OECD คืออะไร และไทยจะได้อะไร
องค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (Organisation for Economic Co-operation and Development: OECD) เป็นองค์การระหว่างประเทศที่ก่อตั้งขึ้นในปี 1961 มีสำนักงานใหญ่ตั้งอยู่ที่กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส จุดมุ่งหมายหลักของ OECD คือการเป็นเวทีความร่วมมือระหว่างประเทศที่มีเศรษฐกิจแบบตลาดและยึดหลักประชาธิปไตย เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรฐาน นโยบาย และแนวปฏิบัติที่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน ความเป็นธรรมทางสังคม และธรรมาภิบาลของรัฐ
OECD ไม่ได้เป็นองค์กรให้เงินกู้หรือความช่วยเหลือทางการเงินโดยตรง หากแต่ทำหน้าที่เป็น “องค์กรกำหนดมาตรฐานเชิงนโยบาย” (standard-setting body) ผ่านการจัดทำงานวิจัย การเปรียบเทียบเชิงนโยบายระหว่างประเทศ (peer review) และการออกตราสารระหว่างประเทศ เช่น อนุสัญญาต่อต้านคอร์รัปชัน แนวปฏิบัติด้านบรรษัทภิบาล แนวปฏิบัติสำหรับบรรษัทข้ามชาติ และกรอบนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชน
อาจกล่าวได้ว่า OECD เป็นพื้นที่ที่ประเทศสมาชิกยอมเปิดระบบนโยบาย กฎหมาย และการบริหารรัฐของตนให้ถูกตรวจสอบ วิพากษ์ และเปรียบเทียบกับประเทศอื่น ๆ บนพื้นฐานของหลักฐานเชิงประจักษ์และมาตรฐานสากล
ในบริบทโลกปัจจุบัน OECD มีบทบาทสำคัญในฐานะ “ผู้กำหนดกรอบกติกาเชิงอ่อน” (soft law) ที่ส่งอิทธิพลสูงต่อการกำหนดนโยบายเศรษฐกิจ การลงทุน และการกำกับดูแลภาคธุรกิจ แม้ตราสารของ OECD หลายฉบับจะไม่ใช่กฎหมายที่มีผลผูกพันโดยตรง แต่กลับถูกนำไปใช้เป็นมาตรฐานอ้างอิงโดยรัฐบาล นักลงทุน สถาบันการเงินระหว่างประเทศ และองค์กรสิทธิมนุษยชนทั่วโลก
ในประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน OECD มีบทบาทโดดเด่นผ่าน OECD Guidelines for Multinational Enterprises ซึ่งเป็นกรอบความรับผิดของภาคธุรกิจที่ครอบคลุมสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน สิ่งแวดล้อม การต่อต้านคอร์รัปชัน และการเปิดเผยข้อมูล พร้อมทั้งกำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องจัดตั้ง National Contact Point (NCP) เพื่อรับข้อร้องเรียนและอำนวยกระบวนการแก้ไขข้อพิพาท
ในทางปฏิบัติ OECD จึงไม่ใช่เพียงเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจ แต่เป็นกลไกที่เชื่อมโยงเศรษฐกิจโลกเข้ากับหลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และความรับผิดของรัฐและธุรกิจอย่างเป็นระบบ
ปัจจุบัน OECD มีประเทศสมาชิกทั้งหมด 38 ประเทศ ส่วนใหญ่เป็นประเทศที่มีรายได้สูงหรือรายได้ปานกลางระดับบนในยุโรป อเมริกาเหนือ เอเชียแปซิฟิก และลาตินอเมริกา เช่น สหรัฐอเมริกา ญี่ปุ่น เยอรมนี ฝรั่งเศส สหราชอาณาจักร เกาหลีใต้ ชิลี และเม็กซิโก
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา OECD ได้ขยายบทบาทจากกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วไปสู่การมีปฏิสัมพันธ์เชิงลึกกับประเทศกำลังพัฒนาและประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ รวมถึงการเปิดกระบวนการรับสมาชิกใหม่ เช่น โคลอมเบีย คอสตาริกา และโครเอเชีย ซึ่งสะท้อนว่า OECD กำลังปรับตัวให้เป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานของเศรษฐกิจโลกในวงกว้างมากขึ้น
การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ใช่เพียงเป้าหมายทางการทูตแต่เป็นโอกาสในการปฏิรูป
การที่ประเทศไทยประกาศเจตนารมณ์สมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD ถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในเชิงนโยบายสาธารณะและธรรมาภิบาลรัฐ การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ได้เป็นเพียงกระบวนการยกระดับสถานะทางเศรษฐกิจหรือภาพลักษณ์ในเวทีโลก หากแต่เป็นการเปิดประเทศให้เข้าสู่การประเมินเชิงโครงสร้างอย่างเข้มข้น ทั้งในด้านหลักนิติธรรม ความโปร่งใส สิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงาน และความรับผิดของภาคธุรกิจต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม
ในเชิงนโยบายสาธารณะ การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะช่วยยกระดับคุณภาพการกำหนดนโยบายของรัฐไทย ผ่านการเข้าถึงฐานข้อมูล งานวิจัย และกระบวนการ peer review ที่ช่วยชี้จุดอ่อนเชิงโครงสร้างอย่างตรงไปตรงมา ตั้งแต่ระบบภาษี การแข่งขันทางการค้า การคุ้มครองแรงงาน ไปจนถึงนโยบายสิ่งแวดล้อมและสวัสดิการสังคม
ในเชิงเศรษฐกิจและการลงทุน การเป็นสมาชิก OECD ช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุนระยะยาว โดยเฉพาะนักลงทุนที่ให้ความสำคัญกับ ESG และการลงทุนอย่างรับผิดชอบ เนื่องจากประเทศสมาชิก OECD ถูกคาดหวังว่าจะมีระบบกำกับดูแลที่โปร่งใส คาดการณ์ได้ และมีกลไกเยียวยาความเสียหายจากการดำเนินธุรกิจ
ส่วนบริบทที่การลงทุนข้ามพรมแดนของบริษัทไทยสร้างผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ การเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงเป็นโอกาสสำคัญในการทำให้รัฐไทยต้องรับผิดชอบต่อบทบาทของตนในฐานะ “รัฐบ้านเกิดของนักลงทุน” (home state responsibility) อย่างจริงจังมากขึ้น
การแสดงเจตจำนงของประเทศไทยในการเข้าเป็นสมาชิก OECD เกิดขึ้นอย่างเป็นทางการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา และสะท้อนการปรับทิศทางเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐไทยในเวทีเศรษฐกิจการเมืองระหว่างประเทศ โดยรัฐบาลไทยได้ประกาศความตั้งใจสมัครเข้าเป็นสมาชิก OECD อย่างชัดเจนในช่วงปี 2566–2567 ภายใต้นโยบายการยกระดับประเทศสู่มาตรฐานสากลด้านธรรมาภิบาล เศรษฐกิจ และการลงทุน และได้มอบหมายให้สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ทำหน้าที่เป็นหน่วยงานหลักในการประสานงานกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก พร้อมด้วยหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องเป็นฝายสนับสนุน เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรม เป็นต้น
ในช่วงรัฐบาลแพทองธาร ชินวัตร ตั้งเป้าหมายไว้ว่าไทยจะเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยสมบูรณ์ในอีก 6 ปีข้างหน้า คือราวปี 2573 แต่รัฐบาลอนุทิน กลับมีเป้าหมายเชิงเวลาในการเร่งรัดการเป็นสมาชิกของไทยให้เร็วยิ่งขึ้นโดยมีกำหนดภายใน 3 ปี หรือราวปี 2571 ซึ่งถือเป็นความน่าทึ่งในความเป็นมุ่งมั่นที่จะเข้าเป็นสมาชิกท่ามกลางปัญหาสิทธิมนุษยชนและปัญหาเชิงโครงสร้างที่ซับซ้อนและยังแก้ไม่ตก
OECD กับกรอบมาตรฐานสากลด้านความรับผิดของบรรษัท
นับตั้งแต่ก่อตั้งในปี 1961 OECD ได้พัฒนาบทบาทจากเวทีความร่วมมือทางเศรษฐกิจของประเทศพัฒนาแล้ว ไปสู่การเป็นองค์กรกำหนดมาตรฐานเชิงนโยบายระดับโลก โดยเฉพาะผ่านแนวปฏิบัติของ OECD สำหรับบรรษัทข้ามชาติ (OECD Guidelines for Multinational Enterprises) ซึ่งถือเป็นกรอบสากลที่สำคัญที่สุดฉบับหนึ่งด้านความรับผิดของภาคธุรกิจ
OECD Guidelines ไม่ได้มีผลผูกพันทางกฎหมายโดยตรง แต่มีความสำคัญในเชิงบรรทัดฐาน เนื่องจากประเทศสมาชิกมีพันธกรณีต้องส่งเสริมและสนับสนุนการปฏิบัติตาม รวมถึงต้องจัดตั้งศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ หรือ National Contact Point: NCP เพื่อเป็นกลไกรับเรื่องร้องเรียนและแก้ไขปัญหาที่เกิดจากการดำเนินธุรกิจของบริษัทข้ามชาติ ทั้งในประเทศและต่างประเทศ กลไก NCP จึงเป็นจุดตัดสำคัญระหว่างนโยบายรัฐ ความรับผิดของธุรกิจ และสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ
พัฒนาการของการมีส่วนร่วมของไทยกับ OECD
ประเทศไทยมีความสัมพันธ์กับ OECD มายาวนานกว่าสองทศวรรษในฐานะพันธมิตรสำคัญ หรือ Key Partner และมีส่วนร่วมในคณะทำงานและโครงการเฉพาะด้านหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ความสัมพันธ์ในอดีตยังอยู่ในลักษณะสมัครใจและเลือกเข้าร่วมเฉพาะประเด็นที่สอดคล้องกับนโยบายเศรษฐกิจของรัฐ
การเข้าสู่กระบวนการเพื่อการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) หรือ Accession อย่างเป็นทางการตั้งแต่ปี 2567 เปลี่ยนสถานะของไทยอย่างมีนัยสำคัญ ประเทศไทยไม่เพียงต้องแสดงความพร้อมเชิงนโยบาย แต่ต้องเปิดให้ OECD ประเมินกฎหมาย นโยบาย และการบังคับใช้จริงในหลายมิติ รวมถึงประเด็นที่รัฐไทยมักหลีกเลี่ยง เช่น การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน การรับผิดของรัฐวิสาหกิจ และผลกระทบข้ามพรมแดนจากการลงทุนของไทย
หัวใจสำคัญของกระบวนการ Accession คือการที่ประเทศไทยต้องแสดงความพร้อมเชิงโครงสร้างในการปฏิบัติตามตราสาร OECD มากกว่า 200 ฉบับ ซึ่งรวมถึง OECD Guidelines for Multinational Enterprises, Anti-Bribery Convention, Principles of Corporate Governance และมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และความโปร่งใส หน่วยงานรัฐต้องจัดทำ self-assessment และตอบคำถามเชิงลึกจากคณะกรรมการเฉพาะด้านของ OECD ซึ่งจะพิจารณาทั้งตัวบทกฎหมาย นโยบาย และประสบการณ์การบังคับใช้จริง
หลังประเทศไทย เริ่มเข้ากระบวนการ Accession เมื่อ 30 ต.ค. 67 ในรัฐบาลของแพรทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผ่านไปกว่า 1 ปี ถึงรัฐบาลอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ในที่สุดก็ได้มีการส่ง “บันทึกเบื้องต้น” (Initial Memorandum: IM) ซึ่งเป็นการประเมินตนเองขั้นต้นของประเทศไทย เพื่อให้มีความสอดคล้องด้านกฎหมาย นโยบายและแนวปฏิบัติของประเทศไทยต่อมาตรฐานและแนวทางปฏิบัติที่ดีของ OECD การยื่นครั้งนี้ถือเป็นการเริ่มต้นกระบวนการการประเมินทางเทคนิคภายใต้กระบวนการการ Accession ของไทยให้กับ OECD ซึ่งเป็นการประเมินสถานะของประเทศในการเตรียมความพร้อมเข้าเป็นสมาชิกโดยมี ฟรานติเช็ก รูซิกกา รองเลขาธิการแห่งองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD Deputy Secretary-General) เป็นผู้รับมอบในโอกาสเยือนประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2568 ซึ่งถือเป็นก้าวสำคัญในการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD
ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนและความรับผิดชอบข้ามแดน: จุดอ่อนเชิงโครงสร้างของประเทศไทย
แม้ประเทศไทยจะมีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) มาแล้วถึง 2 ฉบับ (ปัจจุบันอยู่ระหว่างการดำเนินการตามแผน NAP ระยะที่สอง) ซึ่งมีประเด็นเร่งด่วน 4 ประเด็น ได้แก่ 1) แรงงาน 2) ชุมชน ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) นักปกป้องสิทธิมนุษยชน และ 4) การลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ นั้นมีความคืบหน้าเชิงนโยบายบางประการ แต่ในทางปฏิบัติ ปัญหาเชิงโครงสร้างและปัญหาในระดับพื้นที่ยังคงดำรงอยู่และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นท่ามกลางปัญหาที่ซับซ้อน ทั้งการขาดกลไกบังคับใช้ การพึ่งพามาตรการสมัครใจ และการให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกด้านการลงทุนมากกว่าการคุ้มครองสิทธิของผู้ได้รับผลกระทบ
ในส่วนของกรณีการลงทุนข้ามพรมแดนของบริษัทและรัฐวิสาหกิจไทยในลุ่มน้ำโขง เช่น เมียนมา ลาว และกัมพูชา สะท้อนช่องว่างดังกล่าวอย่างชัดเจน ผู้ได้รับผลกระทบไม่สามารถเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมในประเทศไทย ขณะที่กลไกของประเทศเจ้าบ้านมักอ่อนแอหรือถูกจำกัดด้วยบริบททางการเมือง
ศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ (National Contact Point: NCP): กลไกที่ไทยยังขาด
หนึ่งในข้อผูกพันสำคัญของประเทศสมาชิก OECD คือการจัดตั้ง NCP ที่มีประสิทธิภาพ เป็นอิสระ และเข้าถึงได้ ซึ่งจะทำหน้าที่ใน 2 ส่วนหลัก ส่วนที่หนึ่ง คือ การเป็นจุดเชื่อมต่อระหว่างประเทศสมาชิกกับ OECD และประเทศสมาชิกด้วยกันพร้อมไปกับการผลักดันการดำเนินงานของประเทศสมาชิกให้สอดคล้องกับระเบียบและแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของ OECD ส่วนที่สอง คือ การจัดการข้อร้องเรียนและเยียวยาผลกระทบที่เกิดขึ้นระหว่างบริษัทเอกชนของประเทศที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศแล้วส่งผลกระทบด้านต่าง ๆ ต่อประชาชนในประเทศนั้น ๆ โดยปัจจุบันมีประเทศที่มี NCP แล้วกว่า 51 ประเทศ ซึ่งมีจำนวนมากกว่าจำนวนประเทศสมาชิกของ OECD ในปัจจุบันที่ 38 ประเทศ เนื่องจากบางประเทศมีความประสงค์ที่จะเข้าเป็นสมาชิกหรืออยู่ระหว่างการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD
ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มี NCP อย่างเป็นทางการ แม้จะมีการศึกษาความเป็นไปได้ในการจัดตั้ง NCP โดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และหารือในระดับนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม ภายในปี 2569 ทางกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพซึ่งถือเป็นหนึ่งในกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเข้าเป็นสมาชิกของ OECD ยืนยันว่า
บทเรียนจากกรณีร้องเรียนผ่าน NCP ของประเทศอื่นที่ทางภาคประชาสังคมไทยโดยองค์กรภายใน ETOs Watch Coalition และประเทศเพื่อนบ้าน อย่าง เมียนมา ลาว และกัมพูชา รวมถึงภาคประชาสังคมและองค์กรระหว่างประเทศประเทศผู้ลงทุนหรือก่อการละเมิดร่วมกันผลักดันมีหลายประเด็นด้วย เช่น กรณีเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนเซเปียน–เซน้ำน้อย โครงการสัมปทานที่ดินเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลในกัมพูชา และโครงการก๊าซยาดานาในอ่าวเมาะตะมะ เป็นต้น แสดงให้เห็นว่า NCP สามารถเป็นพื้นที่สำคัญในการเปิดโปงปัญหาและสร้างแรงกดดันเชิงนโยบายได้ หากได้รับการออกแบบอย่างเหมาะสม ในทางกลับกัน NCP ที่ขาดความเป็นอิสระหรือทรัพยากรเพียงพอ จะกลายเป็นเพียงกลไกเชิงสัญลักษณ์ที่ไม่สามารถตอบสนองต่อความเดือดร้อนของประชาชนได้จริง
บทบาทภาคประชาสังคมไทยในกระบวนการ OECD
สำหรับภาคประชาสังคม การเข้าเป็นสมาชิก OECD คือโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ในการผลักดันการปฏิรูปเชิงโครงสร้างที่ดำเนินมาอย่างยากลำบากในบริบทการเมืองไทย โดยเฉพาะประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งยังคงเผชิญช่องว่างทางกฎหมาย กลไกกำกับดูแลที่อ่อนแอ และการขาดการเยียวยาที่มีประสิทธิภาพสำหรับผู้ได้รับผลกระทบจากการลงทุน
การเข้าเป็นสมาชิก OECD เปิดพื้นที่เชิงสถาบันให้ประเด็นสิทธิมนุษยชนและความรับผิดของภาคธุรกิจถูกยกระดับจาก “ข้อเรียกร้องทางศีลธรรม” ไปสู่ “ข้อผูกพันเชิงนโยบาย” ที่รัฐต้องตอบสนองอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นการจัดตั้ง NCP การผลักดันกฎหมายด้านการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านในห่วงโซ่อุปทาน (mHRDD) หรือการปรับปรุงกลไกการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการลงทุนทั้งในและนอกประเทศ โดยเฉพาะนักลงทุนสัญชาติที่ออกไปลงทุนในต่างประเทศ และนักลงทุนต่างประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศ OECD ที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย
ภาคประชาสังคมไทยได้สร้างแนวร่วมและเครือข่ายในการติดตามการดำเนินการของไทยในการพัฒนาปรับปรุงกฎหมายและนโยบาย รวมถึงการแก้ไขปัญหาสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องในทุกมิติอย่างต่อเนื่อง โดยในการติดตามการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยนั้นในปี 2568 ทางภาคประชาสังคมไทย เช่น คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และองค์กรพัฒนาเอกชนระหว่างประเทศบางส่วน ร่วมกับ OECD Watch ซึ่งเป็นเครือข่ายภาคประชาสังคมระดับสากลที่ดำเนินงานติดตามการทำงานของ OECD และศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ หรือ NCP ของแต่ละประเทศสมาชิก OECD (และยังไม่ได้เป็นสมาชิก) ในการร่วมกันแลกเปลี่ยนข้อมูลและข้อกังวล รวมถึงข้อเสนอแนะในการปรับปรุงการเข้าเป็นสมาชิก OECD ของไทยให้เป็นไปตามแนวปฏิบัติต่าง ๆ ของ OECD
ในปี 2568 การรวมตัวของภาคประชาสังคมไทยผ่าน ETOs Watch Coalition ร่วมกับ OECD Watch ถือเป็นพัฒนาการสำคัญของการมีส่วนร่วมจากภาคประชาชนในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD การยื่นจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรีในช่วงที่รองเลขาธิการ OECD เยือนไทย เป็นการยืนยันว่าภาคประชาสังคมไม่ยอมรับการเข้าเป็นสมาชิก OECD ที่ละเลยประเด็นสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม
การเคลื่อนไหวดังกล่าวยังสะท้อนบทบาทของภาคประชาสังคมในระดับสากล ที่ไม่ได้เป็นเพียงผู้วิพากษ์วิจารณ์ แต่เป็นผู้ร่วมพัฒนามาตรฐาน OECD มาอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะผ่าน OECD Watch ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการปรับปรุง OECD Guidelines ในปี 2023 ให้ครอบคลุมประเด็น climate responsibility สิทธิของนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และห่วงโซ่อุปทาน
เมื่อวันที่ 8 ธันวาคม เครือข่ายภาคประชาสังคม 8 องค์กร/เครือข่าย ที่รณรงค์ติดตามประเด็นด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศ ออกจดหมายเปิดผนึกถึงนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแสดงความกังวลต่อสภาพปัญหา “หลักนิติธรรม สิทธิมนุษยชน และธรรมาภิบาลด้านสิ่งแวดล้อม–แรงงาน” ของประเทศไทย ในช่วงเวลาที่รัฐบาลประกาศได้ยื่นบันทึกเบื้องต้น (Initial Memorandum) เพื่อเข้าสู่กระบวนการเป็นภาคีสมาชิกขององค์การเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ (OECD) ขณะที่ ฟรานติเช็ก รูซิกกา รองเลขาธิการ OECD เดินทางมาเยือนประเทศไทยเพื่อเข้าพบนายกรัฐมนตรีและผู้นำระดับสูง รวมถึงตัวแทนภาคธุรกิจและภาคประชาสังคม
เนื้อหาในจดหมายเปิดผนึกมีสาระสำคัญว่าแม้ประเทศไทยประกาศความตั้งใจเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD แต่ระดับการคุ้มครองสิทธิต่าง ๆ ในปัจจุบันยังห่างไกล จากมาตรฐานที่ Roadmap ของ OECD กำหนดไว้ โดยเฉพาะคุณค่าหลักของ OECD ว่าด้วยประชาธิปไตย หลักนิติธรรม การคุ้มครองสิทธิมนุษยชน และการพัฒนาเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนภายใต้การคุ้มครองสิ่งแวดล้อม เครือข่ายจึงย้ำว่าการเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่อาจเป็นเพียงเป้าหมายทางการทูตหรือเศรษฐกิจ หากแต่ต้องมาพร้อมการปฏิรูปเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ทั้งการยกระดับกฎหมายสิ่งแวดล้อม แรงงาน การตรากฎหมาย HREDD การคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการสร้างกลไกความรับผิดของรัฐและธุรกิจ เพื่อให้ไทยได้รับการยอมรับอย่างแท้จริงในฐานะประเทศที่ยึดหลักสิทธิมนุษยชน ธรรมาภิบาล และการพัฒนาอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน OECD
mHRDD กับทิศทางกฎหมายไทยในบริบท OECD
แม้ OECD จะไม่ได้กำหนดให้ประเทศสมาชิกต้องมีกฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านภาคบังคับ mandatory Human Rights Due Diligence (mHRDD) แต่แนวโน้มระดับโลก โดยเฉพาะในสหภาพยุโรป ชี้ชัดว่ากลไกสมัครใจไม่เพียงพออีกต่อไป สำหรับประเทศไทยเอง กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ได้ออกร่างกฎหมาย mHRDD ออกมาแล้ว และมีการจัดประชุมภาคประชาสังคมและภาคธุรกิจเป็นหนึ่งครั้งในเดือน ก.ค. ในการให้ความเห็นและมีข้อเสนอแนะต่างร่างกฎหมายดังกล่าว โดยการผลักดัน mHRDD จะเป็นก้าวสำคัญในการเสริมความน่าเชื่อถือของการจัดตั้ง NCP และการดำเนินตามแนวปฏิบัติที่เกี่ยวข้องของ OECD
mHRDD ไม่เพียงเป็นเครื่องมือป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชน แต่ยังช่วยสร้างความชัดเจนให้ภาคธุรกิจ ลดความเสี่ยงด้านกฎหมาย และยกระดับมาตรฐานการแข่งขันในระยะยาว
ความท้าทายเชิงสถาบันและการเมือง
ความท้าทายสำคัญของไทยไม่ได้อยู่ที่การขาดองค์ความรู้หรือกรอบนโยบาย หากแต่อยู่ที่โครงสร้างอำนาจ การขาดเจตจำนงทางการเมือง และวัฒนธรรมราชการที่ยังมองสิทธิมนุษยชนเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนา มากกว่าปัจจัยของความยั่งยืน ซึ่งปัจจุบันไทยยังคงเผชิญกับปัญหาหลายด้านที่เกี่ยวข้องและยังต้องปรับปรุงในเชิงนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายในความเป็นจริง ไม่ว่าจะเป็น การทุจริตคอรัปชัน แรงงาน สิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม ดิจิทัล ความเป็นธรรมในการแข่งขันทางการค้า และอื่น ๆ
การเตรียมการจัดตั้ง NCP ในปี 2569 และการมุ่งสู่การจัดตั้ง NCP ในอนาคต ตามที่รัฐบาลวางแผนไว้ จะเป็นบททดสอบสำคัญว่าประเทศไทยพร้อมยอมรับการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมจากภาคประชาสังคมมากน้อยเพียงใด
OECD ในฐานะเครื่องมือปฏิรูป ไม่ใช่เพียงเป้าหมาย
จากมุมมองเชิงนโยบาย การเข้าเป็นสมาชิก OECD ไม่ควรถูกมองเป็นปลายทาง หากแต่เป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน การใช้กระบวนการ peer review การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคม และแรงกดดันจากมาตรฐานสากล สามารถช่วยเปิดพื้นที่ทางการเมืองให้ประเด็นที่ถูกละเลยมาอย่างยาวนานได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
โอกาสที่ไม่ควรปล่อยให้สูญเปล่า
หากประเทศไทยสามารถใช้กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD เป็นโอกาสในการปฏิรูปโครงสร้างการกำกับดูแลธุรกิจ เสริมสร้างกลไกเยียวยา และเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมมีบทบาทอย่างแท้จริง การเข้าเป็นสมาชิก OECD จะไม่ใช่เพียงความสำเร็จเชิงสัญลักษณ์ แต่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการพัฒนาที่เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความยั่งยืนของภูมิภาค

Leave a comment