สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม

ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ “ภาวะโลกเดือด” ประเด็นเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกเดือดและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน

งานเสวนาในหัวข้อ สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในบริบทภาพกว้างระดับสากล ไทย และอาเซียน กอปรกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค พร้อมทั้งอภิปรายถึงผลกระทบของการลงทุนข้ามพรมแดนต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ในหลากหลายมิติ ได้แก่ 1) ดร. กฤษฎา บุญชัย จากเครือข่าย Thai Climate Justice For All 2) ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) 3) กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ดำเนินรายการโดยธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กรรมการอำนวยการ (ทางเลือก) จัดงานประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) และผู้ประสานงานคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition)

ดร. กฤษฎา บุญชัย เครือข่าย Thai Climate Justice for All กล่าวว่าในบริบทของอาเซียนซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่ โดยการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศมี 2 ด้าน ด้านหนึ่งคือเรื่องนโยบายหรือความสามารถในการลดก๊าซเรือนกระจกหรือเรียกว่า mitigation นะครับและอีกด้านหนึ่งก็คือเรื่อง adaptation คือการปรับตัวต่อสภาวะภูมิอากาศที่ผันผวนซึ่งการปรับตัวนั้นไม่ใช่ปรับเฉพาะแค่ต่อเรื่องอากาศฟ้าฝน ปรับทั้งสังคมเลยไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการจัดการทรัพยากร เศรษฐกิจ อาหาร สุขภาพและอื่น ๆ

โจทย์ใหญ่ที่กำลังถกเถียงกันมากและเป็นประเด็นที่ภาคประชาสังคมอย่างพวกเราเสนอคือเรื่องความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ เราจะดูจากอะไร อันดับแรกพิจารณาจากเความเสี่ยงหรือความเปราะบางที่เราเผชิญจากผลกระทบ โดยมีงานศึกษาซึ่งก็เป็นที่ถูกเผยแพร่ในไม่ว่าภาครัฐหรือภาคส่วนต่าง ๆ ก็หยิบเอามาใช้บ่อยคืองานการศึกษาของ German  Watch ในการจัดอันดับประเทศที่มีความเสี่ยงต่อผลกระทบการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศซึ่งในระดับโลกบางคนอาจจะทราบแล้วนะครับประเทศไทยเสี่ยงเป็นอันดับต้น ๆ เลยอันดับต้น ๆ คืออันดับ 9 ของโลกเลยโดยทางเมวใช้วิธีการประเมินจากความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจแต่นี้เป็นการประเมินจากระยะเวลาเรียกว่าอดีตที่ผ่านมาคือเก็บข้อมูลในช่วงปี 2000 – 2019 และออกมาเป็นรายงานในปี 2021 นั้นหมายความว่าขณะนี้ปี 2024 สถานการณ์มีความผันผวนและรุนแรงกว่านี้ เพราะฉะนั้นอันดับของความเสี่ยงก็อาจจะมีการเปลี่ยนแปลงไป อีกประการหนึ่งเวลาเก็บข้อมูลเรื่องความเสี่ยงเดูจากความเสียหายที่เกิดขึ้นเชิงประจักษ์ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเศรษฐกิจ เม็ดเงิน ชีวิต จนไปถึงภาพรวมๆ แต่สิ่งที่เราทำงานในพื้นที่หรือที่ประชาชนพยายามจะบอกออกมาก็คือความเสี่ยงเปราะบางนั้นผลกระทบมีทั้งภาวะเรื้อรัง เช่น ผลผลิตอาหารที่ตกต่ำนะครับจนจนนำไปถึงเรื่องของการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานหลายประเทศมีเรื่องผู้ลี้ภัยจากสภาพภูมิอากาศ (climate refugee) หรือการเคลื่อนย้ายของผู้คน

ประเทศไทยเป็นอันดับ 9 ของโลกที่มีความเสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบจากภาวะโลกเดือดมากที่สุด แต่หากลองมาดูอาเซียนทั้งหมดเราก็พบว่ามีหลายประเทศเสี่ยงยิ่งกว่าไทยอีกและมีบางประเทศอาจจะเสี่ยงน้อย เช่น เมียนมา ซึ่งถูกจัดให้เป็นอันดับ 2 ของโลก เราจะเจอข่าวบ่อยๆนะครับก็คือพายุถล่มและเมื่อเกิดภัยพิบัติธรรมชาติขึ้นมาเมียนมาก็จะเป็นประเทศที่ต้องรอรับความช่วยเหลือนะครับจากหายนะด้านภูมิอากาศเสมอ นั่นหมายความว่าความสามารถในการรับมือกับภัยพิบัติกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างต่ำแม้จะเป็นกลุ่มประเทศที่อยู่ในเขตร้อนชื้นซึ่งเผชิญความผันผวนอยู่แล้วแต่มีความเปราะบางเป็นทุนเดิมคือความสามารถในการรับมือ ส่วนฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่มีความเสี่ยงเป็นอันดับ 4 ของโลก ฟิลิปปินส์ซึ่งเป็นประเทศหมู่เกาะเผชิญมรสุมเผชิญพายุนะครับอย่างรุนแรงตลอดนะถือว่าเป็นระเทศหนึ่งที่มีผลกระทบอย่างรุนแรงและถ้าโลกร้อนขึ้นมีหลายเกาะที่ต้องจมน้ำนะ ส่วนประเทศไทยมาเป็นอันดับ 9 ถัดออกมาคือเวียดนามตอนนี้พายุยางิกำลังเข้าที่เวียดนามใช่มั้ยครับอันนั้นก็เป็นอันดับ 13 เวียดนามต่อออกกับกัมพูชา แล้วก็ถัดลงมาเป็นเมนแลนด์หน่อยก็คือไม่ได้ติดทะเลก็จะเป็นลาวแล้วก็ไล่ลงไปอีกก็คืออย่างอินโดนีเซียเป็นอันดับที่ 72 ของโลกทีนี้แต่ก็มีประเทศที่เรียกว่าเสี่ยงเป็นอันดับท้าย ๆ เลยนั่นหมายความว่ามีศักยภาพในการรับมือค่อนข้างสูงหรืออาจจะโดยภูมิศาสตร์เองซึ่งอาจจะไม่ได้มีความเปราะบางขนาดนั้นหรืออาจจะเป็นเพราะระบบการจัดการในเรื่องของการรับมือจนจนไปถึงสภาพปัจจัยพื้นฐานไม่ว่าจะเป็นเรื่องทรัพยากรการตั้งถิ่นฐานความมั่นคงอาหารจะมีความพร้อมเช่นมาเลเซียเป็นอันดับที่ 116 ส่วนบรูไนอยู่ในอันดับ 176 สิงคโปร์อยู่ในอันดับท้าย ๆ ของโลกนั่นหมายความว่าเกาะเล็ก ๆ แบบสิงคโปร์มีระบบการป้องกันต่อการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศที่เข้มแข็ง

เมื่อพิจารณาความเสี่ยงแล้ว สิ่งที่ขาดไม่ได้คือการพิจารณาการปล่อยก๊าซในกลุ่มอาเซียนทั้งหมดมีการคิดสัดส่วนการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หากเทียบกับโลกแล้วเนี่ยก็คือร้อยละ 8 ถึงร้อยละ 10 ต่อสัดส่วนของโลกแน่นอนคงไปเทียบพี่เบิ้มยักษ์ใหญ่อย่างจีนซึ่งเป็นอันดับหนึ่งของโลกขนาดนี้ไม่ได้ สหรัฐอเมริกาก็เป็นใหญ่แต่ว่าประเทศไทยเองเราก็เป็นอันดับที่ 20 ของโลกแค่ไม่ถึงเกือบ 1% ที่เราปล่อยแเรือนกระจกแต่ว่าก็เป็นอันดับต้นๆเช่นเดียวกันทีนี้เรามาจัดอันดับในอาเซียนดูบ้างอินโดนีเซียเป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกถ่านหินนะครับเป็นรายใหญ่นะครับดังนั้นก็เป็นประเทศที่มีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเนี่ยในระดับค่อนข้างสูงเช่นเดียวกันคืออันดับ 10-15 ต่อมาเป็นไทยต่อมาเป็นเวียดนามนะครับซึ่งก็ 3 ประเทศนี้รวมทั้งอันดับที่ 4 ด้วยมาเลเซียก็คือเป็นประเทศที่เครื่องจักรเศรษฐกิจทำงานอย่างเร่งรัดเติบโตดังนั้นการใช้ทรัพยากรแล้วก็การปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งคาร์บอนมีเทนและอื่นๆก็อยู่ในอันดับสูงตามมาฟิลิปปินส์ก็ถัดลงไปครับอยู่ระดับที่ 40-50 สิงคโปร์ ส่วนบรูไน ลาว กัมพูชา เมียนมา ก็เรียกว่าเป็นอันดับที่เรียกว่าคาร์บอนฟุตปริ้นต่ำอยู่เพราะว่าเป็นประเทศที่ไม่ได้มีเครื่องจักรเศรษฐกิจอย่างรุนแรงอย่างอย่าเร่งรัดเติบโตแล้วก็เห็นสถานะการปล่อยที่อาจจะไม่มากนัก แต่ถ้าเรามองกลับ เมียนมาเป็นประเทศที่ได้รับความเสี่ยงเป็นอันดับ 2 ของโลกแต่อันดับการปล่อยของเเนี่ยต่ำกว่า 100 ซึ่งสะท้อนอะไรบางอย่างหรือประเทศกัมพูชาหรือลาวอะไรต่างๆ ก็ตาม ก็เป็นการสะท้อนบางอย่างเรื่องความเป็นธรรมสภาวะการณ์ในขั้นพื้นฐานคือในเชิงจอิก็หมายความว่าเราอยู่ในภูมิศาสตร์ที่ผ่านผวนขณะเดียวกันเราก็เป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำแต่กลับได้รับผลกระทบที่รุนแรง ดังนั้น ความเป็นธรรมระหว่างประเทศในนี้ก็ถือว่าเป็นโจทย์สำคัญอันที่ 1 ที่เราอยากจะเปิดภาพให้เห็นในระดับอาเซียน โจทย์ใหญ่ก็คือถ้าดูเรื่องการปล่อยแก๊สเรืองกระจกสัดส่วนการปล่อยเยอะที่สุดมาจากภาคพลังงานทีนี้ผมก็ลองไปดูว่าในอาเซียนการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลซึ่งเป็นสาเหตุใหญ่ของการให้เกิดร้านการเรือนกระจกพลังงานฟอสซิลได้แก่ถ่านหินน้ำมันก๊าซ เพราะฉะนั้น อาเซียนโดยโครงสร้างหลัก ๆ เรายังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลอยู่ 75-80% ทีเดียวจริงอยู่แม้บางประเทศอาจจะมีการเติบโตพลังงานหมุนเวียนที่น่าสนใจอย่างเช่นเวียดนามเป็นต้น แต่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนก็ยังค่อนข้างน้อยถ้าเทียบกับพลังงานฟอสซิลโดยแต่ละประเทศครับอินโดประเทศพึ่งพาถ่านหินและก๊าซเยอะยังใช้ฟอสซิลอยู่ 85% มีพลังงานหมุนเวียนสัก 15% ไทยเองหลัก ๆ ขณะนี้คือก๊าซธรรมชาติแล้วก็พึ่งพาฟอสซิลอยู่ถึง 75 หรือ 80% ทีเดียวแล้วเราก็พยายามจะเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนขึ้นมาแม้ในแผน PDP 2024 ที่เพิ่งจัดรับฟังความคิดเห็นแบบไม่มีส่วนร่วมสักเท่าไหร่ไปจะพยายามบอกว่าเราจะเพิ่มสัดส่วนของพลังงานหมุนเวียนเพิ่มขึ้นให้ได้ร้อยละ 50 แต่ตัวเลขที่จริงเราไม่ไม่ควรดูแค่ตัวที่โผล่มา แต่เราต้องดูเรื่องการลงทุนด้านของพลังงานฟอสซิลที่กำลังเกิดขึ้นด้วย เพราฉะนั้นโดยโครงสร้างไทยก็ยังพึ่งพาอยู่กับที่พลังงานฟอสซิลเป็นหลักแล้วพลังงานหมุนเวียนเราก็อยู่ในค่อนข้างต่ำถ้าเราเทียบกับบางประเทศที่ก้าวหน้ากว่าเช่นอะไรบ้างครับเช่นเวียดนามซึ่งก็ยังพึ่งพาถ่านหินและก๊าซถึงร้อยละ 65 – 70 แต่การเติบโตของพลังงานหมุนเวียนไม่ว่าจะเป็นน้ำเป็นลมเป็นแสงอาทิตย์หรือโซลาร์มาที่ 30 กว่า% มาเลเซียเองเป็นประเทศที่ส่งออกน้ำมัน มีก๊าซธรรมชาติเยอะงั้นประเทศเขาก็ยังใช้พลังงานฟอสซิล 80-85% แต่ก็เพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุดเวียนแต่ก็ยังเป็นสัดส่วนที่ยังไม่มากเท่าไหร่นะครับกับไปดูที่ฟิลิปปินส์เป็นประเทศที่ก็มีการพึ่งพาพลังงานฟอสซิลนะครับประมาณเกือบ 60% ก็เรียกว่าอาจจะน้อยๆกว่าอีกหลายประเทศก็ยังแต่สัดส่วนพลังงานหมุนเวียนก็เพิ่มขึ้นค่อนข้างเยอะทีเดียวนะครับสิงคโปร์เองนี่เรียกว่าเกือบ 100% ที่ยังเป็นพลังงานฟอสซิลมีพลังงานแสงอาทิตย์อยู่บ้างยิ่งบรูไนเป็นประเทศหนึ่งในโอเปกที่ค้าน้ำมันเต็มที่แล้วก็มีก๊าซธรรมชาติมหาศาลอันเนี้ยครับก็เรียกว่าโครงสร้างยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิล

ในส่วนของการลงทุนข้ามชาติซึ่งเป็นโจทย์ใหญ่คำถามก็คือทำไมประเทศอาเซียนซึ่งหลายประเทศเสี่ยงต่อโลกร้อน และหลายประเทศต้องมีเป้าหมาย Net Zero คำถามคือแล้วทำไมเรายังยึดติดหรือผูกติดกับพลังงานฟอสซิลนะครับเราจะเห็นได้ว่าประเทศต่าง ๆ ไม่ว่าอินดไทยเวียดนามมาเลเซียและอื่น ๆ เรามีการลงทุนขนาดใหญ่ของกลุ่มอุตสาหกรรมทุนด้านพลังงานไม่ว่าจากจีนจากเกาหลีจากญี่ปุ่นนะครับมาลงทุนไม่ว่าจะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหิน เหมืองไฟฟ้าบริษัทน้ำมันด้วยที่ต่าง ๆ เขามาลงทุนงั้นกลุ่มทุนเหล่านี้ทั้งที่มาจากทุนเอเชียตะวันออกและที่มาจากทุนตะวันตกเอง ส่วน Chevron มาจากสหรัฐอเมริกาก็มีบทบาทสูงเข้ามาทั้งในส่วนการลงทุนภาคอุตสาหกรรมถ่านหินและการลงทุนในภาคอุตสาหกรรมน้ำมัน ดังนั้นถ่านหิน น้ำมัน และก๊าซธรรมชาติยังเป็นฐานขนาดใหญ่ซึ่งประเทศอาเซียนทั้งหมดเหล่านี้ไม่เพียงแต่พึ่งพาเพื่อใช้ในประเทศนะแต่ยังมีลักษณะเป็นผู้จัดการหรือผู้ประกอบการการส่งออกด้วยเราจะเห็นว่าบทบาทของบริษัทนะครับหรือแม้กระทั่งวิสาหกิจในแต่ละประเทศก็เข้าไปลงทุนเรื่องอุตสาหกรรมด้านฟอสซิลในต่างประเทศด้วยไม่ว่าจะเป็นปตท. ของไทยหรือปิโตรนาสของมาเลเซีย หรืออื่น ๆ พวกนี้ก็จะมีบทบาทการลงทุนสิ่งที่น่าสนใจ เวลาเราพูดถึงเวลาต่างชาติเข้ามาลงทุนธุรกิจพลังงานฟอสซิลในอาเซียนโจทย์หลัก ๆ ที่หลายคนอาจจะมีคำถามแล้วว่าคาร์บอนที่เกิดขึ้นน่ะมันจะนับเป็นของใคร ถ้าดูตามข้อตกลงของ UNFCCC คาร์บอนที่เกิดขึ้นก็เป็นของประเทศที่รองรับการลงทุนเช่นมาลงทุนในไทยต่อให้เป็นทุนต่างชาติเข้ามาลงทุนหรือไปลงทุนที่อินโดนะครับงั้นคาร์บอนฟุตปรินต์จะไม่ได้นับจากบริษัทเหล่านั้นที่มาลงทุนแต่นับสิ่งที่ประเทศที่เป็นแหล่งปล่อยให้มันเกิดขึ้นนั่นแหละ ดังนั้น ประเทศอาเซียนก็จึงเป็นแหล่งรองรับการปล่อยคาร์บอนขนาดใหญ่จากการลงทุนของพลังงานฟอสซิลเหล่านี้ ซึ่งนี่ก็เป็นโจทย์สำคัญนะครับที่ที่เป็นข้อท้าทาย ทีนี้เราลองมาดูต่อต่อมานะครับการลงทุนไม่เพียงแต่ลงทุนในเรื่องของกิจกรรมเรื่องพลังงานและอื่นๆนะครับเรายังมีประเด็นข้อถกเถียงสำคัญหนึ่งก็คือเรื่องคาร์บอนเครดิตถูกทำให้เข้าใจว่าเป็นนโยบายหลักของการจัดการลดก๊าซเรือนกระจกที่หลายประเทศนะครับหรือทั่วโลกพยายามเอาไปใช้แต่จริง ๆ เครื่องมือในการลดก๊าซเรือนกระจกมีอีกหลายเครื่องมือนะครับไม่ได้มีแต่เรื่องคาร์บอนเครดิตหรือตลาดคาร์บอน เรายังมีเครื่องมือเรื่องภาษีคาร์บอน ยังมีเครื่องมือการใช้กลไกนอกตลาด กลไกตาม article  6.8 ของข้อตกลงปารีส กำลังถูกพัฒนา แต่เราลองมาดูว่าแล้วการลงทุนในคาร์บอนเครดิตที่เดี๋ยวนี้มันกลายเป็นธุรกิจขนาดใหญ่มาจากไหน เราจะเห็นได้ว่าทุนพลังงานฟอสซิลรายใหญ่ไม่เพียงแต่ลงทุนในอุตสาหกรรมฟอสซิลก็ยังอ่าลงทุนเพื่อหวังประโยชน์ในเรื่องของคาร์บอนเครดิตด้วยดังนั้นการอ้างถึงเทคโนโลยีต่าง ๆ เช่น การดับจับคาร์บอนหรือ Capture and Storage ซึ่งเป็นมาตรการจัดการพลังงานและอื่นๆนะครับหรือกระทั่งเอาไปลงทุนเรื่องของการปลูกป่า การลงทุนเรื่องภาคเกษตรโดยกลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานเหล่านี้แหละครับก็จะเกิดขึ้นอย่างกว้างขวางนะครับเราจะเห็นว่าทุนขนาดใหญ่กำลังเหล่านี้กำลังมีส่วนเข้ามาแต่จริง ๆ ทุนที่ว่าไม่ได้มีแต่รายพลังงานอย่างเดียว มีทุนด้านเทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็น Google, Microsoft, อุตสาหกรรมการบิน อุตสาหกรรมเกษตร อาหาร และยา เป็นต้น อุตสาหกรรมเหล่านี้ล้วนถูกนับคาร์บอนฟุตปริ้นต์ ดังนั้นการลงทุนใด ๆ ก็ตามที่อ้างว่าได้มีส่วนช่วยในการลดคาร์บอนก็จะถูกคิดเรื่องของคาร์บอนเครดิตเป็นผลประโยชน์เสริมของการลงทุนเหล่านั้นด้วย ดังนั้นเราจะเห็นว่าอุตสาหกรรมดังกล่าวได้มาลงทุนในด้านใดบ้างไม่ว่าจะในเรื่องของพลังงานหมุนเวียน รวมไปถึงประเด็นป่าไม้หรือพื้นที่ชุ่มน้ำ จะเห็นว่าอินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ และไทย ก็จะมีโครงการลงทุนป่าไม้ที่เกิดกระโดดเข้ามาอย่างเช่นโครงการ REDD+ ซึ่งเป็นการลดการทำลายป่าในพื้นที่ป่าเสื่อมโรงเพื่อฟื้นฟูป่าขึ้นมาแล้วเพื่อเอาโครงการเหล่านี้ฟื้นฟูได้มาดูดคาร์บอนได้เท่าไหร่ก็นำไปสู่การ claim คาร์บอนเครดิตด้วยเช่นกัน ดังนั้น เราจะเห็นว่าโครงการ REDD+ แบบเนี้ยก็กระโดดเข้ามาในประเทศที่มีระบบนิเวศป่าเขตร้อนชื้นเยอะ เช่น อินโดนีเซียก็เป็นประเทศฐานใหญ่ของโครงการ REDD+ แล้วก็มีการส่งเสริมการลงทุนเหล่านี้บวกกับเรื่องคาร์บอนเครดิตด้วย นั่นหมายความว่าเม็ดเงินที่ลงมาสู่การจัดการป่าเม็ดเงินที่ลงมาสู่การให้ชุมชนเข้าไปมีส่วนร่วมล้วนจะถูกประเมินออกมาในรูปของคาร์บอนเครดิตเพื่อเป็นผลประโยชน์ย้อนกลับไปให้กับผู้ลงทุนด้วย สิงคโปร์เองก็เป็นผู้เป็นกลไกที่พยายามจะสร้างเป็นศูนย์กลางการค้าขายคาร์บอนเครดิตในระดับภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกนะครับทั้งหมดนี้กำลังบอกว่ากลุ่มประเทศอาเซียนกำลังใช้ประเด็นเรื่องเรามีทรัพยากรเรามีขีดความสามารถในการดูดทรัพย์คาร์บอนไม่ว่าจะกิจกรรมด้านป่าไม้ ด้านพลังงานหมุนเวียน และด้านอื่นๆเพื่ออะไรครับเพื่อรองรับการลงทุนของต่างชาติ ย้อนกลับไปทุนไหนที่มาลงทุนในอาเซียนเป็นหลักทุนญี่ปุ่น ทุนจีน ทุนเกาหลี และอาจจะมีทุนยุโรปอื่น ๆ ที่ตามมานะครับแต่ตอนเนี้เรียกได้ว่าอันนี้ไม่ได้เป็นประเด็นเรื่องลดโลกร้อนอย่างเดียว แต่เป็นประเด็นเรื่องของการส่งเสริมการลงทุนเพื่อการแข่งขันทางการค้าด้วย

แต่ละประเทศในอาเซียนเรามีเป้าหมายบรรลุ Net Zero ซึ่งไม่ได้นับแค่ก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์อย่างเดียว แต่รวมถึงก๊าซเรือนกระจกทั้งหมดว่าปลายทางของการบรรลุ Net Zero ของอาเซียนแต่ละประเทศเป็นอย่างไร พบว่าส่วนใหญ่จะคล้ายๆกัน ไล่มาตั้งแต่ เวียดนาม มาเลเซีย สิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ บรูไน อินโดนีเซีย บรูไน ก่อนแล้วกันก็คือภายในปี 2050 เราจะบรรลุไปถึงเน็ตของการปล่อยก๊าซ (gas emission) ทั้งหมดเลยแต่ไทยเนี่ยเราจะชะลอเราจะล่าช้าออกไปนะครับอินโดก็ประมาณปี 2060 ไทยบอกว่าเราจะมีคาร์บอนเป็นกลาง 2050 แล้วก็มีมีแก๊สเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์หรือแก๊สใน Zero เป็นปี 2065 เรียกได้ว่าช้ากว่าเพื่อนเลยนะครับถ้าเทียบในบรรดาอาเซียนเป้าหมายเหล่านี้

ทาง Climate Tracker ได้เคยประเมินว่าไม่ว่าไทยหรือในกลุ่มประเทศอาเซียนยังเป็นเป้าหมายที่ไม่ได้ช่วยกับโลกเลยเรียกว่าช่วยได้น้อยมาก เทียบง่าย ๆ ประเทศยักษ์ใหญ่ที่สุดที่ปล่อยการเรือนกระจกสูงสุดอย่างจีนยังมีเป้าหมายที่ทะเยอทะยานกว่าอาเซียน แต่ว่ายังไม่นับไปถึงพวกกัมพูชา ลาว เมียนมา ซึ่งแม้จะไม่กำหนดเป้าหมายชัดเพราะว่าประเทศเหล่านี้เป็นประเทศที่ปล่อยคาร์บอนต่ำอยู่แล้ว แต่ทั้งหมดทั้งมวลนี้กำลังบอกว่าอาเซียนกำลังเน้นแต่ขาขึ้นของการปล่อยก๊าซเรือนกระจกแต่เป้าหมายในการที่จะลดลงมาตามข้อเสนอของคณะกรรมการร่วมระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (IPCC) ที่บอกว่าภายในปี 230 หรือแค่ 6 ปีข้างหน้านี่เองควรจะต้องลดก๊าซเรือนกระจกให้ได้อีก 43% แต่หากดูเป้าหมายที่แต่ละประเทศซึ่งเราเรียกว่าการทำแผน NDC ของแต่ละประเทศก็ยังเป็นแผนที่ห่างไกล โดยในปี 2568 ที่จะถึงนี้เป็นปีที่ทุกประเทศจะต้องมีแผน NDC หรือเป้าหมายการลดก๊าซฉบับใหม่ ดังนั้นจึงควรต้องจับตาว่าอาเซียนจะทำให้ได้ดีกว่านี้หรือไม่ เรายังคงผูกขาดยึดติดกับอุตสาหกรรมฟอสซิลที่ยังเป็นเครื่องจักรขนาดใหญ่ของเศรษฐกิจอาเซียนต่อไป

ความตกลงที่อาเซียนไปตกลงไว้ในข้อตกลงระดับโลกสำคัญ ๆ ผมเลือกมา 3 เรื่องซึ่งเป็นข้อตกลงในเวที COP ที่ผ่านมา อย่างแรกคือเรื่องการลดก๊าซมีเทน (Global Methane Pledge) ที่ระบุว่าทุกประเทศทั่วโลกมีการพยายามให้มีการเป็นสัญญาข้อตกลงนี้กันว่ามีเทนเป็นก๊าซเรือนกระจกที่ผลกระทบรุนแรงกว่าคาร์บอนถึงแม้ว่าการดำรงอยู่ของมันจะไม่นานเท่าคาร์บอนไดออกไซด์ก็ตามแต่ ดังนั้นแทนที่เราจะปล่อยให้มีเทนไม่ว่าจะมาจากภาคพลังงานหรือภาคเกษตรอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ยังเติบโตต่อไปก็ต้องมีการลงนามเพื่อหาทางลดอย่างรวดเร็ว แต่ว่าในอาเซียนมีเพียงฟิลิปปินส์กับเวียดนามเท่าที่ผมที่ลงนามข้อตกลงฉบับนี้ ข้อตกลงเรื่องการยุติการตัดให้ทำลายป่าเพื่อเป็นผลของการที่เราจะใช้ป่าในการดูดซับคาร์บอนก็มีอินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ มาเลเซีย เวียดนาม และไทยส่วนเรื่องของการยุติหรือเลิกใช้ถ่านหินซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกมุ่งเป้าวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดก็คือเป็นตัวก่อให้เกิดการก๊าซเรือนกระจกแล้วเปลี่ยนไปเป็นพลังงานสะอาดดูเหมือนมีเพียงฟิลิปปินส์ที่เอาจริงเอาจังกับเรื่องนี้มากกว่าประเทศอื่นในอาเซียน นอกนั้นก็ยังไม่มีประเทศใดยอมผูกมัดกับเรื่องนี้แม้กระทั่งไทยซึ่งเป็นประเทศที่บอกว่าพึ่งพาก๊าซจากธรรมชาติเป็นหลัก แต่ถ่านหินก็ยังอยู่ในแผน PDP แม้จะเป็นสัดส่วนที่น้อยลงก็ตาม

ในส่วนความท้าทายสำคัญที่เกี่ยวกับการลดก๊าซเรือนกระจก จะเห็นได้ว่าประเทศอาเซียนยังพึ่งพาฟอสซิลอยู่ร้อยละ 75-80 นะครับแม้จะมีหลายบางประเทศที่เติบโตพลังงานหมุนเวียนมากขึ้นก็ตามและการยึดติดลำนั้นเป็นผลมาจากกลุ่มทุนทั้งในประเทศและทุนข้ามชาติที่เข้ามาลงทุนในธุรกิจเหล่านี้และก็ยังขยายตัวอย่างต่อเนื่องนะครับมีบางประเทศก็ยังติด ๆ กับพลังงานฟอสซิลที่ก่อให้เกิดผลกระทบรุนแรงเช่นถ่านหินเพราะเป็นประเทศผลิตส่งออกเองอย่างเช่นอินโดนีเซียหรือเวียดนามก็ใช้สัดส่วนค่อนข้างสูงหรือโครงการพลังงานสะอาด บางประเภทก็ถูกกลับมารื้อฟื้นหรือกลับมาขยายตัวหรือไม่ก็เอามาถูกอ้างเรื่องของการลดก๊าซเรือนกระจก เช่น การสร้างเขื่อน เราจะเห็นได้ว่าเขื่อนที่ลงทุนในแม่น้ำโขงต่าง ๆ กำลังจะถูกอ้างในเรื่องของว่าเป็นพลังงานสะอาดและนำไปสู่การ claim คาร์บอนเครดิตต่ออีกรอบหนึ่งซึ่งจะเกิดขึ้น ต่อไปที่จะถูกอ้างก็คือมีโรงไฟฟ้านิวเคลียร์และโรงไฟฟ้าชีวมวลต่าง ๆ ซึ่งก็จะมีปัญหาในเรื่องของมาตรฐานหรือธรรมาภิบาลของกฎหมายของแต่ละประเทศที่ไปทำให้เกิดมลภาวะผลกระทบต่อประชาชนตามมา จะเห็นได้รวมว่าเป้าหมายของอาเซียนโดยรวมยังค่อนข้างล่าช้า อาเซียนยังไม่ค่อยช่วยกู้วิกฤตโลกร้อนอย่างจริงจังเท่าไหร่เรามาดูด้านการปรับตัว หลายประเทศที่เราบอกแล้วว่าเสี่ยงเป็นอันดับต้นของโลกแต่งบประมาณที่จัดสรรไปให้กับกลุ่มเปราะบางในเรื่องของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศยังน้อยมาก มีฟิลิปปินส์และเวียดนามพยายามเพิ่มงบเหล่านี้ส่วนของไทยเราก็เพิ่งดูแผนงบประมาณปี 2568 ไปแล้วก็เรียกว่ายังเป็นผลส่วนที่น้อยมาก ๆ ทั้ง ๆ ที่ประเทศไทยเราเสี่ยงเป็นอันดับ 9 ของโลกหรือกองทุนต่าง ๆ ที่ลงมาช่วยเหลือหรือภายใต้ตามข้อตกลง เช่น กองทุนสิ่งแวดล้อมสีเขียว (Green Environment fund) หรืออื่น ๆ ก็ยังกระจุกตัวอยู่กับหน่วยงานใหญ่ ๆ ยังไม่กระจายถึงชุมชนและหลายโครงการที่เป็นโครงการความร่วมมือจากต่างประเทศเข้ามาลงทุนไม่ว่าจะเป็น REDD+ และอื่น ๆ ก็ยังเป็นโครงการที่ลงทุนแบบมีเงื่อนไข ไม่ใช่เป็นเรื่องการช่วยเหลือ ไม่ใช่เป็นเรื่องของความรับผิดชอบ แต่เป็นการลงทุนในรูปแบบใหม่ที่รอผลประโยชน์เพิ่มเติมจากเรื่องคาร์บอนเครดิตเอามาชดเชย สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็ยังเห็นว่าจะมีโครงการลักษณะย้อนแย้งแบบนี้เกิดขึ้นรวมทั้งตัวเทคโนโลยีใหม่ ๆ ที่เข้ามาที่ก็ยังมีคำถามเรื่องผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การดักจับคาร์บอนอัดลงในทะเลแบบที่ตอนนี้ ปตท. กำลังเริ่มดำเนินการอยู่ โดย Green Climate Fund ตอนนี้มาถึงประเทศไทยแค่น่าจะไม่เกิน 2 โครงการ ทั้ง ๆ ที่เป็นกองทุนที่ถูกพูดถึงมากที่สุดว่าจะช่วยทั้งการลดการปล่อยก๊าซและการปรับตัว แล้วก็ไปที่อินโดนีเซียก็ไป REDD+ ไปที่เวียดนามก็มีเรื่องของเกษตรของป่าชายเลน รองลงมาคือเรื่องการจัดการน้ำบริเวณภาคกลางตอนบน ก็เรียกว่าแทบจะไม่มีผลสะเทือนอะไรต่อการทำให้ขีดความสามารถของประชาชนในการปรับตัวต่อภาวะโลกร้อนเพิ่มขึ้น เพราะฉะนั้นสิ่งที่เราควรเห็นว่าควรจะเป็นอย่างไรถ้าเป็นแบบนี้เรียกว่าแย่ทั้งในเชิงการลดผลกระทบและการปรับตัว นั่นหมายความว่าจะต้องปรับเป้าหมายการลดก๊าซให้รับผิดชอบมากขึ้นแล้วก็ต้องปรับเป้าหมายเรื่องของการ adaptation โดยเฉพาะกับกลุ่มเปราะบางและประชาชนกลุ่มต่าง ๆ ให้มีนัยยะสำคัญทั้งในเชิงงบประมาณความรู้เทคโนโลยีให้เอาจริงเอาจังในสัดส่วนที่ไม่ควรจะน้อยกว่าิชเลยด้วยซ้ำนะครับแล้วการเปลี่ยนผ่านสำคัญต้องเร่งดำเนินการเช่นการเปลี่ยนผ่านจากพลังงานฟอสซิลสู่พลังงานหมุนเวียนแต่ไม่ใช่เปลี่ยนจากอุตสาหกรรมผูกขาดไปสู่อุตสาหกรรมผูกขาดตัวเดิมหรือแบบใหม่แต่มันต้องเปลี่ยนโดยการกระจายไปสู่อ่าสิ่งที่เรียกว่าเป็นเศรษฐกิจของประชาชนนะครับเพราะว่าพลังงานหมุนเวียนน่าจะเป็นคำตอบใหม่ที่สร้างความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจให้ถูกทางได้เมื่อเราไปสร้างให้กับประชาชนหรือการเปลี่ยนผ่านอุตสาหกรรมเชิงเดียวไปสู่นิเวศที่หลากหลายระบบการจัดการน้ำแต่จัดการป่า การจัดการทรัพยากรต้องเข้มแข็งขึ้นประเทศไทยมีชลประทานแค่ 26% เท่านั้นเอง แต่เรากำลังบอกว่าเกษตรกรทั้งหมดต้องปรับตัวโดยภาพกลางความไม่พร้อมในเชิงโครงสร้างทั้งหลายอันนี้ไม่ได้บอกให้ไปสร้างเขื่อนนะครับแต่หมายถึงเรื่องของการจัดการน้ำขนาดเล็กนะครับในระดับท้องถิ่นจะเป็นคำตอบเพราะเขื่อนกลายเป็นปัญหาใหญ่โดยมานับตัวมันเองที่ก็ปล่อยตัวการกระจายเยอะอยู่นะครับรวมทั้งต้องหาทางทบทวนป้องกันแก้ไขแทนที่เราจะเอาเรื่องตลาดคาร์บอนเป็นเรื่องส่งเสริมการลงทุนแล้วเสี่ยงต่อผลการฟอกเขียวที่เกิดขึ้นที่เราจะเอาป่าเอาชุมชนเอาทะเลของเราไปป้อนให้กับอุตสาหกรรมรายใหญ่ได้ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อไป แต่ต้องหาทางป้องกันจัดการกับปัญหาเหล่านี้ต้องป้องกันผลกระทบต่อนิเวศและการละเมิดสิทธิชุมชนเพราะฉะนั้นทิศทางแบบนี้เป็นได้นั่นหมายความว่าอาเซียนต้องยืนอยู่บนหลักสิทธิมนุษชนต่อเรื่องความและความเป็นธรรมด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอาการซึ่งในกรอบกฎหมายต่างๆที่อาเซียนกำลังทำ แต่สิ่งที่แต่ละประเทศกำลังทำในขณะนี้ยังไม่ค่อยมีวิธีการที่ยืนอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน มีตัวอย่างที่น่าสนใจส่วนฟิลิปปินส์ก็มีการออกกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change Law) มาก่อนหน้านี้ซึ่งก็ถูกพูดถึงในเชิงบวกพอสมควรว่ายืนอยู่บนการรับรองสิทธิ แต่ปฏิบัติจริงมากน้อยแค่ไหน และต้องมีกระบวนการมีส่วนร่วมกับประชาชนอย่างทั่วถึงเท่าเทียมไม่เช่นนั้นกฎหมายโลกร้อนที่มีอยู่ของต่างประเทศรวมทั้งของไทย ณ เวลานี้ซึ่งตอนนี้กรมโลกร้อนก็ลักดันอยู่ก็อาจจะเป็นแค่กฎหมายในเชิงธุรกิจตลาดคาร์บอนถ้าเราไม่เอากลับมายืนอยู่บนหลักสิทธิมนุษชนและความเป็นธรรมแล้วจัดการเป้าหมายใหญ่ ๆ ทั้งการลดก๊าซและการปรับตัวที่ยั่งยืนและเป็นธรรมก็ขอจบด้วยภาพนี้ครับถ้าเราไม่จัดการปัญหาทั้งหลายเราจะเจอภาพนี้ก็คือเราจะมีภาพขวามือที่เป็นเมืองสีเขียวนะครับภาพของทุนที่ทำให้พื้นที่ของความเจริญต่าง ๆ ที่มีความมั่งคั่งไม่ไม่มีความเปราะบางเพราะว่าความเปราะบางมันถูกผลักให้ไปทางซ้ายแล้วก็คือประชาชนคนยากคนจนต้องเผชิญกับภัยพิบัติไม่มีทรัพยากร

ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล เจ้าหน้าที่จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) กล่าวถึงประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีซึ่งเป็นประเด็นที่ทางอาเซียนได้ดำเนินการอย่างแข็งขันจะว่าอย่างนั้นก็ได้ในช่วงปี 2 ปีที่ผ่านมา แต่ทีนี้ประเด็นที่อยากจะเน้นย้ำในในการพูดก็คือเวลาพูดคำว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีต้องเน้นย้ำว่าขณะนี้นับเป็นสิทธิมนุษยชนแล้วที่ได้รับการรับรองโดยโดยสมัชชาใหญ่ของที่ประชุมสหประชาชาติก็จะไม่ใช้เวลามากในการพูดถึงประเด็นนี้ แต่ที่อยากจะนำเสนอแล้วก็เปิดภาพนี้ให้ดูนั้น จริง ๆ แล้วทุกท่านที่ทำงานในประเด็นสิ่งแวดล้อมหรือสิทธิมนุษยชนเนี่ยรู้อยู่แล้วว่าสิทธิมชนกับสิ่งแวดล้อมเนี่ยมันมีความสัมพันธ์กันอย่างมาก แต่เมื่อเราพูดถึงในระบบกฎหมายระหว่างประเทศหรือในการทำงานของสหประชาชาติ การเชื่อมโยง 2 ประเด็นนี้เข้าด้วยกันเนี่ยเพิ่งเริ่มขึ้นในปี 2012 หรือ 12 ปีที่ผ่านมานี้เองโดยที่คณะมนตรีสิทธิชนของสประชาชาติเนี่ยก็ได้แต่งตั้งผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนว่าด้วยเปลี่ยนชื่อแล้วนะคะตอนนี้แต่ว่าตอนแรกคือผู้รายงานพิเศษมาทำการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนกับสิ่งแวดล้อม ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติรวมถึงขบวนการความร่วมมือจากภาคประชาสังคมทั่วโลกรวมถึงองค์การสหประชาชาติด้วยกัน ในที่สุดข้อสรุปสุดท้ายก็คือภาคประชาสังคมรวมถึงองค์การสหประชาชาติเสนอให้ทางสมัชชาใหญ่ UN รับรองว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมเป็นสิทธิมนุษยชนทีนี้ประเด็นสำคัญที่อยากจะบอกในวันนี้เชื่อมโยงกับอาเซียนก็คือข้อมตินี้ซึ่งใจความสำคัญของข้อมติของสมัชชาใหญ่ของสหประชาชาติเนื่องจากที่ประชุมหรือว่าเป็นองค์กรที่ใหญ่ที่สุดของสหประชาชาติที่ประกอบด้วยรัฐสมาชิกทั้งหมด 193 ประเทศเนื้อหาใจความของข้อมติฉบับที่ 76/3 ที่รับรองมา 2 ปีที่แล้ว ซึ่งชื่อเต็มของสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีคือ “สิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ถูกสุขลักษณะ และยั่งยืน” (Right to a Clean Healthy and sustainable  environment) ในฐานะสิทธิชนสากลแล้วก็รับรองว่าสิทธิเนี้ยมีความสัมพันธ์กับสิทธิมนุษยชนอื่นๆที่ปรากฏแล้วก็รับรองในกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งในทางกฎหมายสิทธิชนระหว่างประเทศก็คืออนุสัญญาหลักของสิทธิมนุษยชนทีนี้ใจความคือเรียกร้องให้รัฐบาลองค์กรระหว่างประเทศแล้วก็ภาคธุรกิจแล้วก็ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องต้องมีการกำหนดนโยบายเพื่อเสริมสร้างความร่วมมือในระดับระหว่างประเทศเสริมสร้างศักยภาพและแลกเปลี่ยนแนวปฏิบัติที่ดีเพื่อที่จะยกระดับความพยายามในการรับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดีของทุกคนทีนี้ที่น่าสังเกตก็คือข้อมติเนี้ยได้รับการโหวตสนับสนุนทั้งหมด 161 เสียงก็คือประเทศจาก 193 ประเทศเนี่ยโดยไม่มีประเทศใดคัดค้านแต่มี 8 รัฐงดออกเสียง ได้แก่ เบลารุส กัมพูชาซึ่งเป็นสมาชิกอาเซียน จีน เอธิโอเปียอิหร่าน คีร์กีซสถาน รัสเซีย และซีเรีย

เมื่อถามว่าสิทธิในสิ่งแวดล้อมคืออะไรนี่คือการนำเสนอแล้วก็การทำงานของผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมก็ได้เสนอว่าองค์ประกอบของสิทธิในสิ่งแวดล้อมเนี่ยประกอบด้วย 2 องค์ประกอบก็คือองค์ประกอบด้านเนื้อหาและองค์ประกอบเชิงกระบวนการในองค์ประกอบเชิงเนื้อหาเนี่ยอย่างที่ดรกบได้พูดถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในช่วงแรกก็คือเป็นหนึ่งในองค์ประกอบเชิงเนื้อหาเรายังพูดถึงอากาศสะอาดเรายังพูดถึงระบบนิเวศวิทยาและความหลากหลายทางชีวภาพที่สมบูรณ์แข็งแรง การเข้าถึงน้ำสะอาด การผลิตอาหารที่สะอาด สุขภาพดี และยั่งยืน รวมถึงสภาพแวดล้อมที่ปราศจากมลพิษแต่ประการสำคัญที่เป็นสิทธิที่จำเป็นในการปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมด้วยแล้วหลายๆ คนที่ทำงานด้านสสิ่งแวดล้อมได้ใช้สิทธิองค์ประกอบนี้ในการทำงานในการปกป้องสิ่งแวดล้อมมากๆก็คือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารสิทธิในการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายและการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม

ในระดับภูมิภาคจริง ๆ แล้วความตกลงในระดับภูมิภาคว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมเนี่ยจริง ๆ เริ่มต้นตั้งแต่ในยุโรปในอนุสัญญาซึ่งจะเน้นถึงสิทธิเชิงกระบวนการก็คือการเข้าถึงข้อมูลข่าวสาร การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมตั้งแต่ปี 1998 จริง ๆ อนุสัญญาอาร์ฮุส (Aarhus  Convention) เปิดให้ประเทศอื่นสามารถลงนามนอกเหนือจากจากในทวีปยุโรปเดาด้วยซ้ำหลังจากนั้น ในช่วงต่อมาเก็คือความตกลงเอสคาซู (Escazu agreement) ในภูมิภาคลาตินอเมริกาและแคริบเบียนซึ่งมีการพูดถึงเป็นอย่างมากเพราะว่าเป็นข้อตกลงระหว่างรัฐบาลในระดับภูมิภาคล่าสุดและมีความห้าวหน้ากว่า Aarhus Convention ของภูมิภาคยุโรปก็คือการพูดถึงการปกป้องนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อม ส่วนในภูมิภาคเอเชีย – แปซิฟิก ยังไม่มีข้อตกลงในระดับภูมิภาค แต่ที่ใกล้เคียงที่สุดขณะนี้อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นทางภูมิภาคอาเซียน

เหตุผลหลายประการที่อาเซียนซึ่งเรียกว่ามีกลไกในระดับภูมิภาคก็คือคณะกรรมการระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนของอาเซียน หรือ AICHR ซึ่งถือว่าเป็นคกลไกที่ใกล้เคียงที่สุดในประเด็นสิ่งแวดล้อมในประเด็นสิทธิมนุษยชนแล้วก็กระบวนการยุติธรรมเพราะว่าถ้าเรากลับไปดูในภูมิภาคอื่นเนี่ยมีศาลสิทธิชนยุโรปมีศาลสิทธิมนุษยชนหรือว่ามีแม้แต่ข้อตกลงระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน อนุสัญญาระดับภูมิภาคในเอเชีย – แปซิฟิกไม่มีกลไกเหล่านั้น แต่ว่าในอาเซียนมีคณะกรรมการรัฐบาลระหว่างรัฐบาลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนแล้ว ที่สำคัญใน ที่ declaration ซึ่งก็เป็นเพียง declaration ซึ่งปฏิญญาไม่ได้มีฐานะเป็นเอกสารซึ่งข้อผูกพันทางกฎหมาย legally binding document กล่าวคือปฏิญญานี้เป็นเพียงกฎหมายอย่างอ่อน (soft  law) 

ASEAN Human Rights Declaration หรือ ปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนมีการรับรองตั้งแต่ปี 2012 แล้ว มีการพูดถึงสิทธิในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยด้วยซ้ำในข้อ 28 อนุมาตราฉภาษาอังกฤษจะเป็นอนุมาตรา F. พูดถึงสิทธิในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสะอาดแล้วก็ยั่งยืน ซึ่งคำอาจจะไม่ตรงกับข้อมติของ UN เสียทีเดียว เพราะว่าของอาเซียนใช้คำว่าปลอดภัย หรือ Safe ขณะที่ไม่มีคำว่า Healthy เหมือนในข้อมติของ UN ไม่มี Safe แต่มี Healthy อันนี้เป็นข้อถกเถียงที่จริง ๆ อาเซียนกำลังถกเถียงกันอยู่ด้วยซ้ำว่าชื่อเรียกของปฏิญญาจะเป็นอย่างไร

ที่จริงแล้วปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมมีพัฒนาการเริ่มต้นมาพร้อมกันกับข้อตกลงเอสคาซูด้วยซ้ำเพราะว่าจริง ๆ แล้ว เวลาในการทำงานของคณะกรรมการระหว่างอาเซียนแต่ละประเทศจะตั้งผู้แทนรัฐบาลไปนั่งอยู่ในคณะกรรมการ AICHR ซึ่งประเทศเจ้าภาพหรือแม่งานที่ดูแลประเด็นสิ่งแวดล้อม และ Climate  Change คือ เมียนมา ซึ่งได้มีการทำงานจัด workshop ตั้งแต่ปี 2014 ปรากฏว่าตั้งแต่ปี 2014 – 2016 เป็นต้นมา ทางผู้แทน AICHR รัฐบาลเมียนมาจัด workshop หลายครั้งมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาจากลาตินอเมริกามาให้ข้อมูลเกี่ยวกับข้อตกลงเอสคาซูเพราะว่ามีแนวคิดเหมือนกันว่าเราจะขยายความ article 28 นี้อย่างไรปรากฏว่านี่คือข้อน่าสังเกตของอาเซียน แต่พอมีเหตุการณ์รัฐประหารในเมียนมา การดำเนินการในเรื่องนี้ก็สะดุดไป ซึ่งแสดงให้เห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งสถานการณ์การเมืองในประเทศหนึ่ง ๆ ส่งผลกับสมาชิกอาเซียนเป็นอย่างมาก แต่ในช่วงก่อนหน้านั้นผู้รายงานพิเศษของของ UN ว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมก็เข้ามามีส่วนร่วมด้วยแล้ว โดยรายงานของผู้รายงานพิเศษมีการรายงานต่อที่ประชุมสมัชชาใหญ่ของ UN ตั้งแต่ปี 2015 แล้วก็เสนอว่าจริง ๆ อาเซียนในเมื่อเรามี declaration ต่าง ๆ อยู่แล้ว เสนอว่าอาเซียนก็ควรจะมีกรอบการทำงานแบบนี้เหมือนกับอนุสัญญาอาร์ฮุสเช่นกัน เพราะขณะนั้นข้อตกลงเอสคาซูยังอยู่ระหว่างการพัฒนา ก็เป็นที่น่าเสียดายว่าพอมีสถานการณ์ความขัดแย้งในเมียนมาในเรื่องนี้ก็หยุดไป

ในช่วงปี 2020 เป็นต้นมา มีความพยายามที่จะพูดคุยถึงประเด็นสำคัญของ AICHR ที่ประเด็นสิทธิมนุษยชนที่ AICHR คิดว่าเป็น priority หรือประเด็นหลักเรื่องสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ ก็กลับมาเป็นที่พูดคุยกันอีกครั้งก็เลยมีแนวคิดที่จะพัฒนา ASEAN Environmental Framework จริงๆมีการพูดคุยกันระดับ AICHR กับ UN หลาย ๆ องค์กร ตั้งแต่ปี 2022 – 2021 เป็นต้นมา จนกระทั่งปี 2022 AICHR ก็ได้มีการตั้งคณะทำงานว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมขึ้นมาเพื่อที่จะทำร่างในช่วงแรกในการประชุม 1-2 ครั้ง ยังไม่มีข้อตกลง ไม่มีชื่อด้วยซ้ำ คณะทำงานด้วยความที่ไม่รู้ว่าจะออกมาเป็นข้อตกลงระหว่างระหว่างประเทศอาเซียน เป็น agreement หรือจะออกมาเป็นแบบใด แต่ว่าในที่สุดแล้วด้วยความเห็นของหลาย ๆ ประเทศกล่าวว่าเอกสารนี้ไม่ควรจะเป็น agreement เพราะยังไม่พร้อม ควรจะเป็นแค่ปฏิญญาเท่านั้น เพราะฉะนั้นในการทำงานตั้งแต่ปี 2022 ผ่านการประชุมทั้งหมด 5 ปี 5 ครั้งที่ผ่านมาจนถึงกระทั่งปีนี้ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาซึ่งก็มีแนวทิศทางของร่างเอกสารนี้ก็เลยเป็น soft law เป็น declaration เท่านั้น แม้แต่ชื่อก็ยังตกลงกันไม่ได้ด้วยซ้ำในขณะนี้ว่าจะเอาชื่อตาม ASEAN Declaration ก็คือมีคำว่า ASEAN Declaration on the Safe, Clean, and Healthy อยู่ในวงเล็บแล้วก็ sustainable environment หรือไม่ แต่อย่างไรก็ตามในการประชุมในขั้นตอนต่าง ๆ แต่ว่าทาง AICHR จะบอกว่าจริง ๆ ใน protocol ของการทำงานของ AICHR ไม่จำเป็นต้องหารือกับภาคประชาชน แต่นี่คือเป็นครั้งแรกที่ทาง AICHR ตั้งคณะทำงานแล้วมีภาคประชาชนเข้ามาอยู่ในคณะทำงานด้วย แล้วยังมีการเปิดรับฟังความคิดเห็นและหารือด้วย

ร่างปฏิญญานี้ในที่สุดในการประชุม AICHR พิเศษ ในเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมาก็ได้มีการส่งร่างฉบับนี้ซึ่งจริง ๆ แล้วมีประเด็นที่ตกลงกันไม่ได้หลายประเด็น มีหลายประเด็นที่ถูกใส่ไว้ในวงเล็บ เช่น ประเด็นนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อม คำนิยามของชนเผ่าพื้นเมือง การมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งถ้าเราย้อนกลับไปดูหลักการของ UN สิ่งเหล่านี้คือหลักการสำคัญแต่ว่าประเด็นพวกนี้ยังอยู่ในวงเล็บอยู่ แล้วที่สำคัญที่สุดปรากฏว่าที่สุดแล้วเวลาส่งร่างให้ AICHR พิจารณามีทั้งหมด 3 ร่างในขณะนี้คือ 1) ร่างของคณะทำงานฯ 2) ร่างของประเทศสิงคโปร์ และ3) ร่างของกลุ่มภาคประชาสังคม ซึ่งสถานการณ์และขั้นตอนในปัจจุบันจบอยู่ตรงที่ขั้นตอนนี้ เรายังไม่รู้ว่า AICHR จะทำอย่างไรต่อ ซึ่งนี่เป็นประเด็นที่ควรผลักดันต่อในเวทีอาเซียนภาคประชาชน

ในการประชุมครั้งสุดท้ายของ AICHR ในการร่างปฏิญญานี้ ทาง OHCHR รวมถึงผู้รายงานพิเศษทั้งหมด 6 ท่าน ซึ่งเป็นกลไกหนึ่งของสหประชาชาติได้ส่งจดหมายที่เรียกว่า author letter ให้รัฐบาลหรือหน่วยงานนั้น ๆ ในการพิจารณาหรือเสนอแนะประเด็นที่เกี่ยวข้องกับมาตรฐานสิทธิมนุษยชนโดยก่อนการประชุมผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน, คณะทำงานว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในบรรษัทข้ามชาติและการประกอบธุรกิจอื่น, ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยการส่งเสริมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในบริบทการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ, ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยนักปกป้องสิทธิมนุษยชน, ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยชนเผ่าพื้นเมือง และผู้รายงานพิเศษว่าด้วยผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนจากการจัดการและการกำจัดสารอันตรายและของเสียอย่างเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ผู้รายงานพิเศษทั้ง 6 ได้ลงนามในจดหมายร่วมกันแล้วส่งให้ทาง AICHR พร้อมทั้งเสนอประเด็นสำคัญต่าง ๆ จดหมายเหล่านี้มีความสำคัญต่อภาคประชาชนก็คือเป็นจดหมายที่ภายใน 2 วัน จะถูกจะเผยแพร่ต่อสาธารณะนี่เป็นประเด็นที่ภาคประชาชนและภาคประชาสังคมสามารถนำไปติดตามกับรัฐบาลของตนเองได้

ภาคประชาชนอาเซียนหลาย ๆ องค์กรได้เสนอด้วยว่าการเป็นแค่ declaration นั้นไม่แข็งแรงมากพอ เราจะผลักดันสู้ต่อให้เอกสารนี้เป็น regional agreement หรือจะเป็น framework หรือจะมีสถานะแบบใด ตรงนี้เป็นประเด็นที่อยากจะชวนคุยแล้วก็อยากจะทราบเหมือนกันว่าการประชุมอาเซียนภาคประชาชนที่ติมอร์จะมีทิศทางเป็นแบบใดในประเด็นนี้ อีกประเด็นหนึ่งก็คือผู้รายงานพิเศษก็บอกว่าร่างปฏิญญานี้จริง ๆ ในที่ประชุมของคณะทำงานฯ ค่อนข้างรู้สึกว่าอาเซียนก็มี ASEAN Way ซึ่งนี่คือสิ่งที่มักได้ยินบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นอาเซียนต้องพัฒนาหลักการของตัวเองขึ้นมา มาตรฐานระดับโลกหรือระดับสากลต่าง ๆ ไม่ต้องใส่เข้าไปในปฏิญญาก็ได้ ด้านผู้รายงานพิเศษก็บอกว่ามีมาตรฐานในระดับโลกอยู่แล้วไม่ใช่ว่าจะเป็น Paris Agreement หรือ Khunming – Montreal Global Biodiversity  Framework หรือว่า declaration ที่เกี่ยวกับเรื่องมลพิษ ซึ่งก็ควรจะต้องมีการอ้างอิงเพื่อให้มีความชัดเจนว่าอาเซียนเป็นส่วนหนึ่งของประชาคมโลก ที่สำคัญก็คือมีการถกเถียงด้วยว่าปฏิญญาอาเซียนไม่ควรจะต้องพูดถึงปฏิญญา UN ด้วยซ้ำ ซึ่งเราก็ยืนยันกลับไปว่าปฏิญญาอาเซียนควรยิ่งจะที่จะต้องมีการอ้างอิงถึงปฏิญญาหรือข้อมติของสมัชชาใหญ่ของ UN และข้อมติของคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ โดยเหตุผลที่มีการโต้แย้งว่าไม่ควรจะอ้างข้อมติของสมัชชาใหญ่ UN เพราะกัมพูชางดออกเสียง พร้อมกับมีการอ้างหลัก ASEAN Consensus เหมือนเช่นทุกครั้ง ที่สำคัญก็คือจะต้องมีการอ้างอิงถึงหลัก UNGP ในบริบทของประเทศไทย เรามักจะอ้างว่าเราก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นในอาเซียนเพราะไทยมีแผนปฏิบัติการว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ NAP แล้ว ซึ่งนี่เป็นประเด็นก็คือประเทศไทยเองจะไปผลักดันต่อมากน้อยแค่ไหนในการเจรจาเรื่องนี้ว่าจะมีการอ้างอิงหลัก UNGP ในแผนนี้หรือไม่ ที่สำคัญก็คือจะต้องมีการรับประกันสิทธิที่เรียกได้ว่าเป็นองค์ประกอบพื้นฐานสำคัญของสิทธิในสิ่งแวดล้อมไม่ว่าจะเป็นการมีส่วนร่วมอย่างปลอดภัยและมีความหมายซึ่งแน่นอนว่าการเปิดพื้นที่ให้มีการหารือเพียงเวลาสั้น ๆ นั้นไม่ถือว่าเป็นการเปิดให้มีส่วนร่วมอย่างมีความหมาย แต่การหารือต้องมีการเปิดเผยและให้ข้อมูลอย่างทั่วถึง ผู้มีส่วนได้เสียทุกคนจะต้องได้รับข้อมูลการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ต้องมีการรับประกันหลักการเหล่านี้ในปฏิญญาด้วยที่สำคัญก็คือต้องมีการรับประกันเรื่อง equitable แล้วก็ Just transition ในระบบเศรษฐกิจของอาเซียนด้วยก็อย่างที่จะเห็นได้ว่าประเทศไทยเองก็เป็น Party เป็นรัฐสมาชิกของ Paris Agreement และการสนับสนุนกลุ่มบุคคลหรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบหรือความเสียหายจาก Climate Change หรือความเสื่อมถอยของของสิ่งแวดล้อมรวมถึงหลักการด้านสิทธิมนุษยชนต่างๆหลักการเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไม่ว่าจะเป็นการไม่เลือกปฏิบัติ ความเสมอภาค ความโปร่งใส และความรับผิดชอบของของรัฐหรือภาคธุรกิจด้วยแต่ที่สำคัญซึ่งเป็นประเด็นที่เชื่อมโยงกับพัฒนาการในประเทศไทยที่ต้องมีการพูดถึงการคุ้มครองกลุ่มบุคคลที่อยู่ในสถานการณ์สุ่มเสี่ยงไม่ว่าจะเป็นนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมหรือชนเผ่าพื้นเมืองเพราะว่าประเด็นที่สำคัญมาก ๆ แล้วหลาย ๆ ประเทศในอาเซียนมักจะอ้างว่าประเทศของฉันไม่มีชนเผ่าพื้นเมืองเพราะฉะนั้นฉันไม่ยอมเด็ดขาดที่จะใส่คำนี้ลงไปในร่างปฏิญญาฯ แต่ในความเป็นจริงมีหลายประเทศในอาเซียนเช่นกันโดยเฉพาะฟิลิปปินส์ที่มีการรับรองสถานะทางกฎหมายให้กับชนเผ่าพื้นเมืองเชื่อมโยงกับประเทศไทยกำลังอยู่ในระหว่างการพิจารณาร่างกฎหมายชาติพันธุ์และชนเผ่าพื้นเมืองประเด็นสำคัญที่ถกเถียงกันในทั้งเวทีเราในเวทีประเทศไทย เวทีภูมิภาค และเวทีระดับโลกก็คือคำนิยามเพราะช่วงนี้มีการพยายามปนกันโดยการพยายามผสมคำว่าชนเผ่าพื้นเมืองกับชุมชน แต่ว่าในทางกฎหมายระหว่างประเทศนั้นสถานะของคำว่าประชาชนและชนเผ่าพื้นเมืองก็จะมีสิทธิตามปฏิญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองเป็นการเฉพาะซึ่งเป็นประเด็นที่ถกเถียงกันอยู่ในระหว่างนี้ก็อยากจะชวนคุยว่าแล้วประเทศไทยซึ่งไม่ใช่ประเทศเดียวหลาย ๆประเทศด้วยเช่นกันที่มักจะอ้างว่าฉันไม่มีชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทยจะเดินหน้าไปในทิศทางใดและที่สำคัญก็คือสถานการณ์ของนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมนั้นมีความน่าห่วงกังวลเป็นอย่างมากเนื่องด้วยตัวเลขในเอเชียเราอาจจะเคยเห็นรายงานของ Global Witness ที่ทำการสำรวจว่านักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมถูกฆ่าทั้งหมดกี่คนต่อปีแล้วส่วนใหญ่ โดยตัวเลขจะออกมาว่าลาตินอเมริกาเป็นภูมิภาคที่อันตรายที่สุดต่อผู้ที่ทำงานด้านการปกป้องที่ดินและสิ่งแวดล้อมแต่ในความเป็นจริง ไม่มีข้อมูลด้วยซ้ำว่าการสังหารนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมในเอเชีย – แปซิฟิก มีจำนวนเท่าไหร่แต่ว่าในอีกหลาย ๆ รายงานระบุว่าการคุกคามนักปกป้องสิทธิในที่ดินและสิ่งแวดล้อมไม่ได้มีแค่การฆ่าอย่างเดียวในเอเชียในอาเซียนด้วยซ้ำคือการคุกคามโดยใช้กระบวนการยุติธรรมหรือที่เราเรียกว่า judicial harassment ไม่ว่าจะเป็นการฟ้องคดีปิดปาก หรือเรียกอีกอย่างว่า SLAPP และยังมีการพยายามควบคุมเส้นทางการเงินของขององค์กรด้านสิ่งแวดล้อมว่ารับเงินต่างชาติมาหรือไม่เป็นต้นซึ่งก็เป็นประเด็นที่ทาง UN เน้นย้ำกับอาเซียนและ AICHR ว่าควรจะต้องมีการพูดถึงนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมในร่างอาเซียนด้วย ซึ่งที่จริงก็ได้มีการหารือกับผู้รายงานพิเศษของ UN ว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมเพราะว่าในภูมิภาคลาตินอเมริกามีการกล่าวว่าข้อตกลงเอสคาซูเป็น regional agreement ฉบับแรกที่พูดถึงนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อม ผู้รายงานพิเศษว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมคนปัจจุบันคือ Astrid Puentes Riano ซึ่งมาจากภูมิภาคลาตินอเมริกา เขากล่าวว่าในลาตินอเมริกา รัฐสมาชิกก็ถกเถียงกันและไม่ยอมรับคำว่านักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมเช่นกัน จนกระทั่งในสัปดาห์ที่มีการเจรจากันระหว่างรัฐสิ่งที่เกิดขึ้นคือ Berta Caceres ถูกสังหารถึงยอมรับเพราะมันเป็นข่าวที่โด่งดังมาก Berta Caceres เป็นนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมชาวฮอนดูรัสซึ่งเป็นแกนนำในการต่อต้านการก่อสร้างเขื่อน อาเซียนจะต้องรอให้มีนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมถูกสังหารก่อนหรือไม่จึงจะมีการรับรองสิ่งนี้ซึ่งมันก็ไม่ควรจะต้องเป็นกรณีนั้นเพราะมีโมเดลที่ก้าวหน้ามาแล้ว และที่สำคัญก็คือกระบวนการเราต้องฝากให้ภาคประชาสังคมไปฝากผลักดันอาเซียนต่อว่ากระบวนการที่เหลือของการพิจารณาร่างเอกสารฉบับ OHCHR และผู้รายงานวิเศษเน้นย้ำว่ากระบวนการที่เหลือจะต้องเป็นไปโดยโปร่งใสและมีส่วนร่วม และที่สำคัญการเข้ามามีส่วนร่วมของของภาคประชาสังคมของนักปกป้องสิทธิในที่ดินและสิ่งแวดล้อม รวมถึงชนเผ่าพื้นเมืองจะต้องเป็นไปโดยที่ไม่มีการคุกคามหรือความกลัวต่อการถูกข่มขู่หรือว่าการล้างแค้น

กรกนก วัฒนภูมิ นักกฎหมายจาก EarthRights International และ ETOs Watch Coalition กล่าวว่าในส่วนของการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมซึ่งเป็นกรณีศึกษาจากธุรกิจไทยที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ

ในแง่ของผลกระทบข้ามพรมแดนจากกรณีฝุ่นควันนั้น ทุกช่วงฤดูร้อนจะมีฝุ่นควันข้ามพรมแดนก็จริง ๆ ไม่ใช่เฉพาะที่เกิดขึ้นแค่ภาคเหนือดูจากแผนที่ก็จะเห็นได้ว่ามันเกิดจากหลายที่หรือในฤดูอื่นก็ทางภาคใต้ก็โดนผลกระทบจากฝุ่นข้ามพรมแดนเช่นกัน เพราะฉะนั้นก็ฝุ่นควันเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นกับประเทศไทยแล้วก็ประเทศเพื่อนบ้านเรานะก็ต้องบอกว่าเรื่องฝุ่นควันข้ามพรมแดน ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution ซึ่ง 10 ประเทศอาเซียนก็ได้ลงนามและมีมาตรการระดับภูมิภาคแล้วแต่ก็ดูเหมือนว่ากลไกของภูมิภาคตามตัว agreement นี้ก็จะยังใช้ไม่ได้ผล แล้วก็ยิ่งไปกว่านั้นถึงแม้ว่าของประเทศไทยประเทศลาวและประเทศเมียนมาจะมีมาตรการไตรภาคีเป็นความร่วมมือที่เรียกว่า “ยุทธการฟ้าใส” (Clear Sky Strategy) แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นแค่ความร่วมมือระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐเกี่ยวกับเอ่อมาตรการการดับไฟก็ยังไม่มีผลจริงจังนำมาสู่การป้องกันมลพิษจากฝุ่นข้ามพรมแดนนอกจากนี้ปัญหาที่เราเจอในประเทศไทยก็คือไม่มีระบบแจ้งเตือนให้ประชาชนทราบนะคะว่าในวันนั้น ๆ ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานหรือต้องระวังตัวอย่างไร มีแต่ประชาชนจะต้องไปเปิด application ต่าง ๆ ดูเองด้วยตนเองหรืออย่างชาวเชียงใหม่ก็จะอาจจะสังเกตจากธรรมชาติ วันใดที่ดอยสุเทพหายไปจะรู้ได้ทันทีว่าค่าฝุ่นเกินมาตรฐานไปมากแล้ว ถ้าอยู่ใน application ก็อาจจะเห็นเป็นสีม่วง กลายเป็นว่าผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมประชาชนต้องดูแลตัวเองซึ่งนำไปสู่อะไร กรุงเทพเองก็มีการฟ้องคดีฝุ่นเหมือนกันและที่เชียงใหม่ก็มีการฟ้องคดีฝุ่นจริงๆมีหลายคดี แต่คดีนี้อาจจะเป็นคดีที่ดังกว่าคดีอื่นเพราะว่าเราฟ้องคดีไปพร้อมกับการรณรงค์และการทำงานสื่อสารไปกับทุก ๆ คน ทุก ๆ ภาคส่วนไปด้วย เวลาเราพูดถึงคดีฝุ่น สิ่งที่เราพูดถึงในคำฟ้องเราจะอธิบายว่าพันธกรณีต่าง ๆ ตามทั้งกฎหมายไทยและกฎหมายต่างประเทศโดยละเอียด เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชนกติการะหว่างประเทศว่าด้วย เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม หรือแม้กระทั่งความเห็นทั่วไปลำดับที่ 24 ของคณะกรรมการเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมของสหประชาชาติ อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) และเรื่องสิทธิในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด ดีต่อสุขภาพ และยั่งยืน สิ่งที่เกิดขึ้นคือมุมมองจากทางศาลมองว่าปัญหาที่จะแก้ได้จะต้องแก้ด้วยกฎหมายสิ่งแวดล้อม กฎหมายอื่นแก้ไม่ได้ เพราะฉะนั้นส่วนที่ฟ้องเกี่ยวกับ ก.ล.ต.ว่าเรียกร้องให้เอ่อกำหนดเพิ่มไปในแบบ Report ของ ก.ล.ต. เพื่อให้ทางภาคธุรกิจที่เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์รายงานเปิดเผยข้อมูลอย่างรอบด้านเกี่ยวกับธุรกิจของตนตลอดห่วงโซ่อุปทานและห่วงโซ่คุณค่าว่ามีธุรกิจใดที่ดำเนินธุรกิจทั้งในและต่างประเทศได้ส่งผลกระทบข้ามพมแดนมายังประเทศไทยและก่อให้เกิด PM 2.5 หรือเปล่าโดนตีตกไปก็คือศาลไม่รับฟ้องในกรณีนี้ก็เป็นข้อท้าทายถือว่าเป็นข้อท้าทายที่ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษชนยังไม่ค่อยเป็นที่เข้าใจสำหรับสังคมไทย

ประเด็นมลพิษข้ามพรมแดนอีกประเด็นหนึ่งก็คือโรงไฟฟ้าถ่านหินซึ่งแน่นอนว่าเกี่ยวกับประเด็นเรื่อง Climate  Change และก็ผลกระทบจากพูดเรื่องโรงไฟฟ้าถ่านหินด้วยในประเทศไทยก็ยังมีรวมถึงประเทศเพื่อนบ้านแล้วในส่วนนี้เกี่ยวกับไทยเพราะว่าถึงแม้จะเป็นโรงไฟฟ้าถ่านหินที่กรณีนี้อยู่ในประเทศลาวซึ่งมีกำลังการผลิตถึง 1,800 กว่าเมกะวัตต์ ห่างชายแดนไทยแค่ประมาณ 35 กม ผู้ลงทุนคือบริษัทจากประเทศไทย ผู้ให้กู้ก็คือธนาคารไทย 9 แห่ง ผู้รับซื้อไฟฟ้า คือ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และแน่นอนผู้ที่อาจจะได้รับผลกระทบหรือได้รับผลกระทบไปแล้วซึ่งเป็นผลกระทบข้ามพรมแดนก็เป็นประชาชนที่อยู่ในประเทศไทยนะคะทางสำนักข่าว Channel News Asia ของประเทศสิงคโปร์ก็ได้นำเสนอข่าวเกี่ยวกับข้อกังวลของชาวบ้านที่อาศัยอยู่ในชายแดนประเทศไทยต่อผลกระทบข้ามพรมแดนจากโรงไฟฟ้าถ่านหินในประเทศลาวเพราะในรายงานข่าวนี้ได้ไปสัมภาษณ์ทั้งชาวบ้าน นักวิชาการที่ดำเนินการทดสอบเฝ้าระวังผลกระทบทั้งทางด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพเนื่องจากมีค่าปรอดสูงเกินมาตรฐานปรากฏขึ้นมาแล้ว จากทั้งในตัวปลาและผมของชาวบ้าน เพราะฉะนั้นผลกระทบที่ชาวบ้านเคยกังวลมาโดยตลอดก็เริ่มเกิดขึ้นแล้ว นอกจากนี้ก็ยังมีการร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งประเทศไทย ตั้งแต่ปี 2566 เกี่ยวกับกรณีผลกระทบข้ามพรมแดนนี้ กสม. ก็ได้ทำการตรวจสอบอยู่ ขณะนี้อยู่ระหว่างรอรายงานการตรวจสอบอยู่ เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าผลกระทบข้ามพรมแดนไม่ใช่เรื่องไกลตัว

อีกกรณีหนึ่งคือกรณีเขื่อนบนแม่น้ำโขง เช่น เขื่อนไชยะบุรี และเขื่อนอื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นเขื่อนบนแม่น้ำโขงที่อยู่ในประเทศจีน หรือเขื่อนแม่น้ำโขงที่อยู่ในประเทศลาว ซึ่งได้ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนหลายประการ เราจะเห็นปรากฏการณ์น้ำโขงใสหรือเป็นสีครามที่ออกขาวไปหรือบางทีเป็นน้ำแล้งในฤดูที่เป็นฤดูน้ำหลากหรือน้ำท่วมในฤดูแล้งส่งผลกระทบต่อการปลูกพืชผักริมโขงมีความกังวลต่อน้ำเท้อ ซึ่งในกรณีน้ำเท้อ ประชาชน 3 อำเภอริมโขงในจังหวัดเชียงราย ได้แก่ อำเภอเวียงแก่นอำเภอเชียงของอำเภอเชียงแสนจังหวัดเชียงรายก็มีข้อกังวลต่อกรณีน้ำเท้อหากมีการสร้างเขื่อนปากแปง เพราะว่าประชาชนก็ไม่ได้รับข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับภาวะน้ำเท้อถ้าเกิดมีการสร้างเขื่อนนี้ขึ้นมาว่าจะสูงขนาดไหนจะกระทบอย่างไร จะเห็นได้ว่าขนาดยังไม่มีเขื่อนตอนนี้ที่เชียงรายก็น้ำเผชิญกับท่วมอย่างรุนแรงแล้ว นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อการอพยพของปลา รวมถึงการประโมงของชุมชนริมแม่น้ำโขง การเก็บสาหร่ายน้ำโขงหรือไก กล่าวคือถึงแม้ว่าเขื่อนดังกล่าวจะไม่ได้ตั้งอยู่ในอาณาเขตประเทศไทย แต่ว่ามีหลายเขื่อนมากแล้วก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนท้ายแม่น้ำโขง รวมถึงชุมชนของชาวไทยริมโขงด้วย

หากดูจากแผนที่เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักจะเห็นว่ามีเขื่อนที่สร้างไปแล้ว เขื่อนที่อยู่ระหว่างการก่อสร้างและมีการลงนามสัญญาซื้อขายไฟฟ้าแล้ว และเขื่อนที่อยู่ในแผนว่าจะสร้างในอนาคต และหากพิจารณาจากแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย หรือ แผน PDP 2024 มีการระบุว่าจะซื้อไฟฟ้าเพิ่มจากโครงการไฟฟ้าพลังน้ำในต่างประเทศจำนวน 3 โครงการ ซึ่งก็มีความแน่ชัดว่าเป็นเขื่อนในประเทศลาว

ถึงแม้ไทยพยายามจะเปลี่ยนแหล่งพลังงานไปเป็นพลังงานที่สะอาดซึ่งรัฐพยายามจะบอกว่าพลังงานน้ำจากเขื่อนคือพลังงานสะอาดแต่ก็ต้องบอกว่าพลังงานจากเขื่อนส่งผลกระทบหลากหลายรูปแบบดังที่ได้กล่าวไป เพราะฉะนั้นก็เป็นพลังงานที่ไม่ได้สะอาดอย่างแท้จริง นอกจากผลกระทบข้ามพรมแดนที่เราเห็นได้ชัดจากกรณีศึกษาต่างๆ อีกกรณีหนึ่งที่เป็นผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนจากการทำธุรกิจก็คือรายงานล่าสุดจากผู้แทนพิเศษของสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนในเมียนมารได้ออกรายงานเรื่อง “Banking  On  The  Death Trade: How  Banks  and  Government Enable The  Military  Junta  in  Myanmar” ซึ่งรายงานอ้างว่ามีธนาคารไทยเป็นผู้ให้บริการการเงินหลักให้กับคณะเผด็จการทหารเมียนมาทำธุรกรรมที่เกี่ยวข้องกับการจัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์และอากาศยานในการปราบปรามพลเรือน ซึ่งประเด็นนี้ก็มีการนำมาพิจารณาโดยกลไกรัฐสภาคือคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติ และการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ซึ่งก็ได้มีการเชิญหน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงธนาคารพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง และธนาคารแห่งประเทศไทยมาชี้แจงเมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม ซึ่งก็เป็นที่น่าสนใจว่าหน่วยงานกำกับดูแลสถาบันการเงินอย่างธนาคารแห่งประเทศไทยและสำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) จะกำชับสถาบันการเงินให้ปฏิบัติตามมาตรการคว่ำบาตรของ Financial Action Task Force: FATF ได้อย่างไรว่าธนาคารจะต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับลูกค้าที่ทำธุรกรรมเกี่ยวข้องกับประเทศที่มีความเสี่ยงสูงอย่างเข้มข้น ถึงแม้ว่ามาตรการนี้จะมีอยู่แล้วแต่ทำอย่างไรจะตรวจสอบได้อย่างแท้จริงเข้มข้นละเอียดเพื่อไม่ให้ธุรกิจของไทยเป็นส่วนหนึ่งในการส่งเสริมให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชน จริง ๆ ในภาคธุรกิจจะมี ESG Rating และมักจะอธิบายว่าบริษัทของตนคำนึงถึง ESG ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล แต่ว่าอาจจะเป็นข้อท้าทายในการปฏิบัติจริงว่าจะทำอย่างไรไม่ให้เกณฑ์ของ ESG กลายมาเป็น stamp หรือ ตรายาง ไม่ว่าจะเป็นธุรกิจในไทยหรือธุรกิจในอาเซียนก็ตามเพราะว่าภาคธุรกิจมักจะพูดว่าพวกเขาส่งเสริม ESG มี rating ที่ดีเพื่อเชิญชวนให้บุคคลทั่วไปหรือนักลงทุนเข้ามามาลงทุนในธุรกิจของพวกเขา แต่ว่าการปฏิบัติจริงนั้นเป็นไปตามการประเมินหรือไม่ ถึงแม้ว่าทาง กลต. จะมีมาตรการให้ทางบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์จัดทำแบบ 56-1 One Report ซึ่งเป็นแบบรายงานประจำปีของบริษัทที่เกี่ยวข้องกับรายงานความยั่งยืนและเกณฑ์ ESG ไปแล้วก็ตาม แต่ว่าคุณภาพของตัวรายงานก็ยังเป็นข้อท้าทายว่าจะรายงานแค่เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวกับมาตรการที่บริษัทจดทะเบียนมีเท่านั้นหรือว่าเราสามารถที่จะรายงานเกี่ยวกับผลกระทบจริง ๆ การกระทำที่เกิดขึ้นจริงเข้าไปด้วย

ในส่วนของข้อท้าทาย จริง ๆ หากเราสังเกตระบบนิเวศทางธุรกิจก็จะเห็นว่าจากกรณีศึกษาที่กล่าวมาจะเห็นว่ามีลักษณะที่เหมือนกันก็คือเกี่ยวข้องกับธุรกิจไทยทั้งในฐานะที่เป็นบริษัทผู้พัฒนาโครงการ ผู้ผลิต ผู้ร่วมลงทุน ผู้รับซื้อ และผู้ให้การสนับสนุนทางการเงินอย่างสถาบันการเงินหรือหน่วยงานกำกับดูแลไม่ว่าจะเป็น กลต. หรือธนาคารแห่งประเทศไทยและที่ขาดไม่ได้คือผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญซึ่งก็เป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบก็คือประชาชนชาวไทยและประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการ เพราะฉะนั้นจะทำอย่างไรให้ผลกระทบทางสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่ข้ามพรมแดนกลับมาได้รับการแก้ไขจะมีความท้าทายในการระบบการตรวจสอบตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งจริง ๆ ประเด็นนี้สามารถที่จะออกเป็นกฎหมายได้นะคะไม่ว่าจะออกมาที่เป็นกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Mandatory Human Right Due Diligence: mHRDD) หรือออกกฎหมายให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับและมี Social  audit ซึ่งถ้าในระดับระหว่างภูมิภาค เช่น ในภูมิภาคยุโรป ก็มีการออกกฎหมายชื่อ Corporate Sustainability  Due  Diligence Directive: CSDDD ออกมาแล้ว ซึ่งเขาก็ใช้ตลอดห่วงโซ่คุณค่าและห่วงโซ่อุปทาน เพราะฉะนั้นสำหรับอาเซียนเราก็อาจจะเป็นข้อท้าทายต่อไปที่จะต้องพิจารณา อีกประเด็นหนึ่งคือเนื่องจากเราเห็นเคสแล้วคะเกี่ยวกับการจัดทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ซึ่งปกติจะมีเพียง EIA ในประเทศ แต่จากกรณีศึกษาที่ยกตัวอย่างมา สิ่งที่ขาดหายไปไม่ว่าจะเป็นในกฎหมายไทยหรือในอาเซียนคือกำกับที่เป็นกฎหมาย EIA ข้ามพรมแดน หรือที่เรียกว่า Transboundary EIA ซึ่งต้องบังคับให้มีการจัดทำ TbEIA ถ้าจากร่างของ ASEAN Declaration on Environmental Right เวอร์ชั่นแรกๆ จะมีการกล่าวถึง TbEIA มีการพูดถึงทำเนียบการปลดปล่อยและเคลื่อนย้ายมลพิษแล้วก็มีการพูดถึงอากาศสะอาดเพราะฉะนั้นน่ะตอนแรกอาเซียนเริ่มเต้นดีมากแล้ว แต่พอเป็นฉบับปัจจุบันที่อยู่ในมือของ AICHR มีการเอาเรื่อง TbEIA ออกไปหรือว่าใส่วงเล็บไว้ว่าจะพิจารณาอีกที เพราะฉะนั้นประเด็น 3-4 ประเด็นที่เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมดังที่ได้กล่าวไป หากมี 2 ช่องก็คือผลักดันในประเทศไทยให้ได้หรืออีกช่องหนึ่งก็คือผลักดันพร้อมกันกับเพื่อนสมาชิกอาเซียนว่าต้องเป็นกฎหมายกลางของอาเซียน แล้วก็ทุก ๆ ประเทศก็ต้องใช้ตัวเดียวกันเพื่อเป็นมาตรฐานเดียวกันในการป้องกันเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดน

สุดท้ายก็จะขอเชื่อมโยงพูดถึงหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle  on Business and Human Rights) ก็โยงมาที่ความรับผิดของบริษัทแม่ในประเทศไทยจะเป็นอย่างไร เพราะว่าถ้าเกิดการเขียนกฎหมายที่ไม่ละเอียดมากพอหรือการเอาผิดจะโดนตัดตอนเหลือแค่อยู่ในบริษัทลูกหรือบริษัทย่อยที่อยู่ในต่างประเทศจะไม่สามารถกลับมาเอาผิดบริษัทแม่ในประเทศไทยซึ่งเป็นคู่ที่ต้องมีส่วนร่วมในการรับผิดก็อาจจะต้องเป็นสิ่งที่ฝากไปให้หารือกันต่อในเวที ACSC/APF2024 ว่าจะทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจมีบทบาทมากขึ้นในการถูกเรียกร้องให้เคารพด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้น ทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจไทยที่ออกไปลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนหรือแม้กระทั่งในภูมิภาคอื่นทั่วโลกธุรกิจ รวมถึงบริษัทสัญชาติอื่นที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย