กรุงเทพฯ, 4 ธันวาคม 2568 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ชี้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเสนอแนะให้กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ

นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยผู้ร้องระบุว่า ขณะนั้นกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ กฟผ. (ผู้ถูกร้องที่ 3) กำลังจัดทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ผู้ร้องกังวลว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วมเกาะแก่งต่างๆ ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน และประชาชนขาดข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ผลกระทบ การตอบสนองต่อข้อห่วงกังวล และมาตรการป้องกันเยียวยา ผู้ร้องจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538 แต่ไม่ได้รับข้อมูลชัดเจนจากหน่วยงานใด
กสม. พิจารณาเรื่องร้องเรียนและแบ่งเป็น 3 ประเด็นหลัก ประเด็นแรกคือผลกระทบจากโครงการเขื่อนปากแบงต่อประเทศไทยและสิทธิมนุษยชนของประชาชนไทย โครงการนี้เป็นเขื่อนประเภทน้ำไหลผ่าน ตั้งอยู่ที่เมืองปากแบง แขวงอุดมไชย สปป.ลาว ห่างจากแก่งผาไดของไทย 96 กิโลเมตร แม้ยังไม่เริ่มก่อสร้าง แต่มีความเสี่ยงสูงที่จะกระทบทางกายภาพ บูรณภาพดินแดน ความมั่นคง การบริหารจัดการน้ำในแม่น้ำสาขา ทรัพยากรธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศแม่น้ำโขง โดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย รวมถึงวิถีชีวิตประชาชนริมฝั่ง เนื่องจากโครงการอยู่ในอาณาเขตของลาว รัฐไทยและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงมีหน้าที่ปกป้องและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ
ประเด็นที่สองคือการจัดหาไฟฟ้าของกระทรวงพลังงาน โดยการรับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง กสม. เห็นว่าสัญญาซื้อขายไฟฟ้าเป็นแบบรัฐต่อรัฐ ทำให้การเข้าถึงข้อมูลและการมีส่วนร่วมของประชาชนจำกัด หากไทยรับซื้อไฟฟ้าจะต้องผูกพันในการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้ได้รับผลกระทบ แม้กระทรวงพลังงานจะกำหนดเงื่อนไขให้ผู้พัฒนาโครงการส่งรายงานการศึกษาและประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม จัดตั้งกองทุนเยียวยา และปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการร่วม (Joint Action Plan: JAP) เพื่อให้ประเทศสมาชิกให้ความเห็นต่อโครงการ แต่ขณะรับซื้อไฟฟ้า รายงานสำคัญหลายฉบับยังไม่เสร็จสิ้น ประชาชนเชียงรายเคยแจ้งข้อห่วงกังวลแต่ไม่ได้รับการตอบสนอง การพิจารณารับซื้อโดยคณะอนุกรรมการประสานความร่วมมือด้านพลังงานระหว่างไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน จึงไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ตามกระบวนการปรึกษาหารือ (PC) ทำให้ไม่ทราบผลกระทบข้ามพรมแดนชัดเจน แผน JAP ยังไม่คืบหน้า และไม่มีการตอบสนองจากลาว ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนเนื่องจากไม่สอดคล้องกับหน้าที่ของรัฐในการคุ้มครองสิทธิประชาชน
ประเด็นที่สามคือการดำเนินการป้องกันและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนแก่ประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ แม้ สทนช. ในฐานะผู้แทนไทยใน MRC จะเข้าร่วมประชุมติดตามแผน JAP ที่ลาวในปี 2567 และ 2568 แต่ข้อมูลที่เผยแพร่สู่สาธารณชนยังจำกัดและขาดความต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเชียงรายยังกังวลและขาดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สทนช. มีหน้าที่บริหารจัดการทรัพยากรน้ำระหว่างประเทศ จึงต้องป้องกันผลกระทบจากเขื่อนปากแบง การทำหน้าที่ยังไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญไทย ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
นอกจากนี้ หลัง กฟผ. ลงนามสัญญารับซื้อไฟฟ้า ผู้ร้องและเครือข่ายภาคประชาสังคมเสนอข้อเรียกร้องให้กระทรวงพลังงานและ กฟผ. ประเมินผลกระทบและจัดทำแผนเยียวยาในพื้นที่อำเภอเวียงแก่นและเชียงของ ซึ่งประสบอุทกภัยและน้ำหลากในปี 2567 รวมถึงขอขอบเขตการศึกษาและรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน (TbEIA) แต่ไม่ได้รับการตอบสนอง รายงาน TbEIA แม้จะรับฟังข้อห่วงกังวลบางส่วน แต่ไม่ครอบคลุมครบถ้วน การทำหน้าที่จึงไม่สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNGPs) และแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ถือเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ด้วยเหตุนี้ กสม. ในที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 จึงมีมติเสนอแนะให้กระทรวงพลังงานประสานกับ สทนช. กฟผ. และบริษัทเอกชนไทยที่ร่วมพัฒนาโครงการ ให้เปิดเผยและประชาสัมพันธ์ข้อมูลรายละเอียดโครงการ รายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสังคม รายงาน TbEIA มาตรการตรวจสอบติดตามผลกระทบ ความคืบหน้าแผน JAP และการดำเนินโครงการอย่างต่อเนื่อง รวมถึงจัดปรึกษาหารือกับชุมชนและประชาชนสองฝั่งแม่น้ำโขง ผ่านการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) เพื่อระบุปัญหาสิทธิมนุษยชนก่อนเริ่มโครงการ
กสม. ยังเสนอให้ สทนช. ในฐานะคณะกรรมการร่วมและผู้แทนไทยใน MRC ติดตามและสื่อสารข้อมูลแผน JAP ให้ประชาชนทราบครบถ้วน หากพบผลกระทบต่อบูรณภาพดินแดนและสิทธิมนุษยชน ให้ประสานกระทรวงการต่างประเทศหารือแนวทางป้องกัน
นอกจากนี้ กสม. มีข้อเสนอแนะในการส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ดังนี้:
(1) ให้คณะรัฐมนตรีสั่งการและสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานสำรวจและประเมินผลกระทบจากเขื่อนปากแบง แล้วสื่อสารข้อมูลให้ประชาชนทราบ หากพบแนวโน้มกระทบต่อบูรณภาพดินแดนและสิทธิมนุษยชน ให้ทบทวนสัญญารับซื้อไฟฟ้า
(2) ให้คณะกรรมการแม่น้ำโขงแห่งชาติไทยและ สทนช. ผลักดัน MRC พัฒนาหลักเกณฑ์การพัฒนาโครงการในแม่น้ำโขงสายประธาน โดยให้ผู้พัฒนาศึกษาประเมินผลกระทบให้เสร็จสิ้นก่อนเสนอโครงการ และหากกิจกรรมใดกระทบต่อบูรณภาพดินแดนและสิทธิมนุษยชน ไทยควรใช้สิทธิปฏิเสธตามกระบวนการ PC และเจรจาทางการทูตตามกฎหมายระหว่างประเทศ
(3) ให้กระทรวงพลังงานทบทวนนโยบายจัดหาพลังงานจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยพิจารณารับซื้อจากโครงการเดิมเพื่อลดต้นทุนและผลกระทบสิ่งแวดล้อม ปรับปรุงหลักเกณฑ์รับซื้อไฟฟ้าจากโครงการในแม่น้ำโขงสายประธาน ศึกษาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับเป้าหมายลดก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ และเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ
(4) ให้ กฟผ. พัฒนาหลักเกณฑ์ซื้อขายไฟฟ้าให้สอดคล้อง UNGPs โดยกำหนดให้คู่สัญญาจัดทำ HRDD สำหรับโครงการเสี่ยงกระทบสิทธิมนุษยชน รวมถึงผลกระทบข้ามพรมแดน
(5) ให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ยกระดับการเปิดเผยข้อมูลในแบบ 56-1 One Report โดยให้บริษัทที่ดำเนินโครงการกระทบสิ่งแวดล้อม สังคม และสิทธิมนุษยชน จัดทำ HRDD และเปิดเผยผลประเมินเป็นรายโครงการ
(6) ให้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) กำชับสถาบันการเงินที่ได้รับคำขอสินเชื่อพัฒนาเขื่อนปากแบง ให้พิจารณาอย่างรอบด้านตามหลักการพัฒนาที่ยั่งยืนและ UNGPs
แถลงการณ์นี้สะท้อนความกังวลของ กสม. ต่อโครงการข้ามพรมแดนที่อาจกระทบสิทธิฯ และเรียกร้องให้รัฐไทยดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อคุ้มครองประชาชนและสิ่งแวดล้อม

Leave a comment