รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”

คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ
สภาผู้แทนราษฎร

การลงทุนระหว่างประเทศและการค้าระหว่างประเทศเป็นสองเสาหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจโลกในยุคโลกาภิวัตน์ ทั้งสองเสาหลักนี้มีความเชื่อมโยงและเกื้อหนุนซึ่งกันและกัน โดยการค้าระหว่างประเทศเปิดโอกาสให้ประเทศต่าง ๆ แลกเปลี่ยนสินค้าและบริการ และขยายตลาด แต่ในขณะเดียวกันก็ส่งผลให้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายรูปแบบ อันเนื่องมาจากการปรับลดเงื่อนไขเพื่ออานวยความสะดวกให้นักลงทุน โดยขาดมาตรการในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน การคุ้มครองแรงงาน ความปลอดภัยในการทางาน รวมถึงการประเมินและป้องกันผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมอย่างเหมาะสม ซึ่งส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ ภาคแรงงาน และสิ่งแวดล้อม รวมทั้งปัญหามลพิษทางน้าและอากาศในหลายพื้นที่ของประเทศ นอกจากนั้นในบางกรณี การค้าระหว่างประเทศก็นาไปสู่การสร้างแรงกดดันให้ผู้ผลิตต้องลดต้นทุน ซึ่งบางครั้งนาไปสู่การละเมิดสิทธิมนุษยชนหลายประการ ได้แก่ สิทธิแรงงาน เช่น การจ่ายค่าแรงต่ากว่ามาตรฐาน หรือการบังคับใช้แรงงาน หรือการบังคับให้ต้องยอมรับความตกลงที่ส่งผลต่อสิทธิเกษตรกร และทรัพยากรชีวภาพ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงระหว่างประเทศ เป็นต้น


ในขณะเดียวกัน การลงทุนระหว่างประเทศนั้น ก็ส่งผลเป็นการช่วยกระจายเงินทุน เทคโนโลยี และความเชี่ยวชาญข้ามพรมแดน ซึ่งนาไปสู่การพัฒนาศักยภาพการผลิตและการสร้างนวัตกรรม แต่ก็นามาซึ่งความท้าทายและผลกระทบต่าง ๆ เช่น ความเหลื่อมล้าทางเศรษฐกิจและสังคม ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเทศที่รับการลงทุน (Host Countries) เช่น การมีส่วนร่วมของชุมชนในโครงการลงทุน การจัดการควบคุมสารปนเปื้อนมลพิษอย่างเหมาะสม นาไปสู่มลพิษทั้งทางน้าและทางอากาศ ผลกระทบจากการสูญเสียการใช้ประโยชน์ในที่ดิน ผลกระทบทางสังคมและวัฒนธรรมจากการเคลื่อนย้ายแรงงานนอกพื้นที่เข้ามาในพื้นที่ เป็นต้น


คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ จึงพิจารณาเห็นควรศึกษาเรื่องผลกระทบทาง ด้านสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมของประชาชนและชุมชนทั้งในประเทศไทย รวมถึงในต่างประเทศที่ได้รับผลกระทบจากนักลงทุนไทย จากลักษณะ รูปแบบ กรอบกฎหมาย ความตกลง อีกทั้งนโยบายด้านการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศในปัจจุบัน จากข้อมูล ข้อเท็จจริง เอกสาร หลักฐาน รายงานวิจัย ตลอดจนคาชี้แจงและความเห็นจากหน่วยงานและผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง ใน ๓ ประเด็นความท้าทายหลัก ประกอบด้วย ๑) ด้านการป้องกัน กากับดูแล และตรวจสอบ ๒) ด้านความยุติธรรมและการเยียวยา และ ๓) ด้านความพร้อมและการดาเนินการของภาคธุรกิจ โดยมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะสาคัญ ดังนี้


๑. ด้านการป้องกัน กากับดูแล และตรวจสอบ
๑.๑ หน่วยงานภาครัฐ องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ และองค์การมหาชน
ได้ศึกษากลไกและกรอบกฎหมายอีกทั้งนโยบายรวมทั้งขอบเขตอานาจหน้าที่ในปัจจุบันของบรรดากลไกป้องกัน กากับดูแล และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในบริบทการลงทุนข้ามพรมแดนของภาคธุรกิจไทยโดยหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานรัฐ ได้แก่ สานักงานคณะกรรมการกากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) สานักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (Board of Investment of Thailand : BOI) คณะอนุกรรมการขับเคลื่อน

แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน สานักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) สานักงานนโยบายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (สผ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกรมสรรพากร องค์กรอิสระภายใต้รัฐธรรมนูญ ได้แก่ คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน อีกทั้งองค์การมหาชน ได้แก่ สานักงานความร่วมมือพัฒนาเศรษฐกิจกับประเทศเพื่อนบ้าน (องค์การมหาชน) (สพพ.) และองค์การบริหารก๊าซเรือนกระจก (องค์การมหาชน) (อบก.)
ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า หน่วยงานภาครัฐและองค์กรอิสระของไทยยังมีข้อจากัดในการกากับดูแลการดาเนินงานของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน ในต่างประเทศ อานาจหน้าที่ในการกากับดูแลและตรวจสอบบริษัทที่ละเมิดสิทธิมนุษยชน นอกประเทศและ/หรือก่อการละเมิดข้ามพรมแดนของหน่วยงานต่าง ๆ อีกทั้ง การบูรณาการระหว่างกัน รวมถึงกลไกในการป้องกันและรับเรื่องร้องเรียนจากผู้เสียหาย ยังคงไม่มีความชัดเจน นอกจากนี้ ในบางกรณีแม้จะมีการตรวจสอบและพบว่า มีการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือก่อผลกระทบทางลบต่อสิ่งแวดล้อม แต่การนาข้อเสนอแนะจากการตรวจสอบไปปฏิบัติตามยังคงไม่ได้รับการตอบสนองเท่าที่ควร เนื่องจากมักไม่มีสภาพบังคับ


ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
๑.๑.๑ มอบหมายหน่วยงาน/จัดตั้งกลไกที่เหมาะสมทาหน้าที่ในการกากับดูแล รวมถึงรับข้อร้องเรียน ตรวจสอบ ติดตาม และให้ข้อเสนอแนะเพื่อแก้ไขสถานการณ์การละเมิด สิทธิมนุษยชนและผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งเกิดขึ้นโดยนักลงทุนไทย บริษัทข้ามชาติไทย ตลอดจนบริษัทในห่วงโซ่อุปทาน
๑.๑.๒ พิจารณาเพิ่มบทบาทหน่วยงาน กลไก หรือเครื่องมือการป้องกัน กากับดูแล และตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยภาคธุรกิจในปัจจุบันให้สามารถปรับใช้ครอบคลุม ไปถึงบรรดากิจกรรมของบริษัทในเครือหรือบริษัทย่อยของภาคธุรกิจและรัฐวิสาหกิจโดยชัดแจ้ง และสามารถสนับสนุนให้เกิดการดาเนินธุรกิจด้วยความรับผิดชอบและเคารพสิทธิมนุษยชนอย่างมีประสิทธิภาพ
๑.๑.๓ กำหนดให้รัฐมีอานาจพิจารณาให้มีนโยบาย “No Go Zone” เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการสัญชาติไทยหรือรัฐวิสาหกิจไทยเข้าไปลงทุนในประเทศหรือพื้นที่ที่เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง และในกรณีที่มีลงทุนไปแล้ว ต้องมีการกาหนดมาตรการชะลอการทาธุรกิจ
๑.๒ สถาบันการเงิน
ได้ศึกษากลไก กรอบกฎหมาย อีกทั้งนโยบาย รวมถึงแนวทางการป้องกัน กากับดูแล และตรวจสอบทั้งตามมาตรฐานระหว่างประเทศและแนวทางของสถาบันการเงินระหว่างประเทศ ธนาคารแห่งประเทศไทย และธนาคารพาณิชย์เอง


ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันธนาคารแห่งประเทศไทยและสถาบันการเงินมีการดาเนินนโยบายที่สะท้อนถึงความตระหนักรู้ด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมเพิ่มมากขึ้น แต่ยังคงมีข้อท้าทายหลายประการ ทั้งเรื่องยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ที่ให้ความสาคัญกับเรื่องสิ่งแวดล้อมและสภาพภูมิอากาศ แม้จะมีการอ้างอิงเรื่องสังคมควบคู่ด้วย แต่เป็นเพียงนโยบายที่ยังคงไม่มีสภาพบังคับหรือการที่ธนาคารพาณิชย์แม้จะมีหลายแห่งที่ประกาศนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมถึงความโปร่งใสและความรับผิด แต่การนามาปรับใช้ในขั้นตอนการสนับสนุนทางการเงินแก่ลูกค้ายังคงเป็นไปโดยจำกัด


ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
๑.๒.๑ ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. ๒๕๕๑ เพื่อผนวกเอาประเด็นด้านการคุ้มครองสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เป็นหนึ่งในประเด็นที่ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอานาจในการกากับดูแลอย่างชัดเจน รวมถึงออกข้อกาหนดที่เกี่ยวข้อง
๑.๒.๒ ธนาคารแห่งประเทศไทยควรสนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ออกผลิตภัณฑ์ทางการเงินเพื่อสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านไปยังกิจกรรมสีเขียวและเคารพสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
๑.๒.๓ ธนาคารแห่งประเทศไทยดาเนินการออกแนวทาง (Guidelines) ตามภาคส่วนว่าธนาคารพาณิชย์ควรจะพิจารณาความยั่งยืนด้านไหนในภาคธุรกิจนั้น ๆ รวมถึงในกรณีการลงทุนข้ามพรมแดน ในขณะที่ธนาคารพาณิชย์ต่าง ๆ ควรขยายหลักเกณฑ์การประเมินสินเชื่อของธนาคาร โดยให้มีการประเมินปัจจัยเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม สังคม การกากับดูแล (Environmental, Social, and Governance : ESG) ของโครงการร่วมด้วยอย่างรัดกุมและรอบด้าน อีกทั้งเปิดช่องให้มีการรับฟังข้อห่วงกังวลจากผู้มีส่วนได้เสียที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการ
๑.๒.๔ สนับสนุนให้ธนาคารพาณิชย์ทุกแห่งกาหนดไว้ในนโยบายของตนเป็นลายลักษณ์อักษรว่าจะเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับ สิทธิมนุษยชน ซึ่งผลอย่างหนึ่งคือต้องมีการตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียนของธนาคารที่ให้ผู้มีส่วนได้เสีย ของโครงการสามารถส่งเรื่องร้องเรียนได้โดยตรง
๑.๓ ภายใต้ข้อตกลงการค้าและการลงทุน
ในกรณีข้อตกลงการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ ได้ศึกษากลไกการป้องกัน ตรวจสอบ และกากับดูแลภายใต้ข้อตกลงและกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ทั้งความตกลงการค้าเสรี (Free Trade Agreement: FTA) ความตกลงส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (Bilateral Investment Treaty: BIT) และการขับเคลื่อนกรอบความร่วมมือทางเศรษฐกิจอินโดซิฟิก (Indo-Pacific Economic Framework : IPEF)


ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ยังคงมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมและภาคประชาชนในขั้นตอนการเจรจากรอบการค้าและการลงทุนต่าง ๆ รวมถึงการที่กรอบข้อตกลงเหล่านี้มักส่งผลเป็นการลดทอนมาตรการเชิงป้องกันที่มีอยู่ในกฎหมายปัจจุบัน นาไปสู่การละเมิดด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมได้โดยง่าย


ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
๑.๓.๑ พิจารณาทบทวนข้อตกลงทางการค้าและการลงทุนที่มีอยู่ และเพิ่มประเด็นเกี่ยวกับการคานึงถึงผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในการเจรจาข้อตกลง ทางการค้าและการลงทุนฉบับใหม่ ๆ และกาหนดให้เป็นประเด็นสาคัญในประการแรก ๆ ในขั้นตอน การเจรจา
๑.๓.๒ การเจรจา FTA และ BIT ต้องมีความโปร่งใสและประกันการมี ส่วนร่วมจากประชาชนและกลุ่มผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยรัฐบาลควรเปิดเผยเนื้อหาข้อตกลงและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนในระหว่างการเจรจาและก่อนลงนาม อีกทั้งรัฐสภาควรให้ ความเห็นชอบกรอบการเจรจาก่อนเริ่มเจรจาและเนื้อหาข้อตกลงก่อนลงนามและให้สัตยาบัน รวมถึงผ่านการแก้ไขมาตรา ๑๗๘ ของรัฐธรรมนูญ พ.ศ. ๒๕๖๐ เพื่อเปิดช่องให้มีการเผยแพร่ข้อมูล เพื่อสนับสนุนความโปร่งใสในกระบวนการพิจารณาหรือการเจรจาข้อตกลงต่าง ๆ
๑.๓.๓ สนับสนุนให้มีการเจรจาต่อรองเพื่อรักษาพื้นที่ทางนโยบาย (policy space) ในการออกมาตรการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ส่งเสริมการเข้าถึงยา และปกป้องสิทธิเกษตรและรักษาทรัพยากรชีวภาพ รวมทั้งการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาที่เกินไปกว่าความตกลงระหว่างประเทศ เพื่อให้การค้าระหว่างประเทศนามาซึ่งประโยชน์ที่ยั่งยืนสาหรับทุกภาคส่วนของสังคม


๒. ประเด็นการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา
ได้ศึกษากรอบกฎหมายในปัจจุบันเกี่ยวกับอุปสรรคในการเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา ทั้งผ่านกระบวนการศาล และนอกกระบวนการศาล


ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า ปัจจุบันยังคงมีช่องว่างด้านกฎระเบียบและทางกฎหมายที่เอื้อให้บรรษัทข้ามชาติอาจไม่ต้องรับผิดในการกระทาของตนในต่างประเทศได้เหตุดังกล่าว สืบเนื่องมาจากสาเหตุหลายประการ เช่น การที่บริษัทแม่สามารถหลีกเลี่ยงความรับผิดได้ในทางกฎหมายแม้ตนจะเป็นผู้มีอิทธิพลในความเป็นจริงในการก่อให้เกิดการละเมิดดังกล่าว ขอบเขตของอานาจศาลที่จากัดในบางกรณี การเข้าถึงพยานหลักฐานในความครอบครองของบริษัทที่เป็นไปอย่างยากลาบากอายุความทางคดีที่สั้น บทบัญญัติของกฎหมายขัดกันที่สร้างภาระแก่ผู้เสียหายในการพิสูจน์ความรับผิด และการที่ผู้ฟ้องคดีไม่ได้รับความช่วยเหลือที่เหมาะสม ทั้งทางด้านกฎหมายด้านการเงิน และด้านกระบวนการต่าง ๆ ในการเข้าถึงการเยียวยา เป็นต้น


ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
๒.๑ กำหนดมาตรการรับรองให้บริษัทแม่มีหน้าที่ตรวจตราและควบคุมบริษัทย่อย รวมทั้งให้ผู้ถือหุ้น/บริษัทแม่ต้องมีความรับผิดสาหรับการกระทาหรือความเสียหายที่เกิดจาก การดำเนินการของบริษัท ถ้าหากสามารถพิสูจน์ความเชื่อมโยงระหว่างบริษัทแม่ บริษัทย่อย และ การกระทาที่ผิดกฎหมาย รวมถึงความเสียหายที่เกิดขึ้นได้ เช่น ผ่านการตราพระราชบัญญัติฉบับใหม่
๒.๒ ปรับปรุงแก้ไขพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายของไทยให้มี ความทันสมัยขึ้น เช่น ในมาตรา ๕ ๘ และ ๑๕ ที่ส่งผลต่อขอบเขตการปรับใช้กฎหมายต่างประเทศและ อายุความ ทั้งนี้ การแก้ไขควรเปิดช่องเพื่อให้ผู้พิพากษาสามารถใช้ดุลพินิจตามหลักหลักนิติสัมพันธ์ที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดที่สุด (Closest Connection) หรือยินยอมให้ผู้เสียหายหรือผู้แทนสามารถ ร้องขอให้ปรับใช้กฎหมายที่เหมาะสมสัมพันธ์กับข้อกล่าวอ้างต่อศาลได้ อีกทั้งประกันว่าอายุความจะมีความยืดหยุ่นขึ้น ไม่สั้นไป และปรับใช้ในลักษณะที่ไม่จากัดสิทธิผู้เสียหายที่ประสงค์จะดาเนินคดีเกี่ยวกับการกระทาผิดที่กระทาขึ้นในต่างประเทศโดยบริษัทไทยมากจนเกินควร
๒.๓ ประกันว่าเขตอานาจของศาลของไทยจะครอบคลุมถึงการฟ้องร้องบริษัทไทย ทั้งในคดีแพ่ง อาญา และปกครอง แม้ว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ถูกกล่าวอ้างจะกระทาโดยบริษัทแม่หรือบริษัทย่อยนอกอาณาเขตของประเทศไทย รวมถึงแก้ไขประมวลกฎหมายอาญาเพื่อรองรับการใช้เขตอานาจสากลสาหรับการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ถือว่าเป็นอาชญากรรมภายใต้กฎหมายระหว่างประเทศโดยภาคธุรกิจ
๒.๔ ปรับปรุงกระบวนการอนุมัติการดาเนินคดีแบบกลุ่มให้เป็นไปโดยรวดเร็ว รวมทั้งทาให้ขั้นตอนการส่งหมายหรือคาบอกกล่าวแก่โจทก์นอกเขตประเทศสะดวกขึ้น ผ่านการแก้ไขประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งประสานความเข้าใจแก่ประเทศต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการอานวยความสะดวกในการสืบพยานผ่านช่องทางออนไลน์จากต่างประเทศ
๒.๕ พิจารณาจัดตั้งกองทุน และ/หรือแก้ไขพระราชบัญญัติกองทุนยุติธรรม พ.ศ. ๒๕๕๘ และพระราชบัญญัติค่าตอบแทนผู้เสียหายและค่าทดแทนและค่าใช้จ่ายแก่จาเลย ในคดีอาญา พ.ศ. ๒๕๔๔ เพื่อขยายขอบเขตให้ครอบคลุมกรณีที่มีผู้เสียหายทั้งชาวไทยและต่างชาติ ที่ได้รับความเสียหายจากการดาเนินกิจกรรมของภาคธุรกิจไทยในต่างประเทศ


๓. ความพร้อมและการดำเนินการของภาคธุรกิจ
๓.๑ ความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในการรับมือกับมาตรการจากต่างประเทศ
ได้ศึกษาผลกระทบของกฎหมาย นโยบาย และมาตรการที่ส่งเสริมการค้าการลงทุนไปพร้อมกับการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม ในหลายประเทศทั่วโลกที่มาบังคับใช้กับภาคธุรกิจตลอดห่วงโซ่อุปทานไม่ว่าจะตั้งอยู่ในเขตพรมแดนไหนก็ตาม รวมถึงภาคธุรกิจไทย และความพร้อมของภาคธุรกิจไทยในมุมของการเป็นประเทศรับการลงทุน โดยมาตรการดังกล่าว อาทิ การพัฒนาและการเจรจาการค้าในกรอบเศรษฐกิจสีเขียว แผนการลดก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส มาตรการปรับคาร์บอนก่อนเข้าพรมแดน มาตรการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) และมาตรการตรวจสอบย้อนกลับเพื่อให้สินค้าปลอดการตัดไม้ทาลายป่าของสหภาพยุโรปเป็นต้น


ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า หน่วยงานรัฐหลายหน่วยงานทราบถึงมาตรการดังกล่าว แต่การรับมือรวมถึงการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ภาคธุรกิจยังคงต่างกันในแต่ละหน่วยงานหรือประเด็น อีกทั้งความตระหนักรู้ดังกล่าวยังกระจุกตัวอยู่ในภาคธุรกิจเฉพาะกลุ่ม ในขณะที่ภาคธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมยังต้องการการสนับสนุนมากขึ้นในการปรับตัวและเปลี่ยนผ่านเพื่อโอกาสในการเป็นส่วนหนึ่งของตลาดดังกล่าว


ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
๓.๑.๑ เพิ่มการสนับสนุนของภาครัฐเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการปรับตัว เช่น การที่ภาครัฐเข้าไปสนับสนุนในระดับกลุ่มธุรกิจขนาดย่อม ผ่านการให้ความรู้และทักษะสาคัญ ในการทาให้กิจกรรมทางธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม หรือสร้างความรู้ความเข้าใจด้านสิทธิมนุษยชนและกระบวนการตรวจสอบ HRDD หรือผ่านการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการปรับตัว กำหนดให้ภาครัฐสนับสนุนค่าใช้จ่ายในช่วงแรกของการเปลี่ยนผ่าน ซึ่งมีต้นทุนมาก เช่น ผ่านการจัดตั้งกองทุนเพื่อช่วยเหลือภาคธุรกิจในการปรับตัวในการดาเนินธุรกิจให้เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและเคารพสิทธิมนุษยชน
๓.๑.๒ ปรับเปลี่ยนกระบวนการวิธีดาเนินธุรกิจขององค์กร รวมถึงผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทาน ให้สอดรับกับมาตรฐานตามกฎหมาย กฎ ระเบียบ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
๓.๑.๓ ในกรณีที่เกี่ยวกับการควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจกควรดาเนินการยกระดับระบบการทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของสินค้าไทยให้เทียบเท่าสหภาพยุโรป อีกทั้งสรรหาแนวทางที่ไม่ใช่ตลาดคาร์บอน (Non-market-based approaches : NMAs) เพื่อลดก๊าซเรือนกระจกตามความตกลงปารีส
๓.๒ ความพร้อมของภาคธุรกิจไทยต่อการกาหนดมาตรการส่งเสริมการค้า การลงทุนไปภายใต้กรอบสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม
ได้ศึกษาถึงความพร้อมและแนวมาตรการที่จะปรับใช้แก่ภาคธุรกิจไทย เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนไปพร้อมกับการเคารพหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มแข็งมากขึ้น ซึ่งครอบคลุมทั้งแนวทางการสร้างความเข้มแข็งต่อมาตรการที่มีอยู่แล้ว และการกาหนดมาตรการใหม่
ทั้งนี้ จากการศึกษาพบว่า มีหลายมาตรการที่เคยมีการศึกษาหรืออยู่ระหว่างการศึกษาโดยหน่วยงานต่าง ๆ อีกทั้งมีการจัดทาข้อเสนอแนะในเบื้องต้น หากแต่การผลักดันให้ออกมาเป็นกฎหมายเพื่อให้มีผลเชิงบังคับในทางปฏิบัติยังคงประสบความท้าทาย ในขณะเดียวกันก็มีมาตรการที่ถูกเสนอโดยภาคประชาสังคมหรือแม้แต่กาหนดไว้ในแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและ สิทธิมนุษยชนของไทย แต่การผลักดันมาตรการดังกล่าวยังคงไม่มีความคืบหน้าเท่าที่ควร


ข้อเสนอแนะ มีดังนี้
๓.๒.๑ กาหนดให้ภาคธุรกิจขนาดใหญ่ทา Human Rights Due Diligence ที่มีสภาพบังคับ (mandatory) โดยสอดคล้องกับมาตรฐานสากล อย่างต่อเนื่อง รวมถึงประกัน การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสีย เมื่อมีการตัดสินใจดาเนินธุรกิจที่อาจส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเปิดเผยผลการประเมินดังกล่าวต่อสาธารณะ รวมถึงทา Heightening HRDD ถ้าเกี่ยวกับกิจกรรมทางธุรกิจในพื้นที่ขัดแย้งหรือสงคราม
๓.๒.๒ ภาคธุรกิจที่เป็นผู้นาเข้าหรือรับซื้อสินค้าควรกาหนดแนวทางและมาตรการตรวจสอบที่ชัดเจนและเป็นไปตามมาตรฐานสากลเพื่อประกันว่าผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นถูกผลิตขึ้นมาโดยปราศจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมตลอดห่วงโซ่อุปทาน และเปิดเผยข้อมูลแนวทาง มาตรการ และผลการพิจารณาแก่สาธารณะ
๓.๒.๓ ดาเนินการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพโดย การมีส่วนร่วมของผู้ได้รับผลกระทบตามความเป็นจริง อีกทั้ง ประกันว่าการมีส่วนร่วมดังกล่าวจะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เช่น มีการแปลรายงานข้อมูลต่าง ๆ เป็นภาษาที่เข้าใจได้ มีการเผยแพร่ข้อมูล ทั้งสรุปฉบับเต็มและให้เวลาเพียงพอแก่ผู้ได้รับผลกระทบในการทาความเข้าใจ ทั้งนี้ รวมถึงการพิจารณาความเป็นไปได้ในการจัดทาการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน (Transboundary EIA)

สำหรับโครงการที่อยู่ในพรมแดนประเทศหรือโครงการลงทุนในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนเข้ามายังประเทศไทยโดยเฉพาะโดยบริษัทไทย
๓.๒.๔ จัดให้มีกลไกเกี่ยวกับการร้องทุกข์ในระดับปฏิบัติการ (OGM) เพื่อเป็นกลไกที่ผู้ได้รับผลกระทบสามารถสื่อสารโดยตรงกับภาคธุรกิจเพื่อแก้ไขปัญหา โดยสามารถเข้าถึงกลไกโดยไม่เปิดเผยชื่อและข้อมูลส่วนบุคคลได้ อีกทั้งควรมีการตรวจสอบและประเมินให้กลไกเกิดขึ้นโดยมีประสิทธิผล รวมถึงผ่านการบรรจุผลการดาเนินการในรายงานประจาปีที่เผยแพร่ต่อสาธารณะ

อ่านรายงานฉบับเต็มและดาวน์โหลดได้ที่ลิ้งด้านล่าง