ภาคประชาสังคม – นักวิชาการ จัดเวทีทบทวนสถานการณ์ BHR จับตาการใช้กลไกติดตามใหม่หลังไทยเข้ากระบวนการการเป็นสมาชิก OECD

เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชนติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนำโดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน องค์กรแม่น้ำนานาชาติ EarthRights International (ERI) เสมสิกขาลัย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) และองค์การนิรโทษกรรมสากลประจำประเทศไทย (Amnesty International Thailand) ได้ร่วมกันจัดเวที “สถานการณ์สิทธิด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน: กลไกสากลเพื่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ” ณ โรงแรม Mido ถนนประดิพัทธ์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้งภาคประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายภาคธุรกิจ ที่เกี่ยวข้อง ราว 60 คน หลังจากที่ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ภาคประชาสังคมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในแง่มุมต่าง ๆ จากหลายหลายพื้นที่ รวมถึงการอบรมทำความเข้าใจและใช้กลไกของ OECD จากทางเครือข่ายจับตา OECD หรือ OECD Watch

จากมาตรการสมัครใจเตรียมก้าวเข้าสู่มาตรการเชิงบังคับ

ดร. เสรี นนทสูติ หนึ่งในคณะกรรมการด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมแห่งสประชาชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เผยว่าต่อจากนี้มาตรการสมัครใจจะค่อย ๆ ถูกปรับเป็นมาตรการเชิงบังคับมากขึ้นโดยเฉพาะการทำให้ภาคธุรกิจเคารพสิทธิมนุษยชน ทางคณะกรรมการสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (CESCR) ได้ออกความเห็นทั่วไปที่ 24 (General Comment No. 24) ว่าด้วยพันธกรณีของรัฐตามกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมในบริบทของการดำเนินธุรกิจเพื่อให้ทุกประเทศที่เป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าวนำกลไกต่าง ๆ ในการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการทำ HRDD ไปใช้ในเชิงบังคับให้ได้มากที่สุด และพยายามผลักดันให้แต่ละประเทศมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน หรือ NAP ของตนเอง ซึ่งเป็นทางเลือกในแง่ของมาตรการตามความสมัครใจ ในทางกลไกสากลของ UN มี 3 กลไก คือ 1) กลไกตามสนธิสัญญาระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งมีทั้งหมด 9 ฉบับ 2) กลไกคณะทำงานและผู้รายงานพิเศษด้านต่าง ๆ และ 3) กลไกทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชน (Universal Periodic Review: UPR) ซึ่งภาคประชาสังคมค่อนข้างมีบทบาท ปัจจุบันมีหน่วยงานที่เป็น focal point เช่น กลต. และกสม. อย่างไรก็ตาม ภาคประชาสังคมต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับทั้งสามกลไกของสหประชาชาติ ประเทศไทยสามารถเตรียมการไว้ก่อนได้เลย โดยคาดว่า กสม. จะเป็นจุดสำคัญในเรื่องของการทำหน้าที่ภายในกลไกของ NCP ขณะนี้กำลังมีการร่างกติการะหว่างประเทศว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนให้มีลักษณะเป็นภาคบังคับมากขึ้น ในส่วนของแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (National Action Plan :NAP) นั้นอย่างที่ทราบกันว่าเป็นมาตรการเชิงสมัครใจซี่งเป็นไปได้ยากว่าจะมีประสิทธิภาพ แต่อยากให้ลองดูกลไกอื่น ๆ เช่น มาตรการปรับคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดนของสหภาพยุโรป (Carbon Border Adjustment Measure: CBAM) ที่ให้ความสำคัญกับการปรับตัวในการผลิตให้มีการปล่อยคาร์บอนน้อยลง รวมถึงในภาคป่าไม้และการเกษตรซึ่งก็มีการปรับตัวตามกฎระเบียบว่าด้วยผลิตภัณฑ์ที่ปลอดจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EU Deforestation Free Regulation: EUDR แล้ว ในส่วนของการลงทุนข้ามชาติ ส่วนตัวพยายามเข้าไปมีส่วนร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI และคณะกรรมการนโยบายเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก หรือ คณะกรรมการ EEC ซึ่งก็เจอปัญหาคล้ายกันคือบริษัทต่างชาติไม่ต้องรับผิดชอบในการลงทุนในประเทศปลายทางโดยใช้วิธีปิดบริษัทไปเลย ซี่งในระดับโลกมีมาตรการในการกำหนดให้บริษัทต้องมีความรับผิดชอบโดยการกำหนดให้บริษัทจัดทำประกันการลงทุน หรือ investment insurance เพื่อไม่ให้มีการปล่อยปละละเลย บริษัทต้องซื้อกรมกรรม์ประกันภัยหากบริษัทไม่ประสบความสำเร็จ ซึ่งกองทุนประกันนี้จะเอามาใช้ชดเชยความเสียหายจากธุรกิจได้

สถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในมุมภาคประชาสังคม

ณัฐวุฒิ อุปปะ ภาคประชาสังคมจาก จ.น่าน ในฐานะสมาชิก กป อพช. ภาคเหนือ เผยว่าจากการพูดคุยกันระหว่างถภาคประชาสังคมทั่วประเทศพบว่ามีโครงการพัฒนาขนาดใหญ่เกิดขึ้นมากมาย มีการแบ่งซอยย่อยโครงการออกมาเป็นการจัดการน้ำหรือแอ่งน้ำขนาดเล็ก ในขณะนี้มีปัญหาการแก้ไขเรื่องการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศพบว่าสิ่งที่รัฐพยายามใช้มาตรการคาร์บอนเครดิตหรือกลไกตลาดมาใช้นั้นค่อนข้างมีปัญหาอย่างมากมีการแย่งยึดที่ดินของชุมชนท้องถิ่นผ่านนโยบายและการออกกฎหมายในช่วงรัฐประหารมาเป็นของรัฐทำให้ประชาชนกลายเป็นผู้บุกรุกและต้องยอมรับสถานะการเป็นผู้บุกรุกเพื่อได้รับการอนุญาตให้อยู่อาศัยในเขตป่าซึ่งเป็นการทำลายวิถีชีวิตชุมชนท้องถิ่น ลิดรอนสิทธิทำกินและการใช้ประโยชน์ในทรัพยากรของประชาชน และป่าที่ถูกรัฐยึดไปก็จะกลายเป็นพื้นที่สำหรับคาร์บอนเครดิต โดยเริ่มจากพื้นที่ป่าชายเลนก่อน แต่ในขณะเดียวกันก็ยังมีการใช้ไฟฟ้าจากถ่านหิน การพยายามตั้งโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ และโรงไฟฟ้าขยะ รวมถึงโรงงานอื่น ๆ ที่สร้างมลพิษทางสิ่งแวดล้อมทั้งด้านน้ำ อากาศ เสียง หรือดิน ให้กับชุมชนท้องถิ่น นอกจากนี้มีความพยายามในการปรับเชิงกระบวนการให้โครงการพัฒนาขนาดใหญ่สามารถทำได้ง่ายขึ้นด้วยการอนุญาตให้ผู้พัฒนาโครงการสามารถดำเนินโครงการควบคู่ไปกับการจัดทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ได้ ภัยคุกคามอีกอย่างหนึ่งของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนหรือประชาชนที่ออกมาเคลื่อนไหวคัดค้านโครงการต่าง ๆ คือการเผชิญกับการถูกฟ้องปิดปากทั้งโดยรัฐและบริษัทผู้พัฒนาโครงการ ความยากลำบากประการหนึ่งของการผลักดันและรณรงค์ในทางกฎหมายคือการเข้าเสนอร่างกฎหมายโดยประชาชนค่อนข้างมีปัญหาคือร่างกฎหมายของประชาชนมักถูกตีตกและการเบียดแย่งในการเสนอกฎหมายแข่งของหน่วยงานที่อาจเห็นต่างกับภาคประชาชน ในส่วนของกลไกระหว่างประเทศที่เรายังมีคำถามอยู่คือการไม่รับผลิตภัณฑ์ที่ได้จากการเผานั้นอาจจะกระทบกับประชาชนที่ชีวิตผูกกับวิถีท้องถิ่นโดยเฉพาะกลุ่มชาติพันธุ์ที่ยังทำไร่หมุนเวียนซึ่งมีการเผาตามวิถีการเกษตรของพวกเขา นี่เป็นอีกหนึ่งความกังวลของเรา

ไพรินทร์ เสาะสาย ตัวแทนองค์กรแม่น้ำนานาชาติและคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน กล่าวว่า ประเด็นสำคัญหนึ่งที่ภาคประชาชนให้ความสำคัญคือการลงทุนข้ามพรมแดนของภาคธุรกิจไทยโดยเฉพาะในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว กัมพูชา เมียนมา และเวียดนาม ผ่านโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ไม่ว่าจะเป็นโครงการท่าเรือน้ำลึก เขตเศรษฐกิจพิเศษ เขื่อน โรงฟ้าถ่านหิน น้ำมันและก๊าซ เหมือง และการสัมปทานที่ดินทางเศรษฐกิจเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาล…

ในประเด็นการรณรงค์เกี่ยวกับการลงทุนข้ามพรมแดนนั้นภาคประชาสังคมมีการใช้กลไกและวิธีการในการเรียกร้องหลายรูปแบบเพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหา นอกจากการยื่นหนังสือแล้ว คือการยื่นเรื่องร้องเรียนต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เราเห็นว่ากลไกนี้แป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เกิดการตรวจสอบการละเมิดแม้โครงการนั้นจะเกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านก็ตาม กลไกอื่นที่สำคัญคือผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) คณะกรรมการปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) เป็นต้น แต่กลไกเหล่านี้ใช้เวลาดำเนินการยาวนานมาก นอกจากนี้อีกหนึ่งกลไกที่มีความสำคัญและเข้าถึงได้คือกลไกกรรมาธิการชุดต่าง ๆ ของรัฐสภา ซึ่งเปิดโอกาสให้ประชาชนได้พูดคุยเจรจากับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยตรงและมีการเปิดเผยต่อสาธารณะ อีกหนึ่งวีการคือการใช้กระบวนการยุติธรรม นั่นคือการฟ้องคดีต่อศาล เพื่อเรียกร้องให้เกิดการแก้ไขปัญหา แม้ในบางคดีชาวบ้านจะได้รับชัยชนะแต่ก็ใช้เวลาและทรัพยากรค่อนข้างมาก นอกจานี้ยังมีอีกหนึ่งเครื่องมือที่สำคัญคือการรวมตัวกันประท้วงหรือเดินขบวน ซึ่งก็มีทั้งได้ผลและไม่ได้ผล

OECD: กลไกเพื่อคุ้มครองสิทธิในด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน?

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า ไทยกับ OECD มีความร่วมมือร่วมกันมาตั้งแต่ปี 2543 และในปัจจุบันไทยกับ OECD มีความร่วมมือร่วมกันหลายอย่างโดยเฉพาะโครงการ Country Program: CP ซึ่งเริ่มมาตั้งแต่ปี 2561 มีสำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและกระทรวงการต่างประเทศเป็นหน่วยงานหลักโดยปัจจุบันอยู่ในระยะที่ 2 สิ้นสุดปี 2569 หนึ่งในประเด็นสำคัญของความร่วมมือระหว่างไทยกับ OECD นอกจากการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจแล้วคือนั่นคือการให้ความสำคัญกับมิติด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนหรือการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งแม้จะเป็นส่วนสำคัญแต่ก็เป็นเพียงหนึ่งในจากหลายมิติที่ OECD มีพันธกิจ ปัจจุบันไทยเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกอนุสัญญาของ OECD 12 ฉบับ จากทั้งหมด 200 กว่าฉบับ จากการศึกษาของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศ หรือ TDRI พบว่าไทยควรเข้าเป็นสมาชิกแบบเต็มตัวหรือ full member เนื่องจากจะได้รับประโยชน์มากกว่าสถานะที่เป็นอยู่ ดังนั้นรัฐบาลไทยจึงเดินหน้าเต็มตัวในการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD เมื่อ ก.พ. 2567 ที่ผ่านมากระทรวงการต่างประเทศแสดงหนังสือเจตจำนงให้กับทางคณะมนตรีของ OECD มีการหารือกับสภา OECD 10 ก.ค. OECD เผยแพร่แผน roadmap การเข้าเป็นสมาชิกของไทย และในช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาทางเลขาธิการของ OECD ก็ได้เดินทางมาเยือนประเทศไทย มีการเข้าหารือกับทางผู้นำของไทยทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีด้านเศรษฐกิจ การเปิดตัวเข้าเป็นสมาชิกสามารถเข้าประชุมได้แต่ยังไม่สามารถมีอำนาจในการตัดสินใจหรือกำหนดหัวข้อการประชุมได้ โดยการเนสมาชิกนั้นต้องปฏิบัติตามแนวทาง มาตรการ หรือกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ยังต้องใช้เวลาอีกหลายปีกว่าจะได้เป็นสมาชิกแบบเต็มตัว อย่างน้อย 7-8 ปี หลังจากนี้ทางเลขา OECD จะต้องเสนอแผนการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทย ในปัจจุบันไทยอยู่ในขั้นตอนที่ 4 จาก 10 ขั้นตอน โดยระยะเวลาในส่วนนี้ขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละประเทศว่าจะทำสำเร็จหรือไม่ ดังนั้น ไทยต้องยกระดับในด้านต่าง ๆ อีกเป็นจำนวนมากเพื่อให้สอดคล้องกับหลักการและคุณค่าของ OECD เมื่อตุลาคมที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีมีการลงนามแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการดำเนินงานให้สอดคล้องกับ OECD และหลังจากนี้จะมีการตั้งอนุกรรมการขึ้นมาเพื่อปรับปรุงนโยบายและกฎหมายให้สอดคล้องกับแนวทางและมาตรการต่าง ๆ ของ OECD มากขึ้น

ผศ. ดร. ธนภัทร ชาตินักรบ นักวิชาการด้านกฎหมายที่ศึกษาวิจัยการจัดตั้งศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ และอาจารย์จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่าตนได้ทำการศึกษาเกี่ยวกับการศึกษาเรื่องการจัดตั้งศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ (National Contact Point: NCP) ซึ่งเป็นมาตรการหนึ่งที่ถูกระบุอยู่ภายใน OECD guideline โดย NCP เป็นกลไกตัวกลางในการทำให้การดำเนินการธุรกิจของรัฐสมาชิกเป็นไปอย่างมีความรับผิดชอบ ซึ่งมีประเด็นการตรวจสอบ สอบทานทางธุรกิจและกฎหมาย รวมถึงการดูแลธุรกิจของประเทศสมาชิกนั้น ๆ ในปัจจุบันมี 51 ประเทศทั่วโลกที่ปฏิบัติตามแนวทางของ OECD Guideline ซึ่งปัจจุบันเป็นชุดที่สามแล้ว ชุดแรกเกิดขึ้นในปี 1976 ซึ่งระบุว่า NCP เป็นกลไกในการรับเรื่องร้องเรียน และเน้นการส่งเสริมให้ภาคธุรกิจดำเนินการโดยเคารพสิทธิมนุษยชน และในฉบับหลัง ๆ เน้นไปที่ประเด็นแรงงานและสิ่งแวดล้อม จนในปี 2023 ที่ผ่านมา มีการเพิ่มมิติด้านอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเปิดเผยข้อมูล และอื่น ๆ ที่ครอบคลุมมากขึ้น หลายคนอาจสงสัยว่า OECD กับ UNGP นั้นมีความแตกต่างกันอย่างไร โดยรวมแล้วมีวัตถุประสงค์คล้ายคลึงกันและให้การคุ้มครองและเคารพด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ในส่วนของ OECD มีกลไกร้องทุกข์ของตนเองและมีเวลาระบุชัดเจน แต่ UNGP ไม่มีกลไกรับเรื่องร้องทุกข์เป็นการเฉพาะ โดยทั้งสองฉบับเน้นความร่วมมือและการส่งเสริมการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบทั้งคู่ แต่ต่างกันที่กระบวนการเยียวยาเล็กน้อยอย่างที่ได้กล่าวไปข้างต้น

จากการศึกษาค้นคว้าการจัดตั้ง NCP ทั้งหมด 6 ประเทศจากหลายภูมิภาค ได้แก่ ญี่ปุ่น ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร เนเธอแลนด์ สหรัฐอเมริกา และบราซิล โดยของญี่ปุ่นเป็นการทำงานร่วมกันระหว่างภาครัฐ นอกจากนี้ยังมีคณะกรรมการแยกต่างหากที่มีสัดส่วนมาจากผู้มีส่วนได้เสียอย่างสหภาพแรงงาน เป็นต้น

สรุปแล้วรูปแบบการจัดตั้ง NCP ส่วนใหญ่อยู่ในหน่วยงานของรัฐ และบางส่วนตั้งแยกออกมาต่างหาก ในส่วนของคณะกรรมการกำกับดูแลและให้คำปรึกษามีทั้งแบบตั้งแยกต่างหากที่มีสัดส่วนทั้งรัฐและเอกชนผสมกันซึ่งคิดว่าอาจจะดีที่สุด การศึกษางานของ OECD มีสามประเทศ หนึ่ง คือ การจัดการคำร้อง สอง การส่งเสริมภาคปฏิบัติในภาคธุรกิจ และสามในส่วนของสำนักเลขาธิการนั้นตั้งอยู่ในสังกัดของรัฐ

ข้อเสนอในการจัดตั้ง NCP ของไทย คือ หนึ่ง ต้องตั้งเป็นคณะทำงานร่วมกันระหว่างรัฐและเอกชน สอง ต้องมีหน่วยงานขึ้นมาโดยเฉพาะในการติดตามเรื่อง OECD สาม การส่งเสริมให้แนวปฏิบัติของ OECD ถูกนำไปใช้ และสี่คือการจัดการข้อร้องเรียนที่ต้องมีการระบุระยะเวลาชัดเจนทั้งในขั้นตอนการรับเรื่องร้องเรียนไปจนถึงกลไกติดตามหลังกระบวนการเสร็จสิ้นแล้ว

ภาณุพันธ์ สมสกุล ผู้อำนวยการศูนย์เฝ้าระวังสถานการณ์สิทธิมนุษยชนของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวว่า ขณะนี้ กสม ทำงานหลายอย่างที่อาจสอดคล้องกับ NCP โดยเน้นทำงานด้านการคุ้มครอง ส่งเสริม และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน เพื่อนำไปสู่มาตรการในการแก้ไขเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการละเมิด ก่อนหน้านี้ กสม มีอำนาจในการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทด้านสิทธิมนุษยชน แต่หลังจากมี พรบ ประกอบรัฐธรรมนูญปี 2560 อำนาจในส่วนนี้หายไป จึงอยากนำหน้าที่ในส่วนนี้กลับมาซ฿งจะคล้ายกับ NCP ในส่วนของธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เราพยายามส่งเสรอมให้ภาคธุรกิจนำหลักการ UNGP ไปใช้ โดยเฉพาะในส่วนของการทำ HRDD ในองค์กรธุรกิจและภาคีเครือข่ายต่าง ๆ แต่ UNGP เป็นเพียงมาตรการสมัครใจ เราจึงเน้นไปที่การส่งเสริมให้ภาคธุรกิจโดยเฉพาะขนาดกลางและขนาดย่อมบางพื้นที่ไปใช้ ในส่วนของการเผฝ้าระวังก็พบว่าอุปสรรคในการส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชนก็ยังมีอยู่ในทุกมิติ โดยในส่วนขแงประเด็นแรงงานก็ยังมีปัญหาหลายอย่างเช่น การถูกลอยแพและถูกเลิกจ้างโดยธุรกิจไม่ต้องรับผิดชอบ ในประเด็นสิ่งแวดล้อมคือการก่อมลพิษโดยผู้ประกอบธุรกิจยังคงมีอยู่อย่างต่อเนื่องในหลายพื้นที่ทั่วประเทศ และให้ว่าในหลายกรณีบริษัทแม้จะถูกศาลตัดสินให้ดำเนินการแกไขปัญหาแต่ก็ไม่สามารถทำได้ปล่อยให้เป็นปัญหา ดังนั้น เห็นว่าจะต้องมีการจัดตั้งกองทุนสำหรับแก้ไขปัญหาหรือ insurance ขึ้นมาก่อน ในส่วนประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนนั้น กสม. ยังคงมีกรณีติดตามตรวจสอบอย่างต่อเนื่องนับตั้งแต่ กสม. ชุดแรกจนมาถึงปัจจุบัน และในประเด็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน พบว่ายังคงมีการฟ้องปิดปากต่อนักกิจกรรม ภาคประชาสังคม รวมถึงชุมชนอยู่เรื่อย ๆ เป็นจำนวนที่มากขึ้นในหลายกรณีจากทั้งภาคธุรกิจเอกชน ความเคลื่อนไหวที่น่าสนใจในขณะนี้คือทางสหภาพยุโรปได้ออกข้อสั่งการว่าด้วยการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในภาคธุรกิจของสหภาพแห่งยุโรป (EUCSDDD) ขึ้นมาซึ่งมั่นใจว่าจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลกที่จะส่งขายสินค้าเข้าไปยังยุโปร นอกขากนี้ กสม ยังมีความพยายามในการจัดทำดัชนีชี้วัดตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนซึ่งก็จะมีหลายประเด็นรวมถึงประเด็นการลงทุนและการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนด้วย

เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล ตัวแทนจากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย หรือ Global Compact Network Thailand กล่าวว่า ผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และแรงงาน ทางภาคธุรกิจมีส่วนเกี่ยวข้องอย่างมาก โดยทางเราเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนได้เสียที่สำคัญ โดยเราให้ความสำคัญกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนหลายประเด็น ในส่วนของไทยเองก่อตั้งในปี 2562 มีสมาชิกกว่า 141 บริษัท โดยครอบคลุมเกือบทุกภาคอุตสาหกรรม โดยเน้นการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ในส่วนของการทำงานนั้นเราทำงานกับทั้งภาครัฐและ UNDP รวมถึงการขับเคลื่อนเชิงนโยบายกับอนุกรรมาธิการหลายชุดในสภา ไปจนถึงการขยายองค์ความรู้และสร้างความรับรู้ให้กับภาคธุรกิจด้วย โดยในเรื่อง OECD เองก็มีความพยายามในการขับเคลื่อนหรือสร้างองค์ความรู้ในส่วนของภาคธุรกิจเองด้วยเช่นกัน จากการติดตามการออกมาตรการต่าง ๆ ของโลกในเรื่องของการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบยด้านและการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน พบว่าในหลายประเทศโดยเฉพาะในยุโรปมีการออกกฎหมายบังคับให้ภาคธุรกิจจะต้องจัดทำการประเมินหรือตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน ดังนั้น ภาคธุรกิจในฐานะผู้ส่งออกสินค้าจึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่ภาคธุรกิจไทยจะต้องปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์โลกในขณะนี้

สมบูรณ์ คำแหง ประธานเครือข่ายคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป. อพช.) ประเทศไทย กล่าวว่า ในเครือข่ายภาคประชขาสังคมที่ผ่านมาเราใช้กลไกและเครื่องมือหลายอย่างก็จริง แต่ส่วนใหญ่เป็นกลไกภายในประเทศ เช่น กสม. รัฐสภา โดยหวังว่าเป็นกลไกที่จะช่วยในเรื่องการไกล่เกลี่ย นอกจากนี้ยังมีกลไกอื่น เช่น กลไกทางศาลหรือการฟ้องคดี แต่ไม่ว่าจะเป็นกลไกใดแต่หากประชาชนผู้ได้รับผลกระทบในแต่ละประเด็นปัญหาขาดความเข้มแข็งในด้านต่าง ๆ ก็จะทำให้กลไกเหล่านี้ไม่มีประสิทธิภาพตามที่คาดหวังเท่าที่ควร พอย้อนกลับมามองที่กลไกระหว่างประเทศและกลไกการรวมตัวของภาคธุรกิจ ภาคประชาสังคมไทยยังไม่ได้ใช้กลไกเหล่านี้เท่าที่ควร ดังนั้น จึงมีความจำเป็นที่จะต้องสร้างความเชื่อมโยงร่วมกันทั้งภาคประชาสังคม องค์กรชุมชน ในการเข้าไปใช้เครื่องมือภายนอกไม่ว่าจะเป็น OECD หรือ NCP ก็ตาม เพราะไม่ใช่ทุกคนที่สามารถเชื่อมโยงหรือร้องเรียนไปยังกลไกเหล่านี้ได้ ดังนั้น นี่จึงเป็นโจทย์ในการลดช่องว่างระหว่างท้องถิ่นกับกลไกระหว่างประเทศเหล่านี้ เราต้องร่วมกันออกแบบให้กลไกเหล่านี้เป็นที่รับรู้และเป็นที่รู้จักในระดับท้องถิ่นด้วย

สุธารี วรรณศิริ ตัวแทนจาก Accountability Counsel กล่าวว่า จากประสบการณ์การทำงานร่วมกับชุมชนในการเรื่องข้อร้องเรียนไปยังกลไกระหว่างประเทศรวมถึงภาคการเงินและการธนาคารที่เกี่ยวข้อง พบว่าหบายกลไกมีประโยชน์และมีข้อจำกัด ขึ้นอยู่กับการวางยุทธศาสตร์และการประเมินความเข้มแข็งขอชุมชนที่ได้รับผลกระทบเองด้วยว่ากลไกเหล่านั้นจะมีประโยชน์อย่างไรต่อประเด็นของตน เราพบว่าในส่วนของการระบุขอบเขตภารกิจของกลไกรับเรื่องร้องเรียนนั้นเราไม่ควรมองเพียงว่าเกิดเหตุละเมิดขึ้นแล้วจะแก้ไขอย่างไรเท่านั้นแต่ต้องมองไปว่าจะหาทางป้องกันไม่ให้เกิดการละเมิดขึ้นอีกได้อย่างไร ในส่วนของการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา การจัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องทุกข์เหล่านี้จะต้องมีการเยียวยาผลกระทบอย่างเป็นรูปธรรมด้วย ในส่วนต่อมาคือความเป็นกลางและความเป็นอิสระของกลไกรรับเรื่องร้องทุกข์ ต้องแยกออกมาเป็นอิสระ และมีความโปร่งใส ต้องมีทรัพยากรหรือสำนักงานนี้อย่างเต็มที่ อีกส่วนที่สำคัญคือการเปิดเผยข้อมูลและการสร้างความโปร่งใสของกลไกนี้ กระบวนการต้องเข้าถึงได้ เข้าใจง่าย ตรงไปตรงมา มีการระบุการดำเนินการเป็นระยะเวลาที่ชัดเจน และต้องมีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์อย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ อีกหน้าที่หนึ่งคือการเป็นตัวกลางในการเป็นผู้ไกล่เกลี่ย ประสานความขัดแย้ง ซึ่งเป็นงานหนัก เพราะต้องเป็นกลาง โปร่งใส และตเองตระหนักถึงความเท่าเทียมของอำนาจแต่ละฝ่ายเพราะต้องคิดหาวิธีในการสร้างพื้นที่การเจรจาให้เท่าเทียมทุกฝ่าย ส่วนสุดท้ายคือการติดตามและประเมินผล หลังกระบวนการต่าง ๆ ทั้งการตรวจสอบ การติดตามข้อตกลงแต่ละฝใยหลังการไกล่เกลี่ยมีการปฏิบัติตามอยางเป็นรูปธรรม

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนและตัวแทนคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบขข้ามพรมแดน กล่าวว่า ส่วนตัวมีคำถามเกี่ยวกับภารกิจของ OECD มองว่าเราจะทำอย่างไรให้ NCP มีลักษณะที่ใช้ได้ภายในประเทศด้วย นอกเหนือจากการลงทุนไทยในต่างประเทศ เช่น หากมีการลงทุนจากต่างชาติในไทยจะทำให้เราสามารถมีอำนาจในการตรวจสอบการละเมิดโดยภาคธุรกิจต่างชาติในไทย เพราะมองว่าหากทำได้ไทยก็จะเป็น champion ในภูมิภาคอาเซียนในการรับหรือนำกลไก OECD โดยเฉพาะ NCP มาใช้ อีกโจทย์ที่สำคัญคือการสร้างเครือข่ายในการทำงานติดตามการปฏิบัติตามและการนำไปใช้ รวมไปถึงจะทำอย่างให้ NCP สามารถดำเนินการตรวจสอบการละเมิดควบคู่ไปกับกระบวนการศาลได้ และเราจะทำอย่างไรให้ภาคธุรกิจยอมรับกลไกของ OECD เราเจอปัญหาที่ภาคธุรกิจไม่ยอมเข้าร่วมในการไกล่เกลี่ย ดังนั้น จะต้องมีมาตรการบังคับให้ภาคธุรกิจยอมรับในการเข้ามาให้ความร่วมมือกับกลไก NCP เราเคยมีประสบการณ์ที่ไม่ดีนักในการใช้กลไก NCP ของต่างประเทศ พบว่าบาง NCP ไม่อนุญาตให้กระบวนการนี้เผยแพร่ออกไป ทำให้การรณรงค์ทำได้ยากลำบากมากขึ้น ส่วนตัวมองว่ากลไก OECD จะเป็นตัวช่วยทางอ้อมในการทำให้ภาคธุรกิจรับผิดชอบและตรวจสอบดูและห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้นจากการดำเนินธุรกิจของตนมากขึ้น เรื่องสำคัญอีกอย่างหนึ่งคือ NCP ต้องไม่ใช่แต่เพียงกลไกเยียวยาแต่ต้องทำหน้าที่ในการป้องกันผลกระทบด้วย