สถานการณ์ที่ต้องจับตา: ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ใน 4 มิติ

ในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีเสวนาติดตาม “สถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนใน 4 มิติ” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากตัวแทนภาคประชาสังคมหลากหลายองค์กร เพื่อร่วมแลกเปลี่ยนสถานการณ์และความเห็นในมิติต่าง ๆ ตาม 4 ประเด็นหลักของแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ แผน NAP

มิติแรงงาน

นาตยา เพชรรัตน์ จากศูนย์อภิบาลผู้เดินทางทะเลสงขลา (Stella Maris) เล่าถึงประสบการณ์ทำงานกับแรงงานทั้งในไทยและไทยที่ไปทำงานต่างประเทศ โดยสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่แรงงานจำนวนมากยังต้องเผชิญ ทั้งภาระค่าใช้จ่ายสูงในการเดินทางไปทำงานต่างประเทศ ช่องว่างทางกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมที่ล่าช้า

เธออธิบายว่าแรงงานจำนวนมากต้องจ่ายค่าใช้จ่ายก่อนเดินทางสูงถึงราว 70,000 บาท ซึ่งส่วนใหญ่ถูกผลักให้เป็นภาระของลูกจ้าง แม้บริษัทจัดหางานจะระบุว่าช่วยออกให้บางส่วน แต่สุดท้ายกลับกลายเป็นหนี้ผูกพันที่นายจ้างนำไปใช้กดดันไม่ให้ลูกจ้างฟ้องร้องเมื่อเกิดการละเมิด สิ่งนี้สะท้อนปัญหาที่ควรได้รับการแก้ไขโดยรัฐ ด้วยการออกข้อกำหนดที่ชัดเจนว่าค่าใช้จ่ายทั้งหมดในกระบวนการจัดหางาน เช่น เอกสาร วีซ่า หรือใบอนุญาตทำงาน ควรเป็นภาระของนายจ้าง ไม่ใช่ลูกจ้าง

นาตยายังกล่าวถึงกรณีคดีแรงงานที่ตนทำร่วมกับ HRDF ซึ่งแม้ศาลมีคำสั่งให้นายจ้างจ่ายเงินชดเชยตั้งแต่ปี 2020 แต่จนถึงปัจจุบันแรงงานยังไม่ได้รับเงินแม้แต่บาทเดียว ขณะเดียวกันอีกหลายกรณีก็ประสบปัญหาเดียวกัน เช่น คดีเลิกจ้างแรงงานกว่า 800 คนในสมุทรปราการที่ลากยาวกว่า 9 เดือน แม้ศาลมีคำสั่งแล้วแต่นายจ้างยังไม่ชดเชย ความล่าช้าดังกล่าวทำให้ลูกจ้างต้องเผชิญภาระปากท้อง ค่าบ้าน ค่ารถ และค่าใช้จ่ายอื่น ๆ อย่างต่อเนื่องโดยไร้หลักประกันใด ๆ

เธอจึงเสนอให้รัฐจัดตั้ง “กองทุนประกันความเสี่ยงสำหรับลูกจ้าง” โดยให้สถานประกอบการที่นำเข้าแรงงานหรือส่งคนงานไปต่างประเทศร่วมสมทบเงิน เพื่อใช้เยียวยาแรงงานทันทีเมื่อศาลมีคำสั่ง แต่ยังไม่ได้รับค่าชดเชยจากนายจ้าง ซึ่งจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนเร่งด่วน ก่อนที่กองทุนจะไปติดตามเงินชดใช้จากนายจ้างในภายหลัง

ในช่วงถาม–ตอบ นาตยายังสะท้อนปัญหาการรวมกลุ่มของแรงงาน โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติที่ยังถูกจำกัดสิทธิจากกฎหมายแรงงานสัมพันธ์เดิมตั้งแต่ปี 2518 ขณะที่กฎหมายฉบับใหม่ก็ยังไม่ออก การรวมกลุ่มเพียงเล็กน้อยก็อาจถูกเพ่งเล็งได้ ทำให้แรงงานไม่สามารถใช้สิทธิรวมตัวเพื่อปกป้องตนเองได้อย่างแท้จริง เธอย้ำถึงความจำเป็นที่ไทยต้องให้สัตยาบันอนุสัญญา ILO ฉบับที่ 87 และ 98 เพื่อเปิดทางให้แรงงานทุกกลุ่มสามารถจัดตั้งสหภาพแรงงานได้ และมี “เสียงของตัวเอง” ไม่ต้องพึ่งภาคประชาสังคมเป็นตัวแทนอีกต่อไป

นาตยาปิดท้ายว่า หากไทยสามารถปรับปรุงกฎหมายแรงงานสัมพันธ์ และรับรองมาตรฐานสากลด้านสิทธิแรงงาน จะช่วยให้แรงงานทั้งไทยและข้ามชาติสามารถเข้าถึงความเป็นธรรม และมีพลังต่อรองที่แท้จริงในสังคมต่อไป

มิติทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

จริยา กิจวิถี จากกองเลขาของสหพันธ์เกษตรกรภาคใต้ (สกต.) กล่าวสะท้อนถึงปัญหาที่ดินและผลกระทบจากอุตสาหกรรมการเกษตรขนาดใหญ่ ซึ่งเป็นประเด็นที่ลึกกว่าสิ่งที่ได้หารือกันในช่วงเช้า โดยเธอชี้ให้เห็นว่าโครงการเกษตรอุตสาหกรรมในห่วงโซ่อุปทานอาหารระดับโลก—โดยเฉพาะการผลิตข้าวโพดและพืชอาหารสัตว์—กำลังผลักดันให้เกิดการแย่งยึดที่ดินในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะในเขตของพี่น้องกลุ่มชาติพันธุ์

จริยาอธิบายว่า ระบบเกษตรแบบดั้งเดิมที่เคยพึ่งพาธรรมชาติ ถูกแทนที่ด้วยเกษตรพันธสัญญาที่บริษัทใหญ่เข้าไปทำข้อตกลงที่ไม่เป็นธรรมกับเกษตรกร เจ้าของที่ดินจำนวนมากต้องเผชิญความเสี่ยง เพราะสัญญาบางลักษณะอาจนำไปสู่การสูญเสียที่ดินได้จริง ซึ่งนักกฎหมายหลายรายก็เคยชี้ว่าเป็นสัญญาที่เอารัดเอาเปรียบ ในภาคเหนือ การขยายพื้นที่ปลูกข้าวโพดยังเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดปัญหา PM2.5 และเชื่อมโยงกับการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกในระดับโลก

นอกจากนี้เธอยังชี้ว่าภายใต้กระแสการลดคาร์บอน บริษัทขนาดใหญ่บางแห่งซื้อพื้นที่ป่าชายเลนหรือพื้นที่ชุมชนเพื่อใช้เป็น “คาร์บอนเครดิต” โดยอ้างว่าเป็นพื้นที่กักเก็บคาร์บอนของบริษัท ทั้งที่กิจกรรมผลิตที่ก่อมลพิษยังเกิดขึ้นที่อื่นเหมือนเดิม ชาวบ้านกลับได้ผลตอบแทนเพียง “เศษเงิน” ในขณะที่ไม่สามารถใช้ประโยชน์จากพื้นที่ป่าของตนได้อีกต่อไป เธอเรียกปรากฏการณ์นี้ว่าเป็น “การฟอกเขียว” อย่างชัดเจน

อีกประเด็นสำคัญคือโครงการพัฒนาและโรงงานอุตสาหกรรมที่ยังพึ่งพาถ่านหิน ซึ่งรัฐเองก็ระบุว่าเป็น “พลังงานสกปรก” ทั้งที่ไทยมีพันธกรณีตามความตกลงปารีสเพื่อมุ่งสู่พลังงานสะอาด ไม่ว่าจะเป็นโซลาร์ฟาร์มหรือฟาร์มกังหันลม แต่คำถามคือ โครงการเหล่านี้จะใช้ที่ดินของใคร และประชาชนเจ้าของพื้นที่มีส่วนร่วมแค่ไหน เธอเตือนว่าแนวโน้มการเวนคืนที่ดินอาจเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และมีความเสี่ยงต่อการเวนคืนที่ไม่เป็นธรรม

ในประเด็นข้อมูลไม่เพียงพอ และนโยบายจัดการที่ดินที่อาจเลือกปฏิบัติ จริยาเน้นว่าปัญหาสำคัญอีกอย่างคือ “การให้ข้อมูลของรัฐที่ไม่เพียงพอ” ซึ่งส่งผลต่อการตัดสินใจของชุมชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบ การขอข้อมูลแม้ทำได้ แต่ไม่แน่ใจว่ามากพอกับการประเมินผลกระทบและการตัดสินใจร่วมกันหรือไม่

เธอยังตั้งข้อสังเกตถึงนโยบายจัดสรรที่ดินของรัฐที่อาจก่อให้เกิดการบังคับใช้กฎหมายแบบเลือกปฏิบัติ เช่น มาตรการให้ประชาชนต้องไปแจ้งการครอบครองพื้นที่ หากไม่แจ้งอาจมีความผิด ซึ่งสร้างความตื่นตระหนกให้ชุมชนในพื้นที่ป่า และยังไม่ชัดเจนว่านโยบายดังกล่าวต้องการนำไปสู่ทิศทางใด

ท้ายที่สุด จริยาเน้นว่าปัญหาเหล่านี้สะท้อนผลกระทบด้านสิทธิในที่ดินที่เชื่อมโยงโดยตรงกับการดำเนินงานของธุรกิจขนาดใหญ่และนโยบายรัฐ ซึ่งจำเป็นต้องจับตาอย่างใกล้ชิด เพื่อไม่ให้ชุมชนต้องสูญเสียพื้นที่ วิถีชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเองไปทีละน้อยภายใต้ชื่อของ “การพัฒนา” และ “การแก้โลกร้อน”

มิตินักปกป้องสิทธิมนุษยชน

สุเมธ เหรียญพงษ์นาม ตัวแทนกลุ่มคนรักษ์กรอกสมบูรณ์ จากจังหวัดปราจีนบุรี เล่าถึงประสบการณ์ตรงของชุมชนในพื้นที่ที่ต้องต่อสู้กับการคุกคามทุกรูปแบบ เพียงเพราะยืนหยัดปกป้องสิทธิขั้นพื้นฐานของตนเอง—สิทธิที่จะมีอากาศสะอาด พื้นที่ปลอดภัย และความยุติธรรมจากรัฐที่ควรทำหน้าที่อย่างเท่าเทียม

สุเมธเริ่มต้นเล่าว่า ปัญหาการคุกคามนักปกป้องสิทธิในภาคตะวันออกเกิดขึ้นต่อเนื่องและรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ส่วนหนึ่งมาจาก “ทัศนคติของหน่วยงานรัฐ” ที่ยังมองการลุกขึ้นมาปกป้องสิทธิของประชาชนว่าเป็นการ “ถ่วงความเจริญ” เมื่อวิธีคิดเช่นนี้ฝังอยู่ในระบบราชการ การรับฟังปัญหาและการคุ้มครองประชาชนจึงถูกมองเป็นเรื่องรองลงไปจากการผลักดันโรงงานและโครงการอุตสาหกรรมต่าง ๆ

เขาเล่าว่า เดิมทีตนเป็นชาวสวนธรรมดา ไม่ได้คิดว่าจะต้องมาทำงานเคลื่อนไหวใดๆ แต่วันที่กลับบ้านเกิด เขาเดินไปพบ “กองขนาดใหญ่” ใกล้หมู่บ้าน ไม่มีใครรู้ว่ามันคืออะไร แม้จะส่งกลิ่นเหม็นรบกวนชาวบ้านมานานกว่า 2 ปี เมื่อเริ่มสืบหาความจริง จึงพบว่ามันคือกองขยะจากโรงงานที่ชุมชนไม่เคยได้รับรู้หรือมีส่วนร่วมตัดสินใจ

สุเมธและชาวบ้านกว่า 700–800 คนรวมตัวกันยื่นหนังสือร้องเรียนถึงผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ทันทีหลังยื่นหนังสือ เขากลับถูกฟ้องเป็นเงินกว่า 50 ล้านบาท ทั้งคดีแพ่งและอาญา—นี่คือ “การฟ้องปิดปาก (SLAPP)” ครั้งแรกที่ทำให้คนกว่า 800 คนที่เคยร่วมกันลงชื่อ “เงียบหายไปทันที”

การคุกคามไม่หยุดแค่คดีความ สุเมธเล่าว่า หลังมีการตรวจสอบโรงงาน เขากลับมาบ้านแล้วได้ยินเสียงปืนดังขึ้นหลายครั้งบริเวณด้านหลังบ้าน เพื่อนที่นั่งอยู่ใกล้กันถูกขว้างระเบิดปิงปองเข้าใส่ เหตุการณ์เหล่านี้เกิดขึ้นหลายครั้ง แต่กลับไม่มีการปกป้องใดๆ จากรัฐที่ควรเป็นผู้รักษากฎหมาย

สถานการณ์ยิ่งย่ำแย่เมื่อพบว่ามีกลุ่มทุนจีนเถื่อนเข้ามาในพื้นที่ มีพฤติกรรมกักขังหน่วงเหนี่ยวชาวบ้าน ไล่ติดตาม คุกคามทีมข่าว และถึงขั้นนำ “เครื่องรบกวนสัญญาณโทรศัพท์” ตั้งไว้รอบโรงงานเพื่อไม่ให้มีใครถ่ายภาพหรือบันทึกหลักฐานได้ “นี่คือปราจีนบุรี—จังหวัดที่ห่างกรุงเทพฯ แค่ไม่กี่ชั่วโมง แต่กลับมีลักษณะคล้ายพื้นที่มีกองกำลังควบคุม” สุเมธกล่าว

เขาตั้งคำถามว่า เหตุใดกลุ่มทุนต่างชาติที่ละเมิดกฎหมายชัดเจนจึงสามารถสร้างอิทธิพลในพื้นที่ได้มากขนาดนี้ และเหตุใดเจ้าหน้าที่รัฐบางกลุ่มจึงไม่เพียงเพิกเฉย แต่ยังช่วยปกป้องธุรกิจเหล่านี้อย่างเต็มที่

มีกรณีที่ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง “ชาวจีน” เป็นที่ปรึกษา ซึ่งเป็นสัญลักษณ์คมชัดของอิทธิพลทุนต่างชาติในโครงสร้างอำนาจท้องถิ่น เมื่อมีการตรวจโรงงานก็มีการนำแรงงานต่างชาติยืนขวางประตู ไม่ให้สุเมธและชาวบ้านเข้าพื้นที่ตรวจสอบ โดยอ้างว่า “ไม่รู้กฎหมายไทย” แต่กลับไม่เคยถูกดำเนินคดีใดๆ

“นี่ไม่ใช่แค่ทุนคุกคามประชาชน แต่คือ ขบวนการคอร์รัปชันที่มีทั้งนักธุรกิจ ข้าราชการ และนักการเมืองร่วมมือกัน” สุเมธกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักแน่น นี่คือเหตุผลที่การละเมิดสิทธิในพื้นที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและลุกลาม ขณะที่ประชาชนแทบไม่มีพื้นที่ปลอดภัยเหลืออยู่เลย

แม้ตนจะเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา สุเมธเผยว่าปัจจุบันตนและคนใกล้ชิดยังถูกตั้ง “ค่าหัว” เพื่อข่มขู่ให้หยุดการเคลื่อนไหว ล่าสุดได้ทำหนังสือแจ้งต่อคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและหน่วยงานต่าง ๆ ให้รับรู้ถึงภัยคุกคามที่กำลังเกิดขึ้น

เขาทิ้งท้ายว่า สิ่งที่ชาวบ้านเรียกร้องมีเพียงสิทธิพื้นฐาน—อากาศสะอาด ความปลอดภัย และการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ภายใต้กฎหมายเดียวกัน แต่สิ่งที่พวกเขากลับได้รับคือการข่มขู่ การฟ้องปิดปาก และการถูกทำให้กลายเป็น “ผู้ร้าย” ในสายตารัฐ

“สิ่งที่เกิดขึ้นในปราจีนบุรีไม่ใช่เรื่องเฉพาะพื้นที่ แต่สะท้อนปัญหาระบบทั้งระบบ หากสิทธิมนุษยชนยังเป็นเรื่องที่รัฐมองว่า ‘ถ่วงความเจริญ’ ประชาชนจะไม่มีวันมีที่ยืนในประเทศนี้” สุเมธกล่าว

มิติการลงทุนระหว่างประเทศและผลกระทบข้ามพรมแดน

ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร จากกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง (The Mekong Butterfly) และผู้ประสานงานคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) เปิดประเด็นด้วยการชี้ให้เห็นว่า ความสนใจต่อบันทึกความเข้าใจ (MOU) ฉบับใหม่ที่เกี่ยวข้องกับแร่สำคัญนั้น เกิดขึ้นบนพื้นหลังของวิกฤตมลพิษจากเหมืองในลุ่มน้ำกก–สาย–รวก ซึ่งกำลังส่งผลกระทบหนักต่อความมั่นคงของแม่น้ำโขงและชุมชนตลอดลุ่มน้ำ

ตลอดสองปีที่ผ่านมา ชุมชนในลุ่มน้ำกกเริ่มตั้งข้อสงสัยถึงสาเหตุการเปลี่ยนแปลงของคุณภาพน้ำ กระทั่งมีการพบว่า บริเวณต้นน้ำมีเหมืองเปิดใหม่จำนวนมาก ทั้งที่เคยเชื่อว่าเป็นพื้นที่ทำเหมืองทองคำ แต่กลับพบเหมืองแร่ Rare Earth หรือ “แร่สำคัญ” กระจายตัวอยู่เป็นจำนวนมาก แม้ Rare Earth จะไม่ได้ “หายาก” ตามชื่อ แต่เป็นกลุ่มแร่ที่แทรกตัวอยู่ในแร่อื่น ๆ ทำให้การสกัดต้องเปิดหน้าดินและใช้สารเคมีจำนวนมาก ส่งผลให้มลพิษไหลลงสู่แม่น้ำโดยตรง

ธีระชัยอธิบายว่า ในเอกสารนโยบายของหลายประเทศ ระบุ “แร่สำคัญ” ไว้ราว 50 ชนิด ซึ่งทั้งหมดเกี่ยวพันกับอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ ตั้งแต่เทคโนโลยีสะอาด ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ แผงโซลาร์เซลล์ กระทั่งอุตสาหกรรมอาวุธ หนึ่งในนั้นคือ “แร่พลวง” ที่ไทยนำเข้าจากเมียนมาเป็นหลัก และถูกใช้ผลิตปลอกกระสุนหรือชิ้นส่วนทางทหาร แร่เหล่านี้จึงถูก “ฟอกเขียว” ว่าเป็นวัตถุดิบของเทคโนโลยีลดคาร์บอน แต่ความจริงแล้วต้นน้ำของห่วงโซ่อุปทานกลับเต็มไปด้วยผลกระทบทางสิ่งแวดล้อม

ในประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะเมียนมา เหมืองจำนวนมากเติบโตอย่างไร้การควบคุมหลังรัฐประหาร เหมืองผิดกฎหมายขยายตัวอยู่ในพื้นที่ที่กองกำลังท้องถิ่นถือครอง และไม่มีรัฐส่วนกลางเข้าไปกำกับดูแล ส่งผลให้สารพิษจากแร่สำคัญต่าง ๆ ไหลลงสู่แม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก ซึ่งทั้งหมดเชื่อมลงสู่แม่น้ำโขง ชาวบ้านเริ่มรับรู้ถึงอันตรายผ่านสิ่งมีชีวิตในแม่น้ำ—ปลาที่มีตุ่มแผลตามตัว คือ “สัญญาณเตือนแรก” ของระบบนิเวศว่ามีสารพิษปนเปื้อนเพิ่มขึ้น

ไม่ใช่แค่ในเมียนมา ปัจจุบันลาวก็มีเหมือง Rare Earth เกิดขึ้นจำนวนมากเช่นกัน หลายแห่งตั้งอยู่รอบอ่างเก็บน้ำของโครงการเขื่อน ซึ่งกลายเป็นพื้นที่รับตะกอนสารเคมี ก่อนจะไหลลงสู่น้ำโขง ล่าสุดมีการตรวจพบสารหนูปนเปื้อนในหลายจุดริมฝั่งโขงฝั่งไทย ตั้งแต่เชียงคาน หนองคาย บึงกาฬ จนถึงนครพนม ครอบคลุมอย่างน้อย 7 จังหวัด ซึ่งใช้แม่น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำดิบผลิตประปาและใช้น้ำเพื่อเกษตร ชุมชนเหล่านี้เริ่มวิตกกังวลต่อผลกระทบระยะยาวต่อสุขภาพ

แม้ในกรณีลุ่มน้ำกก หน่วยงานรัฐไทยจะติดตามตรวจสอบคุณภาพน้ำต่อเนื่อง แต่เมื่อปัญหาลุกลามไปสู่แหล่งอาหาร เช่น ปลาในลุ่มน้ำ การตรวจสอบยิ่งจำเป็นต้องเข้มข้นกว่านี้ ขณะที่ชาวบ้านจำนวนมากเรียกร้องอย่างชัดเจนให้รัฐ “หยุดเหมืองต้นน้ำ” ซึ่งเป็นต้นตอของมลพิษ

ธีระชัยชี้ว่า ปัญหาใหญ่ที่ตามมาคือ “กลไกการกำกับดูแลของรัฐไทยไม่ทันต่อสถานการณ์จริง” ทั้งที่ต้นตอของมลพิษอยู่ชัดเจนในประเทศเพื่อนบ้าน รัฐไทยกลับไม่แสดงบทบาทเชิงรุกเพียงพอ ไม่ว่าจะในการเจรจากับเมียนมาหรือการสร้างความร่วมมือข้ามพรมแดน ขณะที่แร่เหล่านี้ถูกลำเลียงไปยังประเทศปลายทางที่เป็นผู้ซื้อรายใหญ่ที่สุดอย่างจีน

ยิ่งมองในระดับภูมิภาค ความร่วมมือระหว่างประเทศลุ่มน้ำโขง—ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม และเมียนมา—อยู่ในภาวะถดถอย หลายประเทศไม่สามารถเจรจากันได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลาวและกัมพูชาแม้จะได้รับผลกระทบจากเหมืองใกล้เคียงกัน แต่ประชาชนมี “พื้นที่ในการแสดงออก” จำกัดยิ่งกว่าไทย ทำให้เสียงสะท้อนจากพื้นที่ต้นน้ำไม่อาจส่งมาถึงระดับนโยบายได้

ธีระชัยสะท้อนว่า ข้อเสนอในแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ฉบับที่ 2 ของไทย ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์จริงอีกต่อไป เพราะสถานการณ์การลงทุนเปลี่ยนไปมาก ธุรกิจสีเทาและเหมืองผิดกฎหมายขยายตัวรวดเร็ว ขณะที่กลไกร้องเรียนและการกำกับดูแลข้ามพรมแดนยังไม่ตอบโจทย์ โครงสร้างรัฐที่ควรทำหน้าที่ปกป้องประชาชนกลับไม่สามารถรับมือกับความซับซ้อนของผลกระทบได้ โดยเฉพาะในบริบทที่ไทยต้องรักษาความสัมพันธ์ทั้งกับจีนและสหรัฐฯ ซึ่งต่างก็มองหาแร่สำคัญเพื่อขับเคลื่อนอุตสาหกรรมของตนเอง

ธีระชัยตั้งคำถามทิ้งท้ายว่า ในสภาวะที่ผลประโยชน์ทางยุทธศาสตร์ของประเทศมหาอำนาจกำลังเคลื่อนตัวเข้ามาในลุ่มน้ำโขง รัฐไทยจะสามารถปกป้องประชาชนของตนได้จริงหรือไม่ และ NAP ฉบับปัจจุบันจะยังใช้งานได้หรือควรทบทวนใหม่อย่างเร่งด่วน เพื่อให้เท่าทันความเป็นจริงของวิกฤตสิ่งแวดล้อม การลงทุนข้ามพรมแดน และภัยคุกคามต่อสุขภาพของประชาชนในลุ่มน้ำโขงทั้งหมด

ไพรินทร์ เสาะสาย จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers & Rights) เปิดเผยภาพรวมสถานการณ์มลพิษจากเหมืองแร่ที่กำลังคุกคามลุ่มน้ำโขง โดยระบุว่านี่คือ “โจทย์ใหม่” ที่ภาคประชาสังคมต้องรับมือหลังจากทุ่มเทงานรณรงค์ด้านเขื่อนมายาวนานกว่า 10–20 ปี

เธอกล่าวว่า แม้ภาคประชาชนจะเคยรับมือประเด็นข้ามพรมแดนต่าง ๆ ได้อย่างมีประสบการณ์ แต่กรณีเหมืองแร่—โดยเฉพาะเหมืองเถื่อน—กลับเป็นปัญหาที่ซับซ้อนและอันตรายกว่าเดิม เพราะไม่มีการกำกับดูแล ไม่มีข้อมูลเจ้าของเหมืองที่ชัดเจน และมีการปล่อยมลพิษลงสู่แม่น้ำอย่างต่อเนื่อง

ไพรินทร์ชี้ว่า การทำเหมืองผิดกฎหมายบนพื้นที่สูงในเมียนมาได้ปล่อยตะกอนและมลพิษลงสู่ แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย โดยเฉพาะในช่วงฝนตกหนัก บ่อกักเก็บที่ไม่ได้มาตรฐานทำให้ตะกอนและสารปนเปื้อนทะลักลงสู่ลำน้ำ ไหลเข้าท่วมบ้านเรือนในแม่สายซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนเทศบาลต้องย้ายชุมชนริมแม่น้ำทั้งแนว

ผลการตรวจน้ำที่ทำซ้ำถึง 12 ครั้งยังพบสารหนูปนเปื้อนในสามลำน้ำหลัก ก่อนจะไหลลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งปัจจุบันตรวจพบการเพิ่มขึ้นของสารหนูในหลายจุด ประชาชนเริ่มสังเกตสิ่งผิดปกติจากระบบนิเวศ เช่น ปลาที่มีตุ่มและรอยโรค ซึ่งกลายเป็นสัญญาณเตือนทางธรรมชาติว่าลำน้ำกำลังปนเปื้อนอย่างรุนแรง

ข้อมูลจากสถาบัน Stimson Center ของสหรัฐฯ ระบุว่าในลาวมีเหมืองแร่ Rare Earth จำนวนมากกระจายรอบลุ่มน้ำ ทำให้อ่างเก็บน้ำหลายแห่งเสมือน “แหล่งกักเก็บสารพิษ” โดยไม่ตั้งใจ มลพิษจากพื้นที่เหล่านี้ไหลลงสู่แม่น้ำโขงเช่นกัน และล่าสุดพบสารหนูปนเปื้อนใน 5 จุด ได้แก่ เชียงคาน หนองคาย บึงกาฬ นครพนม และพื้นที่ใกล้เคียง ทำให้ 7 จังหวัดในภาคอีสานที่ใช้น้ำโขงเป็นแหล่งน้ำประปาและเพื่อเกษตร เริ่มวิตกอย่างหนักถึงความปลอดภัยของน้ำและอาหาร

ไพรินทร์ระบุว่า ชุมชนริมโขงต้องการการ “แจ้งเตือนและตรวจสอบถี่ขึ้น” จากรัฐ พร้อมย้ำว่า กรณีแม่น้ำกกและสาย หน่วยงานท้องถิ่นทำหน้าที่ได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ปัญหาที่ลุกลามเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร เช่น การปนเปื้อนในปลา ต้องการมาตรการที่แข็งแรงกว่าเดิม รวมถึงการผลักดันให้ “หยุดเหมืองต้นน้ำ” ให้ได้

ไพรินทร์ชี้ว่าประเด็นเหมืองแร่เป็นเรื่องที่ต้องใช้การเจรจาระหว่างรัฐโดยตรง เพราะต้นตอมาจากเขตอิทธิพลของกองกำลังในเมียนมา ซึ่งรัฐบาลไทยควรใช้ช่องทางการทูตเพื่อขอให้ยุติการทำเหมืองที่สร้างผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนฝั่งไทย แต่ “รัฐกลับไม่ทำหน้าที่นี้อย่างเพียงพอ” แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลถึง 3 คนใน 4 ปีที่ผ่านมา

นอกจากนี้ ไทยยังไม่ได้ใช้บทบาททวิภาคีหรือพหุภาคีในการเจรจากับประเทศเพื่อนบ้าน—เมียนมา ลาว กัมพูชา หรือแม้แต่จีน ซึ่งเป็นผู้ซื้อ Rare Earth รายใหญ่ที่สุดของโลก ทั้งที่ทุกฝ่ายรับรู้ถึงเส้นทางการไหลของแร่และมลพิษอย่างชัดเจน

ไพรินทร์ย้ำว่า ข้อเสนอในแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (NAP) ฉบับปัจจุบัน “ล้าหลังและไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่” เพราะไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรับมือการลงทุนผิดกฎหมายหรือธุรกิจสีเทาที่กำลังขยายตัวในภูมิภาค

กลไกร้องเรียน (ข้อ 4 ของ NAP) ก็ “ไม่ทันต่อสภาพจริง” โดยเฉพาะเมื่อเกิดการละเมิดในเขตอิทธิพลนอกการควบคุมของรัฐเพื่อนบ้าน รวมถึงปัญหาที่มาจากบริษัทท้องถิ่นและการลงทุนข้ามพรมแดนของบริษัทไทยเอง

ไพรินทร์สะท้อนว่า 5 ชาติในลุ่มน้ำโขง—ไทย ลาว กัมพูชา พม่า และเวียดนาม—ต่างประสบปัญหาทางการเมืองภายใน จนไม่มีรัฐบาลใดสามารถทำหน้าที่เจรจาปกป้องประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ขณะที่พื้นที่บางประเทศมีข้อจำกัดด้านเสรีภาพจนประชาชนไม่สามารถส่งเสียงร้องเรียนผลกระทบได้

ท่ามกลางความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน เช่น ไทยลงนาม MOU เหมืองแร่กับสหรัฐฯ แต่ก็ต้องรักษาความสัมพันธ์ทางการค้ากับจีน ประเทศจึงตกอยู่ในสถานะ “เหยียบเรือสองแคม” โดยไม่มีท่าทีชัดเจนว่าความปลอดภัยของประชาชนอยู่ตรงไหนในสมการนี้