ฝายดักตะกอน: ฟังเสียงชุมชนและศึกษาEIAให้รอบด้านก่อนคิดจะทำ

The Mekong Butterfly

สถานการณ์ปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ตั้งแต่มีการตรวจพบในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา จนถึงผลการตรวจล่าสุดในเดือนมิถุนายน 2568 ยังไม่มีทีท่าว่าจะปัญหาการปนเปื้อนจะเบาบางลง แนวทางการแก้ไขปัญหาหนึ่ง ที่ภาครัฐมีการนำเสนออย่างรวดเร็ว คือ “โครงการสร้างฝายดักตะกอน” ซึ่งปรากฎข้อมูลบางส่วนในเอกสาร โครงการก่อสร้างฝายดักตะกอนเพื่อแก้ไขปัญหากรณีพบสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานใน “แม่นํ้ากก” ระยะเร่งด่วน ของกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งประกอบด้วยโครงสร้างหลัก 3 ส่วน ได้แก่  ฝายดักตะกอน, ประตูน้ำ และการขุดลอกหนองน้ำสาธารณะเพื่อจะนำมาใช้บำบัดสารพิษ โครงการนี้จะครอบคลุมตั้งแต่เขตต้นน้ำกกใน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ตลอดลำน้ำผ่านอำเภอเมืองเชียงราย จนไปถึงปลายน้ำกกที่ อ.เชียงแสน จ.เชียงราย ระยะประมาณ 120 กิโลเมตร ด้วยมูลค่าการก่อสร้างรวม 8,616 ล้านบาท และงบประมาณบำรุงรักษาอีกปีละ 295 ล้านบาท เอกสารโครงการไม่ได้ให้รายละเอียดของภาพรวมทั้งหมด

ที่จะสามารถวิเคราะห์ได้ถึงประสิทธิภาพของการดักจับสารโลหะหนัก เมื่อเทียบกับงบประมาณเกือบหมื่นล้านบาท (ในที่นี้จะยังไม่ตั้งคำถามในประเด็น ค่าใช้จ่ายในการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนนี้ ควรเป็นภาระงบประมาณของไทยหรือไม่) กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงจึงได้พัฒนาแผนภูมิรวมขององค์ประกอบต่าง ๆ และแสดงตามภาพที่ 1 

เป็นที่น่าสังเกตุว่า กรมทรัพยากรน้ำ ไม่ได้กล่าวถึงกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนและการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม ถึงแม้ว่าโดยลักษณะโครงการย่อย ๆ นั้น จะไม่เข้าหลักเกณฑ์การจัดทำรายงานก็ตาม แต่เมื่อรวมเป็นโครงการชุดเดียวกันด้วยงบประมาณเกือบหมื่นล้านนั้น สมควรที่จะต้องมีการศึกษาให้รอบด้าน ว่าจะไม่สร้างปัญหาสิ่งแวดล้อมใหม่ ๆ ต่อเนื่องตามมา หรือ เป็นการแพร่การปนเปื้อนโลหะหนักไปยังพื้นที่อื่น รวมทั้งการประเมินประสิทธิภาพและความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ ดังนั้นมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ รัฐบาลต้องให้มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการรับฟังความเห็นของประชาชนให้สมบูรณ์ก่อน เพื่อสนับสนุนเหตุผลนี้ กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงจะได้ตั้งประเด็นคำถามบางประการต่อองค์ประกอบของโครงการในด้านต่าง ๆ ดังนี้ 

องค์ประกอบแรกคือ ประตูระบายน้ำ (ภาพที่ 2 และ 3) ที่จะสร้างบนลำน้ำกกนั้น ไม่ได้มีโครงสร้างเป็นประตูระบายน้ำเช่นเดียวกับในคลองชลประทาน ดังภาพในเอกสารของกรมทรัพยากรน้ำ หากแต่จะมีโครงสร้างเช่นเดียวกับฝายเชียงราย ซึ่งจะติดตั้งบานประตูปิดเปิดน้ำขนาดใหญ่ และการสร้างคันดินควบคุมการไหลของน้ำ ประตูระบายน้ำจะทำหน้าที่สำคัญให้น้ำที่ไหลผ่านฝายดักตะกอน มีความเร็วช้าลง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพของกล่อง Activate carbon และการตกตะกอนหน้าฝาย รวมทั้งยกระดับน้ำเพื่อระบายน้ำเข้าพื้นที่แก้มลิง หากไม่มีประตูน้ำ จะส่งผลให้ระบบการกำจัดสารพิษของฝายดักตะกอนและแก้มลิงไม่สามารถทำงานได้

แต่การออกแบบสร้างประตูระบายน้ำแบบขั้นบันใดมากถึง 13 แห่ง ตลอดความยาวลำน้ำกก ตั้งแต่ชายแดนไทย-เมียนมา จนไปออกแม่น้ำโขงนั้น จะทำให้แม่น้ำกกทั้งสาย แปรสภาพจากแม่น้ำที่ไหลกลายเป็นอ่างเก็บน้ำ ซึ่งส่งผลต่อการใช้ประโยชน์ของชุมชนและระบบนิเวศแม่น้ำกกโดยตรง นอกจากนี้ บทเรียนของพนังกั้นน้ำของฝายเชียงรายแตกในเดือนสิงหาคมและกันยายน ปี 2567 ส่งผลให้น้ำกกทะลักเข้าสู่พื้นที่ชุมชนอย่างรวดเร็ว ได้สร้างความสูญเสียอย่างมหาศาล ขณะที่พนังกั้นน้ำของประตูน้ำทั้ง 13 แห่ง จะเป็นเสมือนระเบิดเวลาให้กับชุมชนใกล้เคียง ซึ่งแทบจะไม่สามารถป้องกันความเสียหายได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประตูน้ำตัวที่ 7 – 13 จากอำเภอเมืองเชียงรายไปถึงอำเภอเชียงแสนนั้น จะสร้างบนแม่น้ำกกที่มีลักษณะคดเคี้ยวและความลาดชันต่ำมากเพียง 1:0.4 จะส่งผลต่อเนื่องให้การระบายน้ำตามธรรมชาติต้องใช้เวลามากขึ้น และจะส่งผลต่อเนื่องต่อความเสี่ยงน้ำท่วมในบริเวณประตูน้ำ ในระยะเวลาที่นานขึ้นหรือไม่

องค์ประกอบที่ 2 คือ ฝายดักตะกอน (ภาพที่ 4) ถูกออกแบบก่อสร้างไว้ 10 แห่ง ในแม่น้ำกกตั้งแต่ชายแดนไทย-พม่าจนถึงเขต อำเภอเมืองเชียงราย จากข้อมูลในเอกสารโครงการ ทำให้เห็นว่า พื้นที่หน้าตัดของกล่อง Activate Carbon มีประมาณ 13.89% ของพื้นที่หน้าตัดลำน้ำ ในกรณีที่ลำน้ำลึก 4  เมตร และฝายดักตะกอนติดตั้งที่ระดับ 2 เมตรจากท้องน้ำ ซึ่งแบ่งตะกอนได้ 3 ส่วน ได้แก่

ตะกอนกลุ่มที่ 1 ส่วนนี้จะไหลผ่านฝายไป

ตะกอนกลุ่มที่ 2 จะถูกดักจับสารพิษ ด้วยพื้นที่หน้าตัด 13.89% ยังไม่มีรายละเอียดว่าสามารถดูดซับสารพิษได้ปริมาณเท่าใด และอัตราการอุดตันของกล่อง Activate Carbon จะใช้เวลานานเท่าไหร่ ที่จะต้องเปลี่ยนใหม่ 

ตะกอนกลุ่มที่ 3 จะตกตะกอนด้านเหนือฝาย มีการสะสมของสารพิษในปริมาณที่สูง การขุดลอกนำไปทิ้งในรัศมี 100 กิโลเมตร ยังไม่มีรายละเอียดพื้นที่ทิ้ง และวิธีการกำจัดหรือควบคุมการปนเปื้อนไปสู่สิ่งแวดล้อม

ถึงแม้ว่าแบบก่อสร้างในแต่ละแห่ง จะมีความแตกต่างไปจากแบบที่นำเสนอในเอกสารโครงการ แต่การประเมินประสิทธิภาพการดักจับโลหะหนัก และจัดการตะกอนยังเป็นสิ่งที่ไม่มีรายละเอียดใด ๆ ในขณะนี้ รวมทั้งการออกแบบโครงสร้างที่ฝายดักตะกอนสามารถพังได้เองในบางกรณี ซึ่งหากมีการพังของฝายดักตะกอน จนส่งผลให้เกิดการแพร่กระจายของตะกอนที่มีความเข้มข้นของสารโลหะหนักในปริมาณที่สูงมากด้านท้ายน้ำ ยังไม่มีข้อมูลว่าจะมีแนวทางจัดการปัญหานี้อย่างไร

องค์ประกอบที่ 3 คือ พื้นที่แก้มลิงรวม 514 ไร่ (ภาพที่ 5 และ 6) โดยใช้พื้นที่หนองน้ำสาธารณะประโยชน์ หรือพื้นที่ชุ่มน้ำนำมาทำเป็นแก้มลิงในโครงการนี้ พื้นที่แก้มลิงสามารถรับน้ำนำมาบำบัดฟื้นฟูได้จำนวนหนึ่ง โดยทดลองทางเลือกการขุดลอกเบื้องต้นไว้ 2 กรณีคือ

  1. ถ้าขุดลึก 3 เมตร มีปริมาตรรวม 2,476,800 ลูกบาศ์กเมตร
  2. ถ้าขุดลึก 6 เมตร มีปริมาตรรวม 4,953,600 ลูกบาศ์กเมตร

ในขณะที่ปริมาณน้ำท่าแม่น้ำกก วัดที่สถานีสะพานพ่อขุนเม็งรายมหาราช (บริเวณประตูน้ำ แห่งที่ 5) ปี 2567 ประมาณ  3,498,555,456 ลูกบาศ์กเมตร (ไม่รวมน้ำจากน้ำแม่ลาว) ดังนั้น พื้นที่แก้มลิง ที่ขุดลึก 3 เมตร สามารถบำบัดน้ำได้ร้อยละ 0.07% ของปริมาณน้ำท่าปี 2567 หรือ พื้นที่แก้มลิง ที่ขุดลึก 6 เมตร สามารถบำบัดน้ำได้ร้อยละ 0.14% ของปริมาณน้ำท่าปี 2567

การจัดการแก้มลิงของโครงการ ยังคงมีประเด็นคำถาม เช่น 

  1. หนองน้ำสาธารณะหรือแก้มลิงแต่ละแห่งนั้น มีการใช้ประโยชน์เดิมอย่างไร และมีสถานะอย่างไรในระบบนิเวศรวมของลุ่มน้ำกก
  2. แก้มลิงแต่ละแห่งจะมีการขุดลอกอย่างไร และสร้างพนังสูงเท่าไหร่
  3. การบำบัดสารพิษโดยการใช้พืชน้ำดูดซับสารพิษ ต้องใช้เวลาให้น้ำขังในแก้มลิงนานเท่าไหร่ จึงจะสามารถระบายออกและให้น้ำใหม่เข้ามาแทนที่ได้
  4. การขุดลอกตะกอนนำไปทิ้งในรัศมี 100 กิโลเมตร ยังไม่มีรายละเอียดพื้นที่ทิ้ง และวิธีการกำจัดหรือควบคุมการปนเปื้อนไปสู่สิ่งแวดล้อม

ปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ถึงแม้จะเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่มีความรุนแรงมาก แต่การเลือกใช้วิธีการก่อสร้างที่ใช้งบประมาณสูงมาก ไม่สมควรจะพิจารณาก่อสร้างไปอย่างเร่งรีบ โดยที่ยังไม่มีกระบวนการรับฟังความเห็นของชุมชนในทุก ๆ พื้นที่ และยังไม่มีการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมอย่างสมบูรณ์ ไม่เช่นนั้นภาครัฐจะเป็นอีกกลไกหนึ่ง ของการเพิ่มปัญหาการปนเปื้อนและแพร่กระจายสารโลหะหนักไปทั่วลุ่มน้ำกก และทำลายฐานทรัพยากรของชุมชนและระบบนิเวศลุ่มน้ำกกที่ไม่อาจหวนคืนได้อีกเลย