เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาชนด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน นำโดยคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) พร้อมด้วยเครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ยื่นจดหมายร้องเรียนอย่างเป็นทางการต่อองค์การสหประชาชาติ โดยเรียกร้องให้มีการแทรกแซงและติดตามสถานการณ์ วิกฤตมลพิษโลหะหนักข้ามพรมแดน จากกิจกรรมเหมืองทองคำและแร่หายากในรัฐฉาน ประเทศเมียนมา ซึ่งส่งผลกระทบรุนแรงต่อ แม่น้ำกก สาย รวก และแม่น้ำโขง ในเขตภาคเหนือของไทย
จดหมายฉบับนี้จัดทำโดย คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ร่วมกับ เครือข่ายประชาชนเพื่อการพิทักษ์แม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยอ้างอิงข้อมูลจากการตรวจสอบของ กรมควบคุมมลพิษ ระหว่างเดือนมีนาคมถึงพฤษภาคม 2568 ที่พบสารหนูและโลหะหนักในระดับเกินมาตรฐานในหลายจุดของแม่น้ำสายหลัก และยังพบการปนเปื้อนลงสู่แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแม่น้ำสายระหว่างประเทศที่มีความสำคัญระดับภูมิภาค
จดหมายระบุว่า เหมืองที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วในรัฐฉาน โดยเฉพาะในพื้นที่เมืองมองสาดและมองยอ ซึ่งตั้งอยู่บริเวณต้นน้ำของแม่น้ำกกและแม่น้ำสาย มีลักษณะเป็นการทำเหมืองแบบเปิด (open-pit) ที่ขาดมาตรการควบคุมและกำกับดูแลที่เพียงพอ ส่งผลให้ตะกอนปนเปื้อนโลหะหนักไหลลงสู่แม่น้ำข้ามแดนโดยตรง ทั้งยังพบว่าการดำเนินงานส่วนใหญ่อยู่ภายใต้การสนับสนุนของทุนจีน
ตัวแทนเครือข่ายประชาชนระบุว่า วิกฤตดังกล่าวได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิต สุขภาพ และสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนริมน้ำในจังหวัดเชียงรายจำนวนมาก ซึ่งไม่สามารถใช้น้ำเพื่ออุปโภคบริโภคหรือประกอบอาชีพได้อย่างปลอดภัย พร้อมแสดงความวิตกต่อผลกระทบในระยะยาวจากการสะสมของโลหะหนักในตะกอน และการขยายตัวของมลพิษเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร
นอกจากนี้ จดหมายยังแสดงความกังวลว่าเขื่อนปากแบง ซึ่งกำลังก่อสร้างใน สปป.ลาว และตั้งอยู่ปลายน้ำ อาจกลายเป็นแหล่งสะสมตะกอนปนเปื้อนขนาดใหญ่ในอนาคต และอาจกลายเป็น “ระเบิดเวลา” ทางสิ่งแวดล้อมของลุ่มน้ำโขงตอนล่าง
ผู้จัดทำจดหมายวิพากษ์การตอบสนองของภาครัฐไทยว่า ยังไม่สามารถจัดการต้นตอของปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยังขาดกลไกทางการทูตที่จริงจังกับทั้งรัฐบาลทหารเมียนมาและรัฐบาลจีน ในการควบคุมกิจกรรมการทำเหมืองในต้นน้ำ นอกจากนี้ยังมีข้อวิจารณ์ต่อข้อเสนอของรัฐในการสร้างฝายดักตะกอนว่าอาจไม่สามารถแก้ปัญหาสารปนเปื้อนในน้ำได้จริง
เครือข่าย ETOs Watch และภาคประชาชนจึงเรียกร้องให้หน่วยงานของสหประชาชาติ โดยเฉพาะสำนักงานข้าหลวงใหญ่เพื่อสิทธิมนุษยชน (OHCHR) จัดการประชุมหารือร่วมกับตัวแทนชุมชนและผู้เชี่ยวชาญในประเด็นนี้ โดยขอให้มีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ส่งผู้เชี่ยวชาญเข้าเก็บข้อมูลในพื้นที่ และผลักดันให้มีการเจรจาพหุภาคีในระดับภูมิภาค เพื่อให้ประเทศต้นทางของมลพิษ รวมถึงผู้ให้ทุน รับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น
จดหมายยังเน้นย้ำว่า วิกฤตนี้ไม่ใช่แค่ปัญหาสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของ สิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดน และเป็นบททดสอบสำคัญของความร่วมมือระหว่างประเทศในการสร้างความรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทานของการลงทุน โดยเฉพาะในยุคที่ธุรกิจเกี่ยวข้องกับสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของผู้คนในหลายประเทศอย่างแยกไม่ออก
อ่านจดหมายฉบับเต็มด้านล่าง

Leave a comment