Category: Dams

  • “10 UNSR และ WG ส่งหนังสือจี้รัฐบาลไทย แก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน แม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมา”

    “10 UNSR และ WG ส่งหนังสือจี้รัฐบาลไทย แก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน แม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมา”

    “10 ผู้รายงานพิเศษและคณะทำงานแห่ง UN ส่งหนังสือจี้รัฐบาลไทย แก้ปัญหาวิกฤตสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน แม่น้ำกกปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองแร่ในเมียนมา” เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 ที่ผ่านมา กลุ่มผู้รายงานพิเศษ (Special Rapporteurs) และคณะทำงาน (Working Groups) ด้านสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UN) รวม 10 คณะ ได้ร่วมกันส่งหนังสือด่วนถึงรัฐบาลไทย เพื่อแสดงความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีการปนเปื้อนของสารพิษและโลหะหนักข้ามพรมแดนในลุ่มน้ำโขงตอนบน โดยเฉพาะในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ซึ่งมีต้นตอมาจากกิจกรรมการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและทองคำในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา โดยระบุว่าเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมที่กำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสิทธิมนุษยชน สุขภาพ และเศรษฐกิจของประชาชนกว่า 1 ล้านคนในจังหวัดเชียงใหม่และเชียงราย รวมถึงประชากรอีกหลายสิบล้านคนในพื้นที่ท้ายน้ำ การออกหนังสือสื่อสารสาธารณะฉบับนี้สืบเนื่องมาจากการที่ภาคประชาสังคมไทย นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) และเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันยื่นหนังสือร้องเรียนไปยังสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อขอให้กลไกพิเศษต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องของ UN เข้ามาร่วมตรวจสอบและแสดงความเห็นต่อประเด็นความเดือดร้อนดังกล่าว วิกฤตการณ์มลพิษทางน้ำนี้เริ่มส่งสัญญาณเตือนตั้งแต่เดือนเมษายน 2567 เมื่อชาวบ้านริมแม่น้ำกกในภาคเหนือของไทยพบความผิดปกติของสีน้ำที่มีความขุ่นข้นอย่างน่าสงสัย…

  • รายงาน ETOs Watch: การเสนอรายงานต่อกระบวนการทบทวนสถานการณ์สิทธิมนุษยชนโดยประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (UPR) รอบที่ 4 ของประเทศไทย
  • SUBMISSION OF THE ETOs WATCH COALITION ON FOR THE EXAMINATION OF 4th UPR FOR THAILAND
  • 20 ปีที่สายน้ำสาละวินยังต้องสู้ แม้ต้านเขื่อนได้ แต่มิอาจหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพิษเหมือง

    20 ปีที่สายน้ำสาละวินยังต้องสู้ แม้ต้านเขื่อนได้ แต่มิอาจหลีกเลี่ยงการติดเชื้อพิษเหมือง

    เช้าตรู่ของวันที่ 14 มีนาคม 2568 ริมฝั่งแม่น้ำสาละวิน ณ บ้านสบเมย อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน อากาศยังเย็นสบายจากที่เมื่อคืนมีฝนตกหนักกอปรกับสายลมยามเช้า เสียงเด็กนักเรียนจากโรงเรียนบ้านสบเมยและโรงเรียนอื่น ๆ จากหลายพื้นที่ที่มาร่วมแสดงพลังดังก้องไปตามทาง พวกเขาร้องเพลง “Salween in the World, River Never Die” ด้วยเสียงใส ๆ ไปพร้อมกับชูป้ายผ้ารณรงค์สามภาษา – ไทย อังกฤษ และกะเหรี่ยง – ที่เขียนข้อความเด่นชัด “No Dam”,“Save Salween” ,“Rights of Rivers สิทธิแม่น้ำ” และ “ไม่เอาเขื่อน” เด็ก ๆ เดินเท้าจากโรงเรียนลงไปยังหาดทรายกว้างใหญ่ที่สองสายน้ำคือเมยและสาละวินบรรจบกันอย่างสงบ 14 มีนาคม ปีนี้ไม่ใช่เพียงแค่กิจกรรมรำลึกธรรมดา แต่เป็น “วันสากลเพื่อการปกป้องแม่น้ำ” หรือ International Day of Action for Rivers เพื่อแม่น้ำสาละสิน…

  • เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย

    เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย

    อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินมาถึงหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่คูหาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง “กาเห็นชอบ” ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเตรียมตัวเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพูดถึงอย่างเข้มข้นในช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์และคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิ ยังมีคำถามสำคัญที่สังคมไม่ควรละเลย ก่อนจะจรดปากกาในคูหา เราจำเป็นต้องทำการบ้านร่วมกันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนออยู่นั้น เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” หรือเป็น “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง ถูกใช้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงามบนเวทีหาเสียง หรือกลายเป็นไม้ประดับที่ขาดน้ำหนักในทางปฏิบัติ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนคือรากฐานของความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคของประชาธิปไตย ที่จบลงเมื่อเราหย่อนบัตรเลือกตั้งสามใบลงในคูหา หากแต่เป็นการเดิมพันที่เกี่ยวพันโดยตรงกับชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทาง Amnesty International Thailand และ สำนักข่าว The Reporter ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเวทีเสวนาออนไลน์ “Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” โดย ฐปณีย์…

  • รายงานการศึกษาการประเมินประสิทธิภาพของศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ (National Contact Point: NCP) ผ่านโครงการขนาดใหญ่ที่มีการลงทุนไทยข้ามพรมแดนเข้าไปเกี่ยวข้อง
  • กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า

    กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า

    กรุงเทพฯ, 4 ธันวาคม 2568 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ชี้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเสนอแนะให้กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยผู้ร้องระบุว่า ขณะนั้นกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ กฟผ. (ผู้ถูกร้องที่ 3) กำลังจัดทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ผู้ร้องกังวลว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วมเกาะแก่งต่างๆ ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน และประชาชนขาดข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ผลกระทบ การตอบสนองต่อข้อห่วงกังวล และมาตรการป้องกันเยียวยา ผู้ร้องจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538…

  • เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน

    เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน

    วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ณ อาคารคชสาร โรงเรียนองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ หลังจัดเวทีลักษณะเดียวกันวานนี้ (10 พ.ย.) ณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก่อนการประชุมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายในนามเครือข่ายประชาชนปกแ้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนด้วยการชูป้ายที่มีข้อความว่า “ไม่เอาฝาย” “ยกเลิก MOU USA” “เราต้องการน้ำสะอาด ไม่ใช่ฝาย” พร้อมกันนี้ยังได้อ่านแถลงการณ์นะบุข้อความให้มีการหยุดเหมืองที่ต้นทาง ไม่เอาฝายดักตะกอน และให้มีการยกเลิก MOU แร่สำคัญที่ทำกับสหรัฐอเมริกาที่เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นตัวแทนภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำโดยมี โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับและลงนามในหนังสือ ต่อมาในเวทีการประชุม โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่าเวทีวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนเป็นหลักว่าอยากให้ทำอะไร หากอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานก็จะลงมือทำให้ทันที และหากไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบก็จะประสานต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รองอธิบดีกล่าวว่าหากเวทีวันนี้ประชาชนยืนยันไม่เอาฝายดักตะกอนก็จะไม่เดินหน้าต่อ กรมทรัพยากรน้ำเน้นเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เน้นเรื่องการก่อสร้าง เรายืนยันว่าเราจะยุติการสร้างฝายดักตะกอน จะไม่มีการสร้างฝายในขณะนี้ เพราะชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะท่าตอนเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เอา…

  • ชาวท่าตอนแสดงพลัง-จุดยืน ประสานเสียงพร้อมตะโกนและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน

    ชาวท่าตอนแสดงพลัง-จุดยืน ประสานเสียงพร้อมตะโกนและแสดงออกเชิงสัญลักษณ์ “ไม่เอาฝายดักตะกอน

    เมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน – ณ ห้องประชุมองค์การบริหารส่วนตำบลท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ชาวบ้านจากหลายหมู่บ้านในต.ท่าตอน กว่า 350 คน ร่วมกันแสดงจุดยืนชูป้ายที่มีข้อความหลากหลาย หลังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องชี้แจงเกี่ยวกับการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอน ในเวที “การประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำในพื้นที่แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย” โดยมีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเช่น… “No ฝายดักตะกอน” “ไม่เอาฝายดักตะกอน” “เยียวยาประชาชน” “ฟื้นฟูกก สาย รวก โขง สาละวิน” “จัดหาแหล่งน้ำให้ทุกภาคส่วน” “No No No MoU Critical Minerals” “ไม่เอา MoU พิษ” หลังจากที่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ข้อมูลเรียบร้อยแล้ว ได้มีการเปิดเวทีรับฟังความเห็น ซึ่งตัวแทนชาวบ้านหลายฝ่ายจากหลายหมู่บ้านในตำบลท่าตอนต่างลุกขึ้นมาแสดงความเห็นและความกังวลต่อการสร้างฝาย/บ่อดักตะกอนทั้งข้อมูลและการศึกษาที่ไม่เดียงพอโดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม การเกษตร สุขภาพ และที่ดินทำกิน สำหรับพื้นที่ที่จะกลายเป็นฝาย/บ่อดักตะกอนและลานตากตะกอน ที่แทบไม่ได้ถูกพูดถึงในการชี้แจงของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แสดงให้เห็นถึงอีกทั้งหน่วยงานพยายามย้ำว่านี่ไม่ใช่ฝายแต่เป็นบ่อดักตะกอน และว่าหากประชาชนในพื้นที่ไม่เห็นด้วยกับการสร้างบ่อดักตะกอนที่นำเสนอหน่วยงานก็จะไม่ผลักดันต่อ โดยในระหว่างการชี้แจง ชาวบ้านท่าตอนยังคงแสดงออกซึ่งความไว้ใจและยืนยันชัดเจนถึงการไม่เอาฝายดักตะกอน ในช่วงท้ายของการประชุม ได้มีการให้ประชาชนที่มาเข้าร่วมทำแบบสอบถามผ่านการสแกน QR Code โดยมีคำถามว่า… “ท่านเห็นว่า…

  • เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD

    เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…