ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

ในเวทีสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน “เปลี่ยนหลักการสู่การปฏิบัติ” เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 ณ โรงแรมไมด้า ดอนเมือง แอร์พอร์ต กรุงเทพฯ ได้มีการจัดเวทีเสวนาหลายเวทีด้วยกัน หนึ่งในนั้นคือวงเสวนา “ทางออกของปัญหา – กลไกความรับผิดชอบของภาคธุรกิจและกฎหมาย เพื่อให้เป็นไปตามหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน” โดยมีผู้ร่วมเสวนาจากทั้งภาคประชาสังคม หน่วยงานภาครัฐ ภาคธุรกิจ และตัวแทนขององค์การระหว่างประเทศ โดยมีผู้ดำเนินรายการคือวิภาพร วัฒนวิทย์ จาก Thai PBS

ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในประเทศไทย_ความท้าทายเชิงโครงสร้างที่ยังคงต่อเนื่อง

ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความและผู้ร่วมก่อตั้งจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (CRC) กล่าวว่าประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนไม่ใช่เรื่องไกลตัวหรือเป็นเรื่องเฉพาะทาง แต่เป็นกรอบปัญหากว้างที่เกี่ยวข้องกับแรงงาน ทรัพยากร การคุ้มครองผู้ปกป้องสิทธิ และผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งทุกมิติสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ประชาชนกำลังเผชิญอยู่จริงในปัจจุบัน

ในประเด็นแรงงาน ทนายความสิทธิมนุษยชนชี้ให้เห็นความซับซ้อนของข้อจำกัดทางกฎหมายที่ทำให้แรงงานแทบไม่สามารถใช้สิทธิในการชุมนุมได้ แม้จะรวมตัวในสถานประกอบการก็ถูกห้าม หากออกไปชุมนุมนอกพื้นที่ก็ต้องปฏิบัติตามพระราชบัญญัติการชุมนุมสาธารณะที่มีลักษณะคล้ายการ “ขออนุญาต” มากกว่า “การแจ้ง” ทำให้แรงงานเสี่ยงต่อการถูกดำเนินคดี ตัวอย่างเช่นกรณีแรงงานยานภัณฑ์ที่ถูกเลิกจ้างและออกมาเรียกร้องความเป็นธรรมหน้าทำเนียบรัฐบาล แต่กลับถูกตั้งข้อกล่าวหาแทนที่จะได้รับการช่วยเหลือ

นอกจากนี้ ค่าจ้างขั้นต่ำยังไม่สอดคล้องกับค่าครองชีพ โดยเฉพาะในเมืองใหญ่ ขณะเดียวกันแรงงานข้ามชาติก็ยังไม่สามารถเข้าถึงสหภาพแรงงาน ประกันสังคม หรือแม้แต่งานด้านเอกสารพื้นฐาน เช่น การทำใบขับขี่ ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำยิ่งขึ้นในระบบแรงงานไทย

ในประเด็นที่ดินและทรัพยากรธรรมชาติ ปัญหาภาคประชาชนยังดำเนินต่อเนื่อง โดยตั้งแต่กฎหมายป่าไม้ การใช้แผนแม่บทที่ไม่สอดคล้องข้อเท็จจริง ไปจนถึงกรณีที่ชาวบ้านได้รับผลกระทบจากโครงการเหมืองและโรงงาน เช่น กรณีด่านขุนทด ที่แม้จะร้องเรียนทั้งต่อรัฐและผู้ถือหุ้นต่างชาติ แต่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นรูปธรรม การเปิดเผยข้อมูลตามห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ก็ยังเป็นพื้นที่มืด—โดยเฉพาะหลังการลงนาม MOU ด้านแร่แรร์เอิร์ธระหว่างไทย–สหรัฐฯ ทั้งที่กรณีผลกระทบจากแร่แรร์เอิร์ธในลำน้ำกกยังไม่มีคำตอบว่ามาจากไหน ใครนำเข้า หรือไทยมีส่วนในห่วงโซ่การผลิตอย่างไร

รัตนมณีชี้ว่า ความไม่โปร่งใสเหล่านี้ผูกพันกับข้อทับซ้อนเรื่องคาร์บอนเครดิตและนโยบายที่ดิน เช่น การบังคับให้ประชาชนลงทะเบียนที่ดิน หากไม่ดำเนินการจะถูกดำเนินคดี ทั้งที่ในหลายพื้นที่รัฐกลับไม่เร่งรัดนำที่ดินรกร้างหรือที่ดินที่เอกชนถือครองโดยไม่ถูกต้องกลับมาให้ประชาชนผู้ไร้ที่ทำกิน

ในด้านกฎหมายสิ่งแวดล้อม เช่น พ.ร.บ.อากาศสะอาด หรือกฎหมายว่าด้วยการเปิดเผยข้อมูลมลพิษ ก็ถูกขัดขวางไม่ให้เดินหน้า ทั้งที่กฎหมายเหล่านี้จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งประชาชนและภาคธุรกิจ และจะยกระดับธุรกิจไทยให้แข่งขันในตลาดระหว่างประเทศได้อย่างมีมาตรฐาน

ในประเด็นนักปกป้องสิทธิ สถานการณ์ยังคงน่ากังวล การคุกคามเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ระดับชุมชนจนถึงองค์กรภาคประชาสังคม เช่น มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค หรือไบโอไทย ที่ถูกฟ้องคดีฟ้องปิดปาก (SLAPP) มากขึ้นเรื่อย ๆ ส่งผลให้บรรยากาศการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนยิ่งเสี่ยงและจำกัด

ด้านผลกระทบข้ามพรมแดน ปัญหาการปนเปื้อนแร่ในลำน้ำกกที่เริ่มจากเชียงราย ขยายผลลงมาถึงเชียงคาน จังหวัดเลย และต่อเนื่องไปถึงหนองคายในแม่น้ำโขง เป็นตัวอย่างชัดเจนว่าไทยยังขาดกลไกจัดการผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างจริงจัง รัฐยังไม่แสดงท่าทีชัดเจนว่าจะแก้ไขปัญหาอย่างไร

ปัญหาเขื่อนแม่น้ำโขง โดยเฉพาะโครงการเขื่อนปากแบง ยังสะท้อนความเปราะบางของระบบนิเวศและการจัดการแม่น้ำข้ามแดน แม้จะมีการฟ้องคดีเพื่อหยุดยั้งความเสี่ยงต่อ “บ่อกักเก็บมลพิษ” ในแม่น้ำโขง แต่ก็ยังไม่ชัดเจนว่ากระบวนการยุติธรรมและรัฐไทยจะตอบสนองอย่างไร

ส.รัตนมณีย้ำว่า ปัญหาทั้งหมดนี้เป็นภาพสะท้อนความไม่เสมอภาคเชิงโครงสร้างที่ประชาชนต้องเผชิญ ขณะที่รัฐและภาคธุรกิจควรมีบทบาทในการแก้ไขมากกว่าการทำให้สถานการณ์เลวร้ายลง และแม้จะไม่สามารถกล่าวถึงทุกประเด็นได้ครบถ้วน แต่หวังว่าการประมวลประเด็นครั้งนี้จะช่วยให้เห็นภาพรวมของความท้าทายด้านสิทธิมนุษยชนในปัจจุบันได้ชัดเจนขึ้น

จากNAPสู่ร่างกฎหมายHRDDและการเตรียมการสู่สมาชิก OECD

นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวถึงบทบาทของกรมฯ ในฐานะหน่วยงานหลักที่รับผิดชอบแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ซึ่งเป็นมาตรการผสมผสานระหว่างมาตรการบังคับสำหรับภาครัฐและมาตรการสมัครใจสำหรับภาคธุรกิจ ในส่วนของหน่วยงานรัฐ ทุกหน่วยต้องจัดทำกิจกรรมตามที่กำหนดและรายงานความคืบหน้ากลับมายังกรมฯ ซึ่งแม้จะมีอัตราการรายงานครบ 100% แต่ผลสำเร็จของกิจกรรมอยู่ที่ประมาณ 70–80% เท่านั้น ขณะที่ภาคเอกชนซึ่งเป็นมาตรการสมัครใจ มีเพียงบริษัทขนาดใหญ่หรือบริษัทที่ให้ความสำคัญกับ ESG อยู่แล้ว ที่รายงานข้อมูลผ่านระบบ IT ของกรมฯ ทำให้ยังเกิด “ช่องว่าง” ของข้อมูลธุรกิจจำนวนมาก

เธอระบุว่าการปรับปรุงกฎเกณฑ์ของสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เมื่อปี 2565 ซึ่งกำหนดให้ทุกบริษัทจดทะเบียนต้องจัดทำรายงานแบบ 56-1 One Report ช่วยให้ภาครัฐสามารถตรวจสอบข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชนได้มากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม NAP แม้จะเป็น “good start” แต่ก็ยังต้องพัฒนาต่อเนื่อง โดยเฉพาะการขับเคลื่อนให้ภาคธุรกิจมีบทบาทเชิงรุกในการเคารพสิทธิมนุษยชนมากกว่าเดิม

นรีลักษณ์อธิบายถึงแนวโน้มระดับสากลที่หลายประเทศขยับจาก NAP ไปสู่กฎหมายบังคับด้านการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ซึ่งแบ่งได้เป็นสามกลุ่มใหญ่ ได้แก่ ประเทศที่มีกฎหมายให้บริษัทเปิดเผยข้อมูล ESG ประเทศที่ออกกฎหมาย HRDD ของตนเอง เช่น เยอรมนี ฝรั่งเศส เนเธอร์แลนด์ และกลุ่มประเทศที่ใช้มาตรการแบบ product-based หรือ market-based เพื่อตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน

สำหรับประเทศไทย กรมคุ้มครองสิทธิฯ เห็นว่าหากต้องการยกระดับมาตรฐานให้เทียบเท่าสากล จำเป็นต้องก้าวจากมาตรการสมัครใจไปสู่มาตรการบังคับ ปัจจุบันกรมฯ จึงร่วมกับสหภาพยุโรปในการจัดทำ ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการดำเนินธุรกิจที่มีความรับผิดชอบ หรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (หรือเรียกอย่างสั้นว่า กฎหมาย HRDD) ของไทย ซึ่งยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นและเปิดรับฟังความคิดเห็นเพียงไม่กี่ครั้ง โดยภาคธุรกิจมีความเห็นหลากหลาย—ในส่วนภาคธุรกิจขนาดใหญ่หรือเครือข่ายที่ทำงานด้านความยั่งยืนอยู่แล้วมักสนับสนุน ขณะที่ธุรกิจขนาดกลางและเล็กยังมีความกังวล แม้หลายแห่งอาจไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากฎหมายจะครอบคลุมถึงตนหรือไม่ แต่ในฐานะผู้ประกอบการในห่วงโซ่อุปทานก็อาจต้องปฏิบัติตามโดยปริยาย

เธอกล่าวว่า หากกฎหมาย HRDD มีผลบังคับใช้ บริษัททุกแห่งจะต้องทบทวนความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนของตนตลอดห่วงโซ่อุปทาน พร้อมทั้งต้องปฏิบัติตามมาตรการทั้งแบบส่งเสริมและแบบลงโทษ เช่น มาตรการสนับสนุนด้านภาษีหรือสิทธิประโยชน์หากปฏิบัติตามอย่างดี และมาตรการปรับหรือบทลงโทษอื่น ๆ หากไม่ดำเนินการประเมินความเสี่ยง นโยบายนี้จึงเป็นกลไกป้องกันเชิงรุก ที่ช่วยลดโอกาสเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในระยะยาว

เกี่ยวกับคำถามว่า หากไทยมีกฎหมาย HRDD แล้วจะยังจำเป็นต้องมี NAP อยู่หรือไม่ นรีลักษณ์เห็นว่า บริบทไทยยังคงต้องมี NAP ต่อไป เพราะกฎหมาย HRDD จะครอบคลุมเฉพาะธุรกิจขนาดใหญ่ตามนิยามของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ขณะที่ธุรกิจขนาดกลาง ขนาดเล็ก หรือธุรกิจที่ไม่ได้อยู่ในห่วงโซ่อุปทานของบริษัทใหญ่ อาจไม่อยู่ในขอบเขตของกฎหมาย NAP จึงยังมีความสำคัญในฐานะแนวทางส่งเสริมให้ธุรกิจทุกระดับเคารพสิทธิมนุษยชน

ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศยังได้เชื่อมโยงการยกระดับมาตรฐานธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนของไทยเข้ากับเป้าหมายการเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ซึ่งรัฐบาลกำหนดหมุดหมายเดิมไว้ในปี 2573 และมีแนวโน้มเร่งการเข้าเป็นสมาชิกเป็นปี 2570 มาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและธรรมาภิบาลเป็นหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่จะถูกประเมินก่อนการรับเข้าเป็นสมาชิก ดังนั้นการพัฒนา NAP ควบคู่กับการผลักดันกฎหมาย HRDD จะเป็นกลไกสำคัญในการทำให้ประเทศไทยบรรลุเกณฑ์ที่ OECD คาดหวัง

บทบาทและความท้าทายของรัฐวิสาหกิจไทยต่อการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน

วัชรพงษ์ วรรณตุง จากสำนักงานคณะกรรมการนโยบายรัฐวิสาหกิจ (สคร.) กล่าวว่า แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ฉบับที่ 2 มีผลบังคับใช้กับรัฐวิสาหกิจเช่นเดียวกับหน่วยงานของรัฐทั้งหมด ทำให้รัฐวิสาหกิจต้องกำหนดนโยบาย มาตรการ และรายงานผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อกรมคุ้มครองสิทธิอยู่เสมอ โดย สคร. ในฐานะหน่วยงานกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจ มีบทบาทสนับสนุนและผลักดันให้รัฐวิสาหกิจปฏิบัติตามมาตรฐานดังกล่าวอย่างจริงจัง

ปัจจุบัน สคร. ใช้ 2 กลไกหลักในการกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจในมิติสิทธิมนุษยชน ได้แก่ (1) หลักการกำกับดูแลกิจการที่ดี (CG) และ (2) ระบบประเมินผลการดำเนินงาน สำหรับ CG ฉบับใหม่ที่เพิ่งประกาศใช้ ได้รับการจัดทำร่วมกับ OECD เพื่อให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจทั้ง 52 แห่งจัดทำ CG ของตนเองและถือปฏิบัติ โดยมีประเด็นเชื่อมโยงกับสิทธิมนุษยชนอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ บทบาทและมาตรฐานของคณะกรรมการ การดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในทุกมิติ และความยั่งยืนตามหลัก SDGs ของสหประชาชาติ

จากนั้น สคร. จะประเมินผลว่ารัฐวิสาหกิจดำเนินการตาม CG อย่างมีประสิทธิภาพหรือไม่ ผ่านระบบประเมินผลที่มีทั้งด้านยุทธศาสตร์และด้าน Core Business Enabler ซึ่งครอบคลุมการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การเยียวยา และการขับเคลื่อนประเด็นสิทธิมนุษยชน โดยมีการกำหนดตัวชี้วัด (KPI) ทั้งสำหรับคณะกรรมการและฝ่ายบริหาร ผลประเมินเหล่านี้เชื่อมโยงกับระบบแรงจูงใจ เช่น โบนัส หรือการผ่อนคลายกฎระเบียบบางประการ ทำให้รัฐวิสาหกิจส่วนใหญ่ให้ความสำคัญและดำเนินการอย่างจริงจัง

แม้รัฐวิสาหกิจมีสถานะกึ่งรัฐกึ่งธุรกิจ แต่หลายแห่งขยายการลงทุนไปต่างประเทศผ่านบริษัทลูก แม้ สคร. จะไม่กำกับบริษัทลูกโดยตรง แต่แนวนโยบายเกี่ยวกับ ESG และสิทธิมนุษยชนที่ออกโดยบริษัทแม่ถูกส่งผ่านไปยังบริษัทลูกด้วย อย่างไรก็ดี การดำเนินงานในต่างประเทศบางครั้งเผชิญอุปสรรค เช่น กฎหมายท้องถิ่นหรือมาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่แตกต่างกัน ทำให้ผลการขับเคลื่อนไม่สม่ำเสมอ

วัชรพงษ์ยอมรับว่า ความรู้ความเข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชนในรัฐวิสาหกิจยังมีไม่มาก แม้จะพัฒนาเร็วขึ้นและมีความสนใจมากขึ้น เห็นได้จากการสมัครเข้าร่วมโครงการ “องค์กรต้นแบบด้านสิทธิมนุษยชน” และการจัดทำแนวนโยบายอย่างรอบด้านมากขึ้น ทั้งด้านบุคคล สิ่งแวดล้อม ความยั่งยืน และคู่ค้า อย่างไรก็ตาม จำนวนรัฐวิสาหกิจที่เข้าร่วมโครงการยังมีไม่มากจากกว่า 70–80 แห่ง เหลือเพียงสิบกว่าที่สมัคร แม้จะมีความสนใจเพิ่มขึ้น แต่หลายแห่งยังรู้สึก “ไม่พร้อม” โดยเฉพาะรัฐวิสาหกิจขนาดกลางและเล็กที่กังวลเรื่องการจัดทำเอกสารและกระบวนการสัมภาษณ์

เขาชี้ว่าโครงการต้นแบบไม่ได้เพิ่มต้นทุนให้รัฐวิสาหกิจ แต่ต้องอาศัยความพร้อมด้านข้อมูลและกระบวนการ ซึ่งทำให้บางแห่งลังเล อย่างไรก็ตาม กรมคุ้มครองสิทธิและ สคร. ต่างใช้ทั้งมาตรการบังคับและแรงจูงใจเชิงบวก เพื่อกระตุ้นให้รัฐวิสาหกิจยกระดับมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนมากขึ้น

เมื่อถูกถามถึงมุมมองต่อการผลักดัน กฎหมาย HRDD คู่ขนานกับ NAP วัชรพงษ์มองว่าเป็น “แนวโน้มที่ดี” และเป็นก้าวสำคัญ เพราะรัฐวิสาหกิจมีความสนใจเพิ่มขึ้นต่อกระบวนการมีส่วนร่วม การป้องกันความเสี่ยง และการจัดการผลกระทบ โดยมองว่ากฎหมายลักษณะนี้จะเป็นแรงเสริมให้การขับเคลื่อนด้านสิทธิมนุษยชนมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นในระยะยาว

โลกกำลังล้อมไทย OECD+EU กฎหมายใหม่ ธุรกิจไทยพร้อมแค่ไหน

เพ็ญพิชชา จรรย์โกมล จากสมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็กแห่งประเทศไทย (UN Global Compact Network Thailand) เปิดเวทีด้วยการอธิบายบทบาทขององค์กรที่ทำหน้าที่เป็นเครือข่ายภาคเอกชนขับเคลื่อนความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ภายใต้กรอบการดำเนินงานของสหประชาชาติ ปัจจุบันมีบริษัทสมาชิกกว่า 150 แห่งในไทย และกว่า 23,000 รายจาก 167 ประเทศทั่วโลก ครอบคลุมหลากหลายประเภทธุรกิจ ตั้งแต่เกษตรกรรม พลังงาน โลจิสติกส์ การเงิน ไปจนถึงสตาร์ทอัพ

เธออธิบายว่า Global Compact ทำงานหลักใน 4 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ สิทธิมนุษยชน มาตรฐานแรงงาน สิ่งแวดล้อม และการต่อต้านการทุจริต โดยกำหนดให้สมาชิกต้องจัดทำรายงานความก้าวหน้าในการดำเนินงานด้านความยั่งยืน ซึ่งเป็นทั้งกลไกความโปร่งใสและมาตรฐานที่สอดคล้องกับความคาดหวังระดับสากล ไม่ว่าจะเป็น UNGPs, ESG หรือ SDGs

เพ็ญพิชชาเน้นว่าภารกิจของ Global Compact ไม่ใช่การกำกับหรือการลงโทษ แต่คือการ “เสริมพลังความรู้” ให้ภาคธุรกิจสามารถพัฒนาศักยภาพได้จริงผ่านการอบรม การสร้างองค์ความรู้ และการพัฒนาเครื่องมือ ทั้งในรูปแบบ BHR Academy และคอร์สด้านสิทธิมนุษยชนที่จัดให้กับทั้งสมาชิกและไม่ใช่สมาชิก รวมถึงรัฐวิสาหกิจด้วย โดยเฉพาะประเด็นที่ใกล้ตัว เช่น ความปลอดภัยในที่ทำงาน การคุกคามทางเพศ และสิทธิขั้นพื้นฐานของแรงงาน

ในประเด็น Human Rights Due Diligence (HRDD) เธอสะท้อนว่า แม้หลายบริษัทขนาดใหญ่ โดยเฉพาะบริษัทที่มีคู่ค้าต่างประเทศ จะเริ่มทำมาก่อนที่กฎหมายไทยหรือแผน NAP จะถูกกำหนด แต่ก็ยังมีความท้าทายในระดับ SME และผู้ประกอบการรายย่อยที่ขาดทั้งทรัพยากร ความรู้ และความพร้อมในการปรับตัว แม้แต่การทำตาม “ขั้นต่ำ” ของกฎหมายแรงงาน เช่น ประกันสังคม หรือกองทุนเงินทดแทน ก็ยังเป็นเรื่องยากสำหรับบางราย จึงจำเป็นต้องสร้างแนวทาง ขั้นบันได หรือมาตรการเสริมที่ไม่สร้างภาระเกินจำเป็น

เธอยังตั้งข้อสังเกตว่าภาคธุรกิจเริ่มมองประเด็นสิทธิมนุษยชนในฐานะ “ความเสี่ยงทางธุรกิจ” มากกว่าเป็นเรื่องภาพลักษณ์ตัวอย่างที่น่าสนใจคือบริษัทหนึ่งระบุว่า KPI ด้านข้อร้องเรียน ไม่ใช่การไม่มีเรื่องร้องเรียนเลย แต่คือ “ระยะเวลาและประสิทธิภาพในการแก้ไขปัญหา” ซึ่งสะท้อนความเข้าใจที่ลึกซึ้งมากขึ้นในเรื่องการบริหารความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

เพ็ญพิชชายังกล่าวถึงแรงกดดันใหม่จากกฎหมายต่างประเทศ ทั้งกฎหมายของสหภาพยุโรป เช่น CS3D, EU Forced Labour Regulation รวมถึงกฎหมายคู่ค้าระดับโลก ซึ่งจะส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันของธุรกิจไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่อไทยมุ่งสู่การเป็นสมาชิก OECD ที่มีมาตรฐานการกำกับดูแลสูงขึ้น และต้องมีระบบ Due Diligence ที่ชัดเจน

เธอยอมรับว่าภาคธุรกิจจำนวนหนึ่งกังวลมากกว่าต่อแรงกดดันจาก OECD และกฎหมายยุโรป เพราะเป็นเหมือน “โลกล้อมไทย” ที่หากไม่ปรับตัวก็อาจกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานหรือความสัมพันธ์กับคู่ค้าต่างประเทศ แต่ขณะเดียวกันก็มีโอกาส หากภาครัฐและภาคเอกชนร่วมกันพัฒนากลไกส่งเสริม เช่น แรงจูงใจด้านการลงทุน การเงิน หรือการลดต้นทุนในการปรับกระบวนการภายใน

เพ็ญพิชชาย้ำว่า การปรับตัวของภาคธุรกิจจะเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไทยให้ยืนอยู่ในระบบเศรษฐกิจโลกอย่างมั่นคง พร้อมหลักคิดที่ว่า “การเคารพสิทธิมนุษยชนคือพื้นฐานของการทำธุรกิจที่ดี” และเป็นความสามารถในการแข่งขันในยุคใหม่ ไม่ใช่ภาระเพิ่มเติมของภาคเอกชน

สิทธิมนุษยชนคือหน้าที่ไม่ใช่สิ่งที่ต้องมีincentives

ดร.พิชามญช์ เอี่ยวพานทอง ประธานคณะทำงานสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (UN Working Group on Business and Human Rights) เปิดประเด็นว่าการขับเคลื่อนเรื่องธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยและภูมิภาค จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคเอกชน ประชาสังคม หรือชุมชนที่ได้รับผลกระทบ

เธอกล่าวชื่นชมที่เห็นตัวแทนจากหลายภาคส่วนมาร่วมวงเสวนา เพราะนี่คือ “ภาพที่ควรเกิดขึ้น” หากต้องการผลักดันมาตรฐาน UNGPs ให้เกิดเป็นจริงในทางปฏิบัติ อย่างไรก็ตาม เธอชี้ชัดว่า “นโยบายที่ดีเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพอ” ความตั้งใจดีที่ประกาศออกมาของรัฐและเอกชนมีความสำคัญก็จริง แต่ความท้าทายที่แท้จริงคือการนำไปปฏิบัติ การทำให้เกิดผลในชีวิตจริงของผู้คน

ดร. พิชามญช์ เล่าประสบการณ์ล่าสุดจากการสนทนากับบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ทั้งในสหรัฐฯ และมาเลเซีย ซึ่งหลายแห่งถามว่า ภาครัฐสามารถให้ incentives หรือแรงจูงใจทางเศรษฐกิจ เพื่อให้บริษัทหันมาดำเนินงานตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนได้หรือไม่ เธอตอบคำถามนี้อย่างตรงไปตรงมาว่า ความรับผิดชอบต่อแรงงาน ชุมชน เด็ก และสิ่งแวดล้อม ไม่ควรเป็นเรื่องที่ต้องมี “รางวัล” เพิ่มเติม เพราะเป็นหน้าที่ขั้นพื้นฐานในฐานะที่ธุรกิจเป็นสมาชิกหนึ่งของสังคม

เธอยกตัวอย่างว่า หลายบริษัทในประเทศไทยยังคงอาศัย CSR แบบเดิม—สร้างวัด ทำนุบำรุงสาธารณะ—ซึ่งแม้เป็นเรื่องดี แต่ไม่อาจลบล้างผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน หากบริษัทไม่จัดการปัญหาจริงในห่วงโซ่อุปทาน เช่น การละเมิดสิทธิแรงงานหรือการทำลายสิ่งแวดล้อม

หนึ่งในประเด็นที่เธอเป็นห่วง คือเสียงต่อต้านจากธุรกิจบางส่วนที่ไม่อยากให้ประเทศไทยมีกฎหมาย Human Rights Due Diligence (HRDD) โดยให้เหตุผลว่าจะเพิ่มต้นทุนและเป็นภาระของธุรกิจ เธอชี้ว่า หากยังมีความคิดเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่า ความเข้าใจเกี่ยวกับ UNGPs และคุณค่าของการทำธุรกิจอย่างรับผิดชอบในประเทศไทยยังไปไม่ถึงระดับที่ควรเป็น ทั้งที่ UNGPs ผ่านมานานกว่า 10 ปีแล้ว และประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเดินหน้าไปไกลกว่าการถกเถียงว่า “ควรมีกฎหมายหรือไม่”

เธอกล่าวอย่างชัดเจนว่า หากไทยต้องการเป็นผู้นำในภูมิภาค ก็ต้อง “ข้ามพ้น” การถกเถียงระยะเริ่มต้น และเดินหน้าสู่การบังคับใช้เครื่องมือที่มีประสิทธิภาพ เช่น HRDD และ National Action Plan (NAP) ที่มีคุณภาพและใช้งานจริง

ดร. พิชามญช์เน้นว่า HRDD ไม่ใช่ชุดเอกสารที่ทำเพียงเพื่อ “เช็กบ็อกซ์” แต่ต้องเป็นกระบวนการที่มองไปถึง ผลลัพธ์ที่แท้จริงต่อผู้ได้รับผลกระทบ ไม่ว่าจะเป็นแรงงานหรือชุมชนท้องถิ่น การเขียนรายงานสวยงามไม่ได้หมายความว่าบริษัททำได้ดี หากผลกระทบจริงยังไม่ได้รับการจัดการและการจะรู้ว่าผลลัพธ์ดีหรือไม่นั้น ทางเดียวคือ “ถามชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรง” ไม่ใช่บริษัทตรวจสอบตัวเองเพียงฝ่ายเดียว

เธอย้ำว่าการตรวจสอบต้องมีหลายระดับ ทั้งการตรวจสอบภายในของบริษัทและการกำกับดูแลจากภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับธุรกิจขนาดกลางและเล็กที่ยังต้องพึ่งพาคำแนะนำและมาตรฐานจากรัฐบาล นอกจากนี้ หน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระต้องเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาชนและนักปกป้องสิทธิมีส่วนร่วมได้อย่างปลอดภัย โดยไม่ต้องกังวลว่าจะถูกดำเนินคดีหรือถูกข่มขู่คุกคาม เพราะการมีเสียงของผู้ได้รับผลกระทบคือหัวใจของกระบวนการตรวจสอบที่แท้จริง

ดร. พิชามญช์ย้ำว่า หากธุรกิจทำ HRDD อย่างถูกต้องตามมาตรฐานของ UNGPs ก็จะไม่ต้องกังวลกับกฎหมายใหม่ ๆ ที่ออกมาในอนาคต เพราะมาตรฐานเหล่านี้เข้มข้นเพียงพอแล้ว และเป็นแนวทางที่จะช่วยทั้งธุรกิจและสังคมไปพร้อมกัน นอกจากนั้น เธอฝากถึงทุกภาคส่วนว่า หากประเทศไทยต้องการก้าวเป็นผู้นำด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาค เราต้องเลิกถกเถียงเรื่องพื้นฐาน และเริ่มขยับสู่การปฏิบัติจริงที่ยึดผลลัพธ์เป็นสำคัญ โดยมีชุมชนเป็นศูนย์กลางของกระบวนการทั้งหมด