เมื่อวันที่ 9 พฤศจิกายน 2568 – กลุ่มรณรงค์หยุดเงินเปื้อนเลือด หรือ Blood Money Campaign (BMC) ซึ่งเป็นแนวร่วมของนักกิจกรรมเมียนมาและองค์กรระหว่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ประณามบริษัทพลังงานไทยอย่าง ปตท.สผ. (PTTEP) และ Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ว่ามีส่วนร่วมในการส่งรายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งเมียนมาให้กับคณะเผด็จการทหารเมียนมา ซึ่งถูกกล่าวหาว่าใช้เงินดังกล่าวสนับสนุนอาชญากรรมสงครามและอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ
แถลงการณ์ดังกล่าวชี้ให้เห็นว่าหลังจากบริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่งถอนตัวจากโครงการก๊าซในเมียนมาเนื่องจากรัฐประหารเมื่อปี 2564 เช่น Petronas (เมษายน 2565), TotalEnergies (กรกฎาคม 2565) และ Chevron (เมษายน 2567) บริษัทไทยได้เข้ามารับช่วงแทน โดย PTTEP กลายเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการ Yadana (ถือหุ้น 62.963%) และ Zawtika (ถือหุ้น 80%) ร่วมกับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหาร
ขณะที่ GPM ซึ่งเป็นบริษัทร่วมทุนเอกชนไทยจากกลุ่ม Northern Gulf Petroleum ได้รับช่วงโครงการ Yetagun และเพิ่งลงนามสัญญาแบ่งปันผลผลิต (PSC) สำหรับโครงการใหม่ “มิน เย ตู” (Min Ye Thu) ในบล็อก M-10 อ่าวเมาะตะมะ เมื่อ 29 พฤษภาคม 2568 คาดเริ่มสกัดก๊าซได้ปี 2571
นอกจากนี้ PTTEP ยังลงนามบันทึกข้อตกลง (MoA) กับ MOGE เมื่อ 10 เมษายน 2568 เพื่อขยายการผลิตจาก Yadana และเมื่อ 10 ตุลาคม 2568 ได้หารือเพิ่มเติมกับรัฐมนตรีพลังงานเมียนมาเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังผลิตจาก Yadana-Zawtika รวมถึงโครงการใหม่ “อ่อง สิงขะ” (Aung Sinkha) ซึ่งอ้างว่าเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ในประเทศ แต่คาดเริ่มผลิตก๊าซได้ปี 2571
รายงานของกลุ่มจับตาพลังงานเมียนมา (Myanmar Energy Monitor) เมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่า PTTEP เป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการเหล่านี้ โดยโครง ปารYadana ผลิตก๊าซเฉลี่ย 443 ล้านลูกบาศก์ฟุตต่อวันในปี 2567
BMC ระบุว่า รายได้จาก MOGE คิดเป็น 70-80% ของรายได้รัฐบาลเมียนมา หรือหลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี ซึ่งถูกใช้ซื้ออาวุธ เครื่องบินรบ และเชื้อเพลิงสำหรับโจมตีทางอากาศต่อพลเรือน แม้สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และสวิตเซอร์แลนด์จะคว่ำบาตร MOGE ห้ามใช้ดอลลาร์ ยูโร และธุรกรรมการเงิน แต่ PTTEP ยังคงชำระเงินด้วยบาทผ่านระบบธนาคารไทย ส่งผลให้ “เงินเปื้อนเลือด” ไหลเข้าคณะทหารต่อเนื่อง
“การกระทำของ PTTEP, ปตท. และ GPM ถือเป็นการสนับสนุนทางการเงินต่ออาชญากรรมของรัฐบาลทหาร พวกเขาต้องรับผิดชอบเต็มจำนวนต่อประชาชนเมียนมาที่เป็นเหยื่อ” แถลงการณ์ระบุ พร้อมเรียกร้อง 3 ข้อหลัก ได้แก่
1. ยุติการส่งรายได้ก๊าซให้ MOGE ทันที
2. จัดเก็บเงินในบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง เพื่อป้องกันการเข้าถึงของทหาร
3. ระงับสัญญาโครงการใหม่ทั้งหมด เพื่อไม่ให้เกิด “เงินเปื้อนเลือด” เพิ่ม
ข้อมูลพื้นฐานในแถลงการณ์ชี้ว่า MOGE ถูก EU คว่ำบาตรตั้งแต่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 สหรัฐฯ ห้ามใช้ดอลลาร์ 31 ตุลาคม 2566 และสวิตเซอร์แลนด์เมื่อ 11 มีนาคม 2568 แต่บริษัทไทยยังเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องจากองค์กรเมียนมาและนานาชาติ
PTTEP วางแผนลงทุนในโครงการ Yadana-Zawtika กว่า 7,800 ล้านดอลลาร์ใน 5 ปี (2568-2572) เพื่อขยายการผลิตและลดการนำเข้า LNG แพง โดยอ้างว่าช่วยความมั่นคงพลังงานไทยและเมียนมา แต่ BMC มองว่าเป็นการขยายช่องทางสนับสนุนเผด็จการ
เนื้อหาในแถลงการณ์มีรายละเอียดดังนี้:
“แถลงการณ์เกี่ยวกับการดำเนินโครงการก๊าซธรรมชาติฉบับใหม่ของประเทศไทย ซึ่งส่งต่อเงินเปื้อนเลือดสู่คณะเผด็จการทหารอาชญากรแห่งเมียนมา
เลขที่ 11/2568
9 พฤศจิกายน, 2568
ภายหลังการพยายามก่อรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2564 บริษัทพลังงานนานาชาติหลายแห่งได้ถอนตัวออกจากโครงการน้ำมันและก๊าซธรรมชาตินอกชายฝั่งของเมียนมา ได้แก่ บริษัท Petronas จากประเทศมาเลเซีย ซึ่งถอนตัวในเดือนเมษายน 2565 บริษัท TotalEnergiesจากประเทศฝรั่งเศส ถอนตัวในเดือนกรกฎาคม 2565 และบริษัท Chevron จากประเทศสหรัฐอเมริกา ถอนตัวในเดือนเมษายน 2567
อย่างไรก็ตาม บริษัท ปตท.สผ. (PTTEP) ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ที่เป็นรัฐวิสาหกิจของไทย ได้เข้ามารับช่วงและถือหุ้นร่วมกับบริษัทวิสาหกิจน้ำมันแห่งเมียนมา (Myanmar Oil and Gas Enterprise: MOGE) แทนบริษัทที่ถอนตัวออกไป ได้แก่ TotalEnergies และ Chevron และได้กลายเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการยาดานา และ ซอติก้า นอกจากนี้ บริษัทร่วมทุนเอกชนไทย Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ยังได้ถือหุ้นแทน Petronas ร่วมกับ MOGE และเข้ามาเป็นผู้ดำเนินการหลักในโครงการเยตากุน อีกด้วย
ตามรายงานของ Myanmar Energy Monitor ลงวันที่ 12 กุมภาพันธ์ 2568 ระบุว่า ปตท.สผ. เป็นผู้ดำเนินการโครงการยาดานา โดยถือหุ้นในสัดส่วน 62.963%และเป็นผู้ดำเนินการโครงการซอติก้า โดยถือหุ้น 80%
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2568 ปตท.สผ. ได้ลงนามในร่างบันทึกข้อตกลง (MoA) กับ MOGE เพื่อความร่วมมือในการขยายการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการยาดานา
และเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2568 บริษัท Gulf Petroleum Myanmar (GPM) ได้ลงนามในสัญญาแบ่งปันผลผลิต (Production Sharing Contract) กับ MOGE เพื่อดำเนินโครงการใหม่ชื่อ “มิน เย ตู” (Min Ye Thu) ในพื้นที่สำรวจนอกชายฝั่งมะตะมะ โดย GPM เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มบริษัท Northern Gulf Petroleum ซึ่งมีฐานอยู่ในประเทศไทย
ต่อมาเมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2568 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานของคณะเผด็จการทหารเมียนมา และประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ ปตท.สผ. ได้พบปะและหารือเพิ่มเติมเกี่ยวกับการเพิ่มกำลังการผลิตก๊าซธรรมชาติจากโครงการยาดานา และ ซอติก้า นอกจากนี้ ยังได้หารือเกี่ยวกับโครงการใหม่ชื่อ “อ่อง สิงขะ” (Aung Sinkha) โดยอ้างว่าเป็นโครงการผลิตไฟฟ้าเพื่อใช้ภายในประเทศเมียนมา
ตามข่าวประชาสัมพันธ์ระบุว่า แหล่งขุดเจาะใหม่ในโครงการซอติก้ามีกำหนดเริ่มผลิตก๊าซธรรมชาติได้ในช่วงต้นปี 2569 ส่วนโครงการใหม่ “อ่อง สิงขะ” และ “มิน เย ตู” อยู่ระหว่างการวางแผนและคาดว่าจะเริ่มกระบวนการสกัดก๊าซได้ภายในปี 2571
แม้สหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปจะได้ออกมาตรการห้าม MOGE ใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐและยูโรในการทำธุรกรรมทางการเงิน เนื่องจากรายได้จาก MOGE ถือเป็นแหล่งเงินสำคัญในการจัดซื้ออาวุธของรัฐบาลทหาร แต่ ปตท.สผ. ยังคงดำเนินการส่งต่อรายได้จากก๊าซธรรมชาติให้คณะเผด็จการทหาร โดยอาศัยระบบธนาคารของไทยและการชำระเงินด้วย สกุลเงินบาท
แม้จะมีการเรียกร้องซ้ำแล้วซ้ำเล่าจากองค์กรภายในเมียนมาและประชาคมระหว่างประเทศ ให้หยุดการส่งต่อรายได้จากโครงการก๊าซธรรมชาติซึ่งเป็นการสนับสนุนคณะเผด็จการทหาร แต่บริษัท ปตท.สผ. ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจของไทย และบริษัทเอกชนไทย Gulf Petroleum Myanmar (GPM)กลับเพิกเฉยต่อเสียงเรียกร้องดังกล่าว ทั้งยังคงดำเนินโครงการเดิมต่อไป และลงนามในโครงการใหม่ร่วมกับ MOGE อีกด้วย
การกระทำของบริษัทพลังงานไทยทั้งสามแห่ง ได้แก่ ปตท., ปตท.สผ., และ Gulf Petroleum Myanmar ถือเป็นการมีส่วนร่วมทางการเงินในการสนับสนุนอาชญากรรมสงคราม และอาชญากรรมต่อมนุษยชาติที่รัฐบาลทหารเมียนมากำลังดำเนินอยู่ บริษัทเหล่านี้ต้องถูกถือว่ามี “ความรับผิดชอบโดยสมบูรณ์” ต่อประชาชนเมียนมาผู้ตกเป็นเหยื่อของอาชญากรรมเหล่านี้
ข้อเรียกร้องต่อบริษัท ปตท., ปตท.สผ. และ Gulf Petroleum Myanmar:
1. ยุติทันที การมีส่วนร่วมในอาชญากรรมโดยการส่งต่อรายได้จากก๊าซธรรมชาติให้กับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหารเมียนมา
2. จัดเก็บรายได้จากก๊าซธรรมชาติทั้งหมดไว้ในบัญชีที่ได้รับการคุ้มครอง (Escrow Account) เพื่อป้องกันไม่ให้คณะเผด็จการทหารเข้าถึงหรือใช้ประโยชน์จากเงินดังกล่าว
3. ระงับการลงนามในสัญญาผลิตปิโตรเลียมฉบับใหม่ทั้งหมด ที่จะเปิดโอกาสให้คณะเผด็จการทหารมีรายได้เพิ่มเติมจากโครงการใหม่ ซึ่งถือเป็น “เงินเปื้อนเลือด”
ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับ Myanmar Oil and Gas Enterprise (MOGE)
MOGEเป็นรัฐวิสาหกิจของเมียนมา แต่ภายหลังการพยายามก่อรัฐประหารในปี 2564 รัฐวิสาหกิจแห่งนี้ได้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของคณะเผด็จการทหารโดยสมบูรณ์ รายได้จาก MOGE คิดเป็น ร้อยละ 70–80 ของรายได้ทั้งหมดของประเทศ ซึ่งมีมูลค่าหลายล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี เงินจำนวนนี้เป็น แหล่งทุนหลัก ที่คณะเผด็จการทหารใช้สำหรับการทำสงครามและซื้ออาวุธ
รายได้จาก MOGE ทำให้คณะเผด็จการทหารสามารถจัดซื้ออาวุธ น้ำมันเชื้อเพลิงการบิน เครื่องบิน และเทคโนโลยีทางทหารจากต่างประเทศ เพื่อใช้ในการ ทิ้งระเบิดโจมตีประชาชนเมียนมาอย่างต่อเนื่องในแต่ละวัน
สหภาพยุโรป (EU) ได้ประกาศคว่ำบาตร MOGE เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2565 ต่อมาเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม 2566 สหรัฐอเมริกา ได้ออกมาตรการห้ามการใช้สกุลเงินดอลลาร์สหรัฐในการทำธุรกรรมของ MOGE และหลังจากนั้นสวิตเซอร์แลนด์ ก็ได้ออกมาตรการคว่ำบาตร MOGE เช่นเดียวกันเมื่อวันที่ 11 มีนาคม 2568″










Leave a comment