จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย

เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568

เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า

เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน

ประเด็นสำคัญและผลกระทบ

นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง

  • เขื่อนพลังงานน้ำในแม่น้ำโขงและสาขาของแม่น้ำ รวมถึงโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศอย่างมาก เช่น การเปลี่ยนแปลงการไหลของน้ำ การสูญเสียตะกอน และมลพิษทางน้ำ ซึ่งส่งผลให้ปริมาณปลาและความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ชุมชนที่ต้องพึ่งพาแม่น้ำโขงในการดำรงชีวิตต้องเผชิญกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นของภาวะทุพโภชนาการและโรคติดต่อทางน้ำ
  • การก่อสร้างเขื่อนและการเวนคืนที่ดินเพื่อโครงการอุตสาหกรรม ส่งผลให้ประชาชนต้องอพยพออกจากพื้นที่ ทำให้เกิดความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคม และทำให้ครอบครัวหลายครอบครัวตกอยู่ในความยากจน อีกทั้งยังเป็นการทำลายอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมของชุมชน
  • ของเสียที่เป็นพิษจากการทำเหมืองและกิจกรรมอุตสาหกรรมได้ก่อให้เกิดมลพิษในแหล่งน้ำ โดยมีโลหะหนักและสารอันตรายอื่น ๆ ปนเปื้อน ส่งผลให้เกิดโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็ง ความผิดปกติทางระบบประสาท และปัญหาพัฒนาการ โดยเฉพาะในเด็กและสตรีมีครรภ์
  • มลพิษทางอากาศจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน เช่น โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาใน สปป.ลาว ซึ่งดำเนินการโดยนักลงทุนไทย ได้ถูกเชื่อมโยงกับโรคทางเดินหายใจในภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดน่าน นอกจากนี้ การปล่อยมลพิษจากโรงไฟฟ้ายังทำให้เกิดฝนกรด ซึ่งสร้างความเสียหายต่อพืชผล เกิดการปนเปื้อนในแหล่งน้ำ และส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำ

การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าในการควบคุมการลงทุนโดยตรงของไทย

ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการกำกับดูแลการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม ตัวอย่างความคืบหน้ามีดังนี้

  • คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) และผู้ตรวจการแผ่นดิน ได้ตรวจสอบกรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน เช่น โครงการเขื่อน เขตเศรษฐกิจพิเศษ และการทำเกษตรกรรมเชิงอุตสาหกรรม
  • การดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP on BHR) ประเทศไทยเป็นประเทศแรกในเอเชียที่รับรองแผนนี้หลังจากการทบทวนสิทธิมนุษยชนโดยคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในปี 2559 โดยมีการกำหนดให้การลงทุนข้ามพรมแดนเป็นหนึ่งในประเด็นหลัก
  • สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กำหนดให้บริษัทที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ต้องจัดทำรายงาน 56-1 One Report ซึ่งรวมถึงหลักเกณฑ์ด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล (ESG)

แม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Tb-EHIA) ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย

ข้อกังวลหลัก

  1. ไม่มีมาตรการป้องกันที่เพียงพอ – หลายโครงการได้รับอนุมัติโดยไม่มีการประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ครอบคลุม
  2. ชุมชนได้รับผลกระทบโดยไม่มีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจ – หลายชุมชนไม่ได้รับข้อมูลที่จำเป็นและไม่มีโอกาสแสดงความคิดเห็นก่อนที่โครงการจะเริ่มดำเนินการ
  3. การชดเชยและการสนับสนุนไม่เพียงพอ – ผู้ที่ถูกอพยพจากพื้นที่ไม่ได้รับค่าชดเชยที่เหมาะสม และสูญเสียโอกาสในการทำมาหากิน
  4. นักปกป้องสิทธิและนักกิจกรรมเผชิญกับการคุกคาม – ผู้ที่รณรงค์ต่อต้านโครงการที่มีผลกระทบเชิงลบต้องเผชิญกับการข่มขู่และความรุนแรง
  5. ไม่มีมาตรการทางกฎหมายในการเอาผิดบริษัทแม่และผู้ถือหุ้น – ปัจจุบันไม่มีกรอบกฎหมายที่สามารถบังคับให้บริษัทแม่รับผิดชอบต่อการกระทำของบริษัทย่อยในต่างประเทศ

ข้อเสนอแนะ

เราเรียกร้องให้ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติผลักดันให้รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้

  • แก้ไขรัฐธรรมนูญไทยให้รับรองสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่ดี
  • ออกกฎหมายกำหนดให้โครงการลงทุนที่มีผลกระทบข้ามพรมแดนต้องมีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพข้ามพรมแดน (Tb-EHIA)
  • บังคับใช้หลักการ piercing corporate veil เพื่อให้บริษัทแม่ต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของบริษัทย่อย
  • จัดตั้งกลไกรับเรื่องร้องเรียน (Operational Grievance Mechanism – OGM) เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบสามารถร้องเรียนได้
  • ผลักดันให้มีการจัดทำอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการควบคุมกิจกรรมของบรรษัทข้ามชาติ

เราพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนนี้

สามารถอ่านจดหมายฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่นี่