เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะทำงานติดตามคาวมรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน และภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนทั้งในภาคส่วนแรงงาน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค และองค์กรระหว่างประเทศ มากกว่า 10 องค์กร ได้เข้าร่วม “การประชุมหารือการจัดทำร่างกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนภาคบังคับ: ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย” จัดโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม
นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวชี้แจงที่มาที่ไปของการประชุมในครั้งนี้ว่าการประชุมนี้เป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องมาจากการที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานรัฐที่จัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และนำหลักการ UNGP มาปรับใช้ในประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครสนใจประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่หลังจากใช้แผน NAP มาหลายปีนับตั้งแต่แผนระยะที่ 1 จนปัจจุบันคือแผนระยะที่ 2 ก็มีภาคส่วนต่าง ๆ สนใจมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ เองก็ยังเป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนินการหลัก (focal point) ของไทยในเวทีระหว่างประเทศกับองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ในประเด็นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) นอกจากนี้ทิศทางของกระแสโลกเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากมาตรการสมัครใจ (voluntary) สู่มาตรการเชิงบังคับ (mandatory) มากขึ้น จะเห็นว่าประเทศในยุโรปและสหภาพยุโรปเองก็ได้มีกฎหมายออกมาจำนวนมาก หนึ่งในข้อกฎหมายที่สำคัญที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนหรือ RBC เช่น CSDDD ซึ่งก็แทรกซึมเข้าไปในกรอบการค้าการลงทุนต่าง ๆ มากขึ้นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
การจัดทำร่างกรอบกฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับ เกิดจากการที่ไทยได้ให้คำมั่นไว้ในเวที UPR ว่าจะมีการดำเนินการจัดทำกฎหมาย HRDD ภาคบังคับ และในส่วนของแผน NAP ก็ได้มีการบรรจุการจัดทำ mHRDD ภาคบังคับของไทยไว้ในแผนด้วย
ในการจัดทำร่างกรอบกฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับ ทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ ได้ร่วมกับ EU และมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการศึกษาต้นแบบที่ดีของประเทศต่าง ๆ เพื่อเป็นการทบทวนและนำข้อบทต่าง ๆ มาวิเคราะห์และปรับใช้เพื่อนำไปสู่การจัดทำร่างกรอบกฎหมาย mHRDD สำหรับประเทศไทยต่อไป โดยจะมีการศึกษาว่ากรอบ เนื้อหา ขอบเขต และทิศทางของกฎหมายควรจะเป็นอย่างไร โดยการสอบถามความเห็นจากกลุ่มเล็ก ๆ ในภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคมที่เป็น partner สำคัญ และในอนาคตจะมีการหารือในกลุ่มใหญ่และกว้างขึ้น ซึ่งจากการสอบถามความเห็นจากภาครัฐและภาคธุรกิจก็มีหลายความเห็นและหลายความรู้สึกต่อการจัดทำร่างกฎหมาย mHRDD
ความก้าวหน้าในระดับสากล
Lisabeth Unger จากองค์กร Human Rights@Work กล่าวเปิดว่าตั้งแต่หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGP) ถูกประกาศใช้ออกมากว่า 13 ปี ตนได้ทำงานเกี่ยวกับ HRDD กับทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาสังคม โดยหน้าที่หลักในโครงการนี้คือทำการศึกษาและทบทวนกรอบ ข้อตกลง หรือกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของ CSDDD กรอบระหว่างประเทศอื่น ๆ และกฎหมายในประเทศไทยที่เกี่ยวข้อง
UNGP ได้รับการยอมรับทั่วโลก แม้มีสถานะเป็นเพียงกฎหมายอย่างอ่อน หรือ soft law ไม่ได้เป็นกฎหมายหรือเป็นมาตรการบังคับ แต่ก็ยังมีความสำคัญต่อการผลักดันมาตรฐานด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน อีกทั้งไทยเองก็กำลังเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ทำให้ต้องมีการปฏิบัติตาม Guidelines ต่าง ๆ ของ OECD ที่มีความคล้ายคลึงและสอดคล้องเกี่ยวกับการ UNGP ในมิติที่กว้างขึ้นด้วย
เมื่อวิเคราะห์กรอบของ UNGP และ แนวปฏิบัติของ OECD สำหรับบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guideline for Multinational Enterprise) พบว่าทั้งสองกรอบนั้นไม่ได้มีความแตกต่างดันมากนักจาก แต่ OECD จะครอบคลุมและกล่าวถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมด้วย อย่างไรก็ตาม ทั้งสองแนวทางมีหลักการสำคัญที่คล้ายคลึงกัน ได้แก่ การกำหนดให้ธุรกิจต้องมีแนวทางเชิงรุกที่ใช้การประเมินความเสี่ยงและจัดการความเสี่ยงผ่านกระบวนการตรวจสอบสถานะ (due diligence) การมุ่งป้องกันผลกระทบที่เป็นอันตรายและจัดให้มีการเยียวยาเมื่อเป็นไปได้ การกำหนดให้ธุรกิจต้องรับผิดชอบต่อทั้งห่วงโซ่คุณค่า ไม่ใช่แค่การดำเนินงานของตนเอง การคาดหวังให้ธุรกิจดำเนินการที่แตกต่างกันไปตามระดับของการมีส่วนร่วมต่อความเสียหาย และการให้ความสำคัญกับการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง ซึ่งในแนวปฏิบัติในการจะดทำ HRDD นั้นกล่าวไว้ว่าต้องมีเนื้อหาในประเด็นนี้อยู่ในกฎหมาย HRDD ด้วย
Lisabeth ใหข้อมูลเพิ่มเติมว่าข้อกำหนดขั้นต่ำของกฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างรอบด้าน (HREDD) ตามกรอบระหว่างประเทศประกอบด้วยองค์ประกอบสำคัญหลายประการ ประการแรก กฎหมายควรกำหนดให้ภาคธุรกิจต้องดำเนินการทั้งหกขั้นตอนของกระบวนการตรวจสอบสถานะ (due diligence) อย่างชัดเจน ประการที่สอง ขอบเขตของกฎหมายควรขยายให้ครอบคลุมถึงผลกระทบที่ธุรกิจมีส่วนร่วมก่อให้เกิด หรือมีความเชื่อมโยงโดยตรงผ่านการดำเนินงาน ผลิตภัณฑ์ หรือบริการของตนผ่านความสัมพันธ์ทางธุรกิจ ประการที่สาม กฎหมายควรกำหนดให้ธุรกิจต้องปรึกษาหารือกับผู้มีส่วนได้เสียเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการตรวจสอบสถานะ และสุดท้าย กฎหมายควรใช้มาตรฐานสิทธิมนุษยชนที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลเป็นกรอบอ้างอิง เช่น ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) ปฏิญญาขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และหลักการด้านสิ่งแวดล้อมที่กำหนดไว้ในแนวทางของ OECD
นอกจากนี้ในการดำเนินการตามกระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านและมาตรการสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบนั้นมีทั้งหมด 6 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกันเป็นวงจร ขั้นตอนแรก เริ่มต้นด้วยการบูรณาการแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบเข้าสู่ระบบนโยบายและการบริหารจัดการ จากนั้น ขั้นตอนที่ 2 ธุรกิจต้องระบุและประเมินผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เมื่อระบุผลกระทบแล้ว ขั้นตอนที่ 3 องค์กรต้องดำเนินการยุติ ป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบเหล่านั้น หลังจากดำเนินการแล้ว ขั้นตอนที่ 4 ธุรกิจต้องติดตามผลการดำเนินงานและการนำมาตรการไปใช้ ขั้นตอนที่ 5 สื่อสารให้ผู้มีส่วนได้เสียทราบถึงแนวทางการจัดการผลกระทบ และขั้นตอนที่ 6 ซึ่งเป็นขั้นตอนสุดท้าย หากเกิดผลกระทบที่ไม่สามารถป้องกันได้ ธุรกิจต้องให้การเยียวยาหรือให้ความร่วมมือในกระบวนการเยียวยา โดยกรอบแนวทางนี้ช่วยให้ธุรกิจสามารถบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเป็นระบบ และรับผิดชอบต่อห่วงโซ่คุณค่าทั้งหมด เพื่อป้องกัน บรรเทา และแก้ไขผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และสังคม
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence – HRDD) ได้รับการพัฒนาในหลายประเทศทั่วโลก โดยยุโรปมีบทบาทสำคัญในการผลักดันกฎหมายดังกล่าว เช่น ฝรั่งเศสที่มีกฎหมายว่าด้วยหน้าที่เฝ้าระวังของภาคธุรกิจ (Corporate Duty of Vigilance Law 2017) เยอรมนีที่ออกกฎหมายตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Due Diligence Act หรือ LkSG 2021) และนอร์เวย์ที่บังคับใช้ พ.ร.บ.ว่าด้วยความโปร่งใส (Transparency Act 2021) นอกจากนี้ หลายประเทศในยุโรป เช่น เบลเยียม เดนมาร์ก ฟินแลนด์ และลักเซมเบิร์ก อยู่ระหว่างการพิจารณาหรือผลักดันร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ขณะที่นอกยุโรป มีการพัฒนากฎหมาย เข่น ในออสเตรเลีย แคนาดา เม็กซิโก ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหรัฐฯ ซึ่งในบางกรณีเป็นกฎหมายที่มุ่งเน้นประเด็นเฉพาะ เช่น กฎหมายต่อต้านแรงงานบังคับของสหรัฐฯ หรือกฎหมายแรงงานทาสสมัยใหม่ Modern Slavery Act ของออสเตรเลีย โดยแนวโน้มดังกล่าวสะท้อนถึงความพยายามของนานาประเทศในการกำกับดูแลความรับผิดชอบทางธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานระดับโลก ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายของ EU เองที่ต้องทำให้กฎหมายของแต่ละประเทศมีความกลมกลืนกัน
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ HRDD ในยุโรปมี 7 ฉบับ โดยมีทั้งที่บังคับใช้แล้ว ได้แก่ กฎระเบียบว่าด้วยการรับแร่ธาตุจากประเทศที่มีสงครามหรือการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรง (EU Conflict Minerals Regulation: EUCMR) การกำหนดหลักเกณฑ์การจัดหมวดหมู่ธุรกิจสีเขียว (EU Taxonomy Regulation: EUTR) ข้อสั่งการว่าด้วยการรายงานความยั่งยืนของภาคธุรกิจ (Corporate Sustainability Reporting Directive: CSRD) และกฎหมายที่ยังไม่บังคับใช้ ได้แก่ ข้อสั่งการว่าด้วยการตรวจสอบความยั่งยืนและสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านในภาคธุรกิจ (CSDDD) กฎระเบียบว่าด้วยการใช้แรงงานบังคับแห่งยุโรป (EU Forced Labor Regulation: EUFLR) กฎระเบียบว่าด้วยการปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า (EU Deforestation Regulation: EUDR) และกฎระเบียบว่าด้วยแบตเตอรี่ (EU Battery Regulation)
ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายสำคัญ 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในห่วงโซ่อุปทานของธุรกิจ ได้แก่ CSDDD, CSRD, EUDR และ EUFLR ซึ่งมีเป้าหมายเพื่อยกระดับมาตรฐานความรับผิดชอบของบริษัทในยุโรปและผู้ที่เกี่ยวข้องกับตลาดสหภาพยุโรป 1) Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) โดย CSDDD จะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 25 กรกฎาคม 2024 และเริ่มมีผลบังคับใช้เป็นขั้นตอนตั้งแต่ปี 2027 แต่จะบังคับใช้เต็มรูปแบบในปี 2029 กฎหมายนี้กำหนดมาตรฐานสำหรับการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม (HREDD) ซึ่งมีผลกระทบต่อบริษัทขนาดใหญ่ที่มีพนักงานมากกว่า 1,000 คนและมีรายได้มากกว่า 450 ล้านยูโร กฎหมายนี้ครอบคลุมกิจกรรมของบริษัทเอง บริษัทย่อย และคู่ค้าในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์และบริการของบริษัท 2) Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) ซึ่งมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 5 มกราคม 2023 และเริ่มมีผลบังคับใช้จริงในปี 2025 โดยกำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดสหภาพยุโรปที่มีพนักงานมากกว่า 500 คนต้องรายงานเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม กฎหมายนี้มุ่งเน้นให้เกิดความโปร่งใสและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานทั้งหมดของบริษัท รวมถึงกระบวนการ downstream 3) EU Deforestation Regulation (EUDR) โดยมีผลบังคับใช้เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน 2023 และจะเริ่มบังคับใช้กับผู้ประกอบการรายใหญ่และผู้ค้าในวันที่ 30 ธันวาคม 2025 และกับ SMEs ในวันที่ 30 มิถุนายน 2026 กฎหมายนี้มุ่งลดความเสี่ยงของการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่าไม้ที่เกี่ยวข้องกับสินค้าที่นำเข้าสู่ตลาดสหภาพยุโรป โดยครอบคลุมห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำ 4) EU Forced Labour Regulation (EUFLR) โดย EUFLR มีผลบังคับใช้ในวันที่ 19 พฤศจิกายน 2024 และจะบังคับใช้เต็มรูปแบบในวันที่ 14 ธันวาคม 2027 กฎหมายนี้ห้ามบริษัทวางจำหน่ายสินค้าบนตลาดสหภาพยุโรปที่ผลิตโดยใช้แรงงานบังคับ โดยครอบคลุมทั้งห่วงโซ่อุปทาน
กฎหมายของสหภาพยุโรปเกี่ยวกับการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมครอบคลุมหลายประเด็นที่สำคัญ ตั้งแต่การละเมิดสิทธิมนุษยชน การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การตัดไม้ทำลายป่า ไปจนถึงการใช้แรงงานบังคับ กฎหมายที่เกี่ยวข้องได้แก่ CSDDD, CSRD, EUDR และEUFLR ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ 1) Corporate Sustainability Due Diligence Directive (CSDDD) โดย CSDDD กำหนดมาตรฐานในการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม โดยเน้นไปที่การละเมิดสิทธิมนุษยชน 16 ประการ ตามสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ ภาระหน้าที่และข้อห้าม 16 ข้อที่อ้างอิงจากสนธิสัญญาสิ่งแวดล้อมระหว่างประเทศ แผนการเปลี่ยนผ่านด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Transition Plan) 2) Corporate Sustainability Reporting Directive (CSRD) CSRD กำหนดให้บริษัทต้องเปิดเผยข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล โดยมีประเด็นสำคัญ ได้แก่ ปัจจัยทางสังคม เช่น การปฏิบัติที่เท่าเทียมและโอกาสที่เท่าเทียมกัน สภาพการทำงาน การเคารพสิทธิมนุษยชน ปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อม เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและการปรับตัว การใช้ทรัพยากรน้ำและทรัพยากรทางทะเล การใช้ทรัพยากรและเศรษฐกิจหมุนเวียน มลพิษและความหลากหลายทางชีวภาพ และปัจจัยด้านธรรมาภิบาล 3) EU Deforestation Regulation (EUDR) โดย EUDR มุ่งลดการทำลายป่าและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยกำหนดมาตรการเกี่ยวกับการตัดไม้ทำลายป่าและการเสื่อมโทรมของป่า การปล่อยก๊าซเรือนกระจกและการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ ซึ่งมีสินค้าที่มีความเสี่ยงต่อการทำลายป่า ได้แก่ ปศุสัตว์ โกโก้ กาแฟ น้ำมันปาล์ม ยางพารา ถั่วเหลือง และไม้ 4) EU Forced Labour Regulation (EUFLR) ซึ่งกำหนดข้อห้ามเกี่ยวกับการใช้แรงงานบังคับ และการใช้แรงงานเด็กโดยไม่สมัครใจ
กฎหมายเหล่านี้สะท้อนถึงความพยายามของสหภาพยุโรปในการกำกับดูแลธุรกิจให้ดำเนินงานโดยคำนึงถึงสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งส่งผลกระทบอย่างมากต่อบริษัทข้ามชาติและผู้ค้าในห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก อย่างไรก็ตาม CSDDD ก็ถูกวิพากษ์วิจารณ์และโจมตีโดยภาคธุรกิจว่าสร้างภาระและเป็นต้นทุนเพิ่มเติมในการดำเนินธุรกิจอย่างมาก
การตรวจสอบและดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน (Human Rights Due Diligence – HRDD) เป็นกระบวนการสำคัญที่ช่วยให้บริษัทสามารถระบุ ป้องกัน และแก้ไขผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม ตามข้อกำหนดของ CSDDD (Corporate Sustainability Due Diligence Directive) บริษัทจำเป็นต้องดำเนินการตามขั้นตอนหลักๆ ดังนี้ 1) การระบุและประเมินผลกระทบ: บริษัทต้องระบุและประเมินผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นแล้วต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม 2) การป้องกันและลดผลกระทบ: บริษัทต้องดำเนินการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบทางลบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วให้หมดไปหรือลดความรุนแรงลง 3) การติดตามประสิทธิภาพ: บริษัทต้องติดตามประสิทธิภาพของนโยบายและมาตรการที่ใช้ในการตรวจสอบและดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน 4) การสื่อสารสาธารณะ: บริษัทต้องสื่อสารสาธารณะเกี่ยวกับการดำเนินการตรวจสอบและดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชน 5) การเยียวยาผลกระทบ: บริษัทต้องจัดหาวิธีการเยียวยาผลกระทบทางลบที่เกิดขึ้นแล้ว
นอกจากนี้ บริษัทควรมีนโยบายการตรวจสอบและดำเนินการด้านสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน และบูรณาการนโยบายนี้เข้ากับกระบวนการทำงานต่างๆ ของบริษัท รวมถึงปรับปรุงแผนธุรกิจและกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับการป้องกันความเสี่ยง การดำเนินการควรเป็นไปตามแนวทางที่เน้นความเสี่ยง โดยให้ความสำคัญกับผลกระทบที่รุนแรงและมีแนวโน้มเกิดขึ้นสูง
ปัจจุบันข้อบังคับเกี่ยวกับ EUDR เองก็ถูกเลื่อนการบังคับใช้ออกไป เพราะหลายภาคส่วนทั้งภาคธุรกิจในยุโรปและผู้ส่งออกในห่วงโซ่อุปทานยังไม่พร้อมรับมือกับมาตรการดังกล่าว ซึ่งจะส่งผลกระทบในส่วนของวัตถุดิบด้วย
ส่วนประเทศไทยมีพัฒนาการที่น่าสนใจเกี่ยวกับ HRDD บ้างแล้ว เช่น การรายงานแบบ 56-1 One report สำหรับบริษัทในตลาดทรัพย์แห่งประเทศไทยซึ่งเป็นระเบียบที่ออกโดย ก.ล.ต.
ข้อจำกัดอีกประเด็นหนึ่งคือ CSDDD ถูกกำหนดให้ใช้กับบริษัทขนาดใหญ่เท่านั้น บริษัทมีเวลาจนถึงปี 2029 ก่อนที่กฎหมายนี้จะมีผลบังคับใช้อย่างเต็มรูปแบบ โดย CSDDD ต้องมีการตรวจสอบจนถึงระดับวัตถุดิบ
อย่างไรก็ตาม CSDDD มีข้อจำกัดในการตรวจสอบเรื่องสิ่งแวดล้อม แม้ว่าทุกอย่างจะรวมอยู่แล้ว อีกทั้งไม่มีกลไกในการกำกับดูแล ซึ่งต่างจาก CSRD ที่มีกลไกกำกับดูแลชัดเจน
ถึงกระนั้น CSDDD ก็ต้องการให้มีการตรวจสอบห่วงโซ่คุณค่าตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยบริษัทใหญ่ในฐานะผู้ซื้อก็ต้องตรวจสอบด้วย ไม่ใช่ผลักภาระไปให้ supplier เท่านั้น อีกทั้ง CSDDD ไม่ได้ระบุกว้าง แต่ลงรายละเอียดเกี่ยวกับการป้องกันและลดการละเมิดสิทธิมนุษยชนด้วย
ประเทศฝรั่งเศสมีกฎหมาย HRDD มานานแล้วโดยเริ่มตั้งแต่ปี 2017 แต่เกณฑ์ค่อนข้างคลุมเครือ ไม่รู้ว่ามีใครต้องดำเนินการตามกฎหมายนี้บ้าง
ปัจจุบันมีบริษัทจากหลายประเทศทั่วโลกที่มีเกณฑ์ต้องจัดทำ HRDD ตามเงื่อนไขของ CSDDD โดยในไทยมีประมาณ 5 บริษัทที่อยู่ภายใต้เกณฑ์ของ CSDDD
ตรวจสุขภาพกฎหมายด้านสิทธิมนุษยชนของไทย
ดร. ภัทรพงษ์ แสงไกร อาจารย์คณะนิติศาสตร์ และอาจารย์ประจำศูนย์กฎหมายระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ได้ชี้ให้เห็นว่ามีกฎหมายไทยฉบับใดในปัจจุบันที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ BHR บ้าง อีกทั้งกฎหมายไทยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศหรือไม่ อย่างไร
ภัทรพงษ์กล่าวว่าตนเริ่มจากการศึกษากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ส่วน ได้แก่ แรงงาน ผู้บริโภค ชุมชน และภาคประชาสังคม
ในส่วนของกฎหมายแรงงาน ไทยมีกฎหมายแรงงานจำนวนมากในหลายระดับ ทั้งในส่วนของการคุ้มครองแรงงานระดับบุคคล กลุ่ม บางเรื่องบางประเด็น หรือบางภาคส่วนรายประเภท (sector)
มาตรฐานสากลในประเด็นแรงงาน มีดังนี้ คือ อนุสัญญา ILO สมาชิกอนุสัญญาจะส่งรายงานไปให้ ILO โดยมีการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้องทุก 3 ปี ซึ่งไทยเองก็มีการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายด้านแรงงานมาโดยตลอด
หากพิจารณาแค่เฉพาะข้อบทกฎหมาย ในการทบทวนล่าสุด ความเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิจาก ILO ค่อนข้างเป็นไปในทางบวกโดยเฉพาะในส่วนของตัวบทกฎหมาย พบว่ามีความสอดคล้องกันกับพันธกรณ๊ของไทยในอนุสัญญา ILO กล่าวคือ กฎหมายสอดคล้องกับอนุสัญญา แต่มีประเด็นหลักที่สำคัญที่ยังเป็นปัญหา คือ แรงงานภาคประมง มีการทบทวนกฎหมายออกมาว่ากฎหมายไทยยังไม่สอดคล้องกับพันธกรณี ในส่วนการคุ้มครองแบบกลุ่มของ พ.ร.บ. แรงงานสัมพันธ์ ในส่วนนี้ยังไม่มีการทบทวนโดย ILO เพราะไทยยังไม่ได้เข้าไปเป็นภาคี ILO87 และ 98 โดยเฉพาะในส่วนของแรงงานข้ามชาติยังคงมีจุดบกพร่องอยู่มาก
ในส่วนของกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค เมื่อทำการทบทวนแล้วพบว่ากฎหมายในส่วนนี้มีทั้งการคุ้มครองโดยทั่วไป เช่น พ.ร.บ. คุ้มครองผู้บริโภค วิธีพิจารณาคดีผู้บริโภค เป็นต้น และการคุ้มครองประเด็นเฉพาะหรือสินค้าบางประเภท เช่น สัญญาไม่เป็นธรรม พ.ร.บ. ขายตรง การปกป้องข้อมูลของผู้บริโภค กฎหมายในส่วนนี้มีการทบทวนในกรอบของ UNCTAD เป็นแบบ voluntary peer review โดยการทบทวนในส่วนของไทยเพิ่งเกิดขึ้นไม่นาน โดยข้อเสนอแนะและความคิดเห็นเป็นไปในเชิงบวกคือกฎหมายไทยค่อนข้างสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ แต่ยังขาดเรื่องการรับประกันหรือการันตีคืนสินค้าซึ่งของไทยยังไม่ชัดเจนในระดับข้อกฎหมายแม้จะมีในระดับข้อสัญญาก็ตาม
ในส่วนของชุมชนและสิ่งแวดล้อม มีทั้งกฎหมายกลางหรือกฎหมายคุ้มครองสิ่งแวดล้อมโดยภาพรวม ได้แก่ พ.ร.บ. ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม พ.ศ. 2535 และกฎหมายเฉพาะซึ่งมีกฎหมายแยกย่อยโดยเฉพาะทั้งในเชิงประเด็นและพื้นที่ซึ่งมีพลวัตสูงมาก เช่น กฎหมายทะเล กฎหมายมลภาวะอากาศ กฎหมายประมง กฎหมายอุทยาน กฎหมายแร่ กฎหมายปิโตรเลียม กฎหมายโรงงาน กฎหมายที่ดิน กฎหมายวัตถุอันตราย กฎหมายจราจรทางบก เป็นต้น อีกทั้งขณะนี้ไทยกำลังพิจารณาร่าง พ.ร.บ. อากาศสะอาด และ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งพบว่าไม่มีการทบทวนกฎหมายหรือทบทวนว่ากฎหมายไทยสอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศซึ่งในส่วนนี้เป็นปัญหา แต่หลักเกณฑ์หนึ่งที่ใช้ได้คือมาตรฐาน Guideline ของ OECD นั้น มีคณะกรรมการทบทวน OECD Guidelines ที่มีเรื่องสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะและมีการกล่าวอ้างอิงถึงกฎหมายและมาตรฐานระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้อง
อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยได้เข้าร่วมกับตราสารระหว่างประเทศที่เป็น soft law เกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมมาโดยตลอด ตั้งแต่ปฏิญญาริโอฯ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน (SDG) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นกฎหมายอย่างอ่อน หรือ soft law
ส่วนกฎหมายหรือมาตรการบังคับ Hard law ด้านสิ่งแวดล้อมที่ไทยเข้าร่วมเป็นภาคี เช่น UNFCCC, ความตกลงปารีส (Paris Agreement), อนุสัญญาว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ อนุสัญญาว่าด้วยการเข้าถึงข้อมูล การมีส่วนร่วม และการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และการป้องกันไม่ให้พื้นที่เป็นทะเลทราย ซึ่งไทยเป็นภาคีทั้งหมด ไทยมีความพยายามปรับปรุงแก้ไขกฎหมายหลายฉบับ นอกจากนี้ยังมีการประชุม COP ที่เป็นการประชุมภาคีอนุสัญญาด้วย ซึ่งแม้ไม่ใช่การทบทวนนโยบายและกฎหมายโดยตรง แต่อย่างน้อยเป็นการเปิดเผยว่าแต่ละประเทศดำเนินการอะไรไปแล้วบ้าง สุดท้ายคือ มาตรฐาน ISO โดยสรุปแล้ว แม้กฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมจะไม่มีการทบทวนในแบบของกฎหมายแรงงานและกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค แต่กรอบของ OECD ก็ผูกพันประเทศไทยให้ต้องปฏิบัติตาม
นอกจากนี้ยังมีการทบทวนกฎหมายอื่น ๆ เช่น พ.ร.บ. ค้ามนุษย์ ซึ่งมีการทบทวนและให้ความเห็นค่อนข้างเป็นบวก แต่ปัญหาหลักคือการบังคับใช้ยังไม่มีประสิทธิภาพ ส่วนที่สองคือ พ.ร.บ. ความเท่าเทียมทางเพศ พ.ศ. 2558 พบว่าสอดคล้องกับอนุสัญญาว่าด้วยการขจัดการเลือกปฏิบัติต่อสตรีทุกรูปแบบ (CEDAW)
สุดท้ายคือ ประมวลวิธีพิจารณาความทางอาญา หรือ ป.วิอาญา ต้องมีการคุ้มครองสิทธิของ NGO หรือภาคประชาสังคม แต่ขณะนี้ยังไม่มีกฎหมายต่อต้านการฟ้องปิดปาก (Anti-SLAPP Law) โดยตรง แม้จะมีข้อบทใน ป.วิอาญา ที่คุ้มครองอยู่ก็ตาม แต่ตัวบท และ guideline ไม่มีความชัดเจน จึงจำเป็นต้องมีกฎหมายเฉพาะขึ้นมา
สรุปแล้วกฎหมายส่วนใหญ่สอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในรายละเอียดแล้วพบว่าสิทธิบางอย่างยังคงถูกจำกัด เช่น สิทธิของแรงงานข้ามชาติ เป็นต้น
ถึงกระนั้น การปฏิบัติตามกฎหมายภายในอย่างเดียวไม่เพียงพอ สิทธิบางอย่างไม่ปรากฏในกฎหมายระดับ พ.ร.บ. เลย จึงจำเป็นต้องปฏิบัติตามกฎหมายระหว่างประเทศอื่น ๆ
หากดูกฎหมายทั้ง EU และประเทศต่าง ๆ ใน EU พบว่า เค้าโครงกฎหมาย HRDD ค่อนข้างไปในทิศทางเดียวกัน
ข้อเสนอการออกกฎหมาย HREDD ของไทยควรมี 6 ขั้นตอนตามกฎหมาย HREDD ได้แก่ (1) การผนวกแนวปฏิบัติทางธุรกิจที่มีความรับผิดชอบเข้าไปในนโยบายและระบบการจัดการ (2) การระบุและประเมินผลกระทบด้านลบที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงาน ห่วงโซ่อุปทาน และความสัมพันธ์ทางธุรกิจ (3) การยุติ ป้องกัน หรือบรรเทาผลกระทบด้านลบ (4) การติดตามและประเมินผลการดำเนินการ (5) การสื่อสารถึงแนวทางการจัดการผลกระทบ และ (6) การจัดให้มีหรือร่วมมือในการเยียวยาเมื่อเหมาะสม
ต่อมาคือกฎหมายควรจะครอบคลุมถึงไหนจะทำตั้งต้นน้ำยันปลายน้ำ หรือดูแค่ห่วงโซ่อุปาน (supply chain) ซึ่งในส่วนของห่วงโซ่คุณค่า (value chain) จะครอบคลุมทั้งหมดเลย แต่หากเป็นแค่ SC จะดูไม่ครบ ต่อมากฎหมายฉบับนี้ควร…หรือไม่รวม HRDD หรือ HREDD แต่จริง ๆ แล้วสิ่งแวดล้อมเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว มาตรฐานของ UNDP กำหนดว่าต้องคุ้มครองสิทธิทุกประการ แต่หากมาดู CSDDD จะจำกัดรายละเอียดแค่สิทธิ 16 ประการ ต่อมาคือขั้นต่ำที่ภาคธุรกิจต้องทำคืออะไร ต่อมาบริษัทอะไรควรมีหน้าที่ในการจัดทำ HRDD หากดู UNGP คือทุกบริษัทต้องทำ แต่ CSDDD กำหนดแค่บริษัทขนาดใหญ่มากต้องทำ แต่ก็กลับบอกว่าต้องทำทั้ง value chain ทำให้ SME หรือบริษัทเล็ก ๆ ต้องทำ HRDD ซึ่งการกำหนดให้ทำ HRDD เป็นการเพิ่มต้นทุนในการทำธุรกิจของบริษัท ดังนั้น ภาครัฐอาจต้องเข้ามาสนับสนุนภาคธุรกิจขนาดเล็กใน value chain และต้องพิจารณาว่าจะสนับสนุนให้ทำอย่างไรได้บ้างเพื่อลด cost โดยเฉพาะในส่วนของ SME ซึ่งในส่วนนี้ค่อนข้างสำคัญ
ข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคมและองค์การระหว่างประเทศ
ภาคประชาสังคมและองค์หรระหว่างประเทศที่เข้าร่วมการประชุมหารือในครั้งนี้ได้มข้อสังเกตและข้อเสนอแนะหลากหลายประเด็นต่อผู้ดำเนินการร่างกฎหมาย mHRDD ในหลายประเด็น ซึ่งสามารถแบ่งออกเป็นประเด็นได้ดังนี้
1) ความสอดคล้องของกฎหมายภายในกับมาตรฐานระหว่างประเทศ
หลายโครงการของรัฐในประเทศไทยได้รับการกู้และสนับสนุนจากต่างประเทศ ทำให้เกิดความจำเป็นในการเพิ่มมาตรการตรวจสอบภายในภาครัฐโดยเฉพาะในด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อมที่มีการละเมิดอยู่ในระดับสูง นอกจากนี้ กฎหมายภายในควรมีความสอดคล้องกับมาตรฐานระหว่างประเทศ เนื่องจากประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญาที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับ ICCPR และ ICESCR รวมถึงอนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนอื่นอีกหกฉบับ รวมเป็นทั้งหมดแปดฉบับ
2) การตรวจสอบและการประเมินผลกระทบ
องค์กรระหว่างประเทศอย่าง ILO ได้ดำเนินการตรวจสอบทั้งในเชิงกฎหมายและการปฏิบัติในประเด็น ILO87/98 แม้ว่าไทยจะไม่ได้เป็นสมาชิกในส่วนนี้ แต่ก็ยังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องการปฏิบัติ จึงมีความจำเป็นที่ต้องบังคับใช้แนวทาง HRDD (Human Rights Due Diligence) กับธุรกิจข้ามพรมแดน ทั้งสำหรับบริษัทที่เข้ามาลงทุนในไทยและบริษัทไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ แม้จะเป็นเรื่องท้าทายแต่มีความสำคัญอย่างยิ่ง
ในด้านการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยใช้กระบวนการ EIA (Environmental Impact Assessment) และ EHIA ซึ่งมักจะจำกัดอยู่ในช่วงการก่อสร้างและการดำเนินงาน จึงควรมีการบูรณาการ HRDD เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการประเมิน เพื่อให้มีการตรวจสอบผลกระทบในทุกขั้นตอนอย่างครอบคลุม นอกจากนั้น หลักการวิเคราะห์ผลกระทบตลอดวงจรชีวิต (LCA) ควรถูกนำมาประเมินตั้งแต่ขั้นตอนการวางแผนจนถึงการใช้งานจริง เพื่อวัดผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ
3) สิทธิขั้นพื้นฐานและการคุ้มครองกลุ่มเปราะบาง
นอกจากประเด็นสิ่งแวดล้อมแล้ว การคุ้มครองสิทธิเด็กและสิทธิของกลุ่มเปราะบางก็เป็นประเด็นที่สำคัญ กฎหมายสิทธิมนุษยชนที่มีอยู่ควรครอบคลุมประเด็นการไม่เลือกปฏิบัติ การบังคับขับไล่ และการครอบครองที่ดินของชุมชนหรือชนพื้นเมืองโดยบริษัท ซึ่งจำเป็นต้องมีการระบุบทลงโทษที่ชัดเจนทั้งในรูปแบบการปรับหรือการแถลงเป็น “blacklist” เพื่อป้องกันไม่ให้บริษัทที่ละเมิดดำเนินการลงทุนในอนาคต
ในประเด็น SLAPP (Strategic Lawsuit Against Public Participation) ปัจจุบันบทบัญญัติในกฎหมายอาญาไม่ได้ครอบคลุมและป้องกันการฟ้องปิดปากอย่างเพียงพอ จึงควรมีการออกกฎหมายเฉพาะเพื่อป้องกันการฟ้องร้องที่มีเจตนาล้มเลิกการแสดงความคิดเห็นในสังคม
4) การมีส่วนร่วมของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย และการกำกับดูแลองค์กรธุรกิจและภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
ภาคประชาสังคมได้เสนอให้กรมคุ้มครองสิทธิฯ สร้างระบบการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่ายในการยกร่างและผลักดันกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การกำกับดูแลภายในบริษัทควรรวมถึงผู้บริหารและกรรมการทุกระดับ เพื่อลดปัญหาการลอยตัวที่อาจนำไปสู่ภาวะล้มละลายและการตั้งบริษัทใหม่โดยไม่รับผิดชอบ นอกจากนี้ ที่ปรึกษาที่จัดทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ควรมีการตรวจสอบที่เป็นเทียร์อย่างเข้มงวด และกฎหมายควรครอบคลุมข้อบังคับเหล่านี้อย่างครบถ้วน
5) การลงทุนข้ามพรมแดนและการเปิดเผยข้อมูล
การลงทุนข้ามพรมแดนควรพิจารณาจากมาตรฐานสากลเป็นหลัก โดยเฉพาะในประเด็นของเขื่อนข้ามพรมแดนที่มาตรฐานอาจต่ำกว่าในประเทศไทย ข้อเสนอแนะยังรวมถึงการบังคับให้บริษัทต้องตอบกลับการร้องเรียนจากภาคประชาสังคมหรือบุคคลภายนอก พร้อมทั้งมีการบังคับเปิดเผยข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความโปร่งใสในการดำเนินธุรกิจ
ผู้แทนจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดนได้เสนอแนวทางในการจัดทำร่างกฎหมาย HRDD สำหรับประเทศไทย โดยประเด็นหลักมีดังนี้ หนึ่ง ให้ HRDD สอดคล้องกับสนธิสัญญาหลักด้านสิทธิมนุษยชน เช่น ประเด็นพันธกรณีนอกอาณาเขตที่ได้รับการรับรองใน ICESCR, UNGP, หลักการมาสทริชต์ และความเห็นทั่วไปที่ 24 ของ CESCR สอง HRDD ต้องยึดหลักทลายม่านนิติบุคคล เพื่อให้ผู้บริหารหรือกรรมการต้องรับผิดชอบ สาม บังคับให้บริษัทตอบกลับจดหมายหรือข้อร้องเรียนของภาคประชาสังคมหรือประชาชนและเปิดเผยข้อมูลต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับข้อร้องเรียน สี่ อนุญาตให้บุคคลภายนอกที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนข้ามพรมแดนสามารถร้องเรียนได้ ซึ่งสอดคล้องกับแนวทางของ NCP ในอนาคต ห้า เริ่มต้นบังคับ HRDD ใช้กับบริษัทในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทขนาดใหญ่นอกตลาดหลักทรัพย์ในบางภาคส่วน หก ควรมีระบบ social audit หรือให้บุคคลที่สามตรวจสอบการปฏิบัติ HRDD รวมถึงระบบตรวจสอบจากองค์กรภาครัฐ เจ็ด ต้องกำหนดให้มีการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนในภาวะสงครามหรือพื้นที่ขัดแย้งทางอาวุธ (Heigthening HRDD) แปด กำหนดให้มีการตั้งกองทุนฟื้นฟูเยียวยาโดยบริษัทหรือภาคธนาคารที่เกี่ยวข้องก่อนเริ่มดำเนินโครงการ
6) กำหนดให้มีระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability)
ภาคประชาสังคมเรียกร้องให้มีการนำระบบตรวจสอบย้อนกลับมาใช้กับภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในส่วนของบริษัทในตลาดหลักทรัพย์และบริษัทขนาดใหญ่บางประเภทนอกตลาดหลักทรัพย์ที่มีการนำเข้าและส่งออกสินค้าเพื่อพิสูจน์ว่ามีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อมในกระบวนการได้มาซึ่งวัตถุดิบหรือสินค้านั้น ๆ หรือไม่ ซึ่งบางบริษัทมีระบบนี้แล้ว แต่ไม่ได้มีการตรวจสอบจากภายนอกและไม่มีกลไกกำกับที่ชัดเจน
7) การตั้งศูนย์ข้อมูลและการติดตามผล
เพื่อให้การกำกับดูแลและการตรวจสอบมีประสิทธิภาพ ควรมีการจัดตั้งศูนย์ข้อมูล (Data Center) สำหรับการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลของบริษัทที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งมีระบบการระบุชื่อและการชี้นำ (naming และ shaming) สำหรับบริษัทที่มีการละเมิด สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความรับผิดชอบและการปรับปรุงกระบวนการภายในองค์กร
8) แนวทางจากคำแนะนำระหว่างประเทศและเอกสารแนวปฏิบัติ
ข้อเสนอแนะเหล่านี้สอดคล้องกับคำแนะนำจากคณะทำงานว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่มีต่อประเทศไทยในปี 2019 และความเห็นทั่วไปที่ 24 (General Comment No.24) ซึ่งครอบคลุมพันธกรณีนอกอาณาเขตของรัฐ การพัฒนากฎหมายสิทธิมนุษยชนในประเทศไทยควรคำนึงถึงประเด็นการไม่เลือกปฏิบัติ การบังคับขับไล่ และการครอบครองที่ดินของชุมชนหรือชนพื้นเมืองโดยบริษัท พร้อมทั้งระบุให้ชัดเจนว่าการกำกับดูแลภายในต้องมีคณะกรรมการ HRDD ที่มีบทบาทในการตรวจสอบอย่างมีประสิทธิภาพ
โดยสรุปแล้ว ความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศเน้นให้ประเทศไทยพัฒนาและปรับปรุงกฎหมายภายในให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากลในหลายด้าน ตั้งแต่การตรวจสอบภายในภาครัฐและองค์กรธุรกิจ การบูรณาการ HRDD ในกระบวนการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน ไปจนถึงการสร้างระบบเปิดเผยข้อมูลและการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน ทั้งหมดนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างความโปร่งใสและความรับผิดชอบในการลงทุนและการดำเนินงานของภาคธุรกิจ รวมทั้งให้การคุ้มครองสิทธิของประชาชนและกลุ่มเปราะบางอย่างทั่วถึงในระดับชาติและข้ามพรมแดน
ความร่วมมือระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม ถือเป็นกุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงนี้ เพื่อให้ประเทศไทยสามารถก้าวสู่มาตรฐานสากลและเป็นประเทศที่ยั่งยืนในด้านสิทธิมนุษยชนและการรักษาสิ่งแวดล้อมในระยะยาว
สามารถอ่านสไลด์นำเสนอสำหรับผู้วิจัยได้ที่

Leave a comment