จดหมายถึงธนาคารไทย 6 แห่ง ขอให้ทางธนาคารในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย

เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน ได้ส่งจดหมายถึงธนาคารทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารทิสโก้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย

นอกจากนั้นทางคณะทำงานฯ ยังได้สำเนาจดหมายถึง 4 หน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่

1. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์

2. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์

3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม

4. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ

โดยเนื้อหาในจดหมายมีรายละเอียดดังนี้

“สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2554 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ให้สินเชื่อแก่บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด มหาชน เพื่อดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างแห่งแรกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เมื่อเขื่อนไซยะบุรีได้เริ่มผลิตไฟฟ้า ก็ปรากฎรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ หลายสำนัก ระบุว่า ระบบนิเวศของแม่น้ำ โขงเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เช่น การผันผวนขึ้นลงของแม่น้ำโขงที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาล การลดลงของปลาแม่น้ำโขง ระบบนิเวศพืชเกิดภาวะตายลงเป็นจำนวนมาก การเกิดภาวะสาหร่ายบลูม และปรากฏการณ์ แม่น้ำโขงสีฟ้าคล้ายทะเล เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องและรุนแรง รวมถึงการไม่ปรากฏข่าวคราวความคืบหน้าเกี่ยวกับสภาพเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่ถูกโยกยา้ ยจากเขื่อนไปยังหมู่บ้านแห่งใหม่ (Resettlement sites) เป็นอย่างไร

ล่าสุด ในการประชุมผู้มีส่วนได้เสียระดับภูมิภาค ครั้งที่ 13 เมืองหลวงพระบาง สปป.ลาว เมื่อวันที่ 5 ตุลาคม 2566 ที่ผ่านมา ทางบริษัทไซยะบุรีพาวเวอร์ ได้นำเสนอความคืบหน้าเกี่ยวกับรายงานการผลกระทบสะสมด้านตะกอน การอพยพของปลาผ่านเขื่อนไซยะบุรี ในที่ประชุม แต่ยังไม่มีรายละเอียดที่ชัดเจนเพียงพอที่จะสามารถอธิบายปรากฏการณ์การเปลี่ยนแปลงทางระบบนิเวศแม่น้ำโขงตอนล่างของเขื่อนไซยะบุรีได้อย่างชัดเจนและมีข้อมูลเป็นนัยสำคัญ

พวกเราในนามกลุ่มภาคประชาสังคมที่ติดตามและผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบของภาครัฐและเอกชนของไทยที่ไปลงทุนในต่างประเทศ เพื่อให้เกิดการเคารพสิทธิมนุษยชน สิทธิชุมชน และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมของชุมชนในประเทศนั้น ตามหลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UN Guiding Principle on Business and Human Rights) ซึ่งขณะนี้ประเทศไทยได้มีการประกาศรับหลักการดังกล่าวและมีการออกแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 (2566-2570) โดยมีเนื้อหาหลัก 4 ด้าน และการลงทุนข้ามพรมแดนก็เป็นหนึ่งวาระสำคัญในแผนดังกล่าว ซึ่งเป็นเครื่องมือที่ส่งเสริมให้ภาคเอกชนที่มีการลงทุนในประเทศเพื่อนบ้านต้องมีเคารพสิทธิของชุมชนและปฏิบัติตามกฎหมายในประเทศและกฎหมายระหว่างประเทศ

ปัจจุบันโดยธนาคารได้นำหลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGP) และหลักการว่าด้วยการปกป้องสิทธิ การเคารพสิทธิ และการเยียวยาผลกระทบจากการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ เกิดขึ้น (Protect, Respect, and Remedy) หรือ Ruggie Framework มาเป็นแนวปฏิบัติด้านการบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งภายในองค์กรและให้ครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน รวมถึงธนาคารยังได้ร่วมลงนามร่วมความร่วมมือกับสมาคมธนาคารไทยเกี่ยวกับการกำ หนดแนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Banking Guideline-Responsible Lending) เมื่อวันที่ 13 สิงหาคม 2562 ที่ผ่านมา เพื่อเป็นแนวทางให้ธนาคารพาณิชย์ ซึ่งมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้จัดสรรเงินทุนเพื่อขับเคลื่อนระบบเศรษฐกิจ ดำเนินกิจการ ภายใต้หลักการ “การธนาคารเพื่อความยั่งยืน (Sustainable Banking)” โดยนำปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (Environmental, Social, and Governance: ESG) มาร่วมพิจารณาในการกำหนดนโยบายและกลยุทธ์สำหรับการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ ตลอดจนมีกระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงและผลกระทบที่เกิดจากการให้สินเชื่อของธนาคาร

พวกเราในฐานะภาคประชาสังคม จึงเห็นว่า เมื่อธนาคารได้ประกาศนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนและแนวทางการใหสิ้นเชื่ออย่างรับผิดชอบต่อสาธารณะนั้น ถือเป็นทิศทางการแสดงเจตจำนงที่มุ่งมั่นในการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบ พวกเราจึงขอให้ทางธนาคาร ในฐานะผู้ให้สินเชื่อโครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามและผลักดันให้ลูกหนี้ (บริษัท ซีเคพาวเวอร์/บริษัท ไซยะบุรีพาวเวอร์/ ให้ส่งรายงานและเปิดเผย “รายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกบั ตะกอนและทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ด้านการประมงแม่น้ำ โขง แผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริการจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย และสถานภาพความคืบหน้าปัจจุบัน ด้านเศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายที่โครงการได้มีการดำเนินการหรือมีมาตรการลดผลกระทบและฟื้นฟูวิถีชีวิตของประชาชนในช่วง 5 ปีที่ผ่านมาอย่างไรบ้าง

หากท่านได้รับเอกสารนี้ โปรดกรุณาดำเนินการและขอท่านส่งรายงานที่เกี่ยวข้องดังกล่าวข้างต้น ชี้แจงกลับมายังที่อยู่ข้างบน ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับหนังสือฉบับนี้ เพื่อเป็นข้อมูลให้กับพวกเราในฐานะประชาชนไทย ผู้ใช้ไฟฟ้า และชุมชนที่อยู่ตอนบนและตอนล่างของเขื่อนไซยะบุรีใน 8 จังหวัดประเทศไทย ได้รับทราบความคืบหน้า และเตรียมตัวรับมือต่อเหตุการณ์ที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคต อันเป็นไปตามหลักนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน และแนวทางการให้สินเชื่ออย่างมีความรับผิดชอบของธนาคารได้ประกาศต่อสาธารณะแล้ว

จึงเรียนมาเพื่อขอความร่วมมือและหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะได้รับความร่วมมือจากท่าน”

สามารถอ่านจดหมายทั้ง 6 ฉบับ ตามที่แนบด้านล่างครับ