ทางแยกและทางร่วมของ “การบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐาน แรงงานข้ามชาติ บุคคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ของไทย

เมื่อวันที่ 31 มกราคม 2567 เวลา 9.00 – 15.45 น.เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (The Migration Reform: TMR) จัดงานสัมมนา “การบริหารจัดการการย้ายถิ่น: แรงงานข้ามชาติ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย” ในหัวข้อ ”ประเมินกฎหมายและนโยบายการบริหาร จัดการอพยพย้ายถิ่นในปัจจุบัน จุดแข็ง จุดอ่อน ความท้าทายและโอกาส“ โดยได้เชิญภาคประชาสังคม ภาควิชาการ ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมาร่วมให้ข้อมูลและความเห็นที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานและปัญหาในเมียนมา

งานสัมมนาครั้งนี้ได้เน้นให้เห็นถึงความซับซ้อนและความสำคัญของการบริหารจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานในบริบทที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทั้งในด้านกฎหมาย นโยบาย และการปฏิบัติ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์วิกฤตมนุษยธรรมที่เกิดขึ้นในประเทศเพื่อนบ้านอย่างเมียนมาหลังการรัฐประหาร

Cathy Hardman ที่ปรึกษาการเมืองสถานเอกอัครราชทูตแคนาดาประจำประเทศไทย กล่าวเปิดงานโดยเล่าถึงการทำงานด้านการย้ายถิ่นฐานว่าหลายปีที่ผ่านมาสถานทูตแคนาดาทำงานร่วมกับหลายประเทศในด้านการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐาน การเสวนาในวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพิจารณาว่าเราจะสามารถจัดการสถานการณ์การย้ายถิ่นฐานของแรงงานข้ามชาติ​ บุคคลไร้รัฐไร้สัญชาติ และผู้ลี้ภัย​ ได้อย่างไรให้เกิดความปลอดภัย และมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ที่ผ่านมาเราได้มีการให้ความช่วยเหลือผู้ลี้ภัยที่มีทักษะให้พบหนทางในการตั้งถิ่นฐานถาวรและเข้าสู่ตลาดแรงงาน โดยตระหนักถึงความก้าวหน้าที่เกิดขึ้นทั้งในประเทศไทยและแคนาดา สิ่งสำคัญคือเราต้องแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทำงานร่วมกันต่อไป เพื่อให้ทุกนโยบาย กฎหมาย และการปฏิบัติสะท้อนถึงความรับผิดชอบร่วมกันในการเคารพศักดิ์ศรีและสิทธิของผู้เปราะบาง

“ในความพยายามนี้ เรายังจำเป็นต้องขยายการรณรงค์สร้างความตระหนักรู้แก่สาธารณะ เพื่อให้ความรู้เกี่ยวกับสิทธิของผู้ลี้ภัยและลดการแสดงออกเชิงเกลียดกลัวคนต่างชาติ (xenophobia) และการเลือกปฏิบัติ (discrimination)” ตัวแทนสถานทูตแคนาดากล่าว

ผศ. ดร. ภาณุภัทร จิตเที่ยง ตัวแทนประจำประเทศไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน หรือ AICHR ชวนตั้งคำถามว่าเราจะอภิบาลการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างไรในประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน คำว่า “การอภิบาล” เป็นคำที่สะท้อนกระบวนการในการสร้าง และนำกฎเกณฑ์ กติกาและนโยบายไปสู่ในการปฏิบัติ​อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นมาอย่างยาวนานควบคู่กับมนุษยชาติซึ่งคำว่าอภิบาลนั้นมีความหมายครอบคลุมกว่าการบริหารจัดการ

ในอดีตประชากรเคลื่อนย้ายถิ่นฐานด้วยเหตุผลต่าง ๆ มากมาย เราต่างมีบรรพบุรุษเป็นผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เมื่อเวลาผ่านไปมีรัฐชาติ มีการระบุตัวตนหรืออัตลักษณ์ด้วยเอกสารต่าง ๆ เมื่อมีธุรกิจการบินก็เกิดตรวจสอบการเดินทางของเรา ผู้โยกย้ายเองก็ต้องเข้าสู่กระบวนการคัดกรองเช่นเดียวกัน เหล่านี้คือการอภิบาลการโยกย้ายถิ่นฐานทั้งสิ้น แม้สิ่งเหล่านี้จะเกิดขึ้นไม่นาน แต่กระทบกับคนจำนวนมาก

อาจารย์ภาณุภัทรกล่าวว่าในการอภิบาลการย้ายถิ่นฐานมีคำสำคัญ 3 คำ ที่เป็นทั้งเป้าหมายและแนวทาง คือ คำว่า “มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคง”ทั้งสามคำไม่ใช่คำใหม่ แต่อยากให้พิจารณาร่วมกันว่าจะมีจุดบรรจบร่วมกันได้หรือไม่

มนุษยธรรมโดยทั่วไปหมายถึงการช่วยชีวิต บรรเทาทุกข์ในยามฉุกเฉิน แต่จริง ๆ แล้วหลักการมีแนวทางและการปฏิบัติที่หลากหลาย ดังนั้น มนุษยธรรม อาจถูกโยงเข้ากับการเมืองและความมั่นคง ทำให้มีคนบางกลุ่มตีความให้ผู้โยกย้ายถิ่นฐานหรือผู้ได้รับผลกระทบต่าง ๆ ต้องถูกผลักออกและช่วยเหลือเพียงข้าวสารอาหารแห้ง แต่จริง ๆ แล้วมนุษยธรรมเป็นพื้นที่สำคัญของการสร้างสันติภาพอย่างมาก แต่เรามักพบว่าหลักอธิปไตยเหนือดินแดนและความมั่นคงของรัฐพยายามจำกัดขอบเขตของคำว่ามนุษยธรรม 

องค์กรความช่วยเหลือหลายแห่งพยายามขยายขอบเขตงานของตนให้หกว้างขึ้นมากกว่าการให้ความช่วยเหลือแบบฉุกเฉิน แต่ยังมีการขยายไปสู่การทำงานด้านสนับสนุนการสร้างอาชีพ การศึกษา สาธารณสุข และการสร้างชีวิตให้ดีและมีคุณภาพมากขึ้น พัฒนาไปสู่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชน

ส่วนความมั่นคงนั้น นับตั้งแต่เกิดรัฐชาติ รัฐมักมุ่งเน้นไปที่ความอยู่รอดของรัฐผ่านการสร้างกองกำลังที่เข้มแข็ง แต่ในยุคใหม่ความมั่นคงของมนุษย์เริ่มมีความสำคัญมากขึ้น แต่ถึงกระนั้นข้อถกเถียงส่วนใหญ่ยังคงหนีไม่พ้นความมั่นคงของรัฐแบบดั้งเดิม ทั้งที่จริง ๆ แล้วความมั่นคงสามารถขยายไปสู่ความมั่นคงของมนุษย์ได้ด้วยเช่นกัน

ดังนั้น มนุษยธรรม สิทธิมนุษยชน และความมั่นคง จึงมีความตึงเครียดระหว่างกัน จะเป็นไปได้หรือไม่ที่ทั้งสามคำนี้จะมาบรรจบกัน การคุ้มครองศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เป็นหลักการสำคัญของทั้งสามหลักการ ในเชิงกฎหมายระหว่างประเทศ มีหลักการร่วมกันคือการคุ้มครองผู้บริสุทธิ์ทั้งในยามสงบและในยามสงคราม

กลไกหนึ่งคือการคิดเรื่องกรอบอธิปไตยใหม่ ไม่ใช่แค่ความรับผิดชอบของรัฐในการรักษาเขตแดน แต่รวมถึงการรักษาศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ในกรอบรัฐชาติ หนึ่งในนั้นคือประเด็นความรับผิดชอบในการปกป้องคุ้มครอง หรือ Responsibility to Protect: R2P ซึ่งหลักการนี้ครบรอบ 20 ปี ในปี 2568

ในบริบทการอภิบาลการโยกย้ายถิ่นฐาน เป็นไปได้ที่เราจะผสมผสานคำทั้งสาม และสร้างกรอบใหม่ ๆ ขึ้นมาได้ ซึ่งจริง ๆ เกิดขึ้นแล้วในประเด็นการให้ความช่วยเหลือเหยื่อค้ามนุษย์

ในช่วงท้ายของปาฐกถา AICHR ไทยคนใหม่ได้มีข้อเสนอต่อภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง 8 ข้อ คือ 1) การให้ความช่วยเหลือโดยต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างน้อยที่สุดทำให้เขาสามารถเข้าถึงการพักพิงเป็นการชั่วคราว และให้เข้าถึงกระบวนการทางกฎหมายที่ถูกต้อง 2) ยุติการกักขังให้เขาได้อยู่ข้างนอก อยู่กับครอบครัว 3) ยุติการส่งกลับหรือผลักดันกลับ 4) สร้างทางเลือกการโยกย้ายถิ่นฐานอย่างถูกกฎหมาย 5) ปรับภาษา ทดแทนจากภัยความมั่นคงให้เป็นโอกาส ทำให้เขาเข้าสู่ระบบได้ทำงาน ประเทศไทยได้ภาษีจากแรงงานข้ามชาติ 6) การสื่อสารเพื่อปรับทัศนคติ 7) การจ้างงานและการเชื่อมโยงกับภาคธุรกิจ กฎหมายเหี่ยวกับแรงงานควรได้รับการพิจารณาใหม่ 8) หาแนวร่วมเพื่อสนับสนุนในการผลักดันนโยบายระดับภูมิภาคในอาเซียนเกี่ยวกับการโยกย้ายถิ่นฐาน      

TME กับการขับเคลื่อนงานด้านการโยกย้ายถิ่นฐาน

นุชนลิน ลีระสันทนะ เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (The Migration Reform: TMR) นำเสนอต่อที่ประชุมสัมมนาว่าเมื่อปี 2567 เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน หรือ TMR ได้จัดงานเสวนาหลายรูปแบบและจัดทำวีดิโอทั้งมุมมองคนไทยต่อแรงงานข้ามชาติ ภาพรวมการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ รวมถึงหลักธรรมาภิบาลในการจัดการโยกย้ายถิ่นฐาน จัดอีเวนท์กับแรงงานข้ามชาติที่เยาวราช เสริมสร้างเครือข่ายกับภาคประชาสังคมและภาควิชาการ

ปัจจุบันไทยมีกรอบกฎหมายหลายฉบับเกี่ยวกับการบริหารจัดการผู้โยกย้ายถิ่นฐาน เช่น NSM, พรบ คนเข้าเมือง, ATD-MoU พรบ การบริหารจัดการแรงงานต่างด้าว พ.ร.บ. ประกันสังคม และอื่น ๆ  

นอกจากนี้ยังมีการผลักดันเชิงนโยบาย เช่น การตั้งอนุกรรมาธิการการโยกย้ายถิ่นฐานและอนุกรรมาธิการการแก้ไขปัญหาผู้หนีภัยการสู้รบชาวเมียนมา

ข่าวที่น่าสนใจในช่วงปีที่ผ่านมามีทั้งข่าวดีและข่าวร้าย รวมถึงข่าวที่อยู่ระหว่างการดำเนินการ เช่น การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การพูดถึงสังคมสูงวัยสมบูรณ์ของไทย การใช้กฎหมายบังคับเกณฑ์ทหารในเมียนมา ทำให้มีชาวเมียนมาหนุ่มสาวอพยพเข้าไทยมากขึ้น การส่งกลับผู้ลี้ภัยชาวเวียดนาม กัมพูชา อุยกูร์ และโรฮิญจา ประเทศไทยถอนข้อสงวนเกี่ยวกับสนธิสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก ข้อที่ 22 สถานการณ์การค้ามนุษย์และสแกมเมอร์ที่ย่ำแย่ลง กองทัพเมียนมาบังคับให้ชาวโรฮิญจาเป็นทหาร การประเมินและทบทวนระเบียบคัดกรองคนต่างด้าวที่ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาหรือประเทศต้นทางได้ (NSM)  

การประเมินกฎหมายและนโยบายว่าด้วยการโยกย้ายถิ่นฐาน

อดิศร เกิดมงคล เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (Thailand Migration Reform Consortium: TMR) ให้ข้อมูลในฐานะผู้ที่ติดตามประเด็นแรงงานข้ามชาติมายาวนานว่าประชากรโยกย้ายในไทยแบ่งออกเป็น 2 กลุ่ม กลุ่มแรก คือ แรงงานข้ามชาติถือเป็นกลุ่มใหญ่ในประเทศไทย กลุ่มที่สอง ผู้ลี้ภัย ซึ่งสองกลุ่มนี้อาจแยกขาดจากกันไม่ได้ในท้ายที่สุด

ปัจจุบันไทยมีแรงงานข้ามชาติราว 3 ล้านคนในระบบ โดยแบ่งเป็นกลุ่มที่เข้ามาถูกต้องตามกฎหมาย และกลุ่มที่เข้ามาจัดการในไทย โดยมีแรงงาน 2.8 ล้านคนที่เป็นกลุ่ม MoU หรือนำเข้าอย่างถูกต้องซึ่งมีทั้งพม่า ลาว กัมพูชา

ในส่วนของพม่าการนำเข้าแรงงานมีความไม่เสถียรในแต่ละไตรมาสของปี 2567 สาเหตุเพราะสถานการณ์ในเมียนมาเองมีความไม่ชัดเขน สถานการณ์ล่าสุดชายวัยเกณฑ์ทหารไม่สามารถเดินทางเข้ามาทำงานในไทยได้หากไม่มีเอกสารยืนยันการเกณฑ์ทหาร แรงงานข้ามชาติไม่ได้เข้ามาเพราะเศรษฐกิจอย่างเดียว แต่มีปัญหาทางการเมืองและสงครามในประเทศของตนด้วย

จำนวนแรงงานต่างด้าวตามมติคณะรัฐมนตรี ในช่วงการต่ออายุแต่ละช่วงมีความเปลี่ยนแปลงค่อนข้างสูง การรักษาให้แรงงานอยู่ในระบบเป็นสิ่งที่ทำได้ค่อนข้างยาก

ที่ผ่านการจัดการมีผลกระทบอย่างมาก ระบบแรงงานข้ามชาติไทยไม่สามารถรักษาแรงงานในระบบและการจัดการยังคงเป็นปัญหา 1) แรงงานหลุดระบบง่าย 2) การนำเข้า MoU มีข้อจำกัด

สถานการณ์ทางการเมืองในเมียนมาที่กระทบแรงงานข้ามชาติมีหลายปัจจัย เช่น การเรียกเก็บภาษีแรงงานเมียนมาในต่างประเทศ การบังคับเกณฑ์ทหาร การประกาศห้ามออกนอกประเทศ เป็นต้น

ขั้นตอนการยื่นเอกสารต่ออายุใบอนุญาตทำงานของแรงงานเมียนมาในไทยค่อนข้างมีปัญหามากขึ้น ผ่านมติ 24 กันยายน 2567 ในลักษณะ MoU สัญชาติเมียนมา ซึ่งมีความยุ่งยากซับซ้อนอย่างมากทั้งกับลูกจ้างและนายจ้าง เพราะมีการเอาบุคลากรทางการของพม่าเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย มีความเสี่ยงว่าแรงงานพม่ากว่า 2 ล้านคนจะหลุดออกจากระบบมากขึ้น

ปัญหาสำคัญที่พบแล้ว คือ กระบวนการ Pre-MoU ซึ่งมีขั้นตอนยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายสูง นายจ้างต้องดำเนินการผ่านตัวแทนของประเทศต้นทางนั่นคือสถานทูต และมีเพียง 3 ศูนย์ในการต่ออายุซึ่งมีระยะเวลาจำกัด ซึ่งในส่วนนี้จะส่งผลกระทบต่อภาคธุรกิจและเศรษฐกิจไทยในด้านแรงงานด้วย

ในส่วนของค่าใช้จ่ายและการแสวงหาประโยชน์ แบ่งเป็น 1) ค่าใช้จจ่ายที่ไม่ชัดเจน และ 2) การเรียกรับเงินพิเศษ

ส่วนข้อจำกัดการจัดการในปัจจุบัน แบ่งเป็น 2 ส่วน คือ 1) ขาดมิติความเข้าใจในการโยกย้ายถิ่นฐาน และ 2) เน้นหารแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าระยะสั้น

สิ่งที่ไทยต้องเจอคือข้อท้าทายในอนาคตที่ประเทศไทยมีประชากรลดลงเรื่อย ๆ คนเกิดน้อย ตายมากขึ้น คนที่ยังอยู่ก็มีอายุมากขึ้น

การย้ายถิ่นแบบผสมผสาน (mixed migration) เป็นสิ่งที่เป็นโจทย์ใหญ่ในปัจจุบัน รัฐไทยต้องแก้ไขอย่างเป็นระบบโดยใช้มุมมองดังกล่าวโดยมองว่าทั้งแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยอาจเป็นกลุ่มเดียวกัน หากมองแยกกลุ่มจะไม่สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการประชากรข้ามชาติได้เลย

ภัคชนก พัฒนถาบุตร องค์กรระหว่างประเทศด้านประชากรข้ามชาติ หรือ IOM

  • จุดแข็งของการมีนโยบายและกฎหมายจัดการแรงงานข้ามชาติคือการอภิบาลแรงงานข้ามชาติผ่านนโยบาย มีการบริหารจัดการที่ค่อนข้างเป็นระบบและอ้างอิงกับหลักการระหว่างประเทศทั้งเรื่องการไม่บังคับใช้แรงงานหรือแรงงานเด็ก แต่จุดอ่อนคือการปฏิบัติตตาม การบังคับใช้ และการบริหารจัดการที่ยังเป็นปัญหา
  • การมีสถานะที่ถูกต้องจะทำให้แรงงานได้สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ในไทย นายจ้างจำเป็นที่จะต้องทำให้แรงงานข้ามชาติของตนเองถูกกฎหมายไม่ใช่เฉพาะรักษาสิทธิให้กับแรงงาน แต่รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมาย เพราะหากพบว่านายจ้างใช้แรงงานข้ามชาติผิดกฎหมายนอกจากมีค่าปรับแล้วยังอาจต้องเข้าคุกด้วย
  • ความยุ่งยากของการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติของไทยปัจจุบันนายจ้างส่วนใหญ่ใช้โบรกเกอร์หรือยระบบนายหน้าในการจัดทำเอกสารและนำแรงงานข้ามชาติเข้าระบบแทนนายจ้างเพราะนายจ้างไม่มีเวลาและขั้นตอนการขึ้นทะเบียนมีความซับซ้อน

ผศ. ดร. ดรุณี ไพศาลพาณิชย์กุล อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เริ่มด้วยการให้ข้อมูลว่าคนไร้รัฐไร้สัญชาติ คือ คนที่ไม่มีสัญชาติของประเทศใด ก่อนที่จะมาเป็นคนไร้รัฐไร้สัญชาติ พวกเขาอาจเป็นอดีตผู้อพยพย้ายถิ่น หนีภัยการสู้รบหรือความตาย หรือบางส่วนเป็นผู้อพยพด้วยเหตุผลทางเศรษฐกิจ รวมถึงชาติพันธุ์และชนกลุ่มน้อยต่าง ๆ ด้วย

ต่อมา รัฐไทยได้มีนโยบายปรับสถานะอพยพเหล่านี้โดยดูจากจุดเกาะเกี่ยวเชิงสถานะกับไทย เช่น อยู่ในไทยมานาน การเกิดในประเทศไทย เป็นต้น

ผู้อพยพย้ายถิ่นในอดีตต้องใช้เวลาไม่ต่ำกว่า 40 ปี กว่าจะได้รับสถานะอย่างถูกต้อง และมีการแปลงสัญชาติในภายหลังจากที่ได้สถานะการอยู่อาศัยถาวรแล้ว

พัฒนาการที่สำคัญคือ ก่อนปี 2515 หากผู้อพยพเกิดในไทยจะได้รับสัญชาติไทยโดยการเกิด แต่หลังจากปี 2515 ซึ่งเป็นรัฐบาลทหาร รัฐไม่ได้ให้สัญชาติไทยโดยการเกิดแล้ว แต่มีการดำเนินการถอนสัญชาติไทยหรือไม่มีสัญชาติไทย หรืออาจนับเป็นคนเข้าเมืองผิดกฎหมาย

มติ ครม. 29 ต.ค. 2567 ที่จะให้สัญชาติผู้ไร้รัฐไร้สัญชาติในไทยไม่ได้มีอะไรใหม่ แต่ทำให้กระบวนการขอสัญชาติเป็นไปได้เร็วขึ้น แต่ก็ไม่ได้ง่าย การออกมติ ครม. ลักษณะนี้มีโดยตลอด

ไทยมีนโยบายการให้สัญชาติมาโดยตลอด คนไร้สัญชาติทำงานได้ โดยมีกฎหมายรับรองตั้งแต่ปี 2521 มีการกำหนดให้ผู้ไม่มีสถานะทางทะเบียนสามารถทำงานได้ด้วย

การปรับสถานะมีความเชื่อมโยงกับความมั่นคงแห่งรัฐและความมั่นคงของมนุษย์ แต่นโยบายปรับสถานะต้องใช้เวลาและมีกระบวนการที่ซับซ้อนทั้งทางเอกสารและพยายหลักฐาน

. ดร. ศรีประภา เพชรมีศรี อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และอดีตผู้แทนไทยใน AICHR คนแรก กล่าวเปิดว่า “ไม่มีอะไรง่ายในระบบธรรมาภิบาลที่ไม่มีอยู่จริง”พร้อมกล่าวต่อว่าปัจจุบันการย้ายถิ่นฐานใหม่ไปประเทศที่สามทำได้ยากขึ้น การประกาศนโยบายผู้อพยพใหม่ของสหรัฐฯ ก็ทำให้การอพยพไปในสหรัฐฯ ยากขึ้นตามไปด้วย

ในส่วนของการส่งกลับคนไปประเทศเมียนมา เราจะทำอย่างไรมีให้เกิดความเสี่ยงด้านมนุษยธรรมและชีวิตของคนที่ถูกส่งกลับได้ เพราะดูเหมือนว่าการส่งกลับจะถูกนำมาใช้มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ซึ่งไม่ใช่แค่กรณีของเมียนมาเท่านั้น แต่รวมถึงกรณีประเทศเพื่อนบ้านด้วย เพราะมีการส่งกลับผู้ลี้ภัยของไทยกลับไปยังประเทศเพื่อนบ้านทั้งในลาว กัมพูชา และเวียดนาม เอง อันเนื่องมาจากการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Repression)

“อยากให้การไม่ส่งกลับเป็นประเด็นสำคัญที่ขยับขึ้นไปในส่วนของอาเซียน โดยเฉพาะใน AICHR” อดีต AICHR กล่าว

อาจารย์ศรีประภากล่าวว่าไทยต้องยอมรับว่าไทยกำลังประสบปัญหากับ และยังมีปัญหากับการบังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ

ทางออกของปัญหามี 3 ทาง ประการแรกคือการย้ายถิ่นฐานใหม่ไปประเทศที่ 3 การเปลี่ยนแปลงผู้นำ มีนโยบายใหม่ มีความยากขึ้น เมื่อเทียบกับความต้องการของคนที่เข้ามาในประเทศไทยต้องการออกไป​ ส่วนกรณีการส่งกลับของคนไปเมียนมา ขณะนี้เมียนมากำลังมีภัยอันตราย อยากให้ทางอาเซียนพิจารณาเรื่องการไม่ส่งกลับ ย้ำว่าอยากให้ประเทศไทยรับความจริงว่ามีปัญหาที่ไม่สามารถใช้วิธีเลี่ยงบาลีว่าเป็นประเทศทางผ่านหรืออยู่แค่ชั่วคราว

ลัดดาวัลย์ หลักแก้ว มูลนิธิเพื่อเยาวชนชนบท (FRY) ให้ข้อมูลว่าประเทศไทยให้การยอมรับในทางกฎหมายในด้านการเข้าถึงการศึกษาต่อทุกคนที่อยู่ในไทยแม้ไม่มีเอกสารประจำตัวก็ตาม โดยใน พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ 2542 ทุกคนมีสิทธิเข้ารับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเป็นเวลา 12 ปี

ประเทศไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจในเรื่องนโยบายการศึกษาปี 2548 มีนโยบายการศึกษาเพื่อทุกคน (Education for All) ปี 2552 มีนโยบายเรียนฟรี 15 ปี ต่อมาปี 2562 มีประกาศกระทรวงศึกษาธิการเรื่องการรับนักเรียนนักศึกษาที่ไม่มีสถานะทางทะเบียนหรือไม่มีสัญชาติไทยสามารถเข้ารับการศึกษาโดยมีรหัส G สำหรับผู้เรียนที่มไม่มีหลักฐานทางทะเบียน ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ก้าวหน้า

นโยบายการศึกษาในส่วนนี้มีจุดแข็งในการให้สิทธิเด็กในการเข้าถึงการศึกษาอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม โดยเฉพาะผู้ย้ายถิ่น ลูกหลานแรงงานข้ามชาติและเด็กไร้สัญชาติ แต่จุดอ่อนคือไม่มีสภาพบังคับใช้ ไม่ได้รับการใส่ใจและเลือกปฏิบัติโดยเจ้าหน้าที่รัฐ หากไม่ปฏิบัติตามก็ไม่มีผลตามมา ผู้ปฏิบัติงานเองก็ไม่เข้าใจเกี่ยวกับเด็กรหัส G เลยเลือกที่จะไม่รับเข้าศึกษา อีกทั้งยังเข้าไม่ถึงทุนการศึกษา เช่น ทุน กยศ. ไปจนถึงการเปิดบัญชีธนาคาร

ความท้าทายสำคัญคือ การไม่ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการโดยเจ้าหน้าที่หรือสถานศึกษา มีหลักเกณฑ์บางประการที่เป็นอุปสรรค เป้าหมายและเจตนารมณ์ด้านการศึกษาของรัฐไม่ถูกนำไปปฏิบัติใช้

ในส่วนของโอกาส ไทยมีกฎหมายและนโยบายด้านการศึกษาที่โอบรับเด็กทุกคน ควรส่งเสริมให้โอกาสในการทำประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และพัฒนาเพื่อสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจในอนาคต โดยเฉพาะในภาวะสังคมสูงวัยสมบูรณ์

ในประเด็นสุขภาพ แรงงานข้ามชาติได้รับโอกาสในการดูแลจากรัฐบาลไทยในเรื่องของสุขภาพ มี 3 กองทุน ได้แก่ กองทุนหลักประกันสุขภาพของคนข้ามชาติและแรงงานต่างด้าว ดูแลโดยกระทรวงสาธารณสุข ประกันสังคม และกองทุนคืนสิทธิ์ที่ดูแลโดยสำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน แต่มีจุดอ่อนและข้อจำกัดคือ การเข้าถึงสิทธิ์และการเข้าถึงบริการที่ยังไม่ครอบคลุมทุกคนในประเทศไทย โดยเฉพาะคนที่ไม่มีเอกสารประจำตัว

มุมมองและหนทางข้างหน้ากับการแก้ไขปัญหาประชากรโยกย้ายถิ่นฐาน

อดิศร เกิดมงคล ตัวแทนจากกลุ่ม Migrant Working Group กล่าวว่าหากจะสรุปการจัดการแรงงานข้ามชาติของไทย เท่าที่สามารถสรุปได้ประเด็นนี้มีข้อท้าทาย คือ มีข้อจำกัดการรักษาแรงงานข้ามชาติไว้ในระบบ ขาดการบริหารจัดการในระยะยาว มีแต่มาตรการระยะสั้น อีกข้อท้าทายคือ การลดจำนวนลงของประชากรไทยเนื่องจากมีการเกิดลดลงกว่าการตายทำให้ไทยเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์ อีกข้อท้าทายคือปัญหาทางการเมืองและความไม่แน่นอนทางการเมืองของประเทศต้นทาง อีกปัญหาที่เป็นข้อกังวล คือ การส่งกลับผู้ลี้ภัยไปยังประเทศต้นทาง เหล่านี้ทำให้การออกแบบนโยบายไม่สามารถแก้ไขปัญหาได้เพราะไม่ยอมรับปัญหาที่เกิดขึ้น การเข้าถึงสิทธิทางการศึกษาและสุขภาพที่แม้จะมีนโยบายและกฎหมายชัดเจนแต่กลับมีปัญหาในแง่ของการบังคับใช้และความล่าช้าในการดำเนินการ ในส่วนของสาธารณสุขและสุขภาพ แม้มีความพยายามในการให้คนทุกกลุ่มเข้าถึงการรักษาและการบริการด้านสาธารณสุข แต่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลพยายามเอาสิทธิการรักษาไปผูกกับเอกสาร เช่น เลขประจำตัว 13 หลักเท่านั้น ทำให้แรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัยเข้าถึงการรักษาได้ยากมากขึ้น

ตัวแทนกองบัญชาการกองทัพไทย กล่าวว่าตนมีข้อคิดเห็นคือการแก้ไขปัญหาความมั่นคงมีความซับซ้อน ไม่ใช่แค่ปัญหาความมั่นคงทางทหาร แต่รวมถึงความมั่นคงด้านอื่น ๆ ของมนุษย์ด้วย ปัญหาพม่าคิดว่าทุกกระทรวงควรมีนโยบายและการปฏิบัติงานที่สอดตล้องกัน และควรดึงผู้มีส่วนได้เสียอื่น ๆ เช่น ประเทศอื่นในอาเซียนและมหาอำนาจที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมแก้ไขปัญหาด้วย เพื่อระดมความคิด การปฏิบัติงาน และค่าใช้จ่าย

ในส่วนการให้ความช่วยเหลืออยากให้ทำมากกว่าการส่งความช่วยเหลือเบื้องต้นอย่างการส่งยารักษาโรคเข้าไป แต่อยากให้มองในมิติที่กว้างขึ้น

ตัวแทนกองทัพไทยยังกล่าวถึงสถานการณ์ชายแดนว่าการควบคุมดูแลชายแดนฝั่งตะวันตกของไทยที่มีพรมแดนติดกับประเทศเมียนมานั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก โดยได้ยกตัวอย่างเรื่องท่าข้ามไทย-เมียนมา ที่เป็นกิจการของภาคเอกชนทั้งที่ถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย  รวมทั้งข้อมูลจำนวนท่าข้ามของแต่ละแหล่งก็มีความคลาดเคลื่อนกันจึงทำให้การปฏิบัติหน้าที่เป็นไปได้ยาก ผู้แทนกองทำไทยกล่าวว่าแหล่งข้อมูลที่ทำงานในพื้นที่กล่าวว่ามีมากกว่า 200 ท่าข้าม ในขณะที่กระทรวงมหาดไทยระบุว่ามี 52 ท่าข้าม แต่ถ้าเป็นข้อมูลของกรมศุลกากรระบุว่ามี 59 ท่าข้าม แต่เมื่อนำข้อมูลต่าง ๆ มาตรวจสอบเองก็พบว่าปัจจุบันเหลือเพียง 39 ท่าข้ามที่ยังเปิดทำการอยู่

ตัวแทนสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง หรือ ตม. กล่าวว่าหลักการที่ทำงานประเด็นการโยกย้ายถิ่นฐาน เราพบว่ามีหลักการเดียว คือ การเคารพในสิทธิความเป็นมนุษย์ ให้ความเคารพซึ่งกันและกันทั้งระหว่างมนุษย์และระหว่างรัฐต่อรัฐภายใต้หลักอธิปไตย เพราะแต่ละรัฐมีกรอบกฎหมายและนโยบายในเรื่องประชากรโยกย้ายที่ต่างกันซึ่งต้องไม่ให้เกิดการละเมิดผู้โยกย้ายและผู้โยกย้ายต้องให้ความเคารพต่อรัฐนั้น ๆ โดยเราจะยกเอาผลประโยชน์ของรัฐนั้น ๆ และต่อบุคคลเป็นจุดตั้งต้นในการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

ตัวแทนกระทรวงแรงงาน ยอมรับว่าแรงงานข้ามชาติมีส่วนในการสนับสนุนเศรษฐกิจของไทยอย่างมาก แต่แต่ละฝ่ายทั้งรัฐและประชากรข้ามชาติต้องให้ความเคารพซึ่งกันและกัน แรงงานข้ามชาติสามารถได้รับการ upskill และ reskill ได้ และมุมมองต่อแรงงานข้ามชาติจากนายจ้างและคนไทยบางกลุ่มปฏิเสธไม่ได้ว่ามีทั้งแง่บวกและแง่ลบ นอกจากนี้ยังแสดงความเห็นว่าต้องสร้างช่องทางที่เข้าถึงง่ายสำหรับการจัดทำเอกสารและการขึ้นทะเบียน ซึ่งกระทรวงสามารถแก้ไขไปได้ในระดับหนึ่ง ปัจจุบันไทยต้องการไปสู่การพัฒนาเศรษฐกิจแบบ s-curve จะต้องมีทักษะใหม่ ๆ ที่ใช้เทคโนโลยีมากขึ้น แรงงานข้ามชาติเองก็จำเป็นต้องพัฒนาทักษะเหล่านี้เช่นกัน

ตัวแทนจากสำนักบริหารทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย กล่าวว่าประเทศไทยมีเครื่องมือทางกฎหมายที่ใช้จัดการสถานะคนเหล่านี้ อันได้แก่ พระราชบัญญัติการทะเบียนราษฎร พระราชบัญญัติสัญชาติ และนโยบายของรัฐบาลผ่านมติ ครม. และในส่วนของการศึกษาของเด็กที่เป็นลูกหลานที่ติดตามพ่อแม่แรงงานข้ามชาติถือเป็นกลุ่มใหญ่ที่อยู่ในระบบนักเรียน G

นอกจากนั้นตัวแทนกระทรวงมหาดไทยยังกล่าวด้วยว่าทางกระทรวงมีความพยายามในการแยกกลุ่มผู้อพยพในประเทศ เช่น กลุ่มของผู้อพยพที่ไม่ได้เกิดในประเทศไทย แต่เข้ามาในประเทศเป็นระยะเวลานานแล้ว มีจำนวน 300,000 กว่าคน ซึ่งกลุ่มนี้พ่วงมาด้วยบุตรของพวกเขาที่เกิดในไทย 140,000 กว่าคน ในเรื่องของนโยบายสำหรับคนกลุ่มนี้นั้นมีการดำเนินการพัฒนา จนในปัจจุบันสามารถครอบคลุมเรื่องคุณสมบัติได้ทั้งหมด อันนำมาซึ่งโอกาสที่จะได้สถานะถิ่นที่อยู่ถาวร และสำหรับบุตรที่เกิดในประเทศไทย มีโอกาสจะได้สัญชาติไทยตามมาตรา 7 ทวิ (2) ของ พ.ร.บ.สัญชาติ ในฐานะที่เป็นบุตรของกลุ่มชาติพันธุ์ที่อยู่ประเทศไทยมานานแล้ว และมีสิทธิขั้นพื้นฐานเช่น การรักษาพยาบาล, การอยู่อาศัยในประเทศไทยเป็นกรณีพิเศษ, และสิทธิในการทำงาน

ผู้แทนจากกลุ่มงานประสานนโยบายผู้อพยพและหลบหนีเข้าเมือง กองการต่างประเทศ กระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงอุปสรรคในการบริหารจัดการประเด็นผู้ลี้ภัยว่าเหตุที่ไทยไม่ได้เรียกผู้หนีภัยการสู้รบว่าผู้ลี้ภัย เพราะไทยไม่ได้ลงนามในภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานภาพผู้ลี้ภัย ปี 1951 และพิธีสารที่เกี่ยวข้อง เพราะหากเรียกว่าผู้ลี้ภัยก็จะมีข้อกำนหนดทางกฎหมายบางประการที่เป็นภาระผูกพัน ซึ่งในการกำหนดการจัดการผู้ลี้ภัยมีทั้งสิ้น 3 แนวทางคือ การกลับมาตุภูมิแบบสมัครใจ การไปตั้งถิ่นฐานในประเทศที่3 และการกลมกลืนเข้ากับสังคม แต่ด้วยไทยไม่ได้เป็นภาคีนุสัญญาดังกล่าวจึงส่งผลให้ประเทศไทยมีข้อจำกัดทางด้านกฎหมายที่อยู่นอกเหนืออำนาจของกระทรวงมหาดไทยที่จะสามารถจัดการผู้ลี้ภัยได้ จึงจำเป็นต้องรอนโยบายจากทางรัฐบาลในการตัดสินใจ

เจ้าหน้าที่กระทรวงมหาดไทยยังกล่าวถึงปัญหาในการบริหารจัดการการย้ายถิ่นฐานว่าการทำงานในการบริหารจัดการประชากรเคลื่อนย้ายยังขาดการบูรณาการร่วมกันในภาพรวมระหว่างหน่วยงานในการวางแผนการทำงานในระยะยาว แต่ยังเน้นไปที่การใช้การแก้ไขปัญหาแบบเฉพาะหน้าเป็นหลักจะเห็นได้ถึงการแก้ไขปัญหาเรื่องการโยกย้ายถิ่นฐานเป็นครั้งๆ ผ่านมติ ครม. และกลไกด้านความมั่นคง  ความยั่งยืนในการแก้ไขปัญหาจึงเป็นความท้าทายเพราะเราอยู่กับนโยบายชั่วคราวมา 40 ปี

ตัวแทนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวว่ามีกฎหมายระหว่างประเทศเพื่อให้ผู้ลี้ภัยเข้าถึงสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไทยเองเป็นภาคีอนุสัญญาแม้จะไม่ได้เป็นภาคีอนุสัญญาว่าด้วยสถานะผู้ลี้ภัยก็ตาม เช่น กติการระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมถึงการไม่เลือกปฏิบัติด้วยเหตุแห่งเชื้อชาติหรือสัญชาติ เป็นต้น

ขณะนี้กระทรวงยุติธรรมพยายามผลักดันพัฒนาสถานะของเด็กนักเรียน G ในส่วนของผู้อพยพเข้าเมืองทั้งถูกและไม่ถูกกฎหมาย เราเข้าไปให้ความช่วยเหลือในการชดเชยค่าเสียหายเกี่ยวกับการดำเนินคดีทางอาญา

ตัวแทนกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กล่าวถึงการดำเนินงานของหน่วยงานว่ามีการเข้าไปสัมภาษณ์คัดกรองเด็กในห้องกักแล้วเอาตัวเด็กออกมาให้อยู่ภายในความดูแลของหน่วยงาน แต่การปฏิบัติจริงยังเป็นไปได้ยาก เนื่องจากมีข้อจำกัดหลายอย่างทั้งความเข้าใจของผู้ปฏิบัติงาน ทัศนคติของกลุ่มคนที่เกี่ยวข้อง การสื่อสารกับเด็กและมารดา ซึ่งนี้เป็นปัญหาหลักที่พบ ทั้งการหาล่ามและการสื่อสารให้เด็กเข้าใจ เพราะเด็กจะต้องแยกออกจากผู้ปกครอง แต่เราพยายามทำให้ผู้ปกครองสามารถออกมาจากห้องกักได้เพื่อดูแลและอยู่กับเด็ก โดยเฉพาะผู้ปกครองที่เป็นมารดาหรือผู้หญิง

ตัวแทนกองต่อต้านการค้ามนุษย์ กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ให้ข้อมูลว่าปัจจุบันไม่ได้มีแค่คนต่างชาติเข้ามาขอความช่วยเหลือคนในประเทศของเขาที่เป็นผู้เสียหายจากขบวนการค้ามนุษย์ แต่ยังไม่คนไทยจำนวนมากที่ถูกหลอกเป็นเหยื่อการค้ามนุษย์ในต่างประเทศที่เป็นประเทศปลายทางด้วย

ตัวแทนสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) กล่าวถึงการทำงานของ สมช. ว่า สมช. เน้นการทำงานเชิงนโยบายและการออกนโยบายความมั่นคงที่จะส่งผลต่อการทำงานของหน่วยราชการอื่น ๆ เป็นหลัก โดยเน้นไปที่เรื่องความมั่นคงแห่งรัฐเป็นหลัก แทบจะไม่มีการทำงานในระดับปฏิบัติการหรือระดับพื้นที่ โดยการออกแนวนโยบายด้านความมั่นคงของ สมช. นั้นต้องอาศัยข้อมูลและความร่วมมือกับทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง

ในส่วนของการบริหารจัดการประเด็นการย้ายถิ่นฐานของประชากรนั้น ขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบกับการย้ายถิ่นฐานแบบผสมผสาน หรือ mixed migration ทำให้ยากต่อการออกนโยบายเพื่อจัดการปัญหาและรองรับคนหลายกลุ่ม เพราะนโยบายหนึ่งที่ออกไปย่อมส่งผลกระทบต่อหน่วยงานอื่น ๆ ที่รับไปปฏิบัติ การออกนโยบายจึงต้องมีการบูรณาการของหน่วยงานต่างๆ เข้าด้วยกัน รวมทั้งต้องจัดสมดุลระหว่างความมั่นคงของรัฐ กับความมั่นคงของมนุษย์