*บันทึกนี้เป็นการสรุปเนื้อหาจากการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ด้าน กฎหมายและนโยบายเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่ในเมียนมา เมื่อวันที่ 23 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับกรอบกฎหมาย การบังคับใช้ และสถานการณ์ความซับซ้อนในพื้นที่จริง จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition*
เอ มอน ตู นักกฎหมายจากเมียนมา ได้อธิบายถึงกรอบกฎหมายด้านการทำเหมืองแร่และสิ่งแวดล้อมของเมียนมาที่ในเชิงทฤษฎีถือว่ามีความครบถ้วน ทั้ง กฎหมายเหมืองแร่ (Mining Law), กฎระเบียบและการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม (Environmental Conservation Law) และ กระบวนการจัดทำรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA Procedure) ซึ่งนักลงทุนและบริษัทเหมืองแร่ควรปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด
อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติกลับมีความท้าทายอย่างมาก เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ที่มีการทำเหมือง โดยเฉพาะ เหมืองแร่หายาก (Rare Earth Mining) ตั้งอยู่ใน เขตปกครองตนเองของกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ เช่น รัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน พื้นที่เหล่านี้อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ ไม่ได้อยู่ภายใต้อำนาจของรัฐบาลกลาง ทำให้ กฎหมายและกระบวนการอนุมัติจากรัฐบาลกลางไม่สามารถบังคับใช้ได้อย่างสมบูรณ์ และเกิดช่องว่างทางกฎหมายขึ้นอย่างชัดเจน
เอ มอน ตู อธิบายว่า แม้บางบริษัทจะจดทะเบียนกับกระทรวงเหมืองแร่ของรัฐบาลกลางและได้รับใบอนุญาตทำเหมือง แต่กลับ ไม่จัดทำรายงาน EIA ตามที่กฎหมายกำหนด อีกทั้ง ไม่มีใบรับรองการอนุมัติผลกระทบสิ่งแวดล้อม (ECC) ส่งผลให้ยากต่อการระบุว่าเหมืองเหล่านี้ดำเนินการอย่างถูกกฎหมายหรือไม่ เพราะในเอกสารและขั้นตอนทางกฎหมายอาจถูกต้อง แต่ในพื้นที่จริง ไม่มีมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมหรือการตรวจสอบใด ๆ
สำหรับพื้นที่ในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งกว่า เนื่องจากบริษัทเหมืองในพื้นที่เหล่านี้ ไม่ต้องจดทะเบียนกับรัฐบาลกลางเลย แต่จะดำเนินการตามระบบของกองกำลังชาติพันธุ์ในพื้นที่เท่านั้น รายได้จากการทำเหมืองจึง ไม่ถูกจัดเก็บเป็นภาษีหรือรายงานต่อสภาบริหารแห่งรัฐ (SAC) แต่จะเป็น ข้อตกลงทางการเงินระหว่างบริษัทกับกลุ่มติดอาวุธในพื้นที่ โดยบางครั้งอาจมี “เงินบริจาค” หรือ “เงินช่วยเหลือฉุกเฉิน” ส่งไปยังรัฐบาลทหารเพื่อสร้างความสัมพันธ์ แต่ไม่ถูกบันทึกเป็นรายได้หรือภาษีอย่างเป็นทางการ ทำให้ ขาดความโปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบได้
การทำเหมืองแร่หายากในพื้นที่เหล่านี้ยังมี เส้นทางการส่งออกโดยตรงไปยังประเทศจีน โดยไม่ผ่านระบบภาษีหรือการควบคุมของรัฐบาลกลาง จึงเป็น พื้นที่เศรษฐกิจเงา (Shadow Economy) ที่เติบโตอย่างรวดเร็วและยากแก่การควบคุม เอ มอน ตู ชี้ว่า ความไม่ชัดเจนนี้สร้างความท้าทายทั้งในเชิงกฎหมายและสิ่งแวดล้อม เพราะชุมชนท้องถิ่นได้รับผลกระทบโดยตรง แต่ ไม่มีกลไกปกป้องสิทธิหรือสิ่งแวดล้อม ที่มีประสิทธิภาพ
ทัน ทัน เอ นักกฎหมายอีกรายกล่าวว่าในเชิงกฎหมาย เมียนมามีกฎหมายเหมืองแร่ฉบับปี 1994 และมี กฎระเบียบเพิ่มเติมในปี 1996 ก่อนจะมีการ แก้ไขสำคัญในปี 2015 ภายใต้รัฐบาลพลเรือน โดยเน้น การกระจายอำนาจบางส่วนไปยังรัฐบาลระดับรัฐและภูมิภาค เพื่อให้มีส่วนร่วมในการออกใบอนุญาตสำหรับเหมืองขนาดเล็กและโครงการผลิตในท้องถิ่น อย่างไรก็ตาม กฎหมายยังไม่มีบทบัญญัติที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายาก ทำให้ไม่สามารถกำหนดมาตรการเฉพาะสำหรับแร่นี้ได้
นอกจากนี้ กฎหมายสิ่งแวดล้อมฉบับปี 2012 และ แนวทางการจัดทำ EIA ปี 2015 แม้จะมีอยู่ในระบบ แต่กลับไม่ถูกบังคับใช้จริง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ควบคุม ซึ่งไม่ได้ยอมรับอำนาจของรัฐบาลกลาง ทำให้ เหมืองจำนวนมากเกิดขึ้นโดยไร้ระบบตรวจสอบและไม่โปร่งใส
นักกฎหมายเมียนมายังกล่าวถึงประเด็นด้านค่าลิขสิทธิ์หรือ “ค่าภาคหลวงแร่” (Royalty) โดยระบุว่า สำหรับ รัตนชาติ เช่น หยก ทับทิม ค่าภาคหลวงอยู่ที่ 5% – 7.5% ขณะที่แร่ประเภทอื่น เช่น ตะกั่ว ทองแดง และสังกะสี อยู่ที่ 3% – 4% แต่ปัจจุบันไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ามีการจัดเก็บจริงหรือไม่ เนื่องจาก ไม่มีระบบรายงานที่โปร่งใส และพื้นที่ส่วนใหญ่ไม่อยู่ในการกำกับของรัฐบาลกลาง
เมื่อพิจารณาภาพรวมของสถานการณ์เหมืองแร่ในเมียนมาจะพบว่ากฎหมายบนกระดาษอาจดูสมบูรณ์ แต่ในความเป็นจริง กระบวนการอนุมัติและการบังคับใช้ยังล้มเหลว โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งทางการเมืองและชาติพันธุ์ เหมืองจำนวนมากจึงดำเนินการใน พื้นที่สีเทา ที่ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า “ถูกกฎหมาย” หรือ “ผิดกฎหมาย” ซึ่งสร้างปัญหาทั้งด้าน สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ ในระยะยาว
ก่อนการรัฐประหารในปี 2021 รัฐบาลเมียนมาได้อนุญาตให้มีการทำเหมืองในหลายพื้นที่ผ่านระบบ สัมปทาน (Concession) โดยบางส่วนอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลกลาง แต่หลายพื้นที่โดยเฉพาะรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานกลับอยู่ใน เขตปกครองพิเศษหรือพื้นที่ควบคุมของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ ทำให้เหมืองจำนวนมากดำเนินการ อยู่นอกเหนือกรอบกฎหมาย ของรัฐบาลกลางอย่างสิ้นเชิง
ตัวอย่างสำคัญคือ เขตปกครองพิเศษ (Power Special Administrative Zone) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ท้องถิ่นในรัฐคะฉิ่น พื้นที่นี้มีเหมืองแร่หายากจำนวนมาก และเป็นแหล่งสำคัญของการส่งออกแร่ไปยังจีน อย่างไรก็ตาม กระบวนการอนุมัติและควบคุมการทำเหมือง ไม่ได้เป็นไปตามกฎหมายของรัฐบาลกลาง ส่งผลให้ข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณการผลิต รายได้ และผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ไม่มีความโปร่งใสและไม่สามารถตรวจสอบได้
สถานการณ์ซับซ้อนมากขึ้นเมื่อพบว่า แม้กระทั่งในพื้นที่ที่รัฐบาลทหารเมียนมายังคงมีอำนาจ ก็มิได้มี นโยบายหรือกฎหมายเฉพาะ สำหรับการทำเหมืองแร่หายากที่ชัดเจน หลังการรัฐประหาร กลุ่มกองกำลังชาติพันธุ์ เช่น Kachin Independence Organization (KIO) ได้เข้ามามีบทบาทควบคุมและบริหารพื้นที่บางส่วนด้วยตนเอง ทำให้เกิด ระบบคู่ขนาน ระหว่างฝ่ายกองทัพและกองกำลังชาติพันธุ์ โดยทั้งสองฝ่ายต่างก็ ไม่มีกรอบนโยบายที่ชัดเจนเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายาก ทำให้บริษัทและผู้ประกอบการจำนวนมากใช้ช่องว่างนี้ในการดำเนินการโดยไม่ถูกตรวจสอบ
เมื่อถูกตั้งคำถามถึงความโปร่งใสของข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมือง มีการอ้างถึง รายงานความริเริ่มเพื่อความโปร่งใสในอุตสาหกรรมสกัด หรือ Extractive Industries Transparency Initiative (EITI) ซึ่งเมียนมาเคยเป็นสมาชิก ก่อนที่จะถูกถอนตัวออกในปี 2567 ที่ผ่านมา ก่อนหน้านี้ EITI เป็นแหล่งข้อมูลสำคัญที่เปิดเผยสถานะของเหมือง บริษัทที่เกี่ยวข้อง และรายได้จากอุตสาหกรรมสกัดทรัพยากรธรรมชาติ แต่หลังจากเมียนมาออกจาก EITI ทำให้ การเข้าถึงข้อมูลยากขึ้นมากกว่าเดิม โดยเฉพาะข้อมูลจากพื้นที่ที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกองกำลังชาติพันธุ์ เช่น รัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน
นักกฎหมายเมียนมาระบุว่าแม้ในอดีตข้อมูลจากรายงาน EITI จะยังสามารถใช้เป็น ข้อมูลอ้างอิงเบื้องต้น ได้ แต่สถานการณ์ปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่เกิดความขัดแย้งและไม่มีระบบการกำกับดูแลจากส่วนกลาง ทำให้ข้อมูลที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านี้ ไม่สะท้อนความเป็นจริงในปัจจุบัน อีกต่อไป
สรุปได้ว่า การทำเหมืองในเมียนมาปัจจุบันเผชิญความท้าทายอย่างหนัก ทั้งในเชิงกฎหมายและการบังคับใช้ กฎหมายที่มีอยู่เดิมแม้จะครอบคลุมในระดับหนึ่ง แต่ ไม่สามารถใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในพื้นที่ที่มีกลุ่มชาติพันธุ์ควบคุม ขณะที่รัฐบาลกลางเองก็ขาดความสามารถในการกำกับดูแล ส่งผลให้เหมืองจำนวนมากดำเนินการใน พื้นที่สีเทา ที่ไม่สามารถระบุได้ชัดว่า “ถูกกฎหมาย” หรือ “ผิดกฎหมาย” ความไม่โปร่งใสนี้ไม่เพียงสร้างปัญหาด้าน สิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน แต่ยังเป็น ช่องทางของความขัดแย้งทางการเมืองและเศรษฐกิจ ที่ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะเมื่อแร่หายากเหล่านี้เชื่อมโยงกับ ห่วงโซ่อุปทานระดับโลก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและเทคโนโลยีพลังงานสะอาด ซึ่งความต้องการในตลาดโลกกำลังเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก
ทัน ทัน เอ กล่าวว่าหนึ่งในประเด็นสำคัญที่ถูกหยิบยกขึ้นมา คือ การที่ เหมืองแร่หายากถูกใช้เป็นเครื่องมือต่อรองทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยจีนมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านการลงทุนและการสนับสนุนกลุ่มกองกำลังในพื้นที่ชายแดน ตัวอย่างเช่น กองกำลัง United Wa State Army (UWSA) ที่ได้รับการสนับสนุนจากจีนให้มีบทบาทอย่างเข้มแข็งในการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ภาคเหนือของรัฐฉาน ผู้เข้าร่วมประชุมชี้ว่า การที่เมียนมามีเขตปกครองพิเศษหลายแห่ง เป็นผลจากยุทธศาสตร์ “แบ่งแยกแล้วปกครอง” ของกองทัพพม่า ทำให้กลุ่มชาติพันธุ์เกิดความแตกแยกและแข่งขันกันเอง ซึ่งจีนสามารถใช้จุดนี้เป็นเครื่องมือต่อรองเพื่อผลประโยชน์ด้านทรัพยากร
ผู้เข้าร่วมประชุมจากฝั่งไทยเสนอว่าการแก้ปัญหาการทำเหมืองในเมียนมาไม่ควรจำกัดแค่ในประเทศเพียงอย่างเดียว แต่ควร ติดตามเส้นทางการนำเข้าและส่งออกแร่หายาก โดยเฉพาะเส้นทางที่เชื่อมโยงมายังไทยและจีน หากสามารถระบุได้ว่าใครคือ ผู้ลงทุนและผู้ส่งออกหลักจากเมียนมา ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการผลักดันให้เกิดความรับผิดชอบ ทั้งจากรัฐบาลไทย บริษัทเอกชน และกลไกการตรวจสอบระหว่างประเทศ
ทัน ทัน เอ อธิบายว่า สถานการณ์การทำเหมืองในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานซับซ้อนมาก เพราะมีทั้ง บริษัทเอกชนที่จดทะเบียนกับรัฐบาลกลาง และบริษัทที่ดำเนินงานภายใต้ การคุ้มครองของกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ บริษัทกลุ่มแรกมักมีความเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจของกองทัพเมียนมาและอาจมีเอกสารจดทะเบียนอย่างเป็นทางการ แต่บริษัทในกลุ่มหลังมักไม่ปรากฏข้อมูลสาธารณะ ทำให้ยากต่อการตรวจสอบว่าแร่เหล่านี้มีที่มาอย่างไร หรือถูกส่งออกไปที่ไหน ข้อมูลจำนวนมากจึงตกอยู่ใน “พื้นที่มืด” ที่ไม่สามารถเข้าถึงได้
อาจารย์สืบสกุลยังเสริมว่า ปัจจุบัน ไม่เพียงแต่แร่หายากเท่านั้น ที่ควรจับตามอง แต่ยังมี แร่สำคัญอื่น ๆ (Critical Minerals) มากกว่า 20 ชนิด เช่น แร่พลวงที่ถูกจัดให้อยู่ในกลุ่มทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งหลายชนิดอาจสามารถติดตามข้อมูลได้ง่ายกว่าและเป็นจุดเริ่มต้นในการสืบค้นเครือข่ายการค้าและการลงทุน
อย่างไรก็ตาม การติดตามข้อมูลเหล่านี้จำเป็นต้องทำอย่าง ปลอดภัยและเป็นระบบ โดยเน้นการวิเคราะห์ข้อมูลจากฐานข้อมูลสาธารณะ งานวิจัย และการทำงานร่วมกันระหว่างนักวิจัยในภูมิภาค มากกว่าการลงพื้นที่โดยตรงซึ่งมีความเสี่ยงสูง ทั้งนี้ ผู้เข้าร่วมประชุมได้แสดงความตั้งใจที่จะสร้าง ความร่วมมือระหว่างองค์กรในไทย เมียนมา และประเทศอื่น ๆ เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลและสร้างกลไกการตรวจสอบร่วมกันในอนาคต
การประชุมครั้งนี้สะท้อนให้เห็นว่า การทำเหมืองในเมียนมาไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในประเทศ แต่เชื่อมโยงกับ ความมั่นคงทางเศรษฐกิจระดับโลก และ ห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวพันกับจีนและประเทศเพื่อนบ้าน ดังนั้น การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับภูมิภาคและระหว่างประเทศ เพื่อปิดช่องว่างทางกฎหมาย เพิ่มความโปร่งใส และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและชุมชนท้องถิ่น
อาจารย์สืบสกุลได้เสนอแนวทางการทำงานเชิงข้อมูล โดยแสดงแผนที่เหมืองแร่จากกรมทรัพยากรธรณีของไทย ซึ่งครอบคลุมข้อมูลเหมืองทั่วประเทศ และเสนอให้ นำมาวิเคราะห์เปรียบเทียบกับข้อมูลการนำเข้าแร่จากเมียนมา เพื่อติดตามเส้นทางการค้าและเครือข่ายธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะแร่หายากที่อาจผ่านเข้าไทยก่อนถูกส่งออกไปยังประเทศที่สาม การติดตามนี้จะช่วยให้สามารถเชื่อมโยงข้อมูลได้ว่า ใครคือผู้ลงทุน ผู้ส่งออก และบริษัทปลายทาง เพื่อสร้างแรงกดดันให้รัฐบาลไทยและบริษัทที่เกี่ยวข้องแสดงความรับผิดชอบต่อปัญหาสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน
ธีระชัยยังได้ตั้งคำถามสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบต่อ สิ่งแวดล้อมและสุขภาพของชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีกองกำลังติดอาวุธควบคุมเหมือง เนื่องจากทรัพยากรเหล่านี้มักเป็นฐานรายได้สำคัญของกลุ่มกองกำลัง ทำให้การกำกับดูแลมาตรฐานการทำเหมืองแทบไม่มีอยู่จริง หากเกิดการร้องเรียนจากชุมชน ก็มักขาดกลไกในการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบ
เอ มอน ตู อธิบายว่า แม้ตามกฎหมายกลางของเมียนมาจะมีกฎเกณฑ์ที่กำหนดไว้ชัดเจน ทั้ง กฎหมายเหมืองแร่ กฎหมายสิ่งแวดล้อม และมาตรฐานการปล่อยมลพิษ แต่ในทางปฏิบัติกลับ ขาดการติดตามตรวจสอบอย่างจริงจัง โดยเฉพาะในเขตที่มีกองกำลังติดอาวุธชาติพันธุ์ควบคุม พื้นที่เหล่านี้มักไม่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายกลาง และในหลายกรณีรัฐบาลกลางเองก็ไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายได้จริง ส่งผลให้บริษัทเหมืองสามารถอ้างว่าดำเนินการตามมาตรฐาน ทั้งที่ไม่มีใครตรวจสอบว่ามีการปฏิบัติจริงหรือไม่
เธอยังยกตัวอย่างกรณีศึกษาเหมืองแห่งหนึ่งในภาคใต้ของเมียนมาที่ถูกฟ้องร้องจากชุมชน เนื่องจากก่อให้เกิดมลพิษต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน แต่เนื่องจากกฎหมายสิ่งแวดล้อมของเมียนมา ไม่ให้อำนาจประชาชนฟ้องร้องโดยตรง จึงต้องฟ้องในฐานะคดีแพ่งทั่วไปเพื่อเรียกร้องค่าเสียหาย ซึ่งสะท้อนถึง ช่องว่างด้านกฎหมายและการเข้าถึงความยุติธรรม ของชุมชนในพื้นที่เหมือง
สำหรับกรณี เหมืองแร่หายาก สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม เพราะไม่มีนโยบายหรือกฎหมายที่ชัดเจนในการกำกับดูแล ขณะที่ทรัพยากรเหล่านี้ถูกใช้เป็น เครื่องมือต่อรองทางการเมืองและอำนาจระหว่างกลุ่มกองกำลังกับจีน โดยเฉพาะในรัฐฉานและรัฐคะฉิ่น จึงแทบไม่มีข้อมูลเปิดเผยต่อสาธารณะ และยากที่จะตรวจสอบว่าแร่นั้นถูกขุดขึ้นที่ใดหรือส่งออกไปที่ไหน
ส.รัตนมณี ตั้งข้อสังเกตว่า หากสามารถเข้าถึงข้อมูลการนำเข้าและส่งออกผ่านระบบศุลกากรของไทยได้ จะช่วยให้ระบุเส้นทางการค้าได้ชัดเจนมากขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญในการติดตาม ความรับผิดชอบของบริษัทเอกชน และสร้างกลไกกดดันทั้งในระดับประเทศและภูมิภาค
ในช่วงท้ายของการประชุม มีการหารือถึงบทบาทขององค์กรระหว่างประเทศ โดยเฉพาะ สหประชาชาติ ซึ่งขณะนี้ ETO Watch และเครือข่ายชุมชนได้ยื่นคำร้องต่อ UN เกี่ยวกับผลกระทบจากการทำเหมืองในเมียนมา และอยู่ระหว่างการพิจารณาว่าองค์กรใดจะเป็นผู้นำในการดำเนินการสอบสวนเรื่องนี้ ผู้จัดประชุมยืนยันว่าจะรักษาความปลอดภัยของผู้ให้ข้อมูลในเมียนมา และจะประสานงานอย่างใกล้ชิดหากต้องการข้อมูลเพิ่มเติมในอนาคต
เอ มอน ตู เปิดเผยเพิ่มเติมว่า ขณะนี้เธอมีรายชื่อบริษัทที่จดทะเบียนกับกระทรวงเหมืองแร่ของเมียนมา แต่หลายบริษัทไม่มีที่อยู่หรือข้อมูลรายละเอียดที่ชัดเจน และสำหรับบางพื้นที่ เช่น รัฐฉาน ยังไม่พบข้อมูลบริษัทใดเลย ซึ่งสะท้อนถึง ความโปร่งใสที่ต่ำมาก ในภาคอุตสาหกรรมนี้
การแก้ไขปัญหาการทำเหมืองในเมียนมาจำเป็นต้องอาศัย ความร่วมมือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะการเชื่อมโยงข้อมูลจากไทยและประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อเปิดเผยเส้นทางการค้าและสร้างแรงกดดันให้เกิด มาตรการควบคุมและความโปร่งใส ขณะเดียวกันต้องมีการปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบ และผลักดันให้ทรัพยากรถูกใช้เพื่อสร้างสันติภาพและความยุติธรรม แทนที่จะเป็นเชื้อเพลิงแห่งความขัดแย้งและการละเมิดสิทธิมนุษยชน

Leave a comment