Category: ็HRDD
-

แถลงการณ์ ETOs Watch กรณี มิน อ่อง หล่าย เยือนไทย กับ TOR การตรวจวัดคุณภาพน้ำร่วมกัน
แถลงการณ์คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) “รัฐบาลไทยต้องยุติการลงนาม TOR ไทย–เมียนมา ตรวจคุณภาพน้ำ ออกไปก่อน พร้อมยืนยันความร่วมมือที่ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนที่ต้นเหตุ โดยไม่สร้างความชอบธรรมให้คณะเผด็จการทหารเมียนมา” คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) แสดงความกังวลต่อมติคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2569 ที่เห็นชอบร่างขอบเขตการดำเนินงาน (Terms of Reference: TOR) ของคณะทำงานร่วมด้านการจัดการคุณภาพน้ำในแม่น้ำที่เป็นพรมแดนและแม่น้ำที่ไหลผ่านระหว่างประเทศไทยกับเมียนมา และมอบหมายให้ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นผู้ลงนาม รวมทั้งให้อำนาจปรับแก้ถ้อยคำที่ไม่ใช่สาระสำคัญได้โดยไม่ต้องเสนอคณะรัฐมนตรีอีกครั้ง แม้การมีความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนเป็นสิ่งจำเป็น แต่ความร่วมมือดังกล่าวจะมีความหมายก็ต่อเมื่อสามารถนำไปสู่การแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุ คุ้มครองสิทธิของประชาชน และดำเนินการอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ ไม่ใช่เป็นเพียงการสร้างภาพของความร่วมมือหรือสร้างความชอบธรรมให้แก่คณะเผด็จการทหารเมียนมา การเดินทางเยือนประเทศไทยของพลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ระหว่างวันที่ 6–7 สิงหาคม 2569 เกิดขึ้นในขณะที่คณะเผด็จการทหารเมียนมายังคงใช้กำลังทางทหารต่อประชาชน มีรายงานการโจมตีทางอากาศต่อพื้นที่พลเรือน โรงเรียน โรงพยาบาล และศาสนสถาน การจับกุมโดยพลการ การทรมาน และการบังคับให้ประชาชนต้องพลัดถิ่น ส่งผลให้เกิดผู้พลัดถิ่นภายในประเทศและผู้ลี้ภัยจำนวนมาก ขณะเดียวกัน คณะเผด็จการทหารยังไม่สามารถปฏิบัติตามฉันทามติ 5…
-

“10 UNSR และ WG ส่งหนังสือจี้รัฐบาลไทย แก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน แม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมา”
“10 ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานแห่ง UN ส่งหนังสือจี้รัฐบาลไทย แก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน แม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมา” เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) และคณะทำงาน (Working Groups) ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) รวม 10 คณะ ได้ร่วมกันส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทย เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและทองคำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยระบุว่าเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชนกว่า 1 ล้านคนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงประชากรอีกหลายสิบล้านคนในพื้นที่ท้ายน้ำ การออกหนังสือสื่อสารสาธารณะฉบับนี้สืบเนื่องมาจากการที่ภาคประชาสังคมไทย นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อขอให้กลไกพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ UN เข้ามาร่วมตรวจสอบและแสดงความเห็นต่อประเด็นความเดือดร้อนดังกล่าว วิกฤตการณ์มลพิษทางน้ำนี้เริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เมื่อชาวบ้านริมแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยพบความผิดปกติของสีน้ำที่มีความขุ่นข้นอย่างน่าสงสัย…
-

-

-

กสม. เผยโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาโดยบริษัททุนไทยใน สปป. ลาว เสี่ยงส่งผลกระทบข้ามพรมแดนในพื้นที่จังหวัดน่าน แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งรับรองว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาใน สปป. ลาว โดยบริษัททุนไทย มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในจังหวัดน่าน รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังจากที่เราในฐานะผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ได้รอคอยผลการตรวจสอบและพิจารณามานานกว่า 2 ปีครึ่ง การมีมติครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กสม. ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ข้ามพรมแดน ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอทอย่างถาวร การเปิดเผยข้อมูลมลพิษแบบเรียลไทม์ การจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) รายโครงการ และการพัฒนากลไกเฝ้าระวังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ไปจนถึงคำแนะนำเชิงเร่งรัดให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพัฒนากลไกศูนย์ประสานงานแห่ง (National Contact Point: NCP) ของ OECD ล้วนเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ในฐานะผู้ยื่นเรื่องและเครือข่ายที่ติดตามการลงทุนไทยในต่างประเทศมานาน เราเห็นว่ามติของ กสม. ครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันข้อเท็จจริงที่ชุมชนในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ได้เผชิญมานานหลายปี เช่น หมอกควันดำ ฝุ่น PM2.5 สารปรอทสะสมในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร…
-

เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินมาถึงหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่คูหาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง “กาเห็นชอบ” ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเตรียมตัวเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพูดถึงอย่างเข้มข้นในช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์และคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิ ยังมีคำถามสำคัญที่สังคมไม่ควรละเลย ก่อนจะจรดปากกาในคูหา เราจำเป็นต้องทำการบ้านร่วมกันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนออยู่นั้น เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” หรือเป็น “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง ถูกใช้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงามบนเวทีหาเสียง หรือกลายเป็นไม้ประดับที่ขาดน้ำหนักในทางปฏิบัติ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนคือรากฐานของความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคของประชาธิปไตย ที่จบลงเมื่อเราหย่อนบัตรเลือกตั้งสามใบลงในคูหา หากแต่เป็นการเดิมพันที่เกี่ยวพันโดยตรงกับชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทาง Amnesty International Thailand และ สำนักข่าว The Reporter ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเวทีเสวนาออนไลน์ “Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” โดย ฐปณีย์…
-

จากการส่งเสริมสู่การคุ้มครอง: บทบาทผู้แทนไทยใน AICHR กับความคาดหวังของภาคประชาสังคม
เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Right: AICHR) กับภาคประขาสังคมไทย ประจำปี 2569 สะท้อนให้เห็นทั้งพัฒนาการ ความก้าวหน้า และข้อท้าทายของกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของอาเซียนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ รวมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากตัวแทนภาคประชาสังคมและองค์การด้านการพัฒนามากกว่า 40 – 50 องค์กร ฉัตรวดี จินดาวงษ์ รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดว่าในปี 2568 เป็นหมุดหมายสำคัญของ AICHR มีการจัดทำการทบทวนคำประกาศอาเซียน 2 ฉบับ และมีการรับรองวิสัยทัศน์ใหม่ซึ่งจะใช้ไปอีก 20 ปี ในการบรรลุเป้าหมายของอาเซียนในอนาคต โดยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 (ASEAN 2045: Our Shared Future) มี…
-

-

-

Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing
On 30 September 2025, in Mueang District, Nakhon Phanom Province, a network of civil society organizations jointly organized a public forum entitled “Dawei under Conflict: Special Economic Zones, Armed Conflict, Geopolitical Intervention, and Greenwashing.” The event was part of the Mekong–ASEAN Environmental Week 2025 (MEAW), held from 27–30 September under the theme “The Fake Green:…