แม่น้ำโขงไม่ใช่เพียงผืนน้ำที่ทอดยาวมากกว่า 4,900 กิโลเมตร แต่มันคือ “สายเลือด” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมหลายชั่วอายุคน บนเส้นทางล่องเรือ Slow Boat จากห้วยทรายสู่หลวงพระบาง สายน้ำดูสงบ แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามาอีกระลอก: เขื่อนปากแบง และ เขื่อนหลวงพระบาง กำลังรุกล้ำ ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่น ภายใต้วาทกรรมพลังงานที่ถูกกล่าวอ้างว่า “สะอาด” และช่วยลดโลกร้อน
การเดินทางครั้งนี้ คือบทบันทึกของธรรมชาติที่กำลังถูกคุกคาม และคำถามต่อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ที่เราต้องหยุดทบทวน ใครได้ประโยชน์ และ ใครกันที่ต้องสูญเสีย?
แม้เขื่อนจะถูกโฆษณาเป็น “พลังงานสะอาด” แต่แท้จริงกลับสร้างมลพิษ เช่น การเน่าของพืชใต้น้ำปล่อยก๊าซมีเทน อีกทั้งเขื่อนยังทำลายเส้นทางปลาและระบบนิเวศที่ยั่งยืนตามธรรมชาติ
โครงการเขื่อนก่อให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน การละเมิดสิทธิชุมชน และขาดการชดเชยที่เป็นธรรม การพัฒนาในรูปแบบนี้เป็นการผลักภาระทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับคนท้องถิ่น ขณะที่ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติและผู้มีอำนาจเท่านั้น
การพัฒนาที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่ายั่งยืน หากต้องการพลังงานที่แท้จริง เราควรมุ่งสู่การใช้พลังงานทางเลือกที่โปร่งใสและยั่งยืน รวมคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้
บทความชุดภาพ (photo essay) ฉบับนี้อยากเชื้อชวนให้ผู้ชมทุกท่านค่อย ๆ ละเลียดไปกับทัศนียภาพความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและวิถีชีวิตผู้คนบนเรือช้าเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน สู่ปลายทางหลวงพระบาง เมืองมรดกโลก ที่กำลังถูกท้าทายสถานะจากการพัฒนาขนาดใหญ่ ไปจนถึงผลกระทบข้ามพรมแดนที่รุนแรงแต่ยังคงเงียบงันในการรับรู้ของผู้คน แต่กลับชัดเจนในความรู้สึกและประสบการณ์ของลูกแม่น้ำโขง







































Leave a comment