เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (คปฐ.) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและแนวทางในการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง” ณ ห้องประชุม B1 – 2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันระดมความคิดและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน รวมถึงประชาชนทั่วไป
กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ซึ่งมีกัณวีร์ สืบแสง เป็นประธาน ได้มีการศึกษาลงพื้นที่หลายเดือน เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งไทยเกี่ยวข้องในสี่ประเด็น คือ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้แสงหาที่ลี้ภัย และเหยื่อการค้ามนุษย์ เป็นเวลากว่า 45 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายคนเข้าเมือง เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านของคนหลายกลุ่มที่ต้องการเป็นที่พักพิงหรือต้องการมาทำงานยังประเทศไทย ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงวัยประมาณ 17 ล้านคน จำนวนวัยแรงงานในปี 2563 มีประมาณ 43 ล้านคนเศษ แต่ในอีก 20 ปีข้างหน้าวัยแรงงานจะลดลงเหลือ 36 ล้านคน สะท้อนให้เห็นว่าไทยต้องพึ่งพิงแรงงานต่างชาติ ถึงเวลาแล้วที่เราต้องทบทวนผลกระทบจากกฎหมายที่มีอยู่
กัณวีร์ สืบแสง ประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการโยกย้ายถิ่นแบบไม่ปกติ ภายใต้กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าปัญหาและแนวทางการแก้ไขการโยกย้ายถิ่นฐานถือเป็นโจทย์ยาก อยากให้ทุกคนได้รับรู้ร่วมกันก่อนว่าการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ คืออะไร อนุกรรมาธิการของเราได้ศึกษาเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ นั่นคือ คนที่เดินทางเข้ามาทั้งถูกและไม่ถูกต้องตามกฎหมาย ซึ่งจะมีเรื่องผู้ลี้ภัย คนไร้รัฐไร้สัญชาติ คนที่ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ และแรงงานข้ามขาติ เราได้เสนอให้มีการแก้ไขและสร้างกฎหมายใหม่ ๆ โดยเราจะแก้ไขกลไกเดิมที่มีอยู่ให้มีประสิทธิภาพ ประเทศไทยยังไม่ยอมรับคำว่าผู้ลี้ภัย ผู้ลี้ภัยยังคงเป็นกลุ่มคนที่ไม่ถูดยอมรับการมีตัวตนในไทย ยังคงเป็นภัยคุกคามด้านความมั่นคง รวมถึงแรงงานข้ามขาติก็ยังคงขาดสิทธิต่าง ๆ ที่ควรได้ อีกทั้งคนไร้สัญชาติ บางคนตายไปก็ยังไม่ได้รับสัญชาติ สำคัญมากที่เราจะต้องให้ตัวตน ให้สถานะ และเขาต้องได้รับการยอมรับในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ขณะนี้ถึงเวลาที่เราจะต้องช่วยกันให้มนุษย์ได้เป็นมนุษย์ ขณะนี้ชาวอุยกูร์กว่า 48 คน ยังคงอยู่ในห้องกัก ตม. เราจำเป็นต้องแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น ปัจจุบันเรายังคงมีมายาคติที่มองคนที่มีสัญชาติไม่เหมือนเราไม่ใช่คน และมองว่าพวกเขาเป็นภัยความมั่นคง แต่หากมองความเป็นจริงเขาไม่ใช่ภัยความมั่นคงแต่อย่างใด หากเรามองมนุษย์ทุกคนเป็นมนุษย์ เราจะเห็นถึงความสำคัญของข้อเสนอในการแก้ไขปัญหาที่เราพยายามผลักดัน
ภายในงานสัมมนาได้มีการจัดวงอภิปรายกลุ่มย่อย เรื่อง “พ.ร.บ. คนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 การบังคับใช้ ผลกระทบ ข้อท้าทาย และการประเมินผลสัมฤทธิ์ทางกฎหมายสำหรับการบริหารจัดการผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน” ดำเนินรายการโดย อดิศร เกิดมงคล ผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (TMR)
พล.ต.ต พงษ์นคร นครสันติภาพ สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง เล่าถึงประสบการณ์การทำงานในฐานะตำรวจตรวจคนเข้าเมืองว่าตนในฐานะผู้ปฏิบัติงานมีโอกาสบังคับใช้กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับผู้ลี้ภัย เห็นพัฒนาการทางกฎหมายมาโดยตลอด พร้อมให้ความเห็นว่าเรากำลังหาความชอบธรรมในการแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัยผ่านการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมืองให้สามารถแก้ไขให้แรงงานข้ามชาติสามารถเข้ามาทำงานและเป็นประชากรได้อย่างถูกต้อง โดยตั้งแต่เริ่มต้นกฎหมายคนเข้าเมืองไม่ได้ออกแบบมาเพื่อรองรับผู้อพยพ ผู้ลี้ภัย หรือแรงงานข้ามชาติ เป็นแต่เพียง terminal ทุกวันนี้ตนพบว่าเราใช้มาตรา 17 ของกฎหมายคนเข้าเมืองมาตราเดียว สะท้อนให้เห็นว่ากฎหมายออกแบบมาให้แก้ไขปัญหานี้ไม่ได้ เพราะมโนทัศน์ของ ตม. ไม่ได้ถูกออกแบบมาให้แก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัย
ส่วนตัวขอเสนอให้แก้ไขกฎหมายมาตรา 17 ของคนเข้าเมือง เพื่อให้เขาสามารถอยู่ได้ ส่วนในระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรอง หรือ NSM เองก็ไม่ใช้คำว่าผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัย และรัฐบาลก็ไม่เลือกใช้วิธีการอ้างกฎหมายคนเข้าเมือง ดังนั้น กฎหมายคนเข้าเมืองเป็นเพียง terminal คาดหวังอะไรไม่ได้ในการแก้ไขปัญหาผู้ลี้ภัยหรือผู้อพยพ อยากเสนอว่าต้องมีคู่มือใหม่ออกกฎหมายฉบับใหม่ว่าด้วยกฎหมายผู้ลี้ภัย ไม่ใช่แอบมากับกฎหมายคนเข้าเมือง และมีองค์กรมหาชนเป็นผู้จัดการ เพราะราชการทำไม่ได้ เพราะปัญหาผู้อพยพและผู้ลี้ภัยที่ผ่านมาก็สร้างปัญหาให้กับการทำงานของ ตม. เช่นกัน เพราะเราไม่สามารถแก้ไขปัญหาระดับนโยบาย เป็นเพียงผู้ปฏิบัติ สรุปคือ กฎหมายคนเข้าเมืองไม่ได้ออกแบบมาเพื่อแก้ไขปัญหานี้ และประเด็นต่อมาคือต้องออกกฎหมายใหม่เพื่อแก้ไขปัญหาผู้อพยพหรือผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะและมีองค์การมหาชนเข้ามาจัดการ
สิ่งที่พวกเราเสนอกันมาเป็นเรื่องจริงที่ว่าทั้งในแง่การออกกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมายยังถือว่าเป็นปัญหาและมีข้อจำกัด หากเราสามารถเสนอไปถึง ครม. ได้จริง และครม. มีมติออกมา เราก็พร้อมที่จะปฏิบัติ ส่วนตัวเห็นด้วยว่าควรมีการสร้างโมดูลขึ้นมารูปแบบหนึ่ง โดยมีองค์การมหาชนมาแก้ไขปัญหา หาผู้สนับสนุนมาช่วย ซึ่งนี่จะเป็นการแก้ไขปัญหาแบบยั่งยืน เพราะกฎหมายคนเข้าเมืองมีข้อจำกัด
ทรงกลด ขาวแจ้ง กองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย ได้อธิบายแยกออกเป็นสองประเด็น หนึ่ง การบริหารช่องทางทางบก เราดำเนินการสองกระบวนการคือด้านนโยบายและด้านปฏิบัติ ในด้านนโยบาย กองการต่างประเทศเป็นหน่วยงานรับเรื่องในระดับจังหวัดเกี่ยวกับการเปิด-ปิด และยกระดับจุดผ่านแดนถาวร จุดผ่อนปรนพิเศษ (สิงขร) และจุดผ่อนปรนการค้า โดยรับเรื่องจากพื้นที่เสนอไปยังกลไกแก้ไขอย่างคณะอนุกรรมการเปิด-ปิดจุดผ่านแดนในประเทศต่าง ๆ เป็นกลไกระดับนโยบายของ สมช. ในด้านการปฏิบัติ ทางกรมการปกครอง มีการตั้งสำนักงานออกหนังสือผ่านแดนในอำเภอชายแดนต่าง ๆ เพื่อเป็นเอกสารให้คนไทยสามารถข้ามแดนไปยังประเทศรอบบ้านในพื้นที่ชายแดนที่กำหนดเป็นไปตามข้อกำหนดว่าด้วยการผ่านแดนชั่วคราว (ลาวยังไม่มี) ในช่วงโควิดเราอาศัยกลไกระดับพื้นที่ผ่านศูนย์สั่งการชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีผู้ว่าฯ เป็นผู้อำนวยการ ซึ่งจะมีการติดตามและมีความเข้มงวดในการเข้าออก สอง การบริหารการเข้าเมืองและการอยู่ในราชอาณาจักร หากเป็นการดำเนินการตามกฎหมายคนเข้าเมืองปกติ กระทรวงไม่ต้องดำเนินการอะไรเพิ่ม เป็นหน้าที่ของทาง ตม. แต่กระทรวงมหาดไทยเกี่ยวข้องในการออกอนุบัญญัติ เช่น ประกาศกระทรวง กฎกระทรวง ในเรื่องการผ่อนผันให้คนต่างด้าวอยู่ในราชอาณาจักร ในช่วงสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคโควิด – 19 เราใช้อำนาจตามมาตรา 17 ในกฎหมายคนเข้าเมือง ยกเว้นให้อยู่ได้ทั้งหมด โดยการทำให้แรงงานข้ามชาติอยู่ได้อย่างถูกต้องผ่านการออกประกาศโดยอาศัยอำนาจตามมาตรา 17 ของกฎหมายคนเข้าเมือง ออกเป็นประกาศกระทรวงมหาดไทย โดยมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกันยกร่างประกาศ ในกรณีแรงงานข้ามชาติ เราใช้คณะกรรมการบริหารการทำงานของคนต่างด้าวที่มีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงานเป็นประธาน ในส่วน มาตรา 17 นอกเหนือจากการผ่อนผันให้ปรงงานเพื่อนบ้านอยู่ถูกต้องเพื่อทำงานแล้ว ยังใช้เพื่อให้คนที่อยู่ไม่ถูกต้องสามารถอยู่ได้อย่างถูกต้องและทำงานได้กับกลุ่มคนแรงงานและเหยื่อการค้ามนุษย์ รวมถึงผู้ติดตามที่เป็นบุตรด้วย หลังจากอนุญาตให้อยู่ได้แล้วจะต้องมีการทำทะเบียนประวัติผ่านการทำบัตรผู้ไม่มีสัญชาติไทย (บัตรชมพู) ในส่วนของแรงงานศักยภาพสูงผ่อนผันเพื่อดึงดูดให้อยู่ไทยและทำงานได้นั้นจะมีกลไกเฉพาะของสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน หรือ BOI ส่วนการให้สถานะการเข้าเมืองโดยชอบด้วยกฎหมายโดยเฉพาะในส่วนของคนไร้รัฐไร้สัญชาติ ไทยมีอยู่ประมาณ 5 แสนกว่าคน คนเหล่านี้จะได้รับการพัฒนาสิทธิได้อย่างไรนั้น ในขั้นแรกจะมีการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยให้สถานะการเข้าเมืองโดยชอบซึ่งการออกประกาศนี้มีมติจาก สมช. ว่าเหตุใดถึงให้สถานะการเข้าเมืองโดยชอบกับคนกลุ่มนี้เพื่อในอนาคตจะสามารถนำไปสู่การพัฒนาสิทธิสำหรับคนกลุ่มนี้ ในส่วนของแรงงานข้ามชาติที่ได้รับการผ่อนผัน บุตรของแรงงานที่เกิดในประเทศไทยจะได้รับการจดแจ้งการเกิด ได้รับใบสูติบัตร ถือเป็นเอกสารประจำตัวที่เป็นการลดความเสี่ยงในการตกเป็นผู้ไร้รัฐไร้สัญชาติ แม้ว่าไทยจะมีนโยบายการศึกษาและการสาธารณสุขถ้วนหน้า แต่หากผู้โยกย้ายถิ่นฐานที่ไม่มีเอกสารแล้ว หากมีเอกสารเหล่านี้ก็จะสามารถเข้าถึงการบริการเหล่านี้ได้ยาก การมีเอกสารจะช่วยให้พวกเขาสามารถเข้าถึงสิทธิในการบริการเหล่านี้ได้มากขึ้น
ในส่วนของข้อเสนอนั้น ในการแก้ไขปัญหาระยะสั้น มาตรา 17 ของกฎหมายคนเข้าเมือง เป็นอนุบัญญัติที่ค่อนข้างครอบคลุมและมีการแก้ไขน้อยมากส่งผลให้การคัดกรองผ่าน NSM สามารถเดินทางกลับได้ซึ่งนี่เป็นกรณีเรื่องการค้ามนุษย์ จริง ๆ แล้ว เราสามารถใช้มาตรา 17 ออกประกาศกระทรวงมหาดไทยฉบับเดียว กำหนดนิยามคนต่างด้าวให้หลากหลาย เช่น ผู้มีสถานะเป็นผู้ลี้ภัย ผู้ที่เป็นผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ หรือคนกลุ่มต่าง ๆ ให้ครอบคลุมกลุ่มที่เป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติหรือเป็นกลุ่มที่มีการอพยพเข้ามาในประเทศไทยมีลักษณะเป็นการอพยพแบบผสมผสาน หรือ mixed migration/mixed flow ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยกระบวนการคัดกรอง โดยคัดกรองเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลว่าใครบ้างที่เป็นผู้เสียหายในกระบวนการค้ามนุษย์ ใครบ้างเป็นผู้หนีภัยการประหัตประหารจากประเทศต้นทาง ใครบ้างที่ต้องการเข้ามาเป็นแรงงาน แม้จะมาในการอพยพระลอกเดียวกันก็ตาม อยากเสนอให้มีการคัดกรองแบบที่เรียกว่า universal screening แบ่งคนออกเป็นกลุ่มต่าง ๆ อีกทั้งกฎหมายที่เกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติไม่ได้มีปัญหาเฉพาะกฎหมายในประเทศ แต่อนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 1951 เองก็มีปัญหาและข้อจำกัดเช่นกัน คนที่หนีภัยประหัตประหารเขาไม่ได้หนีอย่างเดียว แต่เขาก็ต้องหางานทำเพื่อดำรงชีวิตด้วย ดังนั้นจำเป็นต้องมีการออกประกาศกระทรวงมหาดไทยนิยามคนให้ครบทุกกลุ่ม และควรผ่อนผันและเปิดโอกาสให้คนทุกกลุ่มที่เข้ามาในไทยมีโอกาสในการทำงานได้ไม่ใช่เฉพาะแรงงานข้ามชาติ แต่ต้องรวมถึงผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์หรือผู้ลี้ภัยด้วยซึ่งในอดีตเคยทำมาแล้วในช่วงปี 2546-2548 ส่วนตัวเห็นด้วยว่าต้องมีหน่วยงานที่แก้ไขเรื่องผู้ลี้ภัยหรือด้านมนุษยธรรมโดยเฉพาะ เพราะ ตม. ถูกอบรมหรือฝึกมาอีกแบบ แต่หน้าตาของหน่วยงานนี้อาจเป็นได้ทั้งหน่วยงานรัฐหรือองค์การมหาชนก็ได้ นอกจากนี้ต้องมีการปรับกระบวนทัศน์ความคิดใหม่เกี่ยวกับการสร้างประวัติศาสตร์ของชาติซึ่งส่วนใหญ่เป็นประวัติศาสตร์บาดแผล ซึ่งในบริบทปัจจุบันประวัติศาสตร์ในรูปแบบดังกล่าวอาจไม่ใช่กระแสหลักในปัจจุบันแล้ว เพราะความเป็นชาตินิยมทำให้เราไม่เป็นพลเมืองโลก เพราะเอาเข้าจริงเราคงหาความเป็นไทยแท้ไม่ได้ บรรพบุรุษของตนเองก็มาจากจีน ดังนั้น เราควรสอนประวัติศาสตร์ที่เน้นความเป็นพลเมืองโลกมากกว่า
ศิววงศ์ สุขทวี ผู้แทนเครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform: TMR) กล่าวว่าเห็นด้วยกับ พล.ต.ต. พงษ์นคร ว่าเราคาดหวังกฎหมายคนเข้าเมืองมากเกินกว่าที่เป็นจริง แต่สิ่งที่เราคาดหวังไว้อาจเป็นสิ่งที่เรายอมรับได้ เห็นด้วยว่าเราจะต้องมีกฎหมายใหม่ คำถามใหญ่ที่ท้าทายสังคมคือเราจะร่นระยะเวลาการได้สถานะของคนไร้รัฐไร้สัญชาติได้อย่างไร ซึ่งนี่เป็นสิ่งที่จะต้องแก้ไข เพราะเป็นปัญหาที่สะสมและยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ
ในส่วนของการอพยพโยกย้ายบริเวณชายแดนโดยเฉพาะในฝั่ง อ.แม่สอด จ.ตาก ตรงข้ามเมืองเมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา ล่าสุดพบว่าที่แม่สอดมี 52 ท่าที่อนุญาตเปิดให้ข้าม แต่มีเจ้าหน้าที่ ตม. ประจำอยู่แค่ 3 ท่า ซึ่งไม่ง่าย เจ้าหน้าที่ก็บอกเองว่ายากมากที่จะคุมคนในช่องทางเหล่านี้ ซึ่งนี่เป็นความท้าทายในการคุมชายแดน ซึ่งตัวกฎหมายคนเข้าเมืองไม่ได้พิจารณา อีกหนึ่งความท้าทายคือเราจะปกป้องคนที่ต้องการความคุ้มครองได้อย่างไร ในเมื่อช่องทางไม่ชัดเจน ซึ่งก็เห็นด้วยว่ากฎหมายคนเข้าเมืองไม่สามารถแก้ไขปัญหาคนเหล่านี้ได้ ประเด็นต่อมา คือ ในช่วงที่กฎหมายคนเข้าเมืองเกิดขึ้นในปี 2522 นั้น เราคำนึงถึงสถานการณ์ในประเทศเพื่อนบ้านแค่ไหน เราอาจจะไม่อยากรับผู้ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทย แต่ในขณะเดียวกันเราก็ไม่สามารถทำให้ประเทศเพื่อนบ้านยับยั้งผู้ลี้ภัยเข้ามายังประเทศไทยได้ในขณะที่เราเองก็ไม่สามารถคุมชายแดนได้ ในเรื่องของการมีกฎหมายฉบับใหม่ ๆ ตนเคยคิดว่าจำเป็นหรือไม่ที่ต้องมี พ.ร.บ. ผู้ลี้ภัยโดยเฉพาะ หลังรัฐประหารในเมียนมา ปี 2564 มีกลุ่มนักการเมืองและคนทำงานเคลื่อนไหวเข้ามาในประเทศไทย เราแก้ปัญหาโดยใช้การผ่อนผันตามให้อยู่ในไทยในฐานะแรงงานชาวเมียนมาไปก่อน แต่หลังจากผ่านไป 2 ปี สถานะความเป็นผู้ลี้ภัยเริ่มปรากฏขึ้น ต้องถูกบังคับให้เข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ตนจึงคิดว่าแม้ในอนาคตเราจะมีกฎหมายผู้ลี้ภัยออกมาประกาศใช้ แต่หากเรายังมีกฎหมายคนเข้าเมืองที่ยังเน้นไปที่การจับกุมปราบปรามอยู่ มันอาจจะเป็นการย้อนแย้งกันหรือไม่ นี่เป็นสิ่งที่ต้องนำมาพิจารณา
นิยามคนต่างด้าวในมาตรา 4 ตามกฎหมายคนเข้าเมือง ที่นิยามว่าเป็นผู้ไม่มีสัญชาติไทย แต่ปัญหาคือมีความทับซ้อนของกลุ่มคนต่างด้าวที่เข้ามาในไทยที่ควรจะได้รับการปกป้องคุ้มครองมากกว่านี้ หากย้อนดู พ.ร.ก. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 (แก้ไขปรับปรุง 2561) ในเนื้อหาของ พ.ร.ก.มีการจำแนกเป็น 5-6 กลุ่ม ปัญหาคือพอนิยามระบุแค่ว่าเป็นคนที่ไม่มีสัญชาติไทย ทั้ง ๆ ที่การพัฒนาสถานะคนหลายกลุ่มไปไกลแล้ว แต่พวกเขายังไม่ได้สัญชาติไทย ทำให้มีความลักลั่นในระดับปฏิบัติ ในกรณีหนึ่ง คนที่เข้ามาไทยเพื่อประกอบอาชีพเป็นกรรมกร พอเข้ามาเป็นกรรมกรในไทยไม่ได้ตามกฎหมายคนเข้าเมือง เราจึงต้องหันกลับไปพิจารณา พ.ร.ก. การทำงานของคนต่างด้าว พ.ศ. 2560 ซึ่งต้องมีการทำ MoU ที่ทำกับประเทศนั้น ๆ ไว้ให้สามารถเข้ามาทำงานในไทยได้ ซึ่งดูเหมือนไม่มีปัญหา แต่จริง ๆ แล้ว มีกระบวนการที่ซํบซ้อนมากขึ้น และใช้ต้นทุนมากขึ้นในการเข้ามาทำงานในไทย ในกรณีของพม่าตอนนี้พวกเขาถูกจำกัดการทำหนังสือเดินทาง และมีต้นทุนที่เข้ามาสูงทั้งกระบวนการในประเทศต้นทางและประเทศไทย สุดท้ายแล้วเรามีต้นทุนในการนำเข้าแรงงานตามกฎหมายสูงกว่าการลักลอบเข้ามา นี่เป็นข้อท้าทายที่มาจากโครงสร้างความซับซ้อนทางกฎหมายของไทยเราเอง รวมถึงกฎหมายของประเทศต้นทางและภูมิภาคด้วย กรณีคนต่างด้าวที่เดินทางเข้ามาในไทยแล้ว อย่างน้อยเราต้องรู้ว่าเขาอยู่ที่ไหน อย่างไรบ้าง แม้ว่าจะมีการกำหนดให้รายงานตัวทุก 90 วัน กับทางสำนักงาน ตม. ก็ทำให้เกิดความยุ่งยากซํบซ้อนและใช้ต้นทุนเพิ่มมากขึ้น นำไปสู่กระบวนการนายหน้าที่หาประโยชน์จากระบบที่ซับซ้อนนี้ ล่าสุดพบว่ามีกรณีแรงงานข้ามชาติที่มีเอกสารถูกต้องตามกฎหมายต้องการทำใบขับขี่ กรมการขนส่งทางบกบอกว่าต้องการใบรับรองที่อยู่และใบจดแจ้งการเกิดซึ่งเป็นการสร้างเงื่อนไขที่ไม่จำเป็น กรณีที่หนักที่สุดคือการส่งกลับคนต่างด้าวไปสู่ประเทศตนเองออกจากประเทศไทย คนต่างด้าวจำนวนมากไม่ได้รับการแจ้งสิทธิในความเป็นจริง ซึ่งในทางกฎหมายอาจจะมี แต่จำนวนมากไม่ได้รับการแจ้งสิทธิ อย่างน้อยที่สุดต้องมีการแจ้งสิทธิตามกฎหมายให้เขาทราบ นอกจากนี้ที่ผ่านมายังไม่เคยเห็นกรณีการดำเนินคดีความต่อนายจ้างที่มีการละเมิดสิทธิตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานโดยการแจ้งจับแรงงานข้ามชาติโดยให้ ตม. มาดำเนินคดีการตามกฎหมายคนเข้าเมือง พอเป็นเช่นนี้กฎหมายคุ้มครองสิทธิแรงงานกลับไม่ถูกนำมาใช้และถูกตัดออกไปในทันที เพราะเจ้าหน้าที่จะมองว่าเป็นการเข้าเมืองผิดกฎหมายเท่านั้น นอกจากการคุ้มครองกลุ่มผู้เปราะบางหรือกลุ่มผู้เสียหายจากคดีอาญาอาจต้องมีการพิจารณามากขึ้นว่าเราจะปล่อยให้ผู้กระทำความผิดต่อแรงงานข้ามขาติยังคงลอยนวลในสังคมไทยต่อไปเรื่อย ๆ โดยทีเราจะไปยบังคับใช้กฎหมายกับคนต่างด้าวที่เป็นผู้เสียหายต่อไปเรื่อย ๆ หรือไม่ อย่างไร
ในส่วนของข้อเสนอ ตนเห็นว่าในช่วง 2-3 ปีหลังเห็นแนวโน้มที่ไม่ดีในการโยกย้ายถิ่นฐานเข้ามาในไทยมากขึ้น แม้พม่าจะยังมีรัฐอยู่ แต่ในแง่การนำเข้าแรงงานจากเมียนมาเข้ามาไทยด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ จากภายในประเทศต้นทางและประเทศไทยเองอาจไม่ใช่เรื่องง่ายอีกต่อไปแล้ว ซึ่งจะทำให้ไทยพบกับวิกฤตขาดแคลนแรงงานเนื่องจากจะมีคนที่หลุดออกจากระบบ และพบว่าแรงงานข้ามชาติจากประเทศเพื่อนบ้านส่วนใหญ่เป็นแรงงานจากเมียนมา อีก 3 ประเทศที่เหลือรวมกันมีจำนวนไม่มาก นั่นหมายความว่าเราจะไม่สามารถหาแรงงานมาทดแทนคนที่หลุดออกจากระบบได้ เราพบว่ามีคนเมียนมาที่เข้ามาในไทยแบบไม่ถูกกฎหมายตั้งแต่ปี 2560 – ปัจจุบัน อยู่ที่ประมาณ 1.5 ล้านคน เราจะทำอย่างไรกับคนที่เข้ามาแล้วแต่ยังอยู่นอกระบบ ในภาพกว้าง ผมคิดว่าเราจะต้องคิดอย่างจริงจังว่าเราอยู่ในโลกที่การย้ายถิ่นเกิดอะไรขึ้นบ้าง เราต้องการแรงงานจำนวนมาก แต่เราจะคัดกรองคนอย่างไร ณ ปัจจุบัน ยังไม่มีหน่วยงานไหนเข้าถึงข้อมูลภาพรวมเลย
วริศรา รุ่งทอง ผู้แทนเครือข่ายสิทธิผู้ลี้ภัยและคนไร้รัฐ (CRSP)
ในมุมมองของผู้ปฏิบัติงานในส่วนของการให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายแก่ผู้ลี้ภัย แม้ว่าเราจะมีกฎหมายอื่น ๆ ที่เอามาใช้กับผู้แสวงหาที่ลี้ภัยได้ แต่เมื่อเราเปิดหน้าให้ความช่วยเหลือพวกเขา feedback ที่ได้กลับมาจากเจ้าหน้าที่คือประเทศไทยไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผูู้ลี้ภัย ซึ่งโดยส่วนตัวไม่ได้มีปัญหาว่าไทยจะเป็นหรือไม่ภาคี เพราะกลไกกฎหมายภายในยังมีอยู่ แต่ปัญหาที่เจอคือการเข้าตั้งกำแพง อีกทั้งการเข้าถึงสิทธิและการบริการต่าง ๆ ก็ถูกยกเว้น ในส่วนของกฎหมายคนเข้าเมืองซึ่งใช้มานานตั้งแต่ปี 2522 ซึ่งไม่ได้ถูกใช้เฉพาะกับคนที่ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้ จึงทำให้ผู้ลี้ภัยถูกปฏิบัติเหมือนกับคนต่างด้าวทั่วไปที่เข้ามาในประเทศไทย และถูกส่งกลับ ทั้ง ๆ ที่ไทยมีกฎหมายการทรมานและการบังคับสูญหายที่ระบุว่าต้องไม่ส่งกลับบุคคลไปยังประเทศต้นทางหากเชื่อได้ว่ามีความตายรอเขาอยู่ที่นั่น หากไม่มีการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง เจ้าหน้าที่เองก็จะมีความเสี่ยงและต้องรับผิด ในส่วนของปัญหาและข้อจัำกัดเกี่ยวกับการจัดการปัญหาผู้ลี้ภัยนั้น ข้อแรก การคัดกรองที่ยังไม่มีประสิทธิภาพ แม้ไทยจะมี NSM ออกมาตั้งแต่ปี 2562 แต่ประกาศใช้จริงเมื่อปลายเดือนกันยายน 2566 นี้เอง ซึ่งเปิดให้คนต่างด้าวที่ไม่สามารถกลับประเทศต้นทางได้สามารถเข้ามายื่นคำร้องกับสำนักงาน ตม. ได้ อย่างไรก็ตามกระบวนการคัดกรองอิงกับกฎหมายคนเข้าเมืองมากเกินไป ซึ่งเท่าที่ติดตามส่วนใหญ่จะใช้กับผู้ลี้ภัยในเขตเมืองที่มีบัตรกับ UNHCR เป็นหลัก ส่วนกลุ่มคนต่างด้าวที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง เช่น อุยกูร์ โรฮิงญา หรือผู้หนีภัยการสู้รบ นั้นยังคงอยู่ในอำนาจการจัดการของ สมช. ในปัจจุบันคนที่ได้สถานะแล้วยังไม่เห็นการคุ้มครองและการให้สิทธิที่เป็นรูปธรรม เช่น การศึกษาหรือสาธารณสุข จึงยังไม่เห็นว่า NSM มีประสิทธิภาพในขณะนี้ การเข้ามาในราชอาณาจักรตามระเบียบของ NSM ต้องผ่าน ตม. ก่อน นั่นหมายความว่าหากผ่าน ตม. ไทยไม่ได้ก็จะไม่เข้าข่ายการคุ้มครองของ NSM เพราะยังไม่นับว่าได้เข้ามายังประเทศไทย ข้อสอง ในส่วนของการประกันตัวก็ยังเป็นปัญหาเพราะปัจจุบันการประกันตัวยังคงเป็นไปตามแนวปฏิบัติของสำนังาน ตม. ตามคำสั่งของสำนักงาน ตม. ซึ่งคำสั่งล่าสุดคือเดือนกุมภาพันธ์ 2567 ที่มีการกำหนดว่าการประกันตัวต้องมีการวางเงินประกัน ต้องมีนายประกัน เมื่อก่อนกำหนดว่าจะต้องจ่ายเงินประกัน 5 หมื่นบาท แต่หากเข้าสู่ระเบียบ NSM เงินประกันจะลดลงเหลือ 2 หมื่นบาท แต่ปัญหาคือเมื่อคนกลุ่มนี้ไม่มีวีซ่า ไม่มีเอกสารที่ถูกต้อง ทำให้ไม่สามารถหาคนไทยมาเป็นนายประกันได้ บริษัทประกันที่นำมาใช้ในระบบศาลก็ไม่สามารถนำมาใช้ได้ เพราะเขาไม่มีวีซ่า ซึ่งมักจะถูกอ้างว่าไม่มีความน่าเชื่อถือ นำไปสู่การแสวงหาประโยชน์จากนายหน้า ทำให้ผู้ลี้ภัยมีค่าใช้จ่ายในการประกันตัวมากขึ้นเพราะต้องจ่ายให้นายหน้ามาช่วยดำเนินเรื่อง แม้ว่าปัจจุบันจะมี NSM ออกมาแล้ว ที่กำหนดว่าเงินประกันจริงที่ต้องจ่ายอยู่ที่ 2 หมื่นบาท แต่เงินประกันที่จ่ายในความเป็นจริงกลับมากกว่านั้นเพราะต้องจ่ายให้นายหน้ามาช่วยดำเนินเรื่อง ข้อสาม ความเสี่ยงที่ผู้ลี้ภัยจะถูกส่งกลับได้ตลอดเวลา ด้วยความที่สถานะของผู้ลี้ภัยไม่ได้ถูกแยกออกมาจากคนต่างด้าว เพราะเวลาพวกเขาถูกจับดำเนินคดีตามกฎหมายคนเข้าเมืองทำให้ข้อมูลเกี่ยวกับคนกลุ่มนี้ไม่ปรากฏในศาลว่าพวกเขาเป็นผู้ลี้ภัย ซึ่งในคำฟ้องของเจ้าหน้าที่ก็ไม่ได้บอกว่าเขาเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ ศาลมีอำนาจสั่งแค่ว่าผิดหรือไม่ตามกฎหมายคนเข้าเมือง ส่วนการส่งกลับหรือไม่ส่งกลับเป็นอำนาจของ ตม. และเมื่ออยู่ในอำนาจของ ตม. แล้ว จะมีระเบียบของ ตม. ที่ผู้ลี้ภัยจะได้รับเอกสารให้ลงชื่อรับทราบคำสั่งเพื่อส่งออกนอกราชอาณาจักร ทำให้สถานการณ์ผู้ลี้ภัยที่ไม่มีการคัดกรองยิ่งเปราะบางมากขึ้น ซึ่งในส่วนนี้มีช่องทางให้ผู้ลี้ภัยที่เป็นผู้ต้องกักสามารถอุทธรณ์ได้ใน 48 ชั่วโมง แต่ปัญหาก็คือผู้ลี้ภัยไม่สามารถเข้าถึงศาลได้ เพราะเจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ใช้โทรศัพท์ พูดอ่านเขียนภาษาไทยไม่ได้ บางรายไม่สามารถพูดอ่านเขียนภาษาอังกฤษได้ ซึ่งนี่เป็นปัญหา เราควรจะมองมิติให้ครอบคลุม ให้เขาสามารถสื่อสารหรือใช้ภาษาที่เขาสามารถพูดอ่านเขียนได้ ประเด็นต่อมาคือ เมื่อผู้ลี้ภัยถูกส่งมาที่สำนักงาน ตม. แล้ว ตามมาตรา 54 ด้วยความที่พวกเขาไม่มีสถานะเข้าเมืองถูกกฎหมาย ในระหว่างการดำเนินคดีแม้จะยื่นประกันต่อศาลเพื่อออกมาต่อสู้คดีได้ก็จะมีการอายัติตัวต้องกลับเข้าไปห้องกักเพราะไม่มีวีซ่าที่ทำให้เขาอยู่ข้างนอกได้ พูดง่าย ๆ ก็คือ ผู้ที่มีสถานะเข้าเมืองผิดกฎหมาย หากต้องการออกมาต่อสู้คดี พวกเขาต้องหาหลักทรัพย์ค้ำประกันที่ศาลและตม.ด้วย ซึ่งก็เป็นเรื่องยากเพราะมีการอายัติตัว ซึ่งชี้ให้เห็นว่ามีความยากที่สิทธิมนุษยชนจะได้รับการรับรอง ในส่วนของการส่งกลับ ที่ผ่านมาผู้ลี้ภัยที่ถูกส่งกลับไม่ได้ถูกส่งกลับตามกฎหมายส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดน แต่ถูกส่งกลับตามอำนาจของมาตรา 54 ของกฎหมายคนเข้าเมืองว่าหากเข้ามาไม่ถูกกฎหมายสามารถถูกส่งกลับได้ตลอดเวลา ซึ่งก็สะท้อนให้เห็นว่าเราไม่มีกระบวนการคัดกรองว่าคนที่เข้ามาเป็นผู้ลี้ภัยหรือไม่ ข้อที่สี่ คือ การกักตัวโดยไม่มีกำหนดเวลา ข้อที่ห้า คือ คุณภาพการใช้ชีวิตในห้องกักที่มีปัญหา ทางคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษชนแห่งชาติ หรือ กสม. ได้มีการออกข้อเสนอให้มีการพิจารณาปรับปรุงคุณภาพการใช้ชีวิตและการเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ ในห้องกัก เมื่อเดือนเมษายน 2567 ในส่วนของสถานะความคลุมเครือของเด็กในห้องกัก ขณะนี้ยังมีเด็กที่อยู่ในห้องกักอยู่ ซึ่งการพิจารณาของ ตม. เกี่ยวกับเด็ก ปัจจุบันใช้หลักตามมาตรา 54 ของกฎหมายคนเข้าเมืองที่บอกว่าคนที่ไม่มีสถานะการเข้าเมืองที่ถูกต้องสามารถถูกส่งกลับได้ตลอดเวลา เจ้าหน้าที่สามารถนำตัวไปกักไว้ที่ไหนก็ได้ ในระยะเวลานานเท่าไหร่ก็ได้ ซึ่งในส่วนนี้รวมถึงเด็กด้วย แม้ว่ากฎหมายที่เกี่ยวกับเด็กและเยาวชนของไทยจะค่อนข้างก้าวหน้าก็ตาม แม้ว่าในส่วนของกฎหมายอาญาไทยบอกว่าเด็กต่ำกว่า 12 ปี ไม่เป็นความผิด หรือเกิน 12-15 ปี แม้เป็นความผิดแต่ไม่ต้องรับโทษ โดยมีมาตรการพิเศษเข้ามาใช้ แต่ในส่วนของเด็กที่มีความคาบเกี่ยวกับกฎมายคนเข้าเมือง ศาลกลับตัดสินว่า ตม. มีอำนาจโดยชอบตามกฎหมายคนเข้าเมือง สามารถนำคนที่ไม่มีสถานะเข้าเมืองถูกต้องตามกฎหมายตามกฎหมายคนเข้าเมืองเข้าไปยังห้องกักได้แม้ว่าจะเป็นเด็กก็ตาม ซึ่งหากมีการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง จะต้องมีความชัดเจยนว่าเราต้องมุ่งเน้นการคุ้มครองสิทธิก่อน ซึ่งนี่เป็นความท้าทายที่เราพบ จริง ๆ แล้ว มีกฎกระทรวงมหาดไทยที่ระบุว่าเด็กที่มากับพ่อแม่ที่เข้าเมืองผิดกฎหมายสามารถได้รับการผ่อนผันให้อยู่ในราชอาณาจักรได้โดยไม่ต้องถูกดำเนินคดีหรือเมื่อเด็กอายุ 18 ปี ก็สามารถอยู่ในไทยได้โดยไม่ต้องกังวลเรื่องสถานะ
ตัวแทนจาก CRSP มีข้อเสนอ 3 ข้อ คือ หนึ่ง ต้องมีการคัดกรองอย่างมีประสิทธิภาพและโปร่งใส เพราะปัจจุบัน ผู้ลี้ภัยที่ไม่เข้าสู่กระบวนการคัดกรองเพราะมีความกังวลเรื่องความปลอดภัยและกลัวการถูกส่งกลับ สอง ต้องประเมินการบริหารจัดการคนเข้าเมืองใหม่ น่าจะต้องมีคนกลางในการจัดทำการประมิน เพื่อสร้างข้อเสนอแนะที่เป็นกลาง สาม คือ กรณีคนเข้าเมืองเราต้องไม่ดูเฉพาะคนที่เข้ามา แต่ต้องดูคนที่ยังไม่ได้ออกไปหรือคนที่ยังค้างอยู่ด้วย และรวมถึงการบริการด้านสังคมและสาธารณสุขของคนที่อยู่ในห้องกัก
Joanna Francesca Dabao ผู้แทนองค์การระหว่างประเทศเพื่อการย้ายถิ่นฐาน หรือ IOM
ประเทศไทยเป็นประเทศ champion ของ Global Compact on Migration: GCM และได้ให้คำมั่นสัญญาในเรื่องของการพัฒนาและแก้ไขกฎหมายที่ตอบสนองการจัดการคนเข้าเมือง การเคารพสิทธิมนุษยชน และการดูแลผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน ในบริบทของการเดินทางของผู้โยกย้ายถิ่นฐานในภูมิภาคก่อนหน้านี้ส่วนใหญ่มีเป้าหมายเดินทางไปยังประเทศในกลุ่มอาหรับ แต่ในช่วงหลายปีที่ผ่านมาเริ่มอพยพเข้ามาในอาเซียนมากขึ้นทั้งไทย มาเลเซีย สิงคโปร์ อินโดนีเซีย ปัจจุบันไทยมีแรงงานข้ามชาติเข้ามาอาศัยและทำงานในไทยกว่า 50% ของแรงงานข้ามชาติทั่วอาเซียน มีการผระมาณการณ์ว่ามีผู้โยกย้ายถิ่นฐานหรือแรงงานข้ามชาติเข้ามาทำงานและพัฒนา GDP ในไทยมากถึงร้อยละ 7 ต่อปี IOM เห็นว่าในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมามีการอพยพโยกย้ายถิ่นฐานและการลดลงของผู้สูงอายุมากขึ้น ด้วยเหตุนี้จึงมีความจำเป็นที่ไทยจะต้องพิจารณากฎระเบียบและกฎหมายในการคุ้มครองแรงงานเพื่อให้การโยกย้ายถิ่นฐานเป็นไปอย่างปกติที่สุด รวมไปถึงความจำเป็นในการทบทวนและพิจารณากฎหมายกฎหมายคนเข้าเมือง พ.ศ. 2522 ให้ครอบคลุมปัญหาที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะในส่วนของการพิจารณาการเข้าเมืองที่สภาวะไม่ปกติในลักษณะของการตรวจคนเข้าเมืองมากกว่าการทำให้เป็นคดีอาชญากรรม ในส่วนของแนวโน้มการค้ามนุษย์ หลังโควิด ไทยเป็นทางผ่านของแก๊งคอลเซ็นเตอร์และสแกมเมอร์ ซึ่งส่วนใหญ่จะมีปฏิบัติการอยู่ในประเทศเพื่อนบ้านของไทย ความเสี่ยงอีกอย่างคือ เริ่มมีผู้ที่ต้องการเข้ามายังประเทศไทย เพื่อต้องการความช่วยเหลือและต้องการกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยผู้ตกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ก็ใช้ประเทศไทยในการขอความช่วยเหลือ หาทางออกกลับไปยังประเทศต้นทาง โดยเฉพาะผู้ที่ถูกหลอกลวงหรือตกเป็นเหยื่อของแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝสแกมเมอร์ก็จะถูกปฏิเสธการเข้าเมืองเนื่องจากการปฏิบัติตามกฎหมายคนเข้าเมือง มาตรา 12(8) โดยการถูกปฏิเสธทำให้เกิดผลกระทบต่อผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์และความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิผู้ที่ต้องได้รับการคุ้มครองด้วย กฎหมายคนเข้าเมืองไม่ควรถูกปฏิบัติใช้อย่างโดดเดี่ยวแต่ต้องปฏิบัติใช้ร่วมกับกฎหมายอื่น ๆ ด้วย เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองผู้เสียหายจากการค้ามนุษย์ และ พ.ร.บ. คุ้มครองเด็ก ที่ต้องการได้รับการคุ้มครองและสามารถเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐาน ไทยควรมีกรองบกฎหมายและนโยบายที่ครอบคลุมการปฏิบัติใช้ในการบริหารจัดการในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะกฎหมายคนเข้าเมือง การมีกรอบกฎหมายและนโยบายที่ครอบคลุมจะช่วยทำให้ไทยมี road map การปฏิบัติใช้กฎหมายที่ครอบคลุมหรือเกี่ยวข้อง รวมไปถึงผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดที่เกี่ยวกับผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ในกรอบกฎหมายอนุสัญญาระหว่างประเทศมีหลายตัวอย่าง แต่อยากจะยกตัวอย่างเช่น GCM ซึ่งมีความครอบคลุมกรอบกฎหมายในหลายด้านเพื่อที่จะประเทศไทยมีวิธีการที่ครอบคลุมสำหรับรัฐบาลและสังคมเพื่อให้บรรลุกรอบงานต่าง ๆ ได้ รวมไปถึงการให้แสดงเจตจำนงในการบริหารงานเป็นไปตามกรอบ GCM ด้วย
อยากเสนอให้มีการบริหารจัดการข้อมูลและการพัฒนาระบบการจัดการคนเข้าเมือง แต่ในส่วนของการบริหารจัดการ แต่ละหน่วยงานมีบริบทการทำงานและการจัดการข้อมูลที่ต่างกัน ซึ่งในกฎหมายไม่ได้ระบุเรื่องการจัดการและการเก็บข้อมูลของต้องงแชร์กัน หากมีข้อมูลภาพรวมจะช่วยให้ไทยกำหนดนโยบายและการบริหารจัดการแบบเป็นองค์รวมได้ดีขึ้น อยากเน้นย้ำให้มีกฎหมายและกรอบกฎหมายที่ครอบคลุมและเป็นองค์รวม IOM ยังคงมุ่งมั่นที่จะสนับสนุนรัฐบาลในการแก้ไขกฎหมายแก่รัฐบาลตามกรอบการดำเนินงานตามกฎหมายระหว่างประเทศให้ได้มากที่สุด
ดารุณี ไพศาลพาณิชย์กุล คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ประเทศไทยมีกฎหมายคนเข้าเมืองมาแล้วหลายฉบับ โดยฉบับ พ.ศ.2470, พ.ศ.2480 , พ.ศ.2493, และ พ.ศ. 2522 ซึ่งเป็นฉบับปัจจุบัน โดยในกฎหมายคนเข้าเมืองมีหลายหมวดที่เกี่ยวข้องกับประเด็นอื่น ๆ ด้วย ซึ่งมีการแก้ไขปรับปรุงมาหลายครั้ง ในเรื่องของการเข้ามาและการอยู่อาศัย มาตรา 17 เราจะใช้เพื่อยกเว้นกฎหมาย แต่จริง ๆ แล้ว มาตรา 17 เป็นเครื่องมือของฝ่ายบริหารที่จะใช้กฎหมายมาตรานี้โดยพิจารณาตามบริบทที่เปลี่ยนแปลงในช่วงเวลาที่กะทันหันหรือกระชั้นชิด ในส่วนของผู้ลี้ภัยที่อยู่ในค่ายผู้อพยพ 9 แห่ง ก่อนที่พวกเขาจะกลายเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ เขามีสถานะเป็นผู้หนีภัยสงครามจากเมียนมาซึ่งอยู่ในค่ายมากว่า 40 ปี ซึ่งอยู่กลมกลืนกับสังคมไทยแล้ว แต่สิ่งที่ขาดคือระบบ เราอยากเห็นระบบที่ทำให้กว่า 1.2 แสนคน เป็นคนเข้าเมืองถูกกฎหมายอย่างเป็นระบบไม่ใช่การคัดกรองรายบุคคลซึ่งใช้เวลานานมากและยังทำให้เกิดช่องทางในการแสวงหาประโยชน์ ซึ่งเป็นตัวอย่างของการใช้มาตรา 17 ที่ไม่สุดทาง กฎหมายคนเข้าเมืองมีปัญหาในสองประเด็น หนึ่ง คือ การสันนิษฐานว่าเป็นคนต่างด้าวหากไม่มีเอกสาร ซึ่งเขาอาจเป็นเพียงคนไร้รัฐไร้สัญชาติ และสองคือ คนไร้เอกสารแสดงตัวตน ขณะนี้ไทยมีนโยบายแก้ไขคนที่ไม่มีเอกสารแสดงตน ตามมาตรา 38 วรรค 2 ของกฎหมายคนเข้าเมือง กฎหมายคนเข้าเมืองมองคนเป็นคนไม่มีสัญชาติไทย แต่ไม่เห็นสถานะอื่น ๆ เช่น แรงงาน ผู้ลี้ภัย หรือผู้ที่ต้องการการคุ้มครอง กฎหมายคนเข้าเมืองถูกนำมาใช้ก่อนกฎหมายอื่นทุกฉบับเสมอ เช่น ใน พ.ร.บ. เด็ก ก็ไม่ถูกนำมาใช้พิจารณาก่อนเช่นกัน
ในส่วนของข้อเสนอ อยากเสนอให้คนที่ไร้รัฐไร้สัญชาติหรืออดีตผู้อพยพฝผู้หนีภัยสงครามที่อยู่ในไทยมานานแล้ว ต้องได้รับการจัดทำบัญชีรายชื่อและปรับสถานะให้เป็นผู้มีถิ่นที่อยู่อาศัย กรณีคนไร้เอกสารแสดงตนในเชิงระบบ ไม่ใช่รายบุคคล นอกจากนี้อยากเสนอให้ทบทวนแนวทางการบังคับใช้กฎหมาย มาตรา 34 (15) การอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง พิจารณมีมติคณะรัฐมนตรี มาตรา 17 เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทการย้ายถิ่นแบบไม่ปกติในปัจจุบัน ศึกษาทบทวนปรับปรุงกฎหมายคนเข้าเมือง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องควรบูรณาการร่วมกับกระทรวงแรงงาน กระทรวงมหาดไทย หน่วยงานความมั่นคงในประเด็นต่างๆ โดยมีการกำหนดแนวทางการทำงานของคนกลุ่มต่างๆ (อาชีพ พื้นที่ทำงาน) การนับรวมเข้าเป็นสมาชิกในสังคมไทย เพื่อการพัฒนาหลักเกณฑ์ที่สอดคล้อง เพราะเรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องแค่กฎหมายคนเข้าเมืองและ ตม. เท่านั้น แต่ยังเกี่ยวพันกับหน่วยงานหรือประเด็นอื่น ๆ ด้วย
อภิปรายกลุ่ม “การปฏิรูปกฎหมายคนเข้าเมืองเพื่อตอบโจทย์ประเทศไทยภายใต้สังคมผู้สูงวัย”
ดำเนินรายการโดย ศ. ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ศาสตราจารย์เกียรติคุณ ดร.อภิชาต จํารัสฤทธิรงค์ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล
การลดลงของประชากรในสังคมอย่างรวดเร็วสามารถใช้การทดแทนด้วยนโยบายการเคลื่อนย้ายถิ่นฐานจำนวนมาก หรือ massive migration policy ได้ ซึ่งเป็นข้อเสนอของ UN เพื่อสร้างความมั่นคงด้านประชากรในประเทศต่าง ๆ ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญปัญหาการลดลงของประชากรเป็นอันดับ 2 ของโลกรองจากญี่ปุ่น เพราะประเทศอื่นเอง เช่น สหรัฐอเมริกาและแคนาดา มีนโยบายนำเข้าประชากรจำนวนมากอยู่แล้ว แต่ไทยไม่มีนโยบายนำเข้าประชากรที่ชัดเจน การคาดการณ์/ประมาณการประชากรของไทยนั้นระบุว่าประชากรไทยจะลดลงที่มากกว่าที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ หากมีการนำผู้ย้ายถิ่นเข้ามาสัก 2 แสนคนต่อปีจะทำให้ช่วยลดปัญหาความมั่นคงด้านประชากรได้บ้าง ซึ่งในอีก 60 ปี ประชากรไทยจะลดเหลือ 38 – 44 ล้านคน หากจะสร้างความมั่นคงทางประชากร ให้จำนวนประชากรคงอยู่ได้ต้องมีการนำเข้าปีละ 4 แสนคน ส่วนตัวได้มีการทำ projection ไว้ 4 ฉากทัศน์ ถ้าไม่ทำอะไรเลย ประชากรไทยจะเหลือที่ราว ๆ 30 ล้านคน เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 21 อย่างไรก็ตาม หากเราไม่ทำให้อัตราการเจริญพันธุ์ หรือ Total Fertility Rate : TFR ไปถึง 2.1 (จาก ณ ปัจจุบันอยู่ที่ 1.6) ได้ก็จะมีความเสี่ยงทางประชากรอย่างมากซึ่งอาจใช้คำว่าสูญสลายได้เลย หากนำเข้าปีละ 4 แสนคน แต่ยังไม่มีภาวะการเจริญพันธุ์ที่ดีหรือไปถึงเป้าที่ 2.1 ได้ก็อาจจะยังไม่เพียงพอต่อความมั่นคงด้านประชากรอยู่ดี
อาจารย์ด้านประชากรศาสตร์เสนอว่าประเทศไทยต้องมีกรอบนโยบายใหม่ในการนำเข้าประชากรมาทดแทนตั้งแต่เนิ่น ๆ เราต้องไม่เอาคนเข้ามาเพิ่มในเชิงประชากรเพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจเท่านั้น แต่ต้องคำนึงถึงมิติด้านวัฒนธรรมและความหลากหลายด้วย ต้องลดความเหลื่อมล้ำและสร้างสังคมที่มีความสุข แก้ไขกฎหมายให้สามารถบูรณาการคนที่เข้ามาใหม่กับประชากรเดิม ประเทศไทยมีนโยบายเรื่องการนำเข้าแรงงาน เราควรจะมีการตั้งเป้านำจำนวนประชากรต่างชาติเข้ามาแล้วให้สัญชาติไทยปีละอย่างน้อย 2 แสนคน หากดูการจัดการแต่ละประเทศทั่วโลกจะมีการจัดการนโยบายการนำเข้าประชากรต่างชาติเข้ามาในประเทศโดยมีหน่วยงานด้านความมั่นคงทางประชากร คนเข้าเมือง และพลเมืองของตนเองซึ่งส่วนใหญ่เป็นระดับกระทรวงหรือระดับรัฐมนตรีเข้ามาดูแลเรื่องนี้โดยเฉพาะ เช่น เยอรมนี แคนาดา เป็นต้น ด้วยเหตุนี้ส่วนตัวจึงอยากเสนอใหม่ให้มีการตั้ง “กระทรวงคนเข้าเมือง พลเมือง และประชากร” เพื่อสร้างประชากรขึ้นมาใหม่เพราะนี่เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเหมือนการรักษาและฟอร์มรูปแบบของชาติผ่านประชากร นอกจากนี้ หากเรามีกรอบนโยบายการเคลื่อนย้ายจำนวนมากและการให้สัญชาติแก่ลูกแรงงานข้ามชาติและคนที่อยู่ในค่ายก็จะเป็นการช่วยเพิ่มจำนวนประชากรและความมั่นคงด้านประชากรได้ เราต้องให้สัญชาติแก่เขา หากเขามีความภูมิใจที่จะได้เป็นคนไทย อยากให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายหรือการทำงานในเรื่องนี้เพื่อที่จะร่วมคิดว่าจะเอาใครเข้ามาเป็นคนไทยบ้าง
นิลุบล พงษ์พยอม ผู้ก่อตั้งกลุ่มนายจ้างผู้ใช้แรงงานต่างด้าวในไทย
ในมุมของนายจ้าง เราต้องการข้อมูลในการนำเข้าคนเข้ามาทำงานในประเทศไทย เบื้องต้นคือคนที่เราต้องติดต่อคนแรกคือกระทรวงแรงงาน แต่ในความเป็นจริงเราไม่มีช่องทางหาข้อมูลในเว็บไซต์เกี่ยวกับเรื่องนี้ของกระทรวงแรงงานได้นี่จึงเป็นปัญหาและอุปสรรคในการนำคนเข้ามาเป็นแรงงาน การทำให้ถูกต้องตามกฎหมายก็เป็นปัญหา นอกจากนี้สังคมไทยขณะนี้มีปัญหาเรื่องแรงงานเด็กและแรงงานที่อายุเกิน 60 ปี ที่ผ่านมา เราต้องทำใบอนุญาตทำงานให้กับแรงงานว่าเราจะทำอย่างไร เราก็พบว่ามีการนำเข้าแรงงานผ่านรูปแบบ MoU ทั้ง 4 ประเทศ (เมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียกนาม) ทุกครั้งที่มีการรับแรงงานเข้ามาในอุตสาหกรรม เราไม่มีส่วนร่วมในนโยบายและการรับรู้ข้อมูลตั้งแต่แรก มีการทำข้อมูลความรู้ต่าง ๆ กันเองผ่านตัวแทนจากสภาอุตสาหกรรมและสภาหอการค้า ซึ่งในกลไกนี้ไม่มี SME โดย SME กว่า 80% ไม่ได้มีส่วนร่วมในการรับรู้ทั้งในเชิงนโยบายและกฎหมาย เท่าที่สังเกตกฎหมายถูกสร้างให้มีความซับซ้อนวุ่นวาย ทำให้ยุ่งยากในการนำเข้าแรงงานเข้ามาทำงาน ทั้งที่อุตสาหกรรมต่าง ๆ ขาดแคลนแรงงานอย่างมาก เราพบว่าปัญหาและอุปสรรคสำคัญคือกฎหมายและขั้นตอนต่าง ๆ มีความยุ่งยาก เราปฏิเสธไม่ได้ว่าขณะนี้ภาคอุตสาหกรรมอยู่ในภาวะขาดแคลนแรงงาน เพราะไทยมีแต่ประชากรผู้สูงวัยและมีเด็กจำนวนมาก หน่วยงานรัฐไม่เคยยอมรับความจริงว่าสังคมไทยขาดแคลนกำลังแรงงาน ไม่ว่าจะเป็นคนทำงานในบ้าน คนดูแลผู้ป่วยหรือผู้สูงวัย เราจะเห็นว่าแทบทุกร้านอาหารมีแรงงานข้ามขาติเข้ามาเยอะมาก แต่ก็ยังคงขาดแคลนแรงงาน เพราะติดปัญหาความยุ่งยากในการนพเข้าและทำให้ถูกต้อง เราไม่สามารถใช้แรงงานที่มีทักษะหรือใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาทำงานแทนทั้งหมดได้ โดยเฉพาะในงานบางประเภท เช่น งานก่อสร้าง งานการเกษตร เป็นต้น มีการทำระบบออนไลน์ได้ง่ายขึ้นเพื่อที่จะให้ทุกคนสามารถเข้าไปลงทะเบียนและนำเข้าแรงงานเข้ามาได้ ทำไป แก้ไขไป ทำให้การนำเข้าแรงงานมีปัญหา กฎหมายคนเข้าเมืองเองก็มีความซับซ้อนหรือไม่เข้าใจในหน้าที่การทำงานของตนเอง…กฎหมายมีความซ้ำซ้อน ทำให้ถูกขั้นตอนยาก แต่ถ้าไม่ทำก็ผิดกฎหมาย หน่วยงานรัฐยังไม่ยอมรับความจริงและยังไม่ยอมปรับ
อยากเสนอให้มีคณะทำงานคู่ขนานกับทางราชการ รวมถึงเสนอให้เอากฎหมายที่มีประโยชน์มาใช้เพื่อสร้างประโยชน์หรือเป็นคุณให้กับประเทศไทย
หญิงจ๋าม คำปัน ผู้แทนกลุ่มผู้อพยพโยกย้ายถิ่นฐาน
ตนเองเป็นลูกครึ่งโดยมีพ่อเป็นคนไท แม่เป็นคนไทใหญ่ มีประสบการณ์ไม่มีสถานะทางทะเบียน เพราะตอนเด็กพ่อให้ไปอยู่พม่า และพม่าในขณะนั้นไม่มีการสำรวจและเก็บข้อมูลประชากร ทำให้ขณนั้นตนที่อยู่ในรัฐฉานก็ประสบปัญหาสถานะตอนที่ต้องอพยพเข้ามายังประเทศไทย การไม่มีสถานะทางทะเบียนทำให้การติดต่อสถานที่ราชการเป็นไปได้ยากมาก ตนเพิ่งได้สัญชาติเมื่อ 3 ปีที่แล้วนี้เอง ก่อนหน้านี้ไม่มีสถานะการเป็นประชาชนไทยกว่า 30 ปี ที่ผ่านมาตนมีหลายสถานะทั้งการเป็นผู้ไม่มีสถานทางทะเบียน ผู้อพยพ แรงงานต่างด้าว จนได้มาเป็นคนไทยเมื่อไม่นานมานี้ ปัญหาที่เกิดขึ้นในพม่าขณะนี้ไม่ใช่การสู้รบระหว่างชนกลุ่มน้อยกับกองทัพพม่าเท่านั้น แต่พม่ามีการบังคับเกณฑ์ทหารทำให้มีประชาชนหนีการเกณฑ์ทหารเข้ามาเป็นจำนวนมาก ปัญหาทุกอย่างจะไม่ถูกแก้ หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่มีข้อสรุปและวิธีการแก้ไขที่ชัดเจนในเรื่องนี้ อยากให้ทุกหน่วยงานพูดคุยกันเพื่อสร้างสิ่งที่เป็นประโยชน์ทั้งสองฝ่าย
ปภาวดี สลักเพชร ผู้เชี่ยวชาญด้านสถานะบุคคลและสิทธิ บริษัท สำนักงานกฎหมายศิษย์คนึง จำกัด
เราต้องมีการจำแนกนิยามกลุ่มคนให้ชัด ตามกฎหมายคนเข้าเมืองแบ่งคนออกเป็นสองประเภทใหญ่ ๆ คือ คนต่างด้าวแท้ คือ คนที่เดินทางมาจากต่างประเทศ มีสัญชาติอื่นชัดเจน และคนต่างด้าวเทียม คือ คนที่เป็นคนไทยแท้ ๆ แต่ไม่มีบัตรหรือหลักฐานแสดงตัวตนว่าเป็นคนไทย และรวมถึงแรงงานข้ามชาติหรือคนข้ามชาติซึ่งมีทั้งคนที่เป็นคนต่างด้าวแท้และคนต่างด้าวเทียม อีกปัญหาหนึ่งคือคนที่รอการส่งกลับออกไปนอกประเทศไทย โดยหลักแล้วคนเหล่านี้จะต้องถูกส่งตัวออกนอกประเทศ ซึ่งรวมถึงคนไร้รากเหง้าเองก็ประสบปัญหานี้ด้วย เพราะพวกเขาไม่มีเอกสารที่ระบุได้ว่าเป็นคนจากที่ไหน อยู่ประเทศอะไร แล้วจะส่งกลับไปได้อย่างไร คนกลุ่มนี้จะถูกระบุว่าเป็นคนที่รอการส่งกลับหรือมีเหตุจำเป็นให้ต้องอยู่ในประเทศไทยไปก่อนโดยจะมีข้อยกเว้น ผ่อนผันให้อยู่ในประเทศไทยไปก่อนได้ ซึ่งบางกรณีรออย่างไม่มีระยะเวลา ในมาตรา 54 ของกฎหมายคนเข้าเมืองกำหนดคนไว้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มที่หนึ่ง คนที่เข้าเมืองผิดกฎหมาย กลุ่มที่สอง คนที่ไม่มีสิทธิอาศัย คนที่ตอนแรกเข้ามามีสิทธิอาศัย แต่สิทธิหมดลงหรือหมดอายุตามวีซ่าหรือ overstay และกลุ่มคนที่ถูกเพิกถอนสิทธิอาศัย เช่น คนที่ทำผิดเงื่อนไขวีซ่า ทำวีซ่าคนมาท่องเที่ยวแต่กลับเข้ามาทำงาน นอกจากนี้ ในส่วนของคนรอการส่งกลับนั้นมีหลายแบบ ได้แก่ คนไร้รากเหง้า คนไร้รัฐไร้สัญชาติ คนที่อยู่ระหว่างการพิสูจน์สิทธิในสัญชาติไทย ชนเผ่าพื้นเมืองดั้งเดิม เช่น มานิ ซาไก เงาะป่า กะเหรี่ยง ฯลฯ แรงงานต่างด้าวที่ถูกขับออกเพราะทำงานผิดประเภท คนที่เคยขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว แต่อายุเกิน 55 ปี แล้วไปขอต่ออนุญาตไม่ได้ จึงถูกลอยแพอยู่ในไทย ผู้ลี้ภัย และเหยื่อการค้ามนุษย์ เป็นต้น กลุ่มคนทั้งหมดที่กล่าวมีจำนวนไม่น้อยที่ต้องเข้าห้องกักและมีทุกช่วงวัย เขาต้องเสียโอกาสและเวลา ไร้สิทธิ คุณภาพชีวิตในห้องกักก็ย่ำแย่ โดยสรุปแล้ว คนบางกลุ่มสามารถเข้าถึงการพัฒนาสิทธิไปถึงการมีสัญชาติได้ แม้แต่คนไร้รากเหง้าก้สามารถเข้าสู่ขั้นตอนการพัฒนาสิทธิไปสู่สัญชาติไทยได้เช่นกัน และแน่นอนว่ามีสิทธิที่จะเข้าถึงบริหารด้านสาธารณสุขและการศึกษาด้วย กฎหมายไทยมีการพัฒนาว่าแม้ไม่มีเอกสารก็สามารถเข้าเรียนได้ กฎหมายระหว่างประเทศด้านสิทธิมนุษยชนเองมีการให้การรับรองสิทธิต่าง ๆ ไว้ แต่ในความเป็นจริงก็ติดปัญหาเพราะไม่เข้าใจเรื่องสิทธิมนุษยชน ในส่วนของข้อกฎหมาย/ระเบียบบางฉบับเป็นหมันและยังไม่ชัดเจนซึ่งทำให้การบัคับใช้ยังมีปัญหา เช่น มาตรา 17 เป็นการให้อำนาจคณะรัฐมนตรีในการให้สิทธิอาศัยของคนต่างด้าว มาตรา 54 ที่ว่าด้วยคนรอการส่งกลับ โดยเราสามารถใช้กฎหมายมาตรานี้มาช่วยคนที่มีปัญหาสถานะบุคคลได้ แม้ว่าขณะนี้ไทยจะมีระเบียบ NSM แล้ว แต่ก็ยังมีปัญหา เช่น หากมีคนที่ต้องการเข้าตามระเบียบ NSM คนเหล่านั้นจะต้องไปรายงานตัวต่อ ตม. อยู่หรือไม่ หรือจะต้องถูกจับอีกไหม รวมถึงการเข้าไม่ถึงสิทธิอันจำเป็นหรือสิทธิขั้นพื้นฐานและไม่สามารถทำงานได้
ขอเสนอว่าต้องมีการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง โดยต้องเริ่มจากการนิยามกลุ่มคนก่อน ข้อสอง คือ ต้องมีข้อตกลงระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การมี MoU ระหว่างกันก็น่าจะเป็นเรื่องที่ดี เพราะจะทำให้เกิดการบูรณาการระหว่างหน่วยงาน ข้อสาม คือ ต้องเปิดค่าย เพื่อให้คนในค่ายเข้าถึงสิทธิต่าง ๆ และสามารถทำงานได้ และต้องตัดความกังวลให้กับเจ้าหน้าที่สามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกลัวถูกฟ้องตามมาตรา 157 (ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่)
ชลธิชา แจ้งเร็ว ส.ส.พรรคก้าวไกล
ตนเป็นผู้แทนราษฎรจากพรรคก้าวไกลในจังหวัดปทุมธานีซึ่งในพื้นที่ที่รับผิดชอบมีแรงงานข้ามชาติอาศัยและเข้ามาทำงานอยู่เป็นจำนวนมาก แม้แต่ผู้ประกอบการในพื้นที่ยังยืนยันว่าแรงงานข้ามชาติสามารถขับเคลื่อนธุรกิจของตนเองได้เพราะมีแรงงานข้ามชาติเป็นส่วนสำคัญ แต่ก็ยังต้องการประชากรวัยทำงานหรือแรงานข้ามชาติเข้ามาทำงานมากขึ้นเพื่อตอบโจทย์หรือแก้ไขปัญหาสังคมสูงวัยและการขาดแคลนแรงงานของไทย เป็นไปได้ไหมที่ไทยจะมีศูนย์บริการแบบเบ็ดเสร็จ (One Stop Service) สำหรับการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติ ซึ่งนายจ้างพูดถึงเรื่องนี้มาโดยตลอด แรงงานข้ามชาติเองก็มองว่านโยบายรัฐบาลไทยเอื้อให้พวกเขาเข้ามาทำงานในไทยอย่างถูกต้องตามกฎหมาย ทั้งที่ขณะนี้เมียนมากำลังเผชิญวิกฤตมนุษยธรรมและภัยสงครามซึ่งมีผู้ที่หนีออกมายังประเทศไทยเป็นจำนวนมาก…รัฐแก้ไขปัญหานี้อย่างไร นอกจากนี้การพิสูจน์สัญชาติ หรือ CI เป็นนโยบายที่เชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐบาลทหารพม่าก็เป็นปุปสรรคสำคัญในการเป็นแรงงานที่เข้ามาทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย รัฐบาลไทยจะรับมือการหลุดออกจากของแรงงานข้ามชาติภายใต้ระบบแรงงานของไทยอย่างไร จนถึงขณะนี้ กระทรวงแรงงานไม่ยอมรับความจริงว่าเรากำลังพบกับวิกฤตด้านแรงงาน นโยบายของฝั่งเมียนมามีหลายอย่างที่กระทบกับประเด็นแรงงานชาวเมียนมา เช่น การบังคับเกณฑ์ทหาร การบังคับเก็บภาษีที่เพิ่มขึ้นจากแรงงานชาวเมียนมาที่อยู่ในต่างประเทศ ไปจนถึงการห้ามแรงงานชายออกไปทำงานนอกประเทศ วิทยากรหลายท่านได้พูดไปแล้วว่าไทยกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ ซึ่งปัญหาการขาดแคลนแรงงานไทยจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างประชากรไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ซึ่งประเทศไทยเรายังไม่มีการมองปัญหาอย่างเป็นองค์รวมและยังขาดการบูรณาการที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย เราอาจต้องมีนโยบายการส่งเสริมการเดินทางเข้ามาทงานในประเทศไทยของแรงงานข้ามชาติ รวมทั้งต้องมีนโยบายส่งเสริมเรื่องสวัสดิการ ในส่วนของกฎหมายคนเข้าเมือง ส่วนตัวเห็นว่าค่อนข้างล้าสมัย โดยในช่วงแรกเน้นมิติความมั่นคง แต่ปัจจุบันเราอยู่ในยุคโลกาภิวัฒน์แล้ว ควรจะต้องมีการปรับเปลี่ยนนโยบายและแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้
ข้อเสนอมี 6 ประเด็น หนึ่ง ไทยต้องดำเนินนโยบายเกี่ยวกับผู้ลี้ภัยหรือมีการทำงานร่วมกันอย่างบูรณาการ ซึ่งนี่เป็นปัญหาที่เราเจอทุกครั้งคือขาดการทำงานร่วมกัน สอง เรารับผู้ลี้ภัยมาโดยตอด แต่เราไม่ยอมรับว่ามีผู้ลี้ภัยอยู่ในประเทศไทย หลังวิกฤตเมียนมาจึงมีความจำเป็นได้แล้วที่จะต้องมีกฎหมายเฉพาะว่าด้วยผู้ลี้ภัย เพราะการเอาเรื่องผู้ลี้ภัยมายัดไว้ในกฎหมายคนเข้าเมืองเองนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้ คิดว่ากฎหมายคนเข้าเมืองต้องมีการรับรองหรือคุ้มครองคนเปราะบาง สาม คือ ต้องมีการใช้มาตรการแทนการกักขังและต้องคำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนมากขึ้น สี่ ต้องยึดหลักการไม่ผลกดันกลับ โดยในกฎหมายการทรมาณและการบังคับสูญหายระบุไว้อย่างชัดเจน ห้า ในเรื่องของเด็ก อยากให้มีการพิจารณานำกฎหมายคุ้มครองเด็กเข้ามาพิจารณาใช้ก่อนเป็นอันดับแรก หก ต้องเปิดค่ายเพื่อให้ผู้หนีภัยสงครามที่อยู่ในค่ายมากกว่า 30-40 ปีได้ออกมาทำงาน และกลมกลืนกับสังคมไทยมากยิ่งขึ้น
กัณวีร์ สืบแสง ส.ส. พรรคเป็นธรรม และประธานอนุกรรมาธิการศึกษาการโยกย้ายถิ่นแบบไม่ปกติ ภายใต้กรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน
ถ้ามองในมุมของตนเอง การโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ มีอยู่สามอย่าง หนึ่ง คือ Absolute Truth หรือ ความจริงสัมบูรณ์หรือมายเซ็ทในเวลานั้น ๆ ในเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานในสถานการณ์นั้น ๆ สอง คือ การอธิบายหรือการใช้เหตุผล หรือ Justification ที่ไปสนับสนุนความจริงสัมบูรณ์ สาม คือ Tools หรือ การปฏิบัติงานและการใช้เครื่องมือ เราใช้เครื่องมือต่าง ๆ เหล่านี้เพื่อตอบโจทย์ justification อันมาจากมายเซ็ทในช่วงเวลานั้น ๆ เราต้องผลักดันให้มีการกลัดกระดุมเม็ดแรกในเรื่องนี้อย่างถูกต้องว่าพวกเขาเป็นคนเหมือนกับเรา โดยเราจะต้องมีการสร้างเครื่องมือ กฎหมาย หรือปรับปรุงและพัฒนานโยบายและกฎหมายให้คนเหล่านี้เข้าถึงสิทธิและสถานะในการมีตัวตนเกิดขึ้น ซึ่งอาจใช้เวลายาวนาน แต่เชื่อว่าจะต้องทำให้เกิดขึ้นให้ได้ ที่ผ่านมาและจนถึงปัจจุบัน คนกลุ่มต่าง ๆ เหล่านี้ถูกมองว่าไม่ใช่พวกเราหรือมีสัญชาติอื่น ไม่มีสัญชาติไทย ดังนั้น สภาจะต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลงกฎหมายต่าง ๆ ที่มีอยู่เดิม รวมไปถึงการสร้างกฎหมายใหม่ ๆ และการผลักดันเชิงนโยบายให้ฝ่ายบริหารได้ดำเนินการ

Leave a comment