เมื่อวันที่ 4 กุมภาพันธ์ 2568 กระทรวงการต่างประเทศ โดยกรมอาเซียน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Rights: AICHR) ประจำปี 2568 ณ โรงแรม วี กรุงเทพฯ โดยมีภาคประชาสังคมที่ได้รับเชิญเข้าร่วมราง 50-60 คน
พลพงศ์ วังแพน อธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ได้กล่าวเปิดว่าการประชุมหารือในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับบทบาทและภารกิจของผู้แทนไทยใน AICHR รวมถึงเป้าหมายและวิสัยทัศน์ไปจนถึงภารกิจของ AICHR นั้นจะมีความสอดคล้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในอาเซียนของภาคประชาสังคมอย่างไรบ้าง เพื่อนำไปสู่การสร้างความร่วมมือกันระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมในอนาคต เพื่อร่วมกันกำหนดทิศทางการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนให้เป็นรูปธรรมมากขึ้น
ภาพรวมการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนที่ผ่านมา ทางภาครัฐได้มุ่งส่งเสริมการพัฒนาในมิติการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชน สร้างสังคมที่ครอบคลุมทุกกลุ่มทั้งสตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และกลุ่มอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง
วิสัยทัศน์อาเซียนยังคงเน้นไปที่ประชาชนเป็นศูนย์กลางและไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ซึ่งจะครอบคลุมตั้งแต่ปี 2025 – 2045 ซึ่งจะได้รับรองในกรุงกัวลาลัมเปอร์ในเดือน พ.ค. 2568 ที่จะถึงนี้
AICHR เป็นกลไกที่สำคัญในการขับเคลื่อนงานด้านการส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนต่อไป ซึ่งปีนี้ AIHR ก็ตั้งมาราว 15 ปี แล้ว โดยผู้แทนไทยใน AICHR เน้นการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนไปที่สิทธิผู้พิการ ธุรกิจสิทธิมนุษยชน ความมั่นคงในชีวิตของประชาชน รวมถึงประเด็นสิทธิสิ่งแวดล้อม โดยผู้แทนไทยเป็นตัวแทนจัดทำร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
วิสัยทัศน์อาเซียน 2025 ตั้งอยู่บนหลักสากลซึ่งให้ความสำคัญกับการปกป้องสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ซึ่งสอดคล้องกับความมั่นคงของมนุษย์ การดูแลชีวิตขอองประชาชนในทุกด้าน ไปจนถึงการพัฒนาระบบสาธารณสุข
“อาเซียนกำลังเดินหน้าสู่การพัฒนาที่ยั่งยืนผ่านการดำเนินธุรกิจสีเขียว ซึ่งนี่เป็นหนึ่งใน highlight ของวิสัยทัศน์ฉบับใหม่” อธิบดีกรมอาเซียนกล่าว
ขณะนี้อาเซียนกำลังดำเนินการแผนยุทธศาสตร์เพื่อขับเคลื่อนวิสัยทัศน์อาเซียน 2025 โดยในมิติของเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม จะเน้นให้ความสำคัญประเด็นสตรี เยาวชน การศึกษา และสาธารณสุข ไปจนถึงการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานข้ามชาติด้วย
ส่วนประเด็นสิทธิมนุษยชนอยู่ภายใต้เสาหลักด้านการเมืองและความมั่นคง โดยเน้นการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน
ในปี 2568 นี้ ไทยได้รับเลือกตั้งกลับมาเป็นสมาชิกสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN Human Rights Council) โดยมีวาระดำรวตำแหน่ง 3 ปี ตั้งแต่ปี 2568 – 2570 เท่ากับ AICHR ถือเป็นโอกาสในการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนของไทย รวมทั้งส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนอาเซียนในเวทีระหว่างประเทศไปพร้อม ๆ กันด้วย
นอกจากนี้เมื่อปี 2567 ที่ผ่านมา ไทยยังได้เข้าเป็นภาคีอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการคุ้มครองบุคคลทุกคนจากการบังคับให้หายสาบสูญ (International Convention for the Protection of all Persons from Enforced Disappearance: ICPPED) กล่าวคือ ปัจจุบันไทยเป็นภาคีอนุสัญญา/ตราสารระหว่างประเทศ 8 จาก 9 ฉบับ ที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชน
ศ. เกียรติคุณ ดร. อมรา พงศาพิชญ์ อดีตผู้แทนไทยใน AICHR ระหว่างปี 2562 – 2567 และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติไทย กล่าวว่าในกฎบัตรอาเซียนมีการกำหนดภารกิจของ ASEAN ออกเป็น 3 ส่วนตาม 3 เสาหลัก ได้แก่ เสาด้านความมั่นคง เสาด้านเศรษฐกิจ และเสาด้านสังคมและวัฒนธรรม นอกจากนั้นยังมีการกำหนดให้มีการตั้งองค์กรคุ้มครองและส่งเสริมด้านสิทธิมนุษยชน ทำให้นำไปสู่การก่อตั้ง AICHR ในปี 2009
ต่อมาปี 2010 มีการก่อตั้งคณะกรรมาธิการอาเซียนว่าด้วยการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิสตรีและสิทธิเด็ก ASEAN Commission on the Promotion and Protection of the Rights of Women and Children: ACWC หลังจากนั้นในปี 2012 อาเซียนรับรองปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน ต่อมาปี 2017 อาเซียนรับรองคณะกรรมการอาเซียนว่าด้วยการปฏิบัติให้เป็นไปตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิของแรงงานต่างด้าว (ASEAN Committee on the Implementation of the ASEAN Declaration on the Protection and Promotion of the Rights of Migrant Workers: ACMW) เพื่อเป็นการส่งเสริมและความคุ้มครองสิทธิของแรงงานต่างด้าว
“กล่าวคือมีการทับซ้อนในแง่การทำงานด้านสิทธิมนุษยชนหลายองค์กรทั้งก่อนและหลังมีปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน” อดีต AICHR กล่าวถึงพัฒนาการเชิงสถาบันด้านสิทธิมนุษยชนของอาเซียน
ในส่วนของกลไกสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ ในอาเซียนนั้น มีการจัดตั้งเครือข่ายขององค์กรหรือสถาบันสิทธิมนุษยชนในแต่ละประเทศของอาเซียนซึ่งปัจจุบันมีเพียง 5 ประเทศ ซึ่งมีความสำคัญในระดับเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งจะมาอุดช่องว่างการทำงานของอาเซียน โดยเฉพาะ AICHR ที่ไม่สามารถทำงานข้ามพรมแดนได้เพราะยึดหลักการไม่แทรกแซงเป็นหลัก
ความท้าทายของ AICHR ในการทำงานกับอาเซียนคือการตัดสินใจต้องเป็นฉันทามติ หรือ consensus ต้องให้อาเซียนทั้ง 10 ประเทศเห็นพ้องต้องกัน รวมถึงให้ความสำคัญกับหลักการไม่แทรกแซง อีกทั้งระดับการพัฒนาที่ไม่เท่ากันของชาติอาเซียน จึงเป็นไปได้ยากในการผลักดันประเด็นที่เกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในด้านต่าง ๆ
ขอบเขตของ AICHR นั้น แม้มีหน้าที่ส่งเสริทและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในอาเซียนแต่หลักการสำคัญคือต้องเคารพหลักการอของอาเซียนและยึดหลักไม่แทรกแซง
อำนาจหน้าที่ของ AICHR เน้นไปที่การส่งเสริมเป็นหลัก แทบไม่มีเรื่องของการคุ้มครองเลย เช่น ไม่มีกลไกรับเรื่องร้องเรียน ตรวจสอบคำร้อง การวินิจฉัย ซึ่งไม่อยู่ในขอบเขตงาน (Terms of References: TOR) แต่อย่างใด ทำให้ในความเป็นจริง AICHR จึงทำได้เพียงแค่การส่งเสริมเท่านั้น
ข้อจำกัดในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชนอีกประการหนึ่งคือ แต่ละประเทศในอาเซียนเป็นภาคีอนุสัญญาเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชนไม่ครบทุกฉบับและไม่เท่ากัน โดยสรุปคือการส่งเสริมด้านสิทธิพลเมืองนั้นเป็นไปได้ยากกว่าสิทธิด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม
“AICHR ทำงานได้แต่เพียงการส่งเสริม แม้แต่การคุ้มครองยังทำไม่ได้นัก แต่คิดว่าต้องมีกลไกร้องเรียนรับเรื่องไว้ก่อนเพื่อสร้างการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรม โดยในฐานะอดีต AICHR อยากเสนอให้ทาง AICHR ทำงานด้านการคุ้มครองที่เป็นรูปธรรมมมากขึ้นควบคู่ไปกับการทำงานด้านการวิจัยในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ” ดร. อมรา สะท้อนให้เห็นข้อจำกัดของ AICHR จากประสบการณ์ของตน
ประเด็นข้ามพรมแดนเป็นปัญหาใหญ่มากและมีความสำคัญในระดับภูมิภาคด้วยกันเองซึ่งจะเป็นประเด็นหลักในการทำงานด้านสิทธิมนุษยชน โดยกิจกรรมข้ามพรมแดนนั้นต้องตีความทั้งในแง่อาณาเขตและอำนาจอธิปไตย ผู้ละเมิดและผู้ถูกละเมิดเป็นใคร สมัยทำงาน กสม. ตรงไหนมีคนไทยอยู่ด้วย หรือธุรกิจไทยเข้าไปเกี่ยวข้อง หรือคนต่างชาติเข้ามาเกี่ยวข้องกับคนไทย กสม. สามารถตรวจสอบได้
รัฐมีหน้าที่ต้องคุ้มครอง ภาคธุรกิจมีหน้าที่เคารพ และประชาชนสามารถเข้าถึงสิทธิได้ด้วยหากถูกละเมิด เน้นเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน หรือ Human Rights Due Diligence: HRDD
สหภาพยุโรป หรือ EU ประกาศให้องค์กรด้านธุรกิจต้องทำรายงาน HRDD ผ่านการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทาน (supply chain) ผ่านการประกาศข้อสั่งการแห่งยุโรปว่าด้วยการตรวจสอบความยั่งยืนอย่างรอบด้าน (EU Corporate Sustainability Due Diligence Directive: EUCSDDD)
“หลังทรัมป์เป็นประธานาธิบดีดูจะเข้าทางนักธุรกิจใน EU ที่ต้องการให้ถอย EUDDD เนื่องจากมองว่าเป็นอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของตน” ดร. อมรา แสดงความเห็น
ในส่วนของประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อม UN มีการออกเป้าหมายการพัฒนาแห่งสหัสวรรษ หรือ MDG มา หลังจากนั้นมีการออกเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG ซึ่งเน้นฐานด้านสิทธิ หรือ rights based มากกว่า MDG ซึ่งเน้นทั้งสิทธิในเชิงเนื้อหา (substantive rights) และกระบวนการ (procedural rights) เป็นการรวมเรื่องสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และประเด็นข้ามพรมแดนเข้าไว้ด้วยกันทำให้เป็นประตูที่ทำให้เราทำงานในระดับ AICHR โดยเฉพาะประเด็นธุรกิจกับสิ่งแวดล้อมเพราะอยู่ใกล้กัน
ในส่วนของประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน มีการพัฒนาร่างปฏิญญาขึ้นโดยในตอนแรกใช้คำว่ากรอบความตกลงก่อน
หากดูพัฒนาการด้านสิทธิในสิ่งแวดล้อมนั้น เริ่มมาตั้งแต่ปี 1992 หลังจากการประชุมที่ริโอ แต่ยังไม่มีเรื่องสิทธิมนุษยชนอยู่ในนั้นชัดเจนนัก แต่ในปี 2011 มีการพูดถึงสิทธิมนุษยชนในหมวดของสิ่งแวดล้อมด้วยในปฏิญญาสิทธิมนุษยชนอาเซียน
วิสัยทัศน์อาเซียน 2025 เน้นการทำงานร่วมกันข้ามเสาหลัก ประสาน 3 เสาหลักเข้าด้วยกัน
ตั้งแต่ 2014 – 2019 จัดประชุมเรื่องสิ่งแวดล้อมเยอะมาก โดยพม่าเป็นจ้าภาพ มีไทยเป็นผู้ช่วย แต่เมื่อในปี 2021 พม่าเกิดการรัฐประหาร ทำให้ไทยก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำใน AICHR .นการผลักดันประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อม จนถึงปัจจุบัน
ปี 2022 AICHR มีการตั้งคณะทำงานเพื่อจัดทำร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อม โดยมีการประชุมคณะทำงานฯ ทั้งหมด 5 ครั้ง โดยในคณะทำงานมีผู้แทนด้านสิ่งแวดล้อม องค์กรภายใต้อาเซียนอื่น ๆ ซึ่งมีการถกเถียงกันในคณะทำงานว่าจะเรียกว่าเป็นกรอบความตกลง หรือข้อตกลง จนท้ายที่สุดเรียกว่าปฏิญญา โดยต้องมีแผนการดำเนินงาน หรือ action plan ประกอบ
ดร. อมรากล่าวว่าเรื่องนี้มีการทะเลาะกันมาก จนมีข้อตกลงกันในที่สุด โดยส่งร่างล่าสุดไปยังอาเซียนแล้วเมื่อเดือน ก.ค. 2567 หลังจากนั้นได้มีการเชิญ sectoral body ของอาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมมาร่วมด้วย โดยขอเน้นเรื่องมลพิษทางอากาศข้ามพรมแดน หรือ Transboundary Haze และสิ่งแวดล้อมโดยภาพรวมอย่างการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นหลัก
ในประเทศอาเซียนมีการตั้งศูนย์เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมในเชิงเทคนิคขึ้นหลายแห่ง เช่น สิงคโปร์ บรูไน อินโดนีเซีย แต่แม้หลายประเทศจะมีองค์กรเชิงเทคนิคด้านสิ่งแวดล้อม แต่ก็ไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควรในการปผลักดันด้านสิทธินสิ่งแวดล้อม
ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนในส่วนของสิ่งแวดล้อมเริ่มถูกผลักดันบ้างในส่วนของแถลงการณ์อาเซียนด้านสิ่งแวดล้อมบ้างในปี 2024
ในปี 2025 มาเลเซีย เป็นประธานอาเซียนรับปากว่าจะผลักดันเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมต่อ และคาดว่า AICHR คนปัจจุบันก็อาจจะช่วยผลักดันตอเช่นกัน
ผศ.ดร. ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยใน AICHR คนปัจจุบัน โดยจะดำรงตำแหน่งระหว่างปี 2568 – 2570 กล่าวแสดงวิสัยทัศน์ว่าในฐานะ AICHR ตั้งใจจะบรรลุสิ่งที่มีประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศในกรอบด้านสิทธิมนุษยชน
ผู้แทน AICHR กล่าวว่าตนมีหลักการการทำงาน 4 ข้อ ได้แก่ 1) การสืบสาน 2) ต่อยอด 3) ผลักดัน และ 4) การรับฟัง
ในด้าน การสืบสาน มีประเด็นหลัก 2-3 ข้อที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จ คือ ประเด็นด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สิทธิคนพิการและสิทธิในสิ่งแวดล้อม โดยวาระเร่งด่วนคือร่างปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อม ซึ่งมีเวลาค่อนข้างกระชั้น ต้องหาพันธมิตรในชาติอาเซียนร่วมผลักดัน ซึ่งขณะนี้มี 4 ประเทศ คือ ไทย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ ส่วนในเรื่องคนพิการมีการออก master plan แล้ว
การต่อยอด เน้นสิทธิในสันติภาพ อยู่ในข้อ 38 ของปฏิญญาอาเซียน มองว่าหากผลักดันสิทธิในสันติภาพ (Rights to Peace) จะทำให้สิทธิอื่น ๆ ขยับต่อได้ ในส่วนของสิทธิในดิจิตอล เราจะเน้นการดำเนินงานตามกรอบของสหประชาชาติโดยเฉพาะประเด็นเรื่องหลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่ด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษชน หรือ UNGP ซึ่งเกี่ยวข้องกับสิทธิในดิจิตอลทั้งในส่วนของการเข้าถึงอย่างปลอดภัยซึ่งจะเห็นได้จากกรณีสแกมเมอร์ ต้องมีการปกป้องและคุ้มครองเหยื่ออาชญากรรมด้วย นอกจากนี้จะเน้นไปสิทธิของผู้เคลื่อนย้ายถิ่นฐาน ทั้งคนเปราะบาง คนชายขอบกลุ่มต่าง ๆ ไปจนถึงสิทธิของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งจะเป็นสิ่งที่เชื่อมโยงการทำงานร่วมกันของอาเซียนได้ เพราะเป็นประเด็นทีประสบปัญหาร่วมกัน รวมไปถึงสิทธิทางสุขภาพ ไปจนถึงสิทธิในเมือง เน้นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนาเมือง
ในส่วนของการผลักดัน คือการสนับสนุนสิทธิในสิ่งแวดล้อมบรรลุเป็นปฏิญญาหนึ่งของอาเซียนให้ได้ กลไก AICHR เน้นไปที่การส่งเสริม แต่ไม่ได้มีส่วนของการคุ้มครอง ทำให้มีความจำเป็นที่จะต้องผลักดันการคุ้มครองผ่านขอบเขตงานของ AICHR เอง
ในส่วนของการรับฟัง ก็จะพยายามจัดการประชุมรับฟังเช่นเดียวกับวันนี้ที่มีการเริ่มต้นพูดคุยกันครั้งแรก ซึ่งโดยส่วนตัวอยากเน้นไปที่การทำงานในระดับพื้นที่จริงกับปัญหาที่เกิดขึ้นและไปพบ รวมถึงขอข้อมูลจากภาคประชาสังคมให้บ่อยครั้งมากยิ่งขึ้น เพราะยอมรับว่าบางประเด็นถือเป็นเรื่องใหม่ที่ตนยังต้องเรียนรู้ในรายละเอียดอีกมาก
แม้ว่าขอบเขตงาน (TOR) ของ AICHR จะแก้ไขไม่ได้ในเวลาอันสั้น แต่คิดว่าการรับฟังและร่วมกันศึกษาพูดคุยปัญหาต่าง ๆ จะช่วยการทำงานของ AICHR ในการผลักดันประเด็นสิทธิมนุษยชนนั้นเป็นรูปธรรมและนำไปสู่การปฏิบัติได้มากขึ้น
ในช่วงตอบคำถามและแสดงความคิดเห็นของ AICHR ต่อคำถามจากผู้เข้าร่วมการประชุม มีประเด็นน่าสนใจหลายประการเกี่ยวกับประเด็นข้อท้าทายของ AICHR ในมิติต่าง ๆ
อดีตผู้แทนไทยใน AICHR คนที่สาม กล่าวว่าในส่วนของ BHR เป็นเรื่องไม่ง่าย เพราะบทบาทภาคธุรกิจค่อนข้างยิ่งใหญ่มาก แม้ว่าจะมีการผลักดันผ่านสามเสาหลัก คือ คุ้มครอง เคารพ และเยียวยา ของ UNGP โดยเฉพาะในช่วงแรกเน้นการผลักดันผ่านภาครัฐ ในช่วงต่อมาอาจารย์เสรี นนทสูติ ผู้แทนไทยใน AICHR คนที่สอง สามารถผลักดันให้ กลต. กำหนดภาคธุรกิจในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยต้องทำ HRDD ซึ่งในช่วงแรกการผลักดันให้ภาคธุรกิจสนใจและให้ความสำคัญด้านสิทธิมนุษยชนนั้นทำได้ยาก แต่ภาคธุรกิจไทยก็เริ่มขยับขึ้นมาพูดถึงประเด็นนี้มากขึ้นแล้ว
ด้านผู้แทนไทยใน AICHR คนที่สี่หรือคนปัจจุบัน ได้ชี้แจงในที่ประชุมว่าในประเด็นสิทธิในสันติภาพนั้น ลาวได้ทำรายงานศึกษาเชิงประเด็น หรือ thematic study ในเรื่องนี้ออกมา ในข้อ 38 มีการระบุถึงสิทธิในสันติภาพเพื่อนำไปสู่การบรรลุสิทธิอื่น ๆ มีทั้งสิ่งที่เป็นสันติภาพทั้งยามสงบและยามสงคราม โดยลาวและมาเลเซียสนใจในประเด็นนี้ คิดว่าไทยจะทำงานได้คล่องขึ้น
ดร. ภาณุภัทร ได้กล่าวถึงพัฒนาการของอาเซียนเพิ่มเติมว่าภายในอาเซียนเองมีการพูดคุยกันให้เพิ่มเสาหลักขึ้นมาอีกหนึ่งเสาคือ เสาข้ามพรมแดนเป็นเสาที่ 4 เรื่อง Transboundary มาอุดช่องว่างของการทำงานข้ามเสา หรือ cross pillars

Leave a comment