Category: Dams
-

20 ปีที่สายน้ำสาละวินยังต้องสู้ แม้ต้านเขื่อนได้ แต่มิอาจหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพิษเหมือง
เช้าตรู่ของวันที่ 14 มีนาคม 2568 ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ณ บ้านสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อากาศยังเย็นสบายจากที่เมื่อคืนมีฝนตกหนักกอปรกับสายลมยามเช้า เสียงเด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านสบเมยและโรงเรียนอื่น ๆ จากหลายพื้นที่ที่มาร่วมแสดงพลังดังก้องไปตามทาง พวกเขาร้องเพลง “Salween in the World, River Never Die” ด้วยเสียงใส ๆ ไปพร้อมกับชูป้ายผ้ารณรงค์สามภาษา – ไทย อังกฤษ และกะเหรี่ยง – ที่เขียนข้อความเด่นชัด “No Dam”,“Save Salween” ,“Rights of Rivers สิทธิแม่น้ำ” และ “ไม่เอาเขื่อน” เด็ก ๆ เดินเท้าจากโรงเรียนลงไปยังหาดทรายกว้างใหญ่ที่สองสายน้ำคือเมยและสาละวินบรรจบกันอย่างสงบ 14 มีนาคม ปีนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมรำลึกธรรมดา แต่เป็น “วันสากลเพื่อการปกป้องแม่น้ำ” หรือ International Day of Action for Rivers เพื่อแม่น้ำสาละสิน…
-

เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินมาถึงหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่คูหาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง “กาเห็นชอบ” ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเตรียมตัวเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพูดถึงอย่างเข้มข้นในช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์และคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิ ยังมีคำถามสำคัญที่สังคมไม่ควรละเลย ก่อนจะจรดปากกาในคูหา เราจำเป็นต้องทำการบ้านร่วมกันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนออยู่นั้น เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” หรือเป็น “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง ถูกใช้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงามบนเวทีหาเสียง หรือกลายเป็นไม้ประดับที่ขาดน้ำหนักในทางปฏิบัติ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนคือรากฐานของความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคของประชาธิปไตย ที่จบลงเมื่อเราหย่อนบัตรเลือกตั้งสามใบลงในคูหา หากแต่เป็นการเดิมพันที่เกี่ยวพันโดยตรงกับชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทาง Amnesty International Thailand และ สำนักข่าว The Reporter ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเวทีเสวนาออนไลน์ “Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” โดย ฐปณีย์…
-

-

กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า
กรุงเทพฯ, 4 ธันวาคม 2568 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ชี้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเสนอแนะให้กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยผู้ร้องระบุว่า ขณะนั้นกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ กฟผ. (ผู้ถูกร้องที่ 3) กำลังจัดทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ผู้ร้องกังวลว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วมเกาะแก่งต่างๆ ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน และประชาชนขาดข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ผลกระทบ การตอบสนองต่อข้อห่วงกังวล และมาตรการป้องกันเยียวยา ผู้ร้องจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538…
-

เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน
วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ณ อาคารคชสาร โรงเรียนองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ หลังจัดเวทีลักษณะเดียวกันวานนี้ (10 พ.ย.) ณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก่อนการประชุมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายในนามเครือข่ายประชาชนปกแ้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนด้วยการชูป้ายที่มีข้อความว่า “ไม่เอาฝาย” “ยกเลิก MOU USA” “เราต้องการน้ำสะอาด ไม่ใช่ฝาย” พร้อมกันนี้ยังได้อ่านแถลงการณ์นะบุข้อความให้มีการหยุดเหมืองที่ต้นทาง ไม่เอาฝายดักตะกอน และให้มีการยกเลิก MOU แร่สำคัญที่ทำกับสหรัฐอเมริกาที่เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นตัวแทนภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำโดยมี โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับและลงนามในหนังสือ ต่อมาในเวทีการประชุม โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่าเวทีวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนเป็นหลักว่าอยากให้ทำอะไร หากอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานก็จะลงมือทำให้ทันที และหากไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบก็จะประสานต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รองอธิบดีกล่าวว่าหากเวทีวันนี้ประชาชนยืนยันไม่เอาฝายดักตะกอนก็จะไม่เดินหน้าต่อ กรมทรัพยากรน้ำเน้นเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เน้นเรื่องการก่อสร้าง เรายืนยันว่าเราจะยุติการสร้างฝายดักตะกอน จะไม่มีการสร้างฝายในขณะนี้ เพราะชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะท่าตอนเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เอา…
-

ชาวท่าตอนแสดงพลัง-จุดยืน ประสานเสียงพร้อมตะโกนและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน
เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน – ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในต.ท่าตอน กว่า 350 คน ร่วมกันแสดงจุดยืนชูป้ายที่มีข้อความหลากหลาย หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเกี่ยวกับการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอน ในเวที “การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย” โดยมีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่น… “No ฝายดักตะกอน” “ไม่เอาฝายดักตะกอน” “เยียวยาประชาชน” “ฟื้นฟูกก สาย รวก โขง สาละวิน” “จัดหาแหล่งน้ำให้ทุกภาคส่วน” “No No No MoU Critical Minerals” “ไม่เอา MoU พิษ” หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ได้มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งตัวแทนชาวบ้านหลายฝ่ายจากหลายหมู่บ้านในตำบลท่าตอนต่างลุกขึ้นมาแสดงความเห็นและความกังวลต่อการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอนทั้งข้อมูลและการศึกษาที่ไม่เดียงพอโดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตร สุขภาพ และที่ดินทำกิน สำหรับพื้นที่ที่จะกลายเป็นฝาย/บ่อดักตะกอนและลานตากตะกอน ที่แทบไม่ได้ถูกพูดถึงในการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงอีกทั้งหน่วยงานพยายามย้ำว่านี่ไม่ใช่ฝายแต่เป็นบ่อดักตะกอน และว่าหากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างบ่อดักตะกอนที่นำเสนอหน่วยงานก็จะไม่ผลักดันต่อ โดยในระหว่างการชี้แจง ชาวบ้านท่าตอนยังคงแสดงออกซึ่งความไว้ใจและยืนยันชัดเจนถึงการไม่เอาฝายดักตะกอน ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีการให้ประชาชนที่มาเข้าร่วมทำแบบสอบถามผ่านการสแกน QR Code โดยมีคำถามว่า… “ท่านเห็นว่า…
-

เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…
-

“MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม
ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน “แร่สำคัญ” ได้เกิดกระแสความกังวลในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแร่สำคัญจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าและประเทศขนส่งต่อ การอภิปรายในเวทีสาธารณะ “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้สะท้อนให้เห็นชัดจากภาคประชาสังคมและภาคการเมืองว่าแม้ภาครัฐจะกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากแร่สำคัญ แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามพื้นฐานในมิติการค้าที่โปร่งใส สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวทีเสวนาชี้ไทยกำลังกลายเป็น “ประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานแร่ของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่มีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา และยังใช้กฎหมายแร่ที่เอื้อทุนมากกว่าคุ้มครองสิทธิประชาชน สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายกำลังแปรสภาพเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครั้งใหญ่ เมื่อการตรวจคุณภาพน้ำ–ผัก–ปลา–น้ำประปา พบสารโลหะหนักต่อเนื่อง เกษตรกรไทยกว่า 14,000 ครัวเรือนต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชอาหารที่กระจายไปทั่วประเทศปราศจากระบบตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด ขณะที่ค่ามาตรฐานที่รัฐอ้างไม่เกินกำหนดนั้นไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ ในด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้…
-

บทเรียนจากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบข้ามแดนในภูมิภาคที่แสนเจ็บปวด
เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ภาคประชาสังคมและนักวิชาการจากหลากหลางองค์กร เช่น ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้พัฒนาถิ่นเชียงใหม่ คลินิกกฎหมายคณะนิติศาสตร์ มช. เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และเพจเชียงรายสนทนา ได้ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “จากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อถอดบทเรียนผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน เมียนมา และในลาว รวมถึงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน Greater Mining Sufferring: ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการเมืองในภูมิภาคที่แสนทรมานจากเหมือง ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-เมียนมา และส่งผลกระทบข้ามประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงปัญหาโลกร้อนจากการใช้แรร์เอิร์ธในเทคโนโลยีพลังงานทดแทน อาจารย์สืบสกุลชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เชียงรายหรือเมียนมา แต่ครอบคลุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ซึ่งจากแผนที่ของ Stimson…
-

กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ“รวมพลังแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนและลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนเชียงใหม่” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยภาคีสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผศ.ดร.ว่าน วิริยา หัวหน้าทีมวิจัยและตรวจวัดสารโลหะหนักกล่าวว่าการวิเคราะห์สารโลหะหนักของทีมวิจัย มช. ใช้วิธีการตรวจวัดสารโลหะหนักจาก 4 ประเภทตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน น้ำ และพืชผลทางการเกษตร โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์โลหะหนักตามมาตรฐานสากล ใช้เทคนิกเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นการตรวจวัดจากแม่น้ำทั้งสี่สานทั้งแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ในช่วงชายแดนไทย – เมียนมา และในฝั่งประเทศไทย จากแร่ธาตุทั้งหมด 27 ธาตุ คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดจากการเก็บตัวอย่าง 9 แห่ง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนที่ไม่ใช่เพียงสารหนู (As) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งแคดเมียม (Cd) แมงกานีส (Mn) และนิกเกิล (Ni) เกินค่ามาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดสารปนเปื้อนของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 8…