซให้บริษัท Myanmar Oil and Gas Enterprise  (MOGE) หรือรัฐวิสาหกิจเมียนมาซึ่งเป็นผู้กำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมก๊าซและน้ำมันของเมียนมาทั้งหมด โดยหลังเกิดการรัฐประหารขึ้นรายได้ส่วนนี้ถูกควบคุมโดยสภาบริหารแห่งรัฐ (State Administration Council – SAC) หรือกองทัพพม่า ทำให้ภาคประชาสังคมทั่วโลกต่างห่วงกังวลว่ารายได้ส่วนนี้อาจถูกนำไปใช้ในการก่ออาชญากรรมสงครามและละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา

ไมค์ ตัวแทนจาก Blood Money Campaign กลุ่มภาคประชาสังคมเมียนมาที่มีเป้าหมายการรณรงค์หลักในการตัดแหล่งรายได้ของกองทัพพม่าโดยเฉพาะอย่างยิ่งจากภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติ ระบุว่าปัจจุบันรายได้จากโครงการก๊าซนอกชายฝั่งที่ลงทุนโดยบริษัทในเครือปตท. เป็นแหล่งรายได้ที่ใหญ่ที่สุดของกองทัพพม่า ซึ่งกองทัพได้ใช้งบประมาณส่วนใหญ่* ไปกับการซื้อน้ำมันเครื่องบินรบและอาวุธมาโจมตีประชาชน

(*ในปีงบประมาณ 2566-2567 งบประมาณของกองทัพพม่ามีมากถึง  2.7 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็น 17% ของงบประมาณรายจ่ายทั้งหมด ซึ่งมากกว่างบประมาณด้านการศึกษาและสาธารณะสุขรวมกันเกือบ 2 เท่า ข้อมูลจาก World Bank)

ไมค์ให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่านับตั้งแต่รัฐประหารเป็นต้นมา มีการโจมตีทางอากาศไปมากกว่า 6,000 ครั้ง โดยส่วนมากมุ่งเป้าไปยังเขตพลเรือนส่งผลต่อวิกฤตที่เกิดขึ้นในเมียนมาอย่างมาก นอกจากนี้ความรุนแรงที่เกิดขึ้นยังส่งผลให้มีประชาชนกว่า 3.4 ล้านคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นภายในประเทศ กว่า 27,000 คน ถูกคุมขัง และอีกหลายพันคนถูกสังหาร ในจำนวนนั้นรวมถึงเด็กด้วย

นั่นจึงเป็นที่มาของข้อเรียกร้องหลักที่ทาง Blood Money Campaign พยายามรณรงค์มาโดยตลอดนั่นก็คือการให้ผู้ลงทุนและรัฐบาลไทยจ่ายเงินค่าก๊าซไปยังบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา  (Escrow Account) แทนที่จะจ่ายตรงไปยังกองทัพพม่าเพื่อหยุดยั้งปฏิบัติการอันโหดร้ายป่าเถื่อนที่กองทัพพม่ากระทำต่อประชาชน

ด้าน วรวรร ศุกภระฤกษ์ ตัวแทนจาก ETOs Watch Coalition ได้ฉายภาพรวมของภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติทั่วโลกให้เห็นว่ากว่า 96% ของอุตสาหกรรมนี้กำลังขยายตัวมากขึ้นแม้ว่าภาคประชาสังคมทั่วโลกพยายามรณรงค์ให้ยุติการใช้พลังงานฟอสซิลแล้วเปลี่ยนผ่านไปใช้พลังงานสะอาดหรือพลังงานหมุนเวียนอย่างเป็นธรรมแทนเนื่องจากพลังงานฟอสซิลเป็นปัจจัยหลักที่ก่อให้เกิดวิกฤตการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศ วรวรรยังได้กล่าวถึง Earth Rights International พันธมิตรหลักที่ช่วยทำการสืบค้นข้อมูลและขับเคลื่อนงานรณรงค์ร่วมกับ ETOs Watch และ Blood Money Campaign ในการผลักดันให้ทางสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปร่วมกันคว่ำบาตรกองทัพ รวมทั้งผลักดันให้ผู้ออกกฎหมายและนโยบายร่วมกันสนับสนุนไม่ให้รายได้จากโครงการพลังงงานนี้ตกไปสู่กองทัพพม่า

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร อีกหนึ่งตัวแทนจาก ETOs Watch Coalition ยังได้เสริมในส่วนการเคลื่อนไหวต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการก๊าซในประเทศเมียนมาที่ทั่วโลกต่างให้ความสนใจและกังวลต่อสถานการณ์การละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศอย่างร้ายแรงจนมีการเรียกร้องให้บริษัทต่างชาติถอนการลงทุน ซึ่งในปี 2565 ทาง TotalEnergies และในปี 2567 บริษัทในเครือ Chevron ก็ตัดสินใจถอนการลงทุนในโครงการยาดานา แม้จะการตั้งข้อสังเกตว่าเป็นการถอนทุนอย่างไร้ความรับผิดชอบ จากการถอนทุนดังกล่าวส่งผลให้บริษัท ปตท.สผ.อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (PTTEPI) กลายมาเป็นผู้ดำเนินโครงการหลักแทน โดยมีสัดส่วนการถือหุ้นเปลี่ยนเป็น PTTEPI 62.9630% และ MOGE 37.037%

นอกจากนี้บริษัทข้างต้น ทาง Norwegian Wealth Fund หรือกองทุนความมั่งคั่งที่ใหญ่ที่สุดในโลกก็ได้ถอนหุ้นออกจาก บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) (PTT) และ บริษัท ปตท. นํ้ามันและการค้าปลีก จำกัด (มหาชน) (PTTOR) ที่ลงทุนในประเทศเมียนมาโดยให้เหตุผลเรื่องความเสี่ยงอันยอมรับไม่ได้ที่จะเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่นเดียวกันกับ Rebeco บริษัทจัดการสินทรัพย์ของเนเธอร์แลนด์ที่ได้ถอนหุ้นออกจาก บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) (PTTEP) ซึ่งแม้จะไม่ใช่จำนวนหุ้นที่เยอะแต่ก็ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของบริษัทประเทศไทยเราอย่างมาก

ธีระชัยยังอัพเดตความเคลื่อนไหวอีกด้านที่สำคัญคือการที่ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้สหรัฐอเมริกาคว่ำบาตรบริษัท MOGE ส่งผลให้บริษัท ปตท. ไม่สามารถจ่ายเงินดอลลาร์ให้ MOGE ได้ จึงได้เปลี่ยนมาจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินบาทผ่านธนาคารพาณิชย์ของประเทศไทยแทน

นั่นจึงเป็นที่มาของชื่อวงสนทนาในวันนี้ ซึ่งจากผังโครงสร้างความสัมพันธ์ของระบบนิเวศภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซในส่วนของประเทศไทย ทำให้เห็นเส้นทางการนำเข้าก๊าซจากเมียนมาส่วนหนึ่งมาใช้ผลิตไฟฟ้าในไทย คนไทยในฐานะผู้ดำเนินโครงการ ผู้รับซื้อก๊าซ และผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งในฐานะของเจ้าของเงินลงทุนส่วนหนึ่งในหุ้นของบริษัท ปตท. ไม่ว่าจะจากกองทุนประกันสังคม 1.74% และจากกระทรวงการคลังที่เป็นผู้ถือหุ้นกว่า 51.11% จึงมีส่วนสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้องร่วมกันตั้งคำถามถึงความเหมาะสมในการลงทุนที่อาจไปส่งเสริมการใช้ความรุนแรงในประเทศเมียนมา รวมถึงควรมีส่วนรับผิดชอบต่อวิกฤตการณ์ที่เกิดขึ้นไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

ตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ทาง ETOs Watch และภาคประชาสังคมไทยยังได้เรียกร้องให้รัฐบาลไทย รัฐวิสาหกิจ และภาคธุรกิจอื่นๆ รวมถึงภาคธนาคาร ระงับการลงทุนและการให้ความช่วยเหลือทางการเงินกับธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับกองทัพพม่าเพื่อป้องกันการมีส่วนละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยต้องลงทุนอย่างมีความรับผิดชอบตามหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมาโดยตลอด แม้จะผ่านมา 3 ปีกว่าแล้ว แต่ก็ยังไม่มีการตอบสนองหรือความคืบหน้ามากนักในส่วนของประเทศไทยเมื่อเทียบกับความพยายามของรัฐบาลและภาคธุรกิจของประเทศอื่นๆ ซึ่งทางภาคประชาสังคมไทยก็ยังได้ยื่นหนังสือถึงกรรมาธิการต่างๆ ให้ช่วยตรวจสอบกรณีดังกล่าวด้วยเช่นกัน

ด้าน เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน และกองทุน คณะที่ 1 อีกหนึ่งบทบาทสำคัญที่ได้ทำการตรวจสอบการทำงานของรัฐวิสาหกิจไทย ได้ร่วมแลกเปลี่ยนถึงความสำคัญและความจำเป็นที่ กมธ. กิจการศาลฯ ต้องหยิบยกประเด็นการลงทุนในภาคธุรกิจน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเนื่องมาคุยเพราะจากสัดส่วนรายได้กว่า 2 ใน 3 ของเมียนมานั้นมาจากผลผลิตก๊าซธรรมชาติที่ขายให้กับประเทศไทย เบญจาชี้ให้เห็นว่าบริษัท ปตท.สผ. เข้าไปลงทุนในประเทศเมียนมามาตั้งแต่ปี 2532 กว่า 35 ปีที่ผ่านมาก็ผ่านความโกลาหลทางการเมืองมานับครั้งไม่ถ้วนซึ่งธุรกิจคงจะอยู่ไม่ได้หากไม่ได้รับการสนับสนุนทั้งจากรัฐบาลทหารเมียนมาและรัฐบาลไทย

เบญจาตั้งข้อสังเกตว่าการที่ทางกลุ่มบริษัทในเครือ ปตท. และรัฐบาลไทยยังมีการทำธุรกิจร่วมกับ MOGE อาจทำให้ถูกตีความได้ว่าเรามีส่วนในการสนับสนุนการใช้ความรุนแรงในประเทศเมียนมา

เบญจายังกล่าวเพิ่มเติมว่า กมธ.กิจการศาลฯ ให้ความสนใจกับประเด็นนี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นข้อกังวลและข้อร้องเรียนจากภาคประชาสังคมแล้วก็ยังมีเสียงประณามจากต่างประเทศ และสังคมโลกก็จับตามองประเทศไทยในช่วงเวลาที่ผ่านมาว่าเราจะมีจุดยืนอย่างไรต่อปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งความสัมพันธ์กับประเทศเมียนมาว่าเราสนับสนุนรัฐประหารหรือการใช้ความรุนแรงที่มีความเสี่ยงต่อการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์ประชาชนในเมียนมาด้วยหรือไม่ อีกประเด็นสำคัญที่เบญจาชี้ให้เห็นคือรัฐบาลมีส่วนเกี่ยวข้องและไม่อาจปฏิเสธการมีส่วนร่วมในความรับผิดชอบต่อปัญหาของเมียนมาได้ เนื่องจากรัฐบาลไทยถือหุ้นเกินกว่าครึ่งหนึ่งในบริษัท ปตท. และจากเส้นทางการเงินที่ทางบริษัทจ่ายค่าก๊าซเป็นเงินบาทผ่านธนาคารพาณิชย์ของไทยเพื่อเลี่ยงการคว่ำบาตรเงินดอลลาร์ก็ยิ่งทำให้ทาง กมธ.กิจการศาลฯ ตั้งข้อสังเกตและจำเป็นต้องพิจารณาเรื่องนี้อย่างจริงจัง ซึ่งปัจจุบัน กมธ.กิจการศาลฯ กำลังรอผลจากข้อสรุปการประชุมร่วมกันระหว่างกระทรวงการต่างประเทศและธนาคารแห่งประเทศไทยว่าจะหาทางออกร่วมกันอย่างไรต่อไป

เบญจาได้ทิ้งท้ายถึงแนวทางเลือกสำคัญที่ทาง กมธ.กิจการศาลฯ จะยื่นต่อนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร หลังจากที่ได้มีการประชุมร่วมกับทางบริษัทและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง คือ

  1. ให้บริษัท ปตท. ถอนการลงทุนในแหล่งก๊าซทั้งหมดในเมียนมา และจัดหา LNG เพิ่มเติมจากตลาดที่มีการซื้อขาย (spot market) เพื่อทดแทนสัดส่วนก๊าซจากเมียนมา แต่แนวทางนี้อาจจะส่งผลกระทบทำให้ค่าไฟแพงขึ้นประมาณ 10 สตางค์ ซึ่งรัฐบาลสามารถรองรับต้นทุนส่วนนี้ได้
  2. บริษัทในเครือ ปตท. ทั้งหมด ต้องชำระเงินค่าก๊าซธรรมชาติและค่าดำเนินการที่ต้องแบ่งปันผลประโยชน์ให้กองทัพพม่าผ่านบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (Escrow Account) แทนการชำระผ่านบัญชีธนาคารพาณิชย์ เพื่อไม่ให้เงินไหลเข้ากระเป๋าของกองทัพพม่า จนกว่าจะมีรัฐบาลที่เป็นประชาธิปไตยได้รับการเลือกตั้งโดยประชาชนได้เข้ามาบริหารประเทศก่อนจึงจะนำเงินส่วนนี้ไปใช้ได้  ซึ่งข้อเรียกร้องเรื่องนี้มีความสมเหตุสมผลและเป็นไปได้มากที่สุดหากรัฐบาลไทยเข้ามามีส่วนร่วมในการเจรจา
  3. แนวทางนี้ไม่ใช่ทางเลือกแต่เป็นแนวทางหลักที่ต้องทำอย่างเร่งด่วนที่สุด ไม่ว่าบริษัทในเครือ ปตท.จะดำเนินการลงทุนทำธุรกิจต่อหรือไม่ (แนวทาง1) หรือเลือกการชำระเงินแบบใด (แนวทาง2) บริษัทในกลุ่ม ปตท.ทั้งหมด ต้องมีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรม เช่น ยารักษาโรค สิ่งของบรรเทาทุกข์ สิ่งของอุปโภคบริโภค ฯลฯ ให้กับประชาชนชาวเมียนมา กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้อพยพตามแนวชายแดนทั้งหมดที่ได้รับผลกระทบจากสงครามกลางเมือง โดยมีกลไกการช่วยเหลือที่เป็นรูปธรรม เอื้อให้ภาคส่วนต่าง ๆ ตรวจสอบกระบวนการช่วยเหลือได้
  4. เสนอให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เข้ามามีบทบาทในการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนบริเวณแนวชายแดนไทย และให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ ทำแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (National Action Plan on Business and Human Rights – NAP) นำมาใช้ในการควบคุมกำกับการลงทุนทั้งในส่วนของภาครัฐและภาคเอกชนด้วย
  5. เป็นข้อเสนอที่รัฐบาลไทยไม่ควรละเลยแต่ต้องพิจารณาให้รัดกุมคือควรมีท่าทีที่ชัดเจนต่อมาตรการการลงทุน และการดำเนินนโยบายต่างประเทศต่อวิกฤตการณ์ในเมียนมา โดยสามารถหยิบยกกรณีของบริษัท ปตท. มาใช้เป็นอำนาจต่อรองที่ดีของไทยในการกดดันรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อสิ่งสำคัญที่สุดของคนไทยคือความปลอดภัยทั้งความปลอดภัยต่อท่อส่งก๊าซและชีวิต

ด้านธีระชัยได้เน้นย้ำว่าสำหรับกรณีการลงทุนของบริษัท ปตท. และบริษัทในเครือนี้ ทางภาคประชาชนเมียนมาและภาคประชาชนไทยไม่ได้เรียกร้องให้มีการถอนการลงทุนหรือยุติกิจการแต่อย่างใด เพราะก็ยังเล็งเห็นความจำเป็นทางด้านพลังงาน แต่ต้องการให้ทางบริษัทเลือกชำระเงินไปยังบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (Escrow Account) ซึ่งเป็นบัญชีกลางที่จะสามารถนำเงินออกมาใช้ได้เมื่อประเทศเมียนมามีรัฐบาลที่ชอบธรรมมาบริหารประเทศ ซึ่งแนวทางนี้สามารถทำได้จริงและเป็นไปได้เพราะมีต้นแบบและวิธีการจากโครงการชเวที่ลงทุนโดยประเทศจีนซึ่งทำธุรกรรมผ่านธนาคารแห่งประเทศจีน (Bank of China) ก็เลือกใช้แนวทางนี้หลังมีการคว่ำบาตร MOGE

ในขณะที่วรวรรณก็ย้ำว่าจุดยืนและหลักการในการทำงานของ ETOs Watch นั้นชัดเจน ซึ่งสิ่งสำคัญคือการจัดตั้งบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (Escrow Account) และจะต้องให้ความช่วยเหลือทางด้านมนุษยธรรมด้วยเพราะมนุษยธรรมจะต้องมาก่อนกำไรและเหตุผลอื่นๆ รวมทั้งการปฏิบัติตามแนวทางที่ว่าด้วยหลักธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งทางเครือข่ายก็จะติดตามความคืบหน้าต่อไป

ส่วนไมค์ จาก Blood Money Campaign ทิ้งท้ายวงสนทนาโดยเน้นย้ำต่อรัฐบาลไทยและคนไทยถึงความจำเป็นที่จะต้องช่วยกันหยุดยั้งความรุนแรง การละเมิดสิทธิมนุษยชน และความไม่มั่นคงทั้งหลายที่เกิดขึ้นในประเทศเมียนมา

ประเทศไทยต้องไม่รับรองหรือให้ความชอบธรรมกับกองทัพพม่า และที่สำคัญประเทศไทยต้องหยุดเป็นท่อน้ำเลี้ยงให้กองทัพพม่าในการก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติ และอาชญากรรมอื่นๆ เพราะเงินค่าก๊าซนี้ไม่ได้เป็นของกองทัพพม่าแต่เป็นของประชาชนเมียนมา การจ่ายเงินค่าก๊าซไปยังบัญชีดูแลผลประโยชน์ของคู่สัญญา (Escrow Account) จึงเป็นแนวทางที่ดีที่สุดที่จะช่วยชาวเมียนมาได้