ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 ที่ผ่านมาระหว่างวันที่ 23-24 คณะกรรมการจัดงานเวทีภาคประชาชนอาเซียนประจำประเทศไทย (Thailand National Organizing Committee: Thai NOC) ภาคประชาสังคมภาคใต้ และคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตปัตตานี ได้ประสานพลังร่วมงานกันจัดเวทีอาเซียนภาคประชาชนสัญจรภาคใต้ พร้อมทั้งจัดการประชุมประมวลสถานการณ์ภาคใต้ในสภาวะการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผ่านกรณีภัยพิบัติ เพื่อเป็นการทบทวนสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา พร้อมทั้งเตรียมความพร้อมทั้งในเชิงเนื้อหาเพื่อเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภูมิภาคอาเซียนที่ในปี 2568 นี้ประเทศมาเลเซ๊ย เพื่อนบ้านใกล้ชิดทางตอนใต้ติดกับประเทศไทยจะได้เป็นประธานอาเซียนในปีนี้ซึ่งประเด็นสำคัญที่คาดว่าจะมีการพูดถึงและเชื่อมโยงกับสถานการณ์ในภาคใต้คือประเด็นสันติภาพและความขัดแย้งในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ สิ่งแวดล้อม โครงการพัฒนา และผู้คนข้ามแดน
สีนามิ: ภาพจำที่ชัดเจนของโศกนาฏกรรมครั้งใหญ่
วิโชคศักดิ์ รณรงค์ไพรี เลขาธิการ กป.อพช. ภาคใต้ ชวนระลึกถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติครั้งสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งของไทยซึ่งอีกไม่กี่วันจะถึงวันครบรอบ 20 ปี นั่นคือเหตุการณ์สึนามิ ครั้งนั้นเหตุการณ์สึนามิคร่าชีวิตผู้คนไปนับแสนหากนับรวมหลายประเทศที่ประสบกับภัยพิบัตินี้ เฉพาะผู้ได้รับความเสียหายในไทยอย่างเดียวก็มากถึงหลักหมื่นราย ชีวิตและหมู่บ้านหายไปกับตาภายในหนึ่งชั่วโมง ศพผู้คนเกลื่อนกลาด ไม่มีสภาพแบบที่เราเห็นโดยปกติ แยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร ชาติไหน หนำซ้ำเกิดเหตุการณ์สึนามิระลอกหลังที่ไม่ได้เกิดจากภัยธรรมชาติ แต่เกิดจากการกระทำของมนุษย์เราเอง พื้นที่ของประชาชนที่สูญเสียไปถูกยึดครองเป็นของคนอื่น หลังจากเหตาการณ์นั้นเรามีการติดตั้งระบบเตือนภัยตามชายฝั่ง แต่หลังจากนั้นไม่นานระบบเตือนภัยอย่าง “ไซเรน” (หวอ) ก็กลายเป็นเศษเหล็ก ทุกคนลืมความสูญเสียจากเหตการณ์นี้ไปหมด ปัจจุบันมีโครงการบุกรุกชายฝั่งและชายเลนมากขึ้น เราต้องมีการเตรียมความพร้อมควบคู่ไปกับการตระหนักรู้ว่าเหตการณ์ที่จะเกิดขึ้นหลังจากนี้นั้นเกิดขึ้นเพราะอะไร เพราะตอนที่เราเผชิญกับสึนามิเราไม่มีองค์ความรู้เลยว่านั่นคืออะไร น้ำทะเลลดเร็วเป็นสัญญาณของอะไร ดังนั้นจึงมีความจำเป็นที่เราจะต้องรู้ว่าสัญญาณเหล่านั้นคืออะไร เวทีวันนี้เกิดขึ้นไม่ได้หากไม่มีภัยพิบัติเกิดขึ้น ด้วยเทคโนโลยีที่เรามีในปัจจุบัน กอปรกับความตระหนักรู้ล่วงหน้าถึงเหตุการณ์ภัยพิบัติที่จะเกิดขึ้น แม้เพียงหนึ่งนาทีก็เพียงพอที่จะช่วยชีวิตหรือรักษาชีวิตคนได้นับพันคน และถ้าเรา 10 – 20 นาที เราจะสามารถช่วยคนได้นับหมื่นนับแสน รวมถึงทรัพย์สินของเราเองก็จะไม่ได้รับผลกระทบมากนัก เหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ภาคใต้ที่เพิ่งเกิดขึ้นนี้ก็เป็นอีกกรณีหนึ่งที่เราจะต้องมาสร้างความตระหนักร่วมกันว่าเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นมาได้อย่างไร และจะหาวิธีป้องกัน รับมือ รวมถึงฟื้นฟูและลดผลกระทบที่เกิดขึ้นได้อย่างไร นอกจากนี้ภายใต้สถานการณ์ภัยพิบัติยังมีประเด็นอื่น ๆ ที่เป็นส่วนประกอบด้วยไม่ว่าจะเป็นสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน สิทธิในสิ่งแวดล้อม และอื่น ๆ ที่เป็นมิติเชิงซ้อนและเป็นภาพใหญ่ที่เราต้องมาขบคิดร่วมกัน
สถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และสิทธิชุมชนภาคใต้
การจัดการน้ำภาคใต้ โดย เครือข่ายสภาน้ำพัทลุง
- จังหวัดพัทลุงต้องเผชิญกับโครงการพัฒนาขนาดใหญ่หลายโครงการ ทำให้ประชาชนในหลายชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการจัดการน้ำของรัฐต้องมารวมตัวกันเคลื่อนไหวจัดตั้งกลุ่มก้อนทางสังคมจนกลายเป็นเครือข่ายสภาน้ำพัทลุง
- จังหวัดพัทลุงมีภูมิประเทศเป็นพื้นที่ภูเขา ลาดยาว การบริหารจัดการไม่ได้เริ่มต้นจากชุมชน มาจากส่วนกลาง ทำให้เน้นไปที่การสร้างอ่างเก็บน้ำและเขื่อน มีแผนจะสร้างโครงการจัดการน้ำทั้งหมด 23 อ่าง/เขื่อน โดยอ้างว่าโครงการเหล่านี้มีขึ้นเพื่อแก้ปัญหาน้ำท่วมและน้ำแล้ง เมื่อเทียบกับขนาพื้นที่ของพัทลุงแล้วโดยค่าเฉลี่ย ทุก 4 กิโลเมตรจะมี 1 อ่าง/เขื่อน ตอนนี้สร้างไปแล้ว 4 อ่าง ปัจจุบันพัทลุงเจอปัญหาจากการสร้างอ่างเก็บน้ำทั้ง 4 มีการข่มขู่โดยการใช้อาวุธปืนขู่ชาวบ้านที่ออกมาต่อต้าน รัฐพยายามโปรโมทว่าโครงการมีประโยชน์ แต่การบริหารจัดการค่อนข้างแย่ โครงการอ่างเก็บน้ำทำลายป่ารวมแล้วกว่า 4 หมื่นไร่ เฉลี่ยอ่างละหมื่นไร่ อ่างเก็บน้ำสร้างผลกระทบทั้งพื้นที่ต้นน้ำและปลายน้ำ กระทบทั้งพื้นที่ภูเขาและทะเลสาบสงขลา รูปแบบการจัดการมีการระดมคนมาข่มขู่ผ่านการจ้างวานคน ทำลายทั้งสิทธิชุมชนและสิทธิมนุษยชนเชิงปัจเจก
- ในระยะ 20 ปี เราเห็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศค่อนข้างมาก ทั้งเหตุการณ์น้ำท่วมล่าสุด บางพื้นที่ไม่เคยท่วมเลยก็ท่วม สะท้อนให้เห็นว่าการจัดการน้ำของรัฐนั้นไม่ได้ผล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอุทกภัยได้
- เราตั้งสภาน้ำขึ้นมาหลังจากเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับการจัดการน้ำ โดยทำการติดตามโครงการจัดการน้ำ การก่อสร้างผ่านการถมที่ การขุดลอกคูคลอง ผังเมือง การใช้น้ำ ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศตามลำน้ำต่าง ๆ
- ทางเครือข่ายฯ เคยยื่นเรื่องร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบโครงการจัดการน้ำต่าง ๆ พร้อมกับเสนอต่อภาครัฐให้มีสภาน้ำพัทลุงเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการน้ำ กล่าวคือให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการและการตัดสินใจด้วย มีพื้นที่ให้แระชาชนได้ส่งเสียงพร้อมกับเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหาไปด้วยในตัว
- ข้อเสนอของเราคือประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการจัดการน้ำทุกด้านในพื้นที่ ทำให้ประชาชนเข้าไปอยู่ในโครงสร้างการจัดการร่วมกับภาครัฐในสัดส่วนที่เป็นธรรม เน้นความต้องการของแต่ละชุมชนเป็นหลัก
โครงการสร้างกำแพงกันคลื่นป้องกันการกัดเซาะชายหาด/ชายฝั่ง โดย กลุ่ม Beach for Life
- มี 23 จังหวัดถูกชายฝั่งกัดเซาะโครงการรัฐที่แนวกันคลื่นไม่ต้องทำการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม (Environmental Impact Assessment: EIA) พายุมรสุมก็มีส่วน ปี 2559 ชายหาดและเขตที่อยู่อาศัยริมทะเลถูกกัดเซาะ จึงมีความต้องการให้กำแพงกันคลื่นทำ EIA
- ท้องถิ่นร้องขอโครงการในกระบวนการก่อสร้าง 2 ปีจะทำเสร็จ หากมีการร้องขอ กรมเจ้าท่าและกรมโยธาธิการและผังเมืองต้องเข้าสู่กระบวนการในการของงบประมาณ สะท้อนให้เห็นถึงการสร้างผิดจุดประสงค์ในการก่อสร้างผิดจุด ซึ่งทำให้เกิดความเสียหายมากขึ้น
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่พายุนั้นเข้าสู่ชายฝั่งน้อยลง แต่กลับทำให้การเพิ่มขึ้นของน้ำทะเล ซึ่งแนวชายหาดมักจะหายไปตามปกติตามการกัดเซาะ ดังนั้นจึงควรมีมาตรการรับมือการกัดเซาะชายฝั่ง ซึ่งแนวกำแพงกันคลื่นมักจะทำให้เกิดผลกระทบทางลบมากขึ้น ควบคู่ไปกับแนวทางการปลูกสร้างสิ่งก่อสร้างริมทะเล กรณีศึกษา ริมถนนที่ถูกกัดเซาะจนตัดขาดพื้นที่ถนน อาจปรับเปลี่ยนเป็นสะพานข้ามน้ำแทน
- กรณีศึกษา การทำให้หาดที่ถูกกัดเซาะนั้นกลับมาเป็นชายหาดตามเดิม ซึ่งต้องมีข้อเสนอให้มีการฟื้นฟูชายหาดผ่านการรื้อถอนแนวกำแพงกันคลื่น ควบคู่ไปกับข้อมูลแผนที่ให้ชุมชนสามารถรับมือได้
- รัฐต้องมีกระบวนการขดเชยเยียวยาให้กับประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการกำแพงกันคลื่น
- รัฐและประชาชนต้องคิดว่าเรามีทางเลือกอย่างอื่นหรือไม่ในการป้องกันการกัดเซาะชายฝั่งนอกจากการสร้างกำแพงกันคลื่น
- การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยสำคัญก็จริงแต่ต้องมีการวิเคราะห์แผนพัฒนาชายหาดและชายฝั่งผ่านโครงการขนาดใหญ่ที่ขวางทางน้ำด้วย
โครงการพลังงาน โดย มูลนิธิภาคใต้สีเขียว
- ปัจจุบันไทยได้ออกแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้า หรือ PDP2024 ซึ่งในส่วนของภาคใต้ เราเคยจัดเวทีเกี่ยวกับ PDP2024 มาแล้ว แผนนี้พยากรณ์ความต้องการใช้ไฟฟ้าไว้สูงเช่นเดียวกับทุกแผนที่ผ่านมา
- ประชาคมโลกมีข้อตกลงว่าผู้ผลิตรายย่อยต้องเข้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำ แต่ไทยไม่มีทางออกหรือคำตอบนี้ ผู้ผลิตพลังงานหลายเจ้าและนักธุรกิจจากต่างประเทศจึงย้ายฐานการผลิตไปที่อื่น
- ปัจจุบันไทยมีไฟฟ้าสำรองอยู่ที่ 45% ซึ่งสูงมากกว่าที่อื่น ๆ ทั่วโลก เป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ค่าไฟแพง
- มีการคาดการณ์ว่าไฟฟ้าจะดับบ่อยขึ้น เป็นข้ออ้างเครื่องความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ นำไปสู่การมีไฟฟ้าสำรองจำนวนมากกว่ามาตรฐาน
- มีแผนการสร้างโรงไฟฟ้าฟอสซิลเพิ่ม 6,300 เมกะวัตต์ แต่ลมและแสงอาทิตย์มีแค่ 10% และมีแผนนำเข้า LNG เพิ่ม
- มีการใช้ไฮโดรเจนมาเติมในกระบวนการผลิตไฟฟ้าเพื่อลดคาร์บอน เป็นกระบวนการฟอกเขียวรูปแบบหนึ่ง
- นอกจากนี้ยังมีโครงการไฟฟ้าเขื่อนในต่างประเทศนั่นก็คือเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักและลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขงที่ไทยจะรับซื้อมาเพิ่มเติม
- กระบวนการรับฟังความเห็นประชาชนค่อนข้างแยกส่วนการรับฟัง เป็นการทำให้ครบกระบวนการ
- รัฐบาลอ้างว่าไฟฟ้าดับบ่อยเพราะไฟฟ้าไม่พอและมีกลุ่มที่ออกมาต่อต้านการสร้างโรงไฟฟ้าถ่านหิน เช่น กรณีจะนะ
- โรงไฟฟ้าก๊าซมี 2 แห่ง ในภาคใต้ รวมถึงท่าเรือรับก๊าซ LNG ซึ่งไม่รู้ว่าจตั้งที่ใดของจังหวัดสุราษฎร์ธานี
- โรงไฟฟ้าจากขยะชุมชนจะเกิดขึ้นทุกจังหวัด โดยอ้างว่าตอนนี้มีขยะล้นเมือง ทำให้ขยะไม่เสียเปล่าเลยเสนอให้มีการตั้งโรงไฟฟ้าขยะซึ่งย้อนแย้งกับแนวคิดเรื่องการนำขยะไปรีไซเคิล ส่วนโรงไฟฟ้าขยะจะมีส่งผลกระทบให้เกิดมลพิษทั้งกลิ่น อากาศ น้ำ และอื่น ๆ
- นอกจากนี้แผน PDP2024 ยังกำหนดให้สร้างโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ในภาคใต้ด้วยโดยอ้างว่าเป็นพลังงานสะอาด
- อยากเสนอว่าต้องมีการยกเลิกคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่อนุมัติให้สร้างโรงไฟฟ้าขยะที่ไหนก็ได้
- โรงไฟฟ้าขนาดเล็กมากต้องทำ EIA ด้วย เช่นเดียวกับโครงการโรงไฟฟ้าใหญ่ ๆ เพราะโรงไฟฟ้าขนาดเล็กและเล็กมากเองก็ส่งผลกระทบต่อชุมชนมากเช่นกัน
- ในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้มีความพิเศษมากกว่าพื้นที่อื่น เพราะทุกโครงการพัฒนาจะมีหน่วยงานความมั่นคงโดยเฉพาะทหารเข้ามาเกี่ยวข้องด้วยเนื่องจากกฎหมายพิเศษอย่างกฎอัยการศึกสามารถอนุญาตให้ฝ่ายความมั่นคงมีอำนาจมาก กล่าวคือ มีการนำเอาประเด็นความมั่นคงเข้ามาผูกโยงกับโครงการพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้
ภัยพิบัติน้ำท่วม
- ปีนี้ลุ่มน้ำปัตตานีก็ประสบอุทกภัยน้ำท่วมเช่นกัน ปีที่แล้วก็หนัก นอกจากนี้ยังมีเหตุการณ์พายุเข้าหลายครั้งก่อนหน้านี้ที่ทำลายบ้านเรือนและทรัพย์สินของประชาชนเสียหาย
- มีองค์กรภาคประชาสังคมและกลุ่มจิตอาสาเข้ามาช่วยบรรเทาผลกระทบจากภัยพิบัติและการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมเองก็มีจำนวนมากขึ้นในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ซึ่งเป็นนิมติหมายที่ดีซึ่งมีทั้งระดับพื้นที่และข้ามพื้นที่ มีการเชื่อมโยงและให้ความช่วยเหลือระหว่างกลุ่ม
- ต้องมีการเปลี่ยนกระบวนทัศน์การพัฒนาที่ปัจจุบันเป็นเรื่องทุนนิยม หันมาใช้แนวคิดการพัฒนาในการสู้กับพลังธรรมชาติที่มองไม่เห็นโดยเฉพาะในกลุ่มศาสนาซึ่งต้องยอมรับว่าส่วนใหญ่ยังเชื่อว่าภัยพิบัติที่เกิดขึ้นเป็นบัญชาหรือบทลงโทษจากพระเจ้า เราจะทำงานกับคนกลุ่มนี้อย่างไรในการรับมือภัยพิบัติที่เกิดขึ้น
สันติภาพชายแดนใต้ โดย สภาประชาสังคมชายแดนใต้
- ไม่แน่ใจว่าจะมีการให้ความสำคัญกับประเด็นสันติภาพชายแดนใต้มากน้อยเพียงใด แต่เชื่อว่าประเด็นนี้จะมีการขยับเขยื้อนอสมควร เนื่องจากทางอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซียคนปัจจุบันซึ่งจะเป็นประธานอาเซียนปี 2568 ได้แต่งตั้งอดีตนายกรัฐมนตรีไทยทักษิณ ชินวัตร เป็นที่ปรึกษาอย่างไม่เป็นทางการของประธานอาเซียนด้วย คิดว่าเราควรเสริมว่าสันติภาพชายแดนใต้ไม่ใช่แต่เพียงความมั่นคงเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิชุมชน สิทธิมนุษยชน รวมถึงสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนด้วย
- กระบวนการสันติภาพจะไม่ประสบความสำเร็จหากไม่มีคนนอกพื้นที่เข้ามาช่วยหนุนเสริม
- ประเด็นคอรัปชั่นโดยเจ้าหน้าที่รัฐเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้ชายแดนใต้ไม่พัฒนาแทบทุกเรื่อง คิดว่าต้องใช้ไอเดียร่วมกันพัฒนาไปพร้อมกับการสร้างสันติภาพชายแดนใต้ร่วมกันทุกฝ่าย
- กลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ชายแดนใต้ (BRN) เองก็มีแนวคิดในการพัฒนาควบคู่กับการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมและภัยพิบัติ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันแม้จะมีการเจรจาระหว่างภาครัฐไทยกับกลุ่มติดอาวุธแต่หากไม่เปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนเข้ามาร่วมกำหนดทิศทางก็จะไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด
- การที่มีกลุ่มเยาวชนเข้ามาให้ความช่วยเรื่องน้ำท่วมจำนวนมากแสดงถึงการไม่สามารถทำงานได้ของรัฐ
- Action ของเยาวชนมลายูที่ออกมาช่วยสังคมที่รัฐมองว่าเป็นอริ อย่างเหตุการณ์น้ำท่วม ในช่วงวิกฤตในระดับชุมชนและระดับปัญเจกสามารถคลี่คลายได้บ้าง แต่ในระดับนโยบายยังไม่สามารถคลี่คลายได้ อย่างการช่วยเหลือน้ำท่วม ที่ภาครัฐไม่ไปช่วยเพราะเจ้าหน้าที่กังวลว่าไม่มีประกาศหยุดยิงเลยไม่กล้าเข้าไปช่วย
- เหตุการณ์ภัยพิบัติทำให้เห็นมนุษยธรรมไร้พรมแดน ชาติ ศาสนา และถ้ารัฐและกองกำลังหาจุดตรงกลางและยุติขัดย้งได้ ความช่วยเหลือก็จะมาในพื้นที่มากกว่านี้
- กรมชลประทานไปคุยกับกอ.รมน. จากนั้นทาง กอ. รมน. เองก็มากดดันชุมชนจนทำให้ชุมชนเกิดความกลัวไม่สามารถคุยเรื่องการจัดการน้ำได้ และหลังจากนั้นก็เกิดเหตุน้ำท่วมยะลา
- ประชาชนยังไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งในระดับประชาชนด้วยกันเองไปจนถึงรัฐบาลส่วนกลาง ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจกันเอง การพัฒนาประเทศและการสร้างสันติภาพร่วมกันก็เป็นไปได้อย่างราบรื่นมากขึ้น
ประมงพื้นบ้าน โดย สมาคมสมาพันธ์ประมงพื้นบ้าน
- ชาวประมงไม่ถูกยอมรับ รัฐมองไม่เห็น จึงส่งผลให้ชาวประมงไม่ได้รับการเยียวยาจากโครงการหรือภัยพิบัติต่าง ๆ โดยภาครัฐเวลาเกิดปัญหา ชาวประมงถูกทำให้ผิดกฎหมาย ออกไปทำประมงไม่ได้
เหมืองแร่ โดย เครือข่ายเหมืองแร่ภาคใต้
- ต้องมีประกาศแหล่งหินจังหวัด มีแค่ยะลาที่เดียวที่มีการประกาศแหล่งหิน โดยมีการใช้แผนแม่บทแหล่งหินฉบับปี 2562 – 70 และล่าสุดคือฉบับ ปี 2567 – 2570 โดยยะลาถูกประกาศเป็นแหล่งหิน 6 จุด มีใบอนุญาตจัดตั้งโรงโม่ 2 ใบ และทำเหมืองแร่ 3 ใบ โดยแผนแม่บทแร่ฉบับที่ 2 มีการระบุว่าต้องมีส่วนร่วมของภาคประชาชน แต่รัฐอ้างว่าเป้นพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้เป็นพื้นที่ความมั่นคงและมีการใช้อำนาจพิเศษจึงไม่จำเป็นต้องจัด
- ทุกพื้นที่มีปัญหาคล้ายกันคือกฎหมายและแผนแม่บทที่ให้มากกว่ากฎหมายกำหนดด้วยซ้ำ
ป่าไม้ที่ดิน โดย เครือข่าย P-Move (ภาคใต้)
- ที่ดินแปลงใหญ่อย่างเทพา จะนะ เป็นที่ยุทธศาสตร์ในการตั้งเป็นเขตอุตสาหกรรม จะเห็นได้จากกรณีเขตเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ ซึ่งปล่อยให้ต่างชาติ และมีแนวโน้มว่าจะมีการยกเลิกเพิกถอนที่ราชพัสดุ เพื่อออกต่อการขายให้กับต่างชาติมาซื้อที่พัฒนาเป็นเขตอุตสาหกรรม
- ปี 2562 มีการแก้ พ.ร.บ. อุทยานแห่งชาติในช่วงรัฐบาลประยุทธ์ ต่อมาเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 มีการประกาศพระราชกฤษฎีกาออกมาให้ประชาชนในพื้นที่อุทยานอยู่ได้แค่ 20 ปี หลังจาก พรฎ นี้ออก และมีประกาศวาสที่อุทยานไม่สามารถตกทอกเป็นมรดกเหมือนกับที่ดิน สปก. ได้ ทำให้เกิดการตัดสิทธิทำกินของประชาชน ในกรณีเทือกเขาบรรทัด ชาวบ้านมีที่ทำกินอยู่ในเขตอุทยาน ก็จะเกิดปัญหาตามมาในอนาคตว่าจะไม่มีที่ทำกิน โดยเฉพาะชาวบ้านที่ไปลงชื่อกับทางอุทยาน
ระบบเกษตรยั่งยืนและความมั่นคงทางอาหาร
- ประเด็นความมั่นคงทางอาหารได้รับผลกระทบอย่างมากโดยเฉพาะจากภัยพิบัติที่เกิดขึ้น ได้ไร่หรือนาแปลงละ 2-3000 บาทเท่านั้น ตอนปี 2554 น้ำท่วมหนัก ไม่สามารถกำหนดการชดเชยเยียวยาได้อย่างตรงจุด อีกทั้งในแง่ของการสำรองเมล็ดพันธุ์ก็ประสบปัญหาจากภัยพิบัติเช่นกัน ควรจะมีคลังหรือกองทุนเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ใช้ในแต่ละพื้นที่เพื่อเป็นตัวช่วยความมั่นคงทางอาหารเกษตรหลังเกิดภัยพิบัติ สร้างระบบเกษตรให้มีความหลากหลายเพื่อชดเชยเกษตรเชิงเดี่ยวและสารเคมีที่ทำให้โครงสร้างหน้าดินหลวมส่งผลต่อเนื่องให้เกิดดินสไลด์ ต้องเน้นสร้างความสมดุลผ่านหลักคิดเกษตรกรรมยั่งยืนช่วยสร้างหลักประกันด้านอาหารอีกทางหนึ่งได้
โครงการพัฒนาขนาดใหญ่ โดย เครือข่ายจะนะ/ระนอง – ชุมพร
- กลุ่มจะนะรักษ์ถิ่นสามารถเรียกร้องกับรัฐให้ต้องทำการประเมินผลกระทบเชิงยุทธศาสตร์ (Strategic Environmental Assessment: SEA) ในโครงการพัฒนาอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ นอกจากนี้นักรบผ้าถุงได้ทำวิจัยไทบ้านร่วมกับมหาวิทยาลัยมหาสารคามเพื่อดูว่าจะนะมีความอุดมสมบูรณ์ทางระบบนิเวศและประมงอย่างไรบ้าง เป็นการสร้างอำนาจทางความรู้ของชุมชนในพื้นที่ เป็นการสู้ด้วยข้อมูล และเผยแพร่สู่สังคม
ความหลากหลายทางเพศ โดย อาทิตยา อาษา – Thailand NOC/เครือข่ายทอม ผู้ชายข้ามเพศ non – binary เพื่อความเท่าเทียม (TransEqual)
- ประเด็นปัญหาสำคัญของกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศโดยเฉพาะในกลุ่มเยาวชน (ในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้) คือปัญหาสุขภาพจิต เราพบว่าพื้นที่ปลอดภัยเป็นสิ่งสำคัญ พวกเขาอยากให้อย่างน้อยพ่อแม่ได้รับฟังปัญหาและความกังวลใจของเขา ในการแสดงออกถึงอัตลักษณ์ทางเพศทั้งเรื่องการแต่งกาย
- เวลาเรามีความหลากหลายทางเพศเราจะรู้สึกกดดัน หลายคนมีอาการซึมเศร้า ทำร้ายตัวเอง เพราะรู้สึกดดันอยากให้พ่อแม่ยอมรับและเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้กับเขา
- หลายคนถูกโดดเดี่ยวเพราะไม่มีใครคบ ไม่มีเพื่อนครบ เพราะความแตกต่างในเรื่องอัตลักษณ์ทางเพศ
- พ่อแม่บางคนเข้าใจอัตลักษณ์ความหลากหลายทางเพศของลูกแล้ส แต่สังคมกลับไม่เข้าใจ ทำให้ยังคงเกิดความเครียดและความกดดันต่อเยาวชนผู้มีความหลากหลายทางเพศ
- ในส่วนความเกี่ยวข้องกับเรื่องภัยพิบัติ เยาวชนหลายคนที่มีความหลากหลายทางเพศเขาอยากจะเข้ามามีส่วนร่วมในการให้ความช่วยเหลือด้านภัยพิบัติหรือร่วมกระบวนการต่าง ๆ แต่ด้วยความหลากหลายทางเพศทำให้เขามีความกังวลว่าควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในส่วนนี้ได้หรือไม่
เวทีเสวนา “ภาพรวมสถานการณ์ด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และสิทธิชุมชนภาคใต้ ประเทศไทย และภูมิภาคอาเซียน ดำเนินรายการโดย สมบูรณ์ คำแหง – ประธาน กป. อพช.
นพ. สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสะบ้าย้อย
- โลกร้อนรุนแรงเป็นโลกเดือดเกิดภัยพิบัติรุนแรงในหลายที่และหลายรูปแบบ โลกร้อนเหมือนกาต้มน้ำ เช่น ฝนตกหนักแบบไม่ลืมหูลืมตา (Rain Bomb) ไฟป่า ปัญหาฝุ่นควัน สิ่งที่ทำให้เกิดโลกร้อน คือ พื้นที่ป่าลดลง แต่รัฐเองก็ไม่มีแผนรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือการจัดการภัยพิบัติที่มีที่มาจากโลกร้อนเลย รัฐกลับพยายามใช้การพัฒนาฟอกเขียวที่เอาเปรียบประชาชนที่อยู่กับป่าหรืออยู่กับธรรมชาติมากขึ้น
- การจัดการภัยพิบัติโดยภาครัฐไทยค่อนข้างย่ำแย่ ไม่มีการจัดการอะไรที่เป็นเรื่องเป็นราวหรือเป็นรูปธรรมที่แก้ไขปัญหาได้ตรงจุด มีแต่การถ่ายรูปรายงานผู้บังคับบัญชา อีกทั้งยังไม่มีการจัดการการหลั่งไหลเข้ามาของกลุ่มอาสาด้วย
สุภาภรณ์ มาลัยลอย – มูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (Enlaw)
- วิกฤตโลกร้อนเกิดขึ้นทั่วโลก รัฐเสนอแนวทางการกระจายผลประโยชน์จากการพัฒนาอย่างยุติธรรม แต่เราไม่เคยเห็นว่าเป็นเช่นนั้น การกำหนดทิศทางการพัฒนาผ่านแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี เป็นตัวบังคับทิศทางให้แผนอื่น ๆ ต้องปฏิบัติตามหรือมีเนื้อหาสอดคล้องกับแผนนี้ ไม่ว่าจะเป็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แผนพัฒนาเขตเศรษฐกิจภาคใต้ เป็นต้น
- คำถามสำคัญที่มีต่อโครงการคือโครงการพลังงาน โครงการจัดการน้ำ และโครงการพัฒนาอื่น ๆ ตอบโจทย์คนในพื้นที่จริง ๆ หรือไม่ อย่างไร สิ่งเหล่านี้กระจายประโยชน์และสร้างความเป็นธรรมจริงตามที่รัฐอยากให้เป็นหรือไม่
- ข้อเสนอคือต้องเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจในการจัดการทรัพยากรของแต่ละพื้นที่ ประชาชนในแต่ละพื้นที่ต้องมีส่วนร่วมและมีอำนาจในการตัดสินใจ ประชาชนต้องสามารถกำหนดอนาคตและสร้างแผนการพัฒนาพื้นที่ของตนเองได้ ปัจจุบันอำนาจส่วนกลางยังคงมีบทบาทสำคัญ อีกทั้งในส่วนของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ก็มีอำนาจพิเศษที่เข้ามาเกี่ยวข้องทั้งในเรื่องความมั่นคงและการพัฒนา จะเห็นว่ามีโครงการหลายโครงการกลับมามากขึ้น โดยมีเป้าพัฒนาภาคใต้ แต่กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมและการตัดสินใจของประชาชน อำนาจยังถูกผูกขาดโดยเจ้าหน้าที่รัฐและฝ่ายความมั่นคง
- รัฐบาลมีความพยายามในการสร้างความร่วมมือผ่านกรอบข้อตกลงต่าง ๆ ทั้งในระดับทวิภาคีและพหุภาคี เช่น การลดโลกร้อน และคาร์บอนเครดิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับประชาชน แต่รัฐไม่เคยถามเราเลยแม้แต่น้อย ไปเซ็นสัญญาผูกพันหลายอย่างจนส่งผลกระทบต่อประชาชน
- ขอย้ำอีกครั้งว่าข้อเสนอคือต้องมีการกระจายอำนาจ เปลี่ยนโครงสร้าง ให้ประชาชนในพื้นที่ได้มีอำนาจมีส่วนร่วมในการวางแผนและตัดสินใจกับแผนการพัฒนาต่าง ๆ ในพื้นที่ตนเอง
วิชัย จันทวาโร – เสมสิกขาลัย/เครือข่ายอาเซียนภาคประชาชน
- อาเซียนภาคประชาชนเป็นการรวมกลุ่มของภาคประชาสังคมทั้ง 11 ประเทศ (รวมติมอร์เลสเต) ผลักดันประเด็นปัญหาที่ประชาชนแต่ละประเทศพบเจอไปสู่ระดับภูมิภาคอาเซียน เป็นเวทีแห่งการรวมตัวและสร้างอำนาจต่อรองให้กับภาคประชาสังคมและภาคประชาชนผ่านการมีส่วนร่วมของประชาชน ซึ่งการมีส่วนร่วมของประชาชนนี้เองเกี่ยวโยงอย่างมากกับความเข้มแข็งของระบบประชาธิปไตยในอาเซียนซึ่งทั้งภูมิภาคมีความพยายามทำให้พื้นที่ของประชาชนลดน้อยถอยลงไปเรื่อย ๆ ก่อนหน้าพม่ารัฐประหาร รัฐธรรมนูญระบุว่าในสภาต้องมีสัดส่วนของทหารอยู่ด้วย นอกจากนี้ยังมีการยุบพรรคการเมืองที่อยู่ตรงข้ามฝ่ายรัฐบาลเผด็จการจำนวนมากทั้งในไทย พม่า และกัมพูชา เป็นต้น ประชาชนต้องจับมือกันสู้ร่วมกันในอาเซียนเพื่อเอาพื้นที่ประชาธิปไตยกลับคืน
- นอกจากประเด็นประชาธิปไตยแล้ว ประเด็นร่วมกันอีกประเด็นคือประเด็นสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีความพยายามของรัฐในอาเซียนที่พยายามทำโครงการพัฒนาต่าง ๆ แต่ภาคประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมใด ๆ เลย
- ในปี 2568 ที่มาเลเซียเป็นเจ้าภาพ อยากเชิญชวนประชาชนโดยเฉพาะพี่น้องภาคใต้ไปร่วมเวทีอาเซียนภาคประชาชนที่มาเลเซีย และประเด็นที่น่าสนใจในปีหน้าและเกี่ยวข้องกับพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้โดยตรงคือประเด็นการสร้างกระบวนการสันติภาพ ซึ่งมีหลายพื้นที่ในอาเซียนที่กำลังสร้างกระบวนการนี้อยู่ เช่น อะเจะห์ ปาปัวตะวันตก และเมียนมา เป็นต้น เพื่อนำไปสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านอาเซียนภาคประชาชนได้จริง ซึ่งคิดว่าประเด็นสันติภาพจะเป็นธงสำคัญในการไปพูดคุยที่เวทีภาคประชาชนอาเซียนในปี 2568
ธารา บัวคำศรี – GreenPeace ประเทศไทย
- ปี 2567 นี้มีเวทีประชุมเกี่ยวกับประเด็นสิ่งแวดล้อมระดับโลก 3 เวที ได้แก่ 1) การประชุม COP29 โดยปีนี้จัดที่ประเทศอาเซอร์ไบจาน 2) การประชุมอนุสัญญาความหลากหลายทางชีวภาพที่โคลอมเบีย และ 3) การประชุมเรื่องการขยายตัวของทะเลทรายที่มองโกเลีย
- ปีนี้หลายประเทศทั่วโลกมีการเลือกตั้ง โดยผลการเลือกตั้งหลายประเทศทำให้เราได้ผู้นำที่ไม่ได้ให้ความสำคัญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมมากนัก เช่นในกรณีของสหรัฐอเมริกา ที่โดนัลด์ ทรัมป์ ชนะการเลือกตั้งครั้งล่าสุด ทรัมป์ประกาศชัดเจนว่าจะถอนตัวจากความตกลงปารีส (Paris Agreement) ซึ่งจะทำให้ปริเกิดปัญหาก๊าซเรือนกระจกซึ่งคาดว่าสหรัฐอเมริกาจะกลับมาปล่อยเพิ่มขึ้นไปอีกกว่า 4,000 ล้านตันคาร์บอน ดังนั้น โอกาสที่จะทำให้อุณหภูมิเฉลี่ยต่ำกว่า 1.5 องศาจึงยากมากขึ้น
- การประชุมโลกร้อนที่อาเซอร์ไบจานมีการพูดถึงเรื่องการเปิดตลาดคาร์บอนระดับโลก ไทยเองก็ใช้กลไก UNFCCC โดยมีความตกลงกับทางสวิตเซอร์แลนด์แล้ว โดยเฉพาะการใช้รถเมล์ไฟฟ้าในกรุงเทพฯ แลกกับการขายคาร์บอนเครดิตให้กับเขา เมื่อตลาดคาร์บอนเปิดขึ้นก็เหมือนกับเป็นการเปิดกล่องแพนโดราทำให้ความชั่วร้ายต่าง ๆ หลุดออกมา ตอนนี้มีมิจฉาชีพหลอกให้ประชาชนปลูกต้นไม้และจะขายคาร์บอนเครดิตให้ ไทยต้องการเป็นผู้นำตลาดคาร์บอนในอาเซียน กลุ่มอุตสาหกรรมพลังงานมาแรงมาก กลุ่มพลังงานในอ่าวไทยมีการทำโครงการดับจับคาร์บอนโดยเอาคาร์บอนจากโรงงานอุตสาหกรรมอัดเข้าไปในท่อแล้วส่งอ่าวไทย รัฐบาลไทยและนักค้าคาร์บอนรวมถึงนักลงทุนพยายามขายต่อโลกว่าไทยพร้อมเป็นผู้นำตลาดคาร์บอน เอาป่าไปขาย ให้นายทุนมาซื้อคาร์บอนเครดิตที่ได้จากป่าในไทย กลไกตลาดคาร์บอนมีความสลับซับซ้อน เราต้องทำการศึกษาและชี้ให้เห็นว่ามันมีลับลมคมในอย่างไรและสามารถคอรัปชั่นได้อย่างไร
- ข้อเรียกร้องของเราคือทุกฝ่ายต้องหยุดฟอกเขียว เพราะข้อตกลงเหล่านี้เกิดขึ้นระหว่างรัฐกับเอกชน ประชาชนแทบไม่ได้มีส่วนร่วมกับประเด็นเหล่านี้เลย
- รัฐบาลฝรั่งเศสออกกฎหมายห้ามโฆษณาหลอกชาวบ้านให้มาปลูกต้นไม้เพื่อขายคาร์บอนเครดิต
- การจัดการทรัพยากรคนอยู่กับป่า ตอนนี้ชาวบ้านที่อยู่กับป่ากำลังถูกกันให้ออกจากพื้นที่ ทั้งที่เขาเป็นทั้งผู้ใช้และผู้ดูแลรักษา และเป็นผู้ดูแลโลก แต่เขากลับถูกจำกัดและลิดรอนสิทธิมาโดยตลอดโดยรัฐและทุน
- ชุมชนเป็นผู้รักษาป่า แต่พอรัฐได้คาร์บอนเครดิตมากลับเอาผลประโยชน์ไปให้คนเมือง
- การทำคาร์บอนเครดิตเป็นการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพไปในตัวด้วย

Leave a comment