ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 เครือข่ายคนทำงานด้านการโยกย้ายถิ่นฐานและพลพรรคนักวิชาการได้ร่วมกันจัดงานการสัมมนาสาธารณะเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากลปี 2567 – International Migrants Day 2024 วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ ห้องประชุม SiHub ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภายในการสัมมนามีการพูดถึงปัญหาสังคมสูงวัยของไทยและการบริหารจัดการประชากรข้ามชาติที่ยังคงมีปัญหาและในระยะยาวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนประชากรได้
การจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ชาติและสังคมไทยในอนาคต
แล ดิลกวิทยารัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรและการโยกย้ายถิ่นฐาน กล่าวว่าตนเป็นลูกครึ่งเวียดนาม ตอนเด็ก ๆ จะขอเงินพ่อต้องใช้ภาษาเวียดนาม และมีเพื่อนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของชาวจีนอพยพ
เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพวกเราล้วนเป็นคนย้ายถิ่น ในแง่ประวัติศาสตร์เองก็สร้างโดยคนย้ายถิ่น การสร้างบ้านแปงเมือง สาธารณูปโภคต่าง ๆ จะมาจากการใช้แรงงานของคนย้ายถิ่นทั้งนั้น
อาจารย์แลกล่าวถึงความสำคัญในทางเศรษฐกิจของประชากรย้ายถิ่นว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานข้ามชาติไม่น้อยกว่า 70%
การย้ายถิ่นเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นสากล เป็นปกติอย่างมาก และไม่ใช่เรื่องแปลก ในปัจจุบัน จะเห็นว่าประเทศหลายประเทศมีคนย้ายถิ่นเข้าไปอาศัยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ไทย สิงคโปร์ และอื่น ๆ
ก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาเรื่องคนย้ายถิ่น แต่พอหลังการเกิดรัฐชาติสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 6 ก็เริ่มมีแนวคิดเชื้อชาตินิยม มีเรื่องคนต่างด้าวท้าวต่างแดน ซึ่งในไทยเองก็มีการลงทะเบียนคนต่างด้าว ในใบคนต่างด้าว จะเขียนเป็นภาษาอังกฤษว่า “Alien”
ข้อสังเกตที่สำคัญจะเห็นได้ว่าคนย้ายถิ่นมักจะเป็นคนระดับล่าง ถ้าเป็นสมัยก่อนเราจะนึกถึงคนที่ถูกกวาดต้อนจากสงคราม ส่วนคนระดับบนจะเป็นคนในพื้นถิ่นและไม่ค่อยมีการเคลื่อนย้าย
ในมิติทางประวัติศาสตร์ คนเวียดนามและคนเขมรยุคแรกเข้ามาในไทยจากการถูกกวาดต้อนตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 3 ซึ่งสมัยนั้นเรียกว่ายวน มาอยู่ในบริเวณสามเสนต่อเนื่องจนถึงปัจจุบัน ดังนั้น คนย้ายถิ่นถือเป็นฐานรากของการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ
จำนวนที่เป็นทางการของแรงงานข้ามชาติเราอาจจะเห็นว่ามีประมาณ 3 ล้านคน แต่ตัวเลขในความเป็นจริงอาจมากกว่านั้นถึงสองเท่า
“หากคนย้ายถิ่นเหล่านี้เป็นภาระจริง เราคงจะเห็นแล้วว่าเขามาเป็นขอทานหรือคนข้างถนน แต่ไม่ใช่เช่นนั้น พวกเขาหายไปหรือเข้าไปอยู่ในโรงงาน เป็นกำลังสำคัญในการผลิตสินค้าต่าง ๆ พิสูจน์ให้เห็นว่าในความเป็นจริงสังคมไทย หรือแม้แต่สังคมอื่นอย่างสิงคโปร์ขาดแรงงานข้ามชาติไม่ได้” แล ชี้ให้เห็น
นอกจากนี้อาจารย์แลยังอธิบายว่าเหตุที่ไทยไม่ให้สัตยาบันในอนุสัญญาองค์การแรงงานระหว่างประเทศข้อ 87 และ 98 (ILO 87 และ 98) เพราะกลัวคนต่างด้าวจะตั้งสหภาพแรงงาน ทั้งที่ในความเป็นจริงหากแรงงานไทยสามารถตั้งสหภาพได้ก็ถือว่าเป็นสิทธิมนุษยชนแบบหนึ่ง แต่เรากลับไม่ให้แรงงานต่างด้าวตั้งสหภาพ ซึ่งการให้สัตยาบันในส่วนนี้เรียกร้องกันมา 30 กว่าปีแล้ว เหตุผลหลักก็ดังที่กล่าวไป
“รัฐพยายามเอาความเป็นอื่นมาใช้เป็นเครื่องมือในการขูดรีดแรงงาน นั่งนคือการฉกฉวยเอาเรื่องของชนชาติมาขัดขวางประโยชน์ของชนชั้น โดยเผู้ใช้แรงงานตกเป็นเหยื่อ ซึ่งนี่เป็นปรากฏการณ์ทั่วไป” แล กล่าว
อย่างไรก็ตาม ในอีกทางหนึ่งเราก็ขาดแรงงานข้ามชาติที่อยู่ในอุตสาหกรรมการผลิตโดยเฉพาะในส่วนของ unskilled labour ไม่ได้ เพราะหากไม่มีพวกเขางานบางประเภท เช่น งาน skilled labour ก็จะไม่สามารถเกิดขึ้นได้
ความเป็นคนข้ามชาติถูกเอาไปใช้เป็นเครื่องมือขูดรีดแรงงานกันเองผ่านกระบวนการทำให้เป็นอื่น (Alienization) เมื่อเป็นคนอื่นจึงจะเสมอเหมือนหรือมีสิทธิเท่ากับคนไทยไม่ได้ สิ่งนี้ปรากฏขึ้นเป็นระยะ ไม่ได้หายไป สิ่งนี้เป็นเทคนิควิธีการที่ทำให้ขบวนการแรงงานในสังคมไทยโดยภาพรวมไม่เติบโต
กระบวนการด้อยค่านี้ทำให้ขบวนการแรงงานถูกกดขี่ ทำให้คนที่ถูกให้เป็นอื่น ไม่ว่าจะเป็นชาติใด หรือแม้แต่คนอีสานเป็นได้แค่แรงงานระดับล่าง แต่ถึงกระนั้น การตื่นตัวเรื่องสิทธิต่าง ๆ ทำให้การด้อยค่าคนบางกลุ่มมีลดน้อยลงไป แต่กับคนบางกลุ่มก็ยังไม่หายไป ดังนั้น จึงอยากเสนอว่าการบริหารแรงงานต่างด้าวที่มีอารยะคือการลดหรือการกำจัดให้หมดไปซึ่งการทำให้แรงงานข้ามชาติเป็นคนอื่น
สถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานในปัจจุบัน
อันวาร์ ตัวแทนผู้อพยพย้ายถิ่นจากคูเวต เล่าถึงประสบการณ์ความยากลำบากของตนว่าผู้ลี้ภัยต่อสู้อย่างยากลำบากในการได้มาซึ่งบัตรเลข 0
เขาย้อนความว่าตนอยู่ไทยมา 20 ปี เกิดที่คูเวต เมื่อเกิดสงครามอิรักบุกคูเวต ชีวิตไม่เหมือนเดิม หลังจากลี้ภัยสงครามไป พอกลับประเทศไม่สามารถทำงานหรือเข้ามายังประเทศบ้านเกิดตัวเองได้ในฐานะคนคูเวตได้อีกต่อไปเพราะไม่มีบัตร หายไประหว่างทางทั้งครอบครัว เรากลายเป็นคนไร้สัญชาติ โดยปัจจุบันมีผู้ลี้ภัยเกือบ 300 ล้านคนทั่วโลกตอนอยู่ที่คูเวต เราป่วยเราก็ไม่สามารถรับการรักษาอย่างเป็นทางการได้ ต้องใช้วิธีการใต้โต๊ะถึงจะได้รับการรักษา ใช้ชีวิตไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ และต้องถูกออกจากโรงเรียนเพราะไม่มีสัญชาติ
ปี 2005 เข้ามาประเทศไทย ตอนนั้นอายุ 15 ปี หลังจากพ่อแม่เลิกกัน ตอนนั้นเข้ามาไทยพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับประเทศไทย แต่รู้จากพ่อว่าคนไทยน่ารักยิ้มเก่ง โดยตนได้โอกาสทำงานตอนอายุ 17 ปี เป็นครูสอนภาษาอังกฤษ ซึ่งได้จากแม่ และฝึกเพิ่มเติมด้วยการดูหนัง อ่านหนังสือ ฟังเพลง
“ตอนนั้นไม่รู้ว่าต้องใช้ใบอนุญาตทำงาน (work permit) แต่ส่วนตัวทำไม่ได้อยู่แล้ว เพราะไม่มีทั้ง passport และ ID Card แต่ก็ทำงานนั้นอยู่ได้ไม่นานก็ต้องออก เพราะต้องทำเป็นรอบ บวกกับความเครียดจากการทำงาน จึงมีอาการป่วย พอไปรักษาก็ไม่สามารถเข้ารับการรักษาได้เพราะไม่มีบัตรยืนยันตัวตนใด ๆ” อันวาร์กล่าว
เขากล่าวต่อว่าการได้มาซึ่งบัตร 13 หลัก หรือบัตรเลข 0 นั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 2018 แลเริ่มดำเนินการจริงจังในปี 2020 ไปที่เขตทุ่งครุ และโดนทางเขตแจ้งตำรวจจับ ตำรวจมาจับไปไว้ที่สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และได้รับการช่วยเหลือในภายหลัง
“เมื่อเกิดสงครามรัวเซียในยูเครยประเทศอื่น ๆ เชิญให้คนยูเครนอพยพเข้าไปในประเทศของตนเพื่อรับการช่วยเหลือ แต่กับคนในประเทศอื่นหรือคนอาหรับแบบเขานั้นตรงกันข้าม เพียงเพราะไม่ใช่คนยุโรป” อันวาร์ย้ำเตือนถึงการให้ความช่วยเหลือและการจัดการผู้ลี้ภัยที่มีความเหลื่อมล้ำดังกล่าว
อันวาร์เล่าว่าตนเคยมีประสบการณ์สมัครลงทะเบียนผู้ลี้ภัยในระบบของ UNHCR แต่ทางเจ้าหน้าที่ของทาง UNHCR ก็ทำเลขหายเลยต้องสมัครใหม่
“หลังจากถูกจับโดย ตม. ก็ได้มีการประกันตัวออกมาทำให้ต้องมารายงานตัวทุก 2 เดือน ที่สำนักงาน ตม. เพราะยังโดน blacklist แม้ว่าจะอยู่ไทยมากกว่า 20 ปี และแต่งงานกับภรรยาชาวไทย ปัจจุบันก็ไม่ได้หนีไปไหน ไม่ได้ฆ่าคนตาย” อันวาร์ตัดพ้อถึงโชคชะตา
รศ.ดร. นฤมล ทับจุมพล คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงการย้ายถิ่นฐานของชาวเมียนมาหลังการรัฐประหารว่าประเด็นแรก คนที่เข้ามาในไทยมีหลายแบบ สาเหตุหนึ่งมาจากเงื่อนไขที่บังคับให้พวกเขาต้องออกมา เช่น ความขัดแย้งทางอาวุธหรือสงครามในประเทศ เป็นสถานการณ์ที่นำไปสู่การอพยพโยกย้าย เป็นสงครามที่ทุกคนละเลย ซึ่งจรงข้ามกับสงครามรัสเซียในยูเครนเพราะถูกโยงเข้ากับความรู้สึกร่วมของคนทั้งโลก
หลังการรัฐประหาร ปี 2564 ในเมียนมา มีการพูดถึงทั่วโลกก็จริง แต่ก็ไม่ได้ทำอะไรเหลือช่วยเหลืออะไรได้เราเจอสถานการณ์สงครามที่ทุกฝ่ายละเลย คนที่เข้ามาก็เป็นเหยื่อ รัฐไทยก็คิดไม่ออกว่าจะต้องจัดการเรื่องนี้อย่างไร เพราะกฎหมายก็ไม่เปิดมากพอให้ทำอะไรได้
ประเทศเมียนมามีสถานการณ์ความไม่สงบ มีคนข้ามแดนมาด้วยหลายเหตุผลทั้งเพราะเรื่องเศรษฐกิจ เรื่องการบังคับเกณฑ์ทหาร แรงงานในไทยไม่กล้ากลับบ้านเพราะจะถูกบังคับไปรบ กองทัพพม่าระดมกำลังพลจากแรงงานข้ามชาติประเภท MoU กลับบ้านไปรับใช้ชาติ
ปี 2568 จะมีแรงงานถูกกฎหมายกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมายมากขึ้น เพราะประเทศต้นทางจะไม่ออกเอกสารให้สามารถทำงานในต่างประเทศได้อีกต่อไป เพราะต้องการกำลังรบ
พื้นที่ที่กองทัพพม่าควบคุมได้ในขณะนี้มีลักษณะเป็นไข่ดาว เพราะรอบข้างถูกยึดโดยกองกำลังชาติพันธุ์ ซึ่งเส้นเขตแดนที่ปรากฏในเมียนมาในขณะนี้นั้นเป็นเส้นในจินตนาการจากการตราขึ้นมาโดยสถานการณ์การสู้รบที่เป็นอยู่
ขณะนี้ไทยมีตัวเลขแรงงานข้ามชาติที่ไม่ขึ้นทะเบียนถึง 1.5 ล้านคน โดยกลุ่มชาตินิยมอาศัยข้อมูลนี้เพียงบางส่วนนการปั่นกระแสว่าคนกลุ่มนี้จะมาแย่งสิทธิประกันสังคมหรือสิทธิบัตรทอง
ประเทศต้นทางยังคงมีปัญหาความอดอยาหหิวโหยจากสงคราม
อาจารย์นฤมลชวนตั้งคำถามว่าทำไมเราถึงไม่ปฏิบัติกับแรงงานพม่าเหมือนกับคนงานไทยที่อยู่ในต่างประเทศบ้าง ทำไมไม่คิดว่าหากแรงงานไทยเจอแบบนั้นบ้างจะอยู่อย่างไรในต่างประเทศ
อีกประเด็นหนึ่งที่ไม่ค่อยถูกพูดถึงนักคือการเมืองพลังงานจะเป็นโจทย์ถัดไปของรัฐบาลไทย ทั้งการเมืองบ่อก๊าซในเมียนมาที่มีนักลงทุนไทยอย่าง ปตท. เข้าไปลงทุนมานานหลายสิบปี โดย ปตท. ไม่คิดจะถอนการลงทุนออกไป เพราะให้เหตุผลว่าค่าไฟจะแพง และก๊าซในพื้นที่ทับซ้อนทางทะเลไทย – กัมพูชา
ในเรื่องการแก้ไขปัญหาแรงงานข้ามชาติ คิดว่ารัฐบาลจะเลือกแนวทางขยาย MOU หรือขยายวีซ่า แต่ปัญหาที่ต้องเจอคือเรื่องพาสปอร์ตที่ต้องทำโดยประเทศต้นทาง
“หากจะแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานรัฐและกลุ่มฝ่ายขวาต้องไม่เอาการเมืองในประเทศมาเป็นทางออกในการเมืองสาธารณะ เพราะการเอากระแสชาตินิยมมาเป็นทางออกจะไม่สามารถแก้ปัญหาเศรษฐกิจและสังคมในไทยได้เลย” รศ. นฤมล ย้ำ
ผศ. ดร. จิราพร เหล่าเจริญวงศ์ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ชวนตั้งคำถามว่าเราเป็นคนไทยแท้ตั้งแต่เมื่อไหร่ แล้วคนไทยแท้มีอยู่จริงหรือไม่
ในช่วงที่ผ่านมาจะเห็นข่าวออกมาเป็นระยะ เช่น ต่างด้าวคลอดในไทยจนหมอรับภาระไม่ไหว ทำให้คนไทยตั้งคำถามก่อนหน้านี้ก็มีข่าวที่เด็กร้องเพลงชาติพม่าในโรงเรียนที่อยู่ในไทย
“มีการเสนอให้เอาผู้อพยพออกไปจากประเทศไทย จะเกิดอะไรขึ้น คำตอบคือไทยจะไม่มีอาหารกิน เพราะในการผลิตอาหารอุตสาหกรรมนั้นส่วนใหญ่ผลิตโดยแรงงานข้ามชาติเป็นส่วนใหญ่ทั้งอาหารกระป๋อง อาหารสดจากทะเล ไทยจะเจอกับภาวะอาหารขาดแคลน ในส่วนของเนื้อสัตว์แน่ ๆ ก็จะเจอปัญหา เพราะแรงงานข้ามชาติเองก็ทำงานในฟาร์มเป็นจำนวนมาก อีกทั้งยังมีความเสี่ยงที่จะเจอกับโรคระบาดจากสัตว์” ผศ. จิราพร ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของแรงงานข้ามชาติในอุตสาหกรรมอาหาร
รายงานขององค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน (IOM) ระบุว่า แรงงานข้ามชาติในไทยมีถึง 6-7 ล้านคน กว่า 1.6 แสนคนอยู่ในอุตสาหกรรมอาหารทะเล ซึ่งมีมูลค่ารวมกว่าล้านล้านดอลลาร์ และมีแรงงานข้ามชาติในภาคบริการ เช่น แม่บ้าน ร้านอาหาร การท่องเที่ยว คิดเป็น 44.7% ของ GDP ประเทศไทย นอกจากนี้ยังมีแรงงานข้ามชาติในภาคการก่อสร้างอีกเป็นจำนวนมาก อีกทั้งการดูแลผู้ป่วยและผู้สูงอายุ หรือ day care ต่าง ๆ เองก็อาศัยแรงงานข้ามชาติเช่นกัน
อาจารย์ด้านมานุษยวิทยาชี้ให้เห็นสถานะของประเทศไทยว่าขณะนี้ไทยกำลังเป็นคนป่วยของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เพราะเศรษฐกิจไม่โต ไม่มีแรงงานข้ามชาติเข้ามาช่วย เพราะอัตราการเกิดของคนไทยต่ำมาก ในขณะที่ประชากรสูงอายุก็มีอายุยืนมากขึ้น”
สิ่งที่ทำให้คนไทยบางกลุ่มเกลียดกลัวแรงงานข้ามชาติ คือ อคติ การเลือกปฏิบัติทางสีผิว เชื้อชาติ ไม่รู้จักฉัน ไม่รู้จักเธอ ไม่อิงกับข้อมูลที่เป็นจริง เช่น ประเด็นที่คนต่างด้าวเข้ามาใช้สิทธิคนไทย ความแตกต่างทางวัฒนธรรม กลัวการแย่งงาน และการนำพาโรคติดต่อมาให้ ซึ่งมีข้อจริงบางส่วน เพราะคุณภาพของสาธารณสุขในประเทศต้นทางนั้นไม่ดีนัก
“แรงงานข้ามชาติกำลังถูกทำให้เป็นเครื่องมือทางการเมืองผ่านการตำหนิแปะป้าย (blame game) ผ่านการปลุกกระแสความหวาดกลัวจากความเป็นอื่น” ผศ. จิราพร ย้ำเตือนสถานการณ์
อดิศร เกิดมงคล กลุ่ม Migrant Working Group กล่าวว่าสถานการณ์การโยกย้ายถิ่นฐานในไทยขณะนี้คือ ปัจจุบันความเป็นแรงงานข้ามชาติกับผู้ลี้ภัยนั้นแยกกันไม่ออก และปัจจุบันยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนในการแก้ไขปัญหาที่ซับซ้อนนี้
แรงงานข้ามชาติปัจจุบันในไทยมีราว 3.4 ล้านคน และคนไร้รัฐราว 5 แสนกว่าคน ส่วนผู้ลี้ภัยมีข้อจำกัดจำนวนมากทั้งในเรื่องสถานะการอยู่อาศัยและเอกสาร รวมถึงสถานะผู้ลี้ภัยซึ่งไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัยและพิธีสารที่เกี่ยวข้อง
แรงงานข้ามชาติ ปัจจุบันในระบบมีทั้งหมด 3 ล้านคนจาก 4 สัญชาติ (เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม) และอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า (ก.พ. 2568) แรงงานข้ามชาติชาวเมียนมากว่า 2 ล้านคนจะต้องกลายเป็นแรงงานผิดกฎหมาย หากไม่มีการขยายมติ ครม. หรืออนุญาตให้ทำงานในไทยต่อเป็นการชั่วคราว รัฐจึงใช้วิธีตั้งศูนย์ต่ออายุและพิสูจน์สัญชาติขึ้นมาซึ่งมีไม่กี่แห่งทั่วประเทศ
“แรงงานผิดกฎหมายนั้นรัฐบาลไทยมีส่วนทำให้พวกเขาเป็นคนผิดกฎหมายเสียเองด้วยความซับซ้อนของระบบการขึ้นทะเบียนและระบบต่าง ๆ ที่เป็นอยู่ สิ่งนี้เป็นการหล่อเลี้ยงกระแสความเกลียดชังต่อแรงงานข้ามชาติเป็นอย่างดี” อดิศร ย้ำเตือนให้เห็นถึงระบบและโครงสร้างของไทยในการจัดการประชากรข้ามชาติที่ยังคงมีปัญหา
ปัจจุบันเป็นการย้ายถิ่นแบบผสมผสาน (mix migration) ดังนั้น แนวทางการบริหารจัดการผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน โดยการข้ามพ้นการจัดการผู้ลี้ภัยโดยการเปิดค่ายผู้ลี้ภัย ไปสู่การกำหนดสถานะทางกฎหมาย การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติที่ก้าวพ้นกับดักการจัดการระยะสั้น เริ่มจากการจัดทำยุทธศาสตร์การบริหารจัดการ
มองไปข้างหน้าการโยกย้ายถิ่นเพื่อประโยชน์ชาติและสังคมไทย
รศ. ดร. ธีรนงค์ สกุลศรี สถาบันวิจัยประชากรและสังคม ม.มหิดล ให้ภาพว่าไทยเข้าสู่สถานการณ์สังคมผู้สูงอายุไปเรียบร้อยแล้ว ไทยจึงหนีไม่พ้นในการมีคนจากข้างนอกเข้ามาทำงานเป็นแรงงานที่คนไทยไม่ค่อยทำ
ปัจจุบันการเข้ามาไทยเป็นการอพยพย้ายถิ่นแบบผสมผสาน ทั้งตั้งใจเข้ามาทำงานโดยตรง และหนีภัยประหัตประหาร ด้วยเหตุนี้ จึงพบปัญหาการอยู่เกินกำหนด (overstay) ของคนที่เข้ามาเป็นจำนวนมาก
ปัจจุบันไทยกำลังเผชิญปัญหาทรัพยากรมนุษย์เพราะประชากรผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น แต่ประชากรวัยแรงงานลดลง นี่จึงเป็นสถานการณ์ที่ท้าทายสำหรับไทยว่าจะเอาอย่างไร
อาจารย์ธีรนงค์เสนอว่าเราควรเข้าใจตรงกันเกี่ยวกับสิทธิขั้นพื้นฐานหรือสิทธิมนุษยชนก่อน เพราะถ้าเข้าใจไม่ตรงกันก็อาจนำไปสู่การเลือกปฏิบัติได้ และอยากเสนอเพิ่มเติมว่าให้มีการพัฒนาแผนน้ำและไฟในชุมชนของแรงงานข้ามชาติและชุมชนชายขอบหรือชายแดนด้วย บางพื้นที่ใช้น้ำไฟแพงกว่าที่อื่น ๆ นอกจากนี้ควรให้แรงงานฝีมือที่อพยพเข้ามาสามารถทำงานช่วยเหลือปัญหาเฉพะทางเช่นเรื่องสุขภาพได้ เช่น ให้แรงงานชาวพม่าที่เป็นหมอหรือพยาบาลสามารถรักษาแรงงานข้ามชาติได้ เป็นต้น เพื่อแบ่งเบาภาระด้านสาธารณสุขของไทย
อ. ณัฐวัฒน์ กฤตยานวัช คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวว่ากฎหมายเป็นสิ่งที่รัฐบัญญัติขึ้นเพื่อควบคุมประชากร แต่ก่อนหน้านั้นต้องมีฐานอันชอบธรรมหรือการให้เหตุผลหรือมีบริบทรองรับ
ในมุมกฎหมาย ความเป็นพลเมืองคือการเป็นสมาชิกและเป็นเจ้าของชุมชนนั้น สิทธิพลเมืองเป็นสิทธิปัจเจกที่เสริมความเป็นสิทธิชุมชน
แม้ไม่ใช่คนในประเทศนั้น แต่เมื่ออยู่ในประเทศนั้น ๆ จะต้องมีสิทธิในการไม่ถูกเนรเทศ กรณีที่ใกล้เคียงที่สุดมีการส่งกลับประชาชนเมียนมากลับไปยังพม่าแล้วถูกสังหาร ซึ่งถือเป็นการผลักกลับให้พวกเขาไปพบเจอกับการประหัตประหาร ซึ่งนี่เป็นจารีตประเพณีระหว่างประเทศ ซึ่งผู้ที่ละเมิด รัฐพยายามรักษากฎหมายแต่ก็ไปละเมิดกฎหมายอื่นที่อาจจะใหญ่กว่าด้วย กล่าวคือ กฎหมายแม้แต่ในประเทศนั้น ๆ ก็อาจจะขัดกันเองหรือขัดกับกฎหมายระหว่างประเทศได้
ดังนั้น สังคมจึงไม่ควรมองเนื้อหากฎหมายแต่เพียงอย่างเดียวเป็นหลัก เพราะกฎหมายที่ใช้อยู่อาจไม่ชอบธรรมก็ได้
อ. ศศิธร ศิลปวัฒยา คณะโบราณคดี ม.ศิลปากร ให้ความเห็นว่าไทยจะจัดการแก้ไขปัญหาในเชิงกฎหมายนโยบายได้จำเป็นต้องสร้างมิติความเข้าใจในประเด็นของการยอมรับความแตกต่างหลากหลายของผู้คน
“เราต้องแก้ไขโดยใช้มิติทางสังคมและวัฒนธรรมด้วย เพราะนี่เป็นข้อจำกัดสำคัญมากในระดับสังคมและความรู้สึกของผู้คน ทำให้สังคมมองแรงงานข้ามชาติเป็นพลเมืองเช่นเดียวกัน เช่น มีสิทธิแบบเดียวกันกับคนในประเทศนั้นได้ เช่น ในญี่ปุ่น มีการให้สวัสดิการแรงงานข้ามชาติเท่ากับคนในท้องถิ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการเก็บภาษีเช่นเดียวกับคนญี่ปุ่น” อาจารย์คณะโบราณคดีชี้ให้เห็นถึงมิติที่สำคัญภายใต้วิกฤตความเกลียดชัง
อาจารย์ศศิธรเสนอให้ใช้มุมมองแสวงจุดร่วมภายใต้พหุวัฒนธรรมแบบสามเส้า หนึ่ง รัฐชาติ สอง ศาสนา สาม ชาติพันธุ์ ให้สามารถหาจุดร่วมกันได้เพื่ออยู่ร่วมได้
สุจิน รุ่งสว่าง ศูนย์ประสานงานแรงงานนอกระบบกรุงเทพฯ กล่าวว่าทัศนคติเป็นเรื่องสำคัญ ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแบ่งแยกเขาแบ่งแยกเรา ทำให้แรงงานไม่สามารถรวมตัวกันได้
สุจินชวนตั้งคำถามว่าที่ผ่านมาและที่เป็นอยู่ในปัจจุบันนั้น กลไกหน้าด่านของไทยเป็นกลไกที่เข้าใจมิติแรงงานมากน้อยแค่ไหน มีการทำความเข้าใจกับแรงงานข้ามชาติและแรงงานไทยอย่างไรบ้าง
เธอกล่าวว่าส่วนตัวพบว่าในพื้นที่ที่ทำงานมีแรงงานที่ผิดกฎหมายจำนวนมาก รัฐพยายามหาวิธีการในการทำให้เขาถูกกฎหมายโดยการขึ้นทะเบียนให้ถูกต้อง
เอกสารเป็นต้นเหตุสำคัญที่ทำให้เขาจะต้องถูกกดขี่ขูดรีดในทุกรูปแบบ เข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ได้ยากมากหรือไม่ได้เลย ไม่ว่าจะเป็นการได้รับการบริการสาธารณสุขที่จะถูกเก็บค่ารักษาแพงหากไม่มีเอกสาร และอื่น ๆ เป็นต้น
ประธานศูนย์ประสานแรงงานนอกระบบกรุงเทพฯ กล่าวว่ารัฐควรปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมือง ออกกฎหมายหรือกฎกระทรวงของกระทรวงแรงงานดูแลและจัดการแรงงานข้ามชาติ
“ส่วนตัวอยากเสนอให้เริ่มละลายการแบ่งแยกจากจุดเล็ก ๆ ในชุมชนก่อน ให้มีกิจกรรมและความร่วมมือกันระหว่างคนไทยและแรงงานข้ามชาติในชุมชนต่าง ๆ ซึ่งหลายพื้นที่พิสูจน์แล้วว่าสามารถทำได้ ถ้าแต่ละชุมชนทำได้ก็จะขยับสู่พื้นที่ที่กว้างกว่าได้” สุจิน เสนอ
ดร. บุษบง วิเศษพลชัย สถาบันการเรียนรู้การสร้างเสริมสุขภาพ เริ่มด้วยการตั้งคำถามว่าคนในพื้นที่ที่มีแรงงานข้ามชาติมีทัศนคติเดียวกับคนในเมืองหรือไม่ ส่วนตัวพบว่าในละแวกพระราม 2 คนในพื้นที่ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นปัญหามากนัก มองว่าเป็นลูกค้า มีรขายของเป็นภาษาพม่า แต่คนข้างอกกลับนรู้สึกแปลกจากความไม่เข้าใจเมื่อมองจากข้างนอก
แรงงานสาธารณสุขตามชายแดนบอกว่าการที่แรงงานข้ามชาติมาคลอดที่โรงพยาบาลไม่ได้เป็นปัญหา และไม่ได้มาแย่งทรัพยากร พยาบาลตามโรงพยาบาลชายแดนไม่ได้รู้สึกแปลกแยกเพราะเขาข้ามไปมาเยี่ยมญาติเป็นปกติอยู่แล้ว แต่มีความพยายามทำให้เป็นอื่น ทำให้เกิดความเกลียดชัง
“ประเด็นการแพร่ระบาดของโรค COVID-19 นั้น คนที่ถูก blame แรก ๆ มักจะเป็นแรงงานข้ามชาติหรือคนต่างด้าว เพื่อต้องการหาแพะรับบาป และมองว่าคนไทยนั้นบริสุทธิ์” บุษบงกล่าวถึงสถานการณ์ความเกลียดชังในวิกฤตโรคระบาดใหญ่ที่ผ่านมา
ยอดตัวเลขที่พบใน 13 เขตสุขภาพ ยอดการฝากท้องมีทั้งหมด 1.5 แสนครั้ง คลอดออกมา 1.5 หมื่น ตัวเลขนี้เองที่อาจทำให้คนไทยรู้สึกหวาดกลัวและไม่มั่นคง
บุษงเสนอว่าเราสามารถลดความเป็นอื่นได้ เราจะต้องชี้ให้เห็นว่าหากเราไม่มีแรงงานข้ามชาติสังคมไทยจะได้รับผลกระทบอะไร เช่น การดูแลผู้สูงอายุโดยแรงงานข้ามชาติหรือในศูนย์ day care เป็นต้น พร้อมกับเสนอว่า “ความกลัวคนอื่นเป็นเรื่องใหญ่ แต่สามารถแก้ได้ใน 2 วิธี คือ ต้องมีหลักฐานเชิงประจักษ์และปริมาณ และต้องมีเรื่องเล่าอื่น ๆ ที่สู้กับเรื่องเล่าใหญ่ที่สร้างความหวาดกลัวและความแตกต่างทางเชื้อชาติ”
ปกรณ์ เลิศเสถียรชัย สถาบันวิจัยสังคม จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่าการข้ามพรมแดนกันไปมาระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ในไทยและเมียนมานั้นเกิดขึ้นเป็นประจำและเป็นปกติ
เขาชี้ใ้เห็นว่ามหาวิทยาลัยเองก็ขาดแรงงานข้ามชาติไม่ได้เพราะหากขาดการขับเคลื่อนความรู้ของนักวิชาการเองก็จะไม่เดินหน้าอย่างที่เป็นอยู่ เพราะแม้แต่สถาบันวิจัยสังคมของจุฬาฯ ที่เรากำลังนั่งอยู่นี้ก็ก่อตั้งโดยฝรั่งหรือคนชาติอื่นที่ไม่ใช่คนไทย
“ดังนั้น จึงเสนอว่าเพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันอยากให้มีการแปลวรรณกรรมของประเทศเพื่อนบ้านเพื่อทำความรู้จักและมีการสร้างการเรียนรู้ระหว่างกันมากขึ้น” เขากล่าว
ปฏิรูปกฎหมาย นโยบาย การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ
อดิศร เกิดมงคล จากกลุ่ม Migrant Working Group และเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน อธิบายว่าแรงงานข้ามชาติในระบบจดทะเบียนมีประมาณ 3 ล้านกว่าคน ส่วนใหญ่มาจากเมียนมาประมาณ 2 ล้านคน ที่เหลือคละกันไประหว่างลาว กัมพูชา และเวียดนาม
ตั้งแต่ต้นปี 2567 พบว่าจำนวนตัวเลขแรงงานข้ามชาติหายไปเกือบ 8 แสนคน ซึ่งมีสาเหตุมาจากการหลุดออกจากระบบของแรงงานโดยนโยบายของรัฐ
อดิศรย้อนสาเหตุว่าการรัฐประหารในพม่านำไปสู่การประท้วงของภาคประชาชนและขยายสู่สงครามกลางเมืองในที่สุด ผลักให้คนเยนมาต้องเข้ามาเป็นแรงงานในไทยเพิ่มมากขึ้น
ในปี 2566 มีการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายในเมียนมา เช่น การกำหนดให้แรงงานข้ามชาติต้องจ่ายภาษีจากเงินรายได้ 2% กลับไปให้รัฐ หรือต้นปี 2567 ที่มีการบังคับเกณฑ์ทหาร และไม่ส่งแรงงานเข้ามาค้าแรงงานในภาคการก่อสร้างเพราะอ้างว่าถูกละเมิดซึ่งจริง ๆ แล้วเป็นข้ออ้างในการไม่ให้ประชาชนออกนอกประเทศเพื่อบังคับเกณฑ์ทหาร
การเข้ามาเป็นแรงงานในไทยแปรผันตรงไปกับสถานการณ์ในประเทศต้นทาง โดยในภาวะปกติ ไทยสามารถนำเข้าแรงงาน MoU จากเมียนมาได้มากถึงหมื่นคน แต่ปัจจุบันทำได้แค่หลักพัน ซึ่งนี่ไม่ใช่ภาวะปกติ และในมิติความมั่นคง จำนวนคนเข้ามาเป็นแรงงานขึ้นอยู่กับนโยบายด้านความมั่นคงด้วย
ประเทศไทยมีอัตราการเกิดน้อยกว่าอัตราการตายตั้งแต่ปี 2564 เป็นต้นมา ซึ่งเป็นปีแรกของการรัฐประหารในเมียนมา นอกจากนี้ในส่วนของความต้องการแรงงานในระยะยาวค่อนข้างมีปัญหาแน่นอนหากยังดำเนินโยบายด้านแรงงานข้ามชาติเช่นนี้
ตัวแทน MWG สรุปว่าไทยต้องการกำลังแรงงานเพิ่มมากขึ้น แต่กระแสการต่อต้านประเทศเพื่อนบ้านกลับเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะจากเมียนมาและกัมพูชา
จริง ๆ ไทยได้วางกรอบการพัฒนาทักษะแรงงานมาระยะหนึ่งแล้ว โดยในยุครัฐบาลพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา มีการให้สัญชาติกับคนต่างชาติที่จบปริญญาตรีมาแล้วด้วย
ปัญหาการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมของคนที่ไม่มีสัญชาติไทยยังคงมีความรุนแรงมากขึ้น ตัวย่างกรณีที่เห็นได้ชัด การขับรถชนแรงงานข้ามชาติที่คนขับรถบอกให้ไปฟ้องเอา เพราะมั่นใจว่าคนชาติอื่นโดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติจะไม่กล้าฟ้อง
“การจะปฏิรูปประเด็นแรงงานต้องลดอุปสรรคต่าง ๆ ที่ทำให้ยากต่อการเข้าถึงสัญชาติ ดังนั้น จึงเสนอให้มีการจัดตั้งกระทรวงหรือกรมประชากรและคนเข้าเมืองเพื่อจัดการประเด็นผู้ลี้ภัย คนเข้าเมือง และแรงงานข้ามชาติมากขึ้น รวมถึงการให้สถานะต่าง ๆ นอกจากนี้ต้องมีการปฏิรูปการทำงานของคนต่างด้าว ในอนาคตอาจจะไม่ใช่กรรมกรแล้ว แต่เราต้องดึงแรงงานที่มีทักษะเข้ามามากขึ้น และสำนักงานแรงงานต่างด้าวจะต้องถูกยกระดับเป็นกรมเพื่อดูแลแรงงานข้ามชาติทั้งหมด” อดิศร เสนอ
ทางเลือกเชิงนโยบายในการจัดการประชากรในสังคมสูงวัย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ อภิชาต จำรัสฤทธิรงค์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล นำเสนอว่านโยบายการทดแทนประชากรด้วยการโยกย้ายถิ่นฐาน (Replacement Migration Policy) เป็นนโยบายที่เสนอโดยสหประชาชาติ หรือ UN เมื่อปี 2001 คือนโยบายการจัดการการย้ายถิ่นจำนวนมากเพื่อแก้ไขปัญหาจำนวนประชากรที่ลดลงเพื่อความมั่นคงทางประชากร
ปี 2019 UN บอกว่าประชากรไทยจะหายไป 1 ใน 3 เมื่อสิ้นสุดศตวรรษที่ 21 โดยลดลงถึง 34.1% แต่แย่กว่านั้นคือในปีต่อมา The Lancet พบว่าอัตราการเกิดของไทยต่ำมาก ทำให้ประชากรอาจจะลดลงยิ่งกว่าเดิม
มีการคาดการณ์ว่าในปี 2100 ไทยจะมีประชากรสูงวัยจำนวนมาก และจะมีประชากรลดลงครึ่งหนึ่งของที่มีอยู่ในปัจจุบัน แต่หากมีการนำเข้าประชากรสักประมาณ 1 – 2.5 แสนคนต่อปีก็จะทำให้ประชากรเพิ่มมากขึ้น
เมื่อเดือนตุลาคม 2566 สำนักอนามัยเจริญพันธุ์ กระทรวงสาธารณสุข พบว่าอัตราการเจริญพันธุ์รวม หรือ Total Fertility Rate: TFR ของไทย จะเหลือเพียง 1,08 เท่านั้น กล่าวคือประชากรผู้หญิงหนึ่งคนให้กำเนิดบุตรเพียง 1.08 คน ซึ่งการทดแทนประชากรนั้นค่า TFR ต้องอยู่ที่ 2.1 แต่หากใช้ replacement migration policy ไทยจะสามารถมีประชากรได้ถึง 45 ล้านคน แต่หากไม่มีนโยบายใดเลยจะเหลือเพียงครึ่งเดียวจากที่เป็นอยู่คือราว ๆ 32 ล้านคน และหากใช้นโยบายกระตุ้นการเกิดสู่นโยบายแทนที่ก็จะอยู่ที่ 42 ล้านคน แต่ถ้าใช้ทุกนโยบายรวมกันจะมีประชากรที่ 62 ล้านคน ในปี 2100
ประเทศไทยต้องมีการวางแผนและดำเนินโยบายเรื่องการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากรที่ลดลงไปอย่างจริงจัง เพื่อลดผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมที่จะเกิดขึ้นควบคู่กับ active aging คือการเลื่อนอายุเกษียณ และนโยบายอื่น เช่น การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ การใช้หุ่นยนต์ AI การแบ่งปันทรัพยากรมนุษย์ ยกตัวอย่างเช่น ASEAN MoU เป็นต้น
ไทยควรริเริ่มนโยบายการย้ายถิ่นเพื่อทดแทนประชากรแต่เนิ่น ๆ ในยามที่การแย่งชิงทรัพยากรมนุษย์ยังไม่รุนแรงมาก และประชากรไทยยังไม่ลดลงมากจนการบูรณการทางสังคมเป็นเรื่องยาก ถ้าไม่มีนโยบายจะสุ่มเสี่ยงกับการถูกประชากนรภายนอกรุกเข้ามาอย่างไม่มีแผน ต้องมีการดำเนินนโยบายอย่างต่อเนื่องทุกปีในระยะยาวตามจำนวนเป้าหมายที่กำหนดและคุณสมบัติที่ต้องการ
ไทยควรทำงานเชิงรุกมีขั้นตอนและกฎเกณฑ์ที่เหมาะสมใช้หลักสิทธิมนุษยชนและมุมมองแบบสากล
อังกฤษนำเข้าประชากรเข้ามาปีละ 5 แสนคน ส่วนสหรัฐฯ ตามระบบแล้วนำเข้าประชากรได้ถึงปีละล้านคน แคนาดานำเข้าปีละ 4.8 แสนคน ออสเตรเลียเองก็นำเข้าปีละ 2 แสน ส่วนเยอรมนีแม้จะเจอปัญหาผู้อพยพแต่ก็มีการปฏิรูปการนำเข้าประชากรนับแสนคนต่อปีเข่นกัน
ไทยควรตั้งเป้านำเข้าประชากรปีละ 2 แสนคน เพื่อตอบสนองนโยบายที่มีอยู่เดิม เช่น เพื่อตอบสนองด้านเศรษฐกิจอย่างระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก หรือ EEC เชื่อมโยงกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) และในระดับคุณภาพประชากรด้านวัฒนธรรม เป็นต้น
ในต่างประเทศมีการตั้งหน่วยงานด้านประชากรและการอพยพย้ายถิ่นขึ้นมาโดยเฉพาะ ไทยเองก็ควรยกระดับให้เป็นอย่างน้อยระดับกรมขึ้นมาดูแลเรื่องนี้
ความเป็นไปได้และสิ่งที่ไทยต้องทำต่อมีอยู่ 5 ประการ ด้วยกัน คือ (1) ความมั่นคงของชาติ (2) เสถียรภาพทางเศรษฐกิจ (3) การบูรณาการทางวัฒนธรรม (4) ความกังวลเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน และ (5) แรงกดดันทางการเมือง
อาจารย์อภิชาตเสนอว่าต้องมีหน่วยงานรับผิดชอบระดับกระทรวง เป็นกระทรวงที่ตั้งขึ้นใหม่ หรือหน่วยงานระดับสูงในกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานด้าน “คนเข้าเมือง พลเมือง และประชากร” โดยต้องมีนโยบาย 6 ด้าน ได้แก่ (1) นโยบายและแผนการศึกษาตั้งเป้าจำนวนและคุณสมบัติประชากรที่จะเข้าสู่เส้นทางรับสัญชาติไทย (2) หน่วยงานพิจารณาและตัดสินคำขอโดยรวม และการพิจารณาในโครงการพิเศษและเฉพาะกิจ (3) หน่วยงานช่วยเหลือด้านการตั้งถิ่นฐานและการบูรณาการทางสังคม (4) หน่วยงานการตลาดและการเผยแพร่เชิงรุก และการประชาสัมพันธ์ (5) หน่วยงานดูแลการปฏิบัติตามกฎหมายและการบังคับใช้ และ (6) หน่วยงานการประเมินผลและปรับปรุงระบบ
“ในแง่ของการประสานของกระทรวงคนเข้าเมือง พลเมือง และประชากร มีทั้งหมด 5 ส่วน (1) เชื่อมโยงกับ สภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ และภาคประชาสังคม (2) เชื่อมโยงกับ หน่วยงานภาครัฐระดับกระทรวงที่เกี่ยวข้องกับการจัดการประชากร เช่น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (3) ทำงานร่วมกับกระทรวงอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และกระทรวงวัฒนธรรม (4) ประสานกับหน่วยงานด้านความมั่นคงและการบริหารราชการแผ่นดินและสภานิติบัญญัติ เช่น สภาความมั่นคงแห่งชาติ สำนักนายกรัฐมนตรี รัฐสภา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ (5) หน่วยงานด้านการคัดกรองและสร้างความเข้าใจ เช่น สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง กรมตำรวจ และกรมประชาสัมพันธ์ เป็นต้น” อาจารย์ด้านประชากรศาสตร์เสนอ
ฝ่าวิกฤตสังคมสูงวัยด้วยการจัดการแรงงานข้ามชาติ
ธิดารัตน์ ยิ่งเจริญ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย กล่าวว่ารัฐบาลนี้ค่อนข้างยืดหยุ่นในเรื่องการให้สัญชาติ เช่น การให้สัญชาติคนไร้รัฐไร้สัญชาติที่อยู่ในไทย อีกทั้งประเด็นแรงงานข้ามชาติเป็นหนึ่งในหัวข้อที่ทางคณะกรรมาธิการการต่างประเทศให้ความสำคัญและทำงานอยู่ในขณะนี้
ปัจจุบันประเทศไทยเป็นสังคมสูงวัยและขาดแรงงาน กมธ. เองก็มีการพิจารณาเรื่องนี้ แต่หากฝ่ายการเมืองและภาคประชาสังคมอยากยกระดับก็สามารถเสนอให้มีการตั้งอนุกรรมาธิการฯ ขึ้นมาเพื่อศึกษาและเสนอรายงานไปยังสภาได้
ประเด็นเมียนมาต้องแก้ไขหลายมิติเพราะไม่ใช่มีแค่เรื่องแรงงาน แต่ก็ต้องแก้ไขในมิติด้านนวิกฤตมนุษยธรรม ผู้ลี้ภัย ปัญหาความมั่นคงชายแดน การค้ามนุษย์ ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหายาเสพติดทะลักข้ามแดน และการเจรจาสันติภาพ เอาหลายฝ่ายมาพูดคุยกัน แม้จะแก้ไขปัญหาไม่ได้ในทันที ต้องหาวิธีการอยู่ร่วมกันให้ได้เพราะประเทศไทยย้ายไม่ได้ โดยเราจะหวังพึ่งกรอบความร่วมมือต่าง ๆ ในระดับทวิภาคี พหุภาคี หรือระดับอาเซียน
ดร. บุญวรา สุมะโน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) นำเสนอว่าแรงงานข้ามชาติให้อะไรกับไทยมานานมาก เราขาดเขาไม่ได้ งานหลายอย่างที่คนไทยทำอยู่จะไม่เกิดขึ้นถ้าไม่มีแรงงานข้ามชาติมาช่วย เพราะงานบางชนิดจะต้องมีงานแบบใดแบบหนึ่งขึ้นมาก่อนจึงจะเกิดงานใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ โดยเฉพาะงานประเภท 3D ได้แก่ งานหนัก (Difficult) งานสกปรก (Dirty) และงานอันตราย (Dangerous) ยกตัวอย่างเช่นงานในอุตสาหกรรมผลิตอาหารกระป๋อง อุตสาหกรรมทางทะเลบนเรือประมง อุตสาหกรรมการก่อสร้าง และงานดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงวัย เป็นต้น ซึ่งเป็นงานที่คนไทยไม่นิยมทำกันในปัจจุบัน
ประเทศไทยได้กลายเป็นสังคมสูงวัยสมบูรณ์ คนไทยอายุยืนขึ้น คนเกิดน้อยลง ส่งผลให้ไทยต้องพึ่งพาแรงงานข้ามชาติ
แรงงานข้ามชาติเริ่มกลับเข้ามาในไทยในระดับยุคก่อนโควิด หลังโควิดระบาดใหม่ ๆ ภาคการบริการและการท่องเที่ยวขาดแรงงานที่จะมาทำงานจำนวนมาก แรงงานข้ามชาติจึงเข้ามาอุดรอยรั่วแรงกดดันด้านจำนวนประชากรและแรงงาน แน่นอนว่าปัญหาทางการเมืองหลังรัฐประหารในเมียนมาและสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำทั้งจากโควิดและสงครามทำให้ชาวเมียนมากลับหลั่งไหลเข้ามามากขึ้น
นอกจากนี้งานที่แรงงานข้ามชาติไม่ใช่งานที่แรงงานไทยจะทำ ไม่ว่าจะเป็น แรงงานภาคประมง แรงงานภาคเกษตรชายแดน แรงงานในอุตสาหกรรมหนัก ภาคการก่อสร้าง และภาคบริการโดยเฉพาะการท่องเที่ยว
ผลกระทบของการเคลื่อนย้ายแรงงานขึ้นอยู่กับบริบทของประเทศและสภาพเศรษฐกิจ โดยในมิติการจ้างงาน ขึ้นอยู่กับการเติบโตของภาคธุรกิจที่หากมีการขยายตัวของกิจการก็ต้องมีความต้องการแรงานมากขึ้น
งานวิจัยที่ผ่านมาพบว่าการเคลื่อนย้ายส่งผลกระทบเชิงบวกต่อไทยมาโดยตลอด เพราะส่วนใหญ่เข้ามาเป็นแรงงานในภาคที่คนไทยไม่ทำ และถ้าไม่มีงานเหล่านี้ก็จะไม่มีงานที่คนไทยทำอยู่ในปัจจุบัน
โอกาสของไทยในการฝ่าวิกฤตสังคมสูงวัยด้วยแรงงานข้ามชาติขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของรัฐเองคือไทยต้องมีนโยบายจัดการระยะยาวและต้องวางระบบการลงทะเบียนและจัดเก็บข้อมูลแรงงานข้ามชาติอย่างเป็นระบบ ต้องลดขั้นตอนการขึ้นทะเบียนไม่ให้ยุ่งยากซับซ้อนอย่างที่เป็นอยู่
สิงคโปร์ขึ้นชื่อเรื่องการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ นั่นคือ ต้องมีเงิน คน และของ ที่ดีมีคุณภาพ ไทยเองก็สามารถทำได้แต่ต้องบริหารจัดการให้ดีและมีประสิทธิภาพโดยเฉพาะการเชื่อมโยงฐานข้อมูล ดังนั้นส่วนตัวจึงเสนอว่าควรเลิกการแก้ไขด้วยการยืดมติ ครม. ออกไป หรือการแก้ไขปัญหาแบบชั่วคราว
“การจัดการปัญหาแรงงานข้ามชาติที่ดีเป็นหนทางที่ง่ายที่สุดแล้วในการแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัย” ดร.บุญวรา ย้ำให้เห็นถึงการแก้ไขด้วยการใช้นโยบายการแก้ไขปัญหาด้วยกาพัฒนาประชากรข้ามชาติ
ดร. ขวัญฤทัย ศิริพัฒนโกศล สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทย และผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการเครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่าสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทยมีเป้าหมายโดยการใช้กลุ่มธุรกิจในการขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals: SDG 17 เป้าหมาย รวมถึงประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงประเด็นสิ่งแวดล้อม
ก่อนหน้านี้ภาคธุรกิจเป็นคนนอกในการดำเนินการเรื่อง SDG และสิทธิมนุษยชนในมิติต่าง ๆ และทุกกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย
ขณะนี้บริษัทในเครือข่ายมีทั้งสิ้น 114 องค์กร มีการจ้างงานรวม 1.2 ล้านคน ซึ่งนี่ยังไม่รวมห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ของบริษัทในเครือข่าย
เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ CP Group มีการจ้างแรงงานข้ามชาติอยู่ประมาณ 1.5 หมื่นคนทั่วประเทศ ส่วนใหญ่เป็นแรงงานข้ามชาติชาวเมียนมาและกัมพูชา โดยให้ความดูแลและส่งเสริมเท่าเทียมกัน ยึดหลักด้านสิทธิมนุษยชนเป็นหลัก
ดร.ขวัญฤทัยวิเคราะห์ว่าเด็กและวัยรุ่นในปัจจุบันเป็น global citizen แต่คนที่สร้างความเกลียดชังนั้นไม่ใช่ เราจะแก้ตรงนี้อย่างไร โดยเฉพาะกลุ่ม public figure ใน social platform ตามที่เห็นเป็นประเด็นอยู่ในขณะนี้
“เรามุ่งเน้นการมีคณะทำงานเฉพาะกิจที่มีความหลากหลายเพราะเชื่อว่าจะเป็นที่มาในการพัฒนา R&D เราเห็นคุค่าของเขามากในเรื่องของการสนับสนุนจากกำลังแรงงานจของเขา แต่ภาคธุรกิจเองก็ตามไม่ทันในเรื่องการจัดการประชากรของรัฐ เช่น เอกสาร ระบบตามมติ ครม. และ loyal ordinance เพราะแม้จะมีกลไกตรวจสอบภายในที่ดี แต่ก็อาจจะมีเล็ดลอดได้ เพราะมีการคอรัปชั่นในระบบการนำเข้าแรงงาน ซึ่งนี่เป็นปัญหาอย่างมาก อยากให้กระบวนการจัดหาแรงงานโปร่งใสมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ ต้องมีเทคโนโลยีในการเชื่อมโยงระบบฐานข้อมูลแรงงานเข้ามาช่วย แรงงานเองก็จะไม่เสียวันลากิจ (ในการไปต่ออายุหรือรายงานตัวกับ ตม. ทุก 90 วัน) ด้วย” ตัวแทนสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กประเทศไทยกล่าว
เธอเสนอเพิ่มเติมว่าอยากเห็นนโยบายรัฐที่ช่วยให้การขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติทำได้ง่าย มีค่าใช้จ่ายต่ำ เพื่อลดต้นทุนของภาคธุรกิจและเพิ่มผลิตภาพแรงงานด้วยไม่ให้สูญเสียไปจากกระบวนการต่าง ๆ ที่เป็นอยู่

Leave a comment