*บันทึกนี้เป็นการสรุปการประชุมเชิงวิชาการเพื่อเสริมความรู้ในประเด็น “แร่หายากในรัฐคะฉิ่น: มลพิษ ผลกระทบ ภูมิรัฐศาสตร์ การขัดกันทางอาวุธ และความท้าทายในห่วงโซ่อุปทานโลก” เมื่อวันที่ 22 กันยายน ได้มีการแลกเปลี่ยนข้อมูลเกี่ยวกับการทำเหมืองแร่หายากในรัฐคะฉิ่น ผลกระทบที่เกิดขึ้นในพื้นที่ และความเกี่ยวข้องกับภูมิรัฐศาสตร์โลกและการขัดกันทางอาวุธในเมียนมา จัดโดยอาจารย์ด้านกฎหมายจากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ อาจารย์จากสำนักวิชานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง และ ETOs Watch Coalition*
การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น ซึ่งตั้งอยู่ทางตอนเหนือของประเทศและมีพรมแดนติดต่อกับจีนและอินเดีย กำลังสร้างผลกระทบรุนแรงต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน รวมถึงส่งผลต่อห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก Zung Ting ตัวแทนจากรัฐคะฉิ่น ระบุว่า พื้นที่นี้มีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ไม่ว่าจะเป็นทองคำ ทับทิม หยก และแร่หายาก ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ประเทศที่มีการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างรวดเร็วและมีความต้องการทรัพยากรสูง อย่างไรก็ตาม ความมั่งคั่งจากทรัพยากรเหล่านี้ไม่ได้นำมาซึ่งโอกาสให้กับประชาชนในคะฉิ่น แต่กลับกลายเป็นความท้าทาย เนื่องจากความขัดแย้งทางอาวุธที่ยืดเยื้อยาวนานกว่า 60 ปีและการบริหารจัดการที่ผิดพลาด ทำให้คะฉิ่นกลายเป็นหนึ่งในพื้นที่ยากจนที่สุดในโลก แม้จะมีทรัพยากรธรรมชาติที่หลากหลาย รวมถึงมีภูเขาหิมะแห่งเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
แร่หายากในคะฉิ่น โดยเฉพาะแร่หนัก (Heavy Rare Earth) มีความสำคัญต่อการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมที่มีเทคโนโลยีสูง เช่น การผลิตอาวุธยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์ป้องกันประเทศ อย่างไรก็ตาม การขุดแร่เหล่านี้ก่อให้เกิดมลพิษรุนแรง
ในมิติของห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก จีนครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 80 ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และเกือบร้อยละ 100 ของแร่หายากหนัก ซึ่งเป็นที่ต้องการอย่างมากในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยีขั้นสูง สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ตระหนักถึงความสำคัญของแร่หายากในฐานะทรัพยากรที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคงแห่งชาติ จึงพยายามพัฒนากลยุทธ์เพื่อกระจายห่วงโซ่อุปทานและลดการพึ่งพาจีน โดยสหรัฐฯ ตั้งเป้าจะลดการพึ่งพาแร่หายากจากจีนภายในปี 2570 ขณะที่สหภาพยุโรปได้ออกกฎหมายในเดือนกรกฎาคม 2568 เพื่อส่งเสริมการเข้าถึงแร่หายากและเพิ่มความมั่นคงของกลุ่มประเทศสมาชิก อย่างไรก็ตาม การแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ รวมถึงความขัดแย้งทางการค้าและปัญหาการเมืองโลก เช่น นโยบายของอดีตประธานาธิบดีสหรัฐฯ โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เพิ่มแรงกดดันต่อการเข้าถึงแร่หายาก ส่งผลให้เมียนมา โดยเฉพาะรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน กลายเป็นจุดสนใจของมหาอำนาจที่ต้องการแร่เหล่านี้
การทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth) ในรัฐคะฉิ่น ได้กลายเป็นประเด็นร้อนในระดับโลก เนื่องจากความต้องการแร่หายากที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในปี 2568 ซึ่งขับเคลื่อนโดยการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดและความต้องการในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูงและการป้องกันประเทศ Zung Ting ตัวแทนจากรัฐคะฉิ่น ระบุว่า ความต้องการแร่หายาก โดยเฉพาะแร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth) ได้นำไปสู่การขยายตัวอย่างรวดเร็วของกิจกรรมการทำเหมืองในพื้นที่ โดยเฉพาะตั้งแต่ปี 2555 เมื่อจีนปรับนโยบายให้ลดการขุดแร่ในประเทศของตนเองและหันไปเน้นกระบวนการแปรรูป โดยผลักดันให้การขุดแร่ไปยังประเทศอื่น ๆ เช่น เมียนมา เพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมภายในจีน ซึ่งเคยประสบปัญหามลพิษรุนแรงจากการทำเหมือง จีนได้เรียนรู้บทเรียนจากผลกระทบนี้และควบคุมการทำเหมืองผิดกฎหมายในประเทศอย่างเข้มงวดตั้งแต่ปี 2558 ส่งผลให้การทำเหมืองแร่หายากในเมียนมา โดยเฉพาะในเมืองชิบวีและพังว้า ซึ่งอยู่ในเขตควบคุมของกองทัพประชาธิปไตยใหม่คะฉิ่น (NDAK) ขยายตัวอย่างก้าวกระโดด
การทำเหมืองในรัฐคะฉิ่นพุ่งสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 โดยในปี 2567 มีหลุมขุดแร่มากกว่า 5,000 จุด และเหมืองแร่ 400 แห่ง ซึ่งเพิ่มขึ้นร้อยละ 40 ระหว่างปี 2565 ถึง 2567 การขยายตัวนี้สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อสิ่งแวดล้อมและระบบนิเวศในพื้นที่ โดยเฉพาะต่อชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่พึ่งพาทรัพยากรป่าไม้และผลิตผลจากป่าเพื่อการดำรงชีวิต การทำเหมืองแร่หายากทำให้เกิดมลพิษจากสารเคมี เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม ซึ่งปนเปื้อนในแหล่งน้ำสำคัญอย่างแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบข้ามพรมแดนไปยังประเทศไทย โดยเฉพาะจังหวัดเชียงราย การปนเปื้อนนี้ไม่เพียงทำลายระบบนิเวศ แต่ยังคุกคามวิถีชีวิตและสิทธิมนุษยชนของชุมชนท้องถิ่น ซึ่งต้องเผชิญกับความเสี่ยงต่อสุขภาพและความมั่นคงทางอาหาร
ในมิติของห่วงโซ่อุปทานโลก แร่หายากจากรัฐคะฉิ่น โดยเฉพาะแร่หายาหแบบหนัก มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อทั้งจีนและตลาดโลก โดยจีนครองส่วนแบ่งถึงร้อยละ 80 ของการผลิตแร่หายากทั่วโลก และเกือบร้อยละ 100 ของแร่หายากหนัก ซึ่งเป็นที่ต้องการในอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและเทคโนโลยีขั้นสูง ในปี 2566 มูลค่าการค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากจากเมียนมามีมูลค่าสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ตามข้อมูลจาก Global Witness การพึ่งพาแร่จากคะฉิ่นไม่ได้จำกัดอยู่แค่จีน แต่รวมถึงห่วงโซ่อุปทานโลกที่เกี่ยวข้องกับสหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่น ซึ่งกำลังพยายามกระจายแหล่งที่มาเพื่อลดการพึ่งพาจีน สหรัฐฯ มีเป้าหมายลดการพึ่งพาแร่จากจีนภายในปี 2570 และได้เริ่มเจรจากับกลุ่มในรัฐคะฉิ่น รวมถึงการพบปะระหว่างนักการทูตอเมริกันและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในพื้นที่เมื่อสองเดือนก่อน ขณะที่อินเดียในปี 2568 ก็เริ่มแสดงความสนใจในการเข้าถึงแร่หายากจากคะฉิ่นเช่นกัน การแข่งขันนี้ทำให้แร่หายากกลายเป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยจีนใช้ประเด็นนี้เพื่อเพิ่มอิทธิพลต่อความขัดแย้งในเมียนมา และสร้างแรงกดดันต่อกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธในพื้นที่
ประเทศไทยมีบทบาทสำคัญในห่วงโซ่อุปทาน โดยเป็นทางผ่านแร่จากเมียนมาผ่านจังหวัดเชียงราย แม่ฮ่องสอน และตาก โดยมีอย่างน้อย 20 บริษัทที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม การขาดระบบตรวจสอบย้อนกลับที่มีประสิทธิภาพ ประกอบกับข้อตกลงการค้าเสรี ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่เป็นเรื่องยาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการค้าแร่ผ่านตลาดมืด ซึ่งอาจเชื่อมโยงกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง เสนอให้ประเทศไทยยุติการนำเข้าแร่จากเมียนมาผ่านชายแดนหลัก โดยกำหนดให้ผู้ประกอบการระบุแหล่งที่มาของแร่ให้ชัดเจนว่าไม่มาจากพื้นที่ที่ก่อมลพิษในลุ่มน้ำ เพื่อให้สอดคล้องกับหลักการความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมของสหประชาชาติ
สถานการณ์ในรัฐคะฉิ่นยังซับซ้อนด้วยการควบคุมของกองกำลังที่ไม่ใช่รัฐ เช่น กองกำลังว้าและกองกำลังรัฐฉานเหนือ ซึ่งทำให้การเจรจาระหว่างไทยและเมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษและจัดการทรัพยากรเป็นไปอย่างยากลำบาก การเยือนของตัวแทนจากจีน สหรัฐฯ และอินเดียในพื้นที่สะท้อนถึงความสนใจในทรัพยากรแร่หายาก และเพิ่มความซับซ้อนให้กับปัญหาการเมืองในภูมิภาค การแก้ไขปัญหานี้จำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือทั้งในระดับชาติและระหว่างประเทศ รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ตรวจสอบสารโลหะหนักในเชียงราย การตรวจสอบผลผลิตทางการเกษตรก่อนเก็บเกี่ยว และการจัดหาแหล่งน้ำใหม่เพื่อลดผลกระทบต่อสุขภาพประชาชนและเกษตรกร การจัดการห่วงโซ่อุปทานแร่หายากอย่างยั่งยืนจะเป็นกุญแจสำคัญในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิทธิมนุษยชนในระยะยาว
การขยายตัวของเหมืองแร่หายากในพื้นที่ โดยเฉพาะแร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth) ได้รับแรงผลักดันจากความต้องการในตลาดโลกที่เพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะจากจีน ซึ่งใช้แร่เหล่านี้เป็นเครื่องมือทางภูมิรัฐศาสตร์เพื่อควบคุมความขัดแย้งในเมียนมาและรักษาอิทธิพลในห่วงโซ่อุปทานแร่ระดับโลก การขยายตัวของเหมืองในคะฉิ่น โดยเฉพาะในเมืองชิบวีและพังวา ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพประชาธิปไตยใหม่คะฉิ่น (NDAK) ทวีความรุนแรงขึ้นหลังการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อปี 2564 โดยในปี 2567 มีหลุมขุดแร่มากกว่า 5,000 จุด และเหมืองแร่ 400 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากปี 2565 ซึ่งส่วนใหญ่ได้รับการสนับสนุนจากจีนที่มุ่งลดการพึ่งพาการขุดแร่ในประเทศของตนเองเพื่อหลีกเลี่ยงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม
การขยายตัวของเหมืองแร่หายากในคะฉิ่นได้สร้างผลกระทบร้ายแรงต่อระบบนิเวศและชุมชนชนเผ่าพื้นเมืองที่พึ่งพาทรัพยากรธรรมชาติ เช่น ป่าไม้และแหล่งน้ำ เพื่อการดำรงชีวิต สร้างความกังวลต่อสุขภาพของประชาชนและความมั่นคงทางอาหาร
ในมิติของภูมิรัฐศาสตร์ จีนมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมา โดยใช้แร่เหล่านี้เป็นเครื่องมือเพื่อกดดันกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ เช่น กองทัพเอกรachคะฉิ่น (KIA) ซึ่งได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวางจากประชาชนในพื้นที่ในการต่อสู้เพื่อการกำหนดอนาคตตนเองและการปฏิรูปประชาธิปไตยในเมียนมา ในเดือนกรกฎาคม 2568 จีนข่มขู่ที่จะยุติการซื้อแร่หายากจากเมียนมา หาก KIA ยังคงโจมตีเมืองบราโม ซึ่งเป็นเมืองยุทธศาสตร์สำคัญ และมีการปิดประตูด่านชายแดนเพื่อเพิ่มแรงกดดัน ขณะเดียวกัน จีนได้ขยายการทำเหมืองในพื้นที่ที่ควบคุมโดยกองทัพสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งในเดือนสิงหาคม 2568 ประกาศยุติการสนับสนุนด้านอาวุธและเศรษฐกิจต่อกลุ่มพันธมิตร รวมถึงกองกำลังปกป้องประชาชน (PDF) และกลุ่มพันธมิตรประชาธิปไตยแห่งชาติเมียนมา (MNDA) อันเป็นผลจากแรงกดดันของจีน การควบคุม UWSA ที่มีประสิทธิภาพของจีนทำให้การทำเหมืองในรัฐฉานเหนือเพิ่มขึ้นอย่างมาก ซึ่งยิ่งซ้ำเติมปัญหามลพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำโขง
นอกจากจีนแล้ว สหรัฐฯ และอินเดียก็แสดงความสนใจในแร่หายากจากคะฉิ่น โดยสหรัฐฯ มุ่งลดการพึ่งพาจีนภายในปี 2570 และได้ส่งนักการทูตระดับสูงไปพบปะผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในคะฉิ่นเมื่อสองเดือนก่อน ขณะที่อินเดียเริ่มเจรจาเพื่อเข้าถึงแร่ในปี 2568 การแข่งขันนี้ทำให้แร่หายากกลายเป็นประเด็นภูมิรัฐศาสตร์ที่ซับซ้อน ซึ่งไม่เพียงแต่ส่งผลต่อความขัดแย้งในเมียนมา แต่ยังสร้างแรงกดดันต่อชุมชนท้องถิ่นและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค โดยในปี 2566 มูลค่าการค้าที่เกี่ยวข้องกับแร่หายากจากเมียนมามีมูลค่าสูงถึง 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งแสดงถึงความสำคัญทางเศรษฐกิจของแร่เหล่านี้ในห่วงโซ่อุปทานโลก
ปัญหาการทำเหมืองแร่หายากในคะฉิ่นไม่เพียงแต่เป็นภัยคุกคามต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนในท้องถิ่น แต่ยังเป็นประเด็นระดับภูมิภาคที่เกี่ยวข้องกับประเทศไทยและประเทศอื่น ๆ เช่น สหรัฐฯ สหภาพยุโรป ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ซึ่งมีความต้องการแร่หายากเพื่อความมั่นคงแห่งชาติและการพัฒนาเทคโนโลยี การแก้ไขปัญหานี้ต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศ การพัฒนากลไกตรวจสอบย้อนกลับที่เข้มงวด และการผลักดันนโยบายที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน เพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและปกป้องสิทธิมนุษยชนของชุมชนที่ได้รับผลกระทบทั้งในเมียนมาและประเทศไทย
การทำเหมืองในภูมิภาคนี้ใช้เทคนิคชะล้างในแหล่งแร่ (In-Situ Leaching หรือ ISL) ซึ่งเป็นวิธีที่พัฒนาขึ้นในสหรัฐฯ ตั้งแต่ศตวรรษที่ 18 สำหรับการขุดแร่ทองแดง และต่อมาในปี 2523 จีนได้ปรับปรุงเทคนิคนี้เพื่อใช้ในการขุดแร่หายาก โดยฉีดสารเคมี เช่น กรดออกซาลิก เข้าไปในภูเขาเพื่อแยกแร่ออกจากชั้นหิน กระบวนการนี้สร้างมลพิษรุนแรง โดยสารเคมีที่ใช้ทำให้เกิดการปนเปื้อนของโลหะหนัก เช่น สารหนู ตะกั่ว ปรอท และแคดเมียม ซึ่งไหลลงสู่แหล่งน้ำสำคัญ
เทคนิค ISL เริ่มแรกถูกใช้ในการขุดแร่ยูเรเนียมโดยรัสเซียและประเทศอื่น ๆ แต่ปัจจุบันถูกนำมาใช้อย่างแพร่หลายในการขุดแร่หายากในเมียนมา โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่น ซึ่งมีการขุดเจาะหน้าดินบนยอดเขาและฉีดสารเคมีลงในหลุมเพื่อชะล้างแร่ออกมา จากนั้นรวบรวมแร่ที่ได้ลงสู่บ่อขนาดใหญ่ ซึ่งกระบวนการนี้ก่อให้เกิดมลพิษที่เป็นอันตรายต่อระบบนิเวศและชุมชนท้องถิ่น ทนายเลิฟจากมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน ชี้ว่า เทคนิคนี้คล้ายกับการทำเหมืองแบบหาบที่ใช้ในประเทศไทย ซึ่งมักเป็นการขุดหน้าดินหรือใช้ระเบิดเพื่อเข้าถึงชั้นหินที่มีแร่ อย่างไรก็ตาม ในคะฉิ่น แหล่งแร่ที่อุดมสมบูรณ์ทำให้สามารถขุดหน้าดินได้โดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องใช้ระเบิด ซึ่งยิ่งเพิ่มความรวดเร็วในการขยายเหมือง แต่ก็เพิ่มความรุนแรงของมลพิษด้วย
การทำเหมืองแร่หายากได้ทำลายภูมิทัศน์ของคะฉิ่น โดยภูเขาหลายแห่งถูกขุดเจาะจนเสียหาย และเมื่อถึงฤดูฝน การพังทลายของหน้าดินและดินถล่มกลายเป็นภัยพิบัติที่รุนแรง Zung Ting ซึ่งเติบโตในพื้นที่นี้ ระบุว่า ในอดีต น้ำท่วมในคะฉิ่นเกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบ 10 หรือ 20 ปี แต่ปัจจุบันกลายเป็นเหตุการณ์ประจำปี โดยเฉพาะในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา การทำเหมืองที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยในปี 2567 มีหลุมขุดแร่กว่า 5,000 จุดและเหมือง 400 แห่ง เพิ่มขึ้นร้อยละ 40 จากปี 2565 ได้ทำให้ภูเขาถูกทำลายอย่างหนัก เมื่อฝนตกหนัก ดินและตะกอนจากเหมืองไหลลงสู่แม่น้ำ ส่งผลให้เกิดน้ำท่วมรุนแรงและดินถล่มในหลายพื้นที่ ไม่เพียงแต่ในคะฉิ่น แต่ยังลามไปถึงตอนใต้ของเมียนมา รวมถึงบริเวณรอยต่อของแม่น้ำอิรวดี ซึ่งน้ำเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลขุ่นจากตะกอนและสารเคมี วิดีโอที่บันทึกได้จากพื้นที่ใกล้ถนนแสดงให้เห็นบ้านเรือนถูกน้ำพัดพาไป ซึ่งเป็นภาพที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประสบการณ์ของชาวบ้านในภูมิภาคนี้
Zung Ting ชี้ให้เห็นว่า การปนเปื้อนในครั้งนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อ “ห่วงโซ่อาหาร” ของคนในพื้นที่ จากผลการตรวจสอบพบว่ามีสารพิษจำนวนมากปะปนอยู่ในแหล่งน้ำ ซึ่งเป็นต้นทางของอาหารที่หล่อเลี้ยงชีวิตของประชาชนมาอย่างยาวนาน ข้อมูลจากองค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในปี 2009 ระบุว่า ประชากรท้องถิ่นกว่า 70% ยังคงพึ่งพาผลิตภัณฑ์จากป่าเพื่อการดำรงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นหน่อไม้ เห็ด ผักป่า หรือแม้กระทั่งน้ำผึ้งและสัตว์น้ำอย่างปลาและกบที่อาศัยอยู่ในแหล่งน้ำธรรมชาติ แต่ในปัจจุบันผลิตภัณฑ์จากป่าเหล่านี้ได้ปนเปื้อนด้วยสารเคมีอันตราย ทำให้ความมั่นคงทางอาหารของชนพื้นเมืองเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่
การทำเหมืองแร่หายากได้ทำลายป่าและระบบนิเวศอย่างกว้างขวาง สารเคมีที่ใช้ในกระบวนการสกัดแร่ได้สร้างมลพิษให้กับแหล่งอาหารที่เคยอุดมสมบูรณ์ ส่งผลให้สุขภาพและการอยู่รอดของชาวบ้านถูกคุกคามอย่างรุนแรง ปัญหาที่เกิดขึ้นไม่ได้เป็นเพียงความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นปัญหาด้านความอยู่รอดที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อชุมชนพื้นเมือง ซึ่งกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและความสูญเสียในระดับที่ร้ายแรง
ความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรในพื้นที่ เช่น หยก ทองคำ ทับทิม และแร่หายาก โดยเฉพาะแร่หายากหนัก (Heavy Rare Earth) ได้จุดชนวนความขัดแย้งระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ติดอาวุธ เช่น กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) และกองทัพประชาธิปไตยใหม่คะฉิ่น (NDAK) กับกองทัพเมียนมา รวมถึงกลุ่มอื่น ๆ ที่ต้องการควบคุมทรัพยากรเหล่านี้ ความขัดแย้งนี้ไม่เพียงเกิดขึ้นในคะฉิ่น แต่ยังลามไปถึงรัฐอื่น ๆ เช่น รัฐยะไข่ทางตอนใต้ โดยมีทั้งการต่อสู้เพื่อปกป้องชาติพันธุ์และการแย่งชิงอำนาจเหนือทรัพยากรที่มีมูลค่าสูง เช่น แร่หายากและไม้ที่มีคุณภาพ
นอกจากปัญหาสิ่งแวดล้อม ความขัดแย้งในคะฉิ่นยังซับซ้อนด้วยประเด็นยาเสพติด ซึ่งเป็นอีกหนึ่งมิติที่เชื่อมโยงกับการแย่งชิงทรัพยากร Zung Ting ระบุว่า พื้นที่คะฉิ่นเคยเป็นแหล่งปลูกฝิ่นขนาดใหญ่ โดยได้รับการสนับสนุนจากกองทัพเมียนมาในอดีต และบางส่วนถูกควบคุมโดยกองกำลังพิทักษ์ชายแดน (BGF) ร่วมกับ NDAK อย่างไรก็ตาม KIA และชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะกลุ่มศาสนาคริสต์นิกายแบปทิสต์ (Kachin Baptist Convention หรือ KBC) ได้จัดตั้งกลุ่มต่อต้านยาเสพติดที่มีชื่อเสียงในระดับสากล ซึ่งได้รับการยอมรับจากสหรัฐฯ และสหภาพยุโรป กลุ่มนี้ นำโดยเยาวชนและอาสาสมัครในชุมชน ต่อสู้เพื่อหยุดการปลูกและค้าฝิ่นในพื้นที่ โดยมุ่งปกป้องเยาวชนจากภัยของยาเสพติด ซึ่งเป็นปัญหาที่รุนแรงในคะฉิ่น อย่างไรก็ตาม การต่อสู้กับยาเสพติดต้องเผชิญกับความท้าทายจากอิทธิพลของบริษัทจีนที่เกี่ยวข้องกับการค้ายาเสพติดในภูมิภาค ซึ่งเพิ่มความตึงเครียดในความขัดแย้งระหว่าง KIA, NDAK และชุมชนท้องถิ่น
ขณะเดียวกัน เหมือง Rare Earth ก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง การทำเหมืองส่วนใหญ่ใช้วิธี in-situ leaching ซึ่งเป็นการฉีดสารเคมีลงไปในชั้นดินเพื่อสกัดแร่ วิธีนี้ทำให้ดินและน้ำปนเปื้อนสารพิษจำนวนมาก ส่งผลให้แม่น้ำสำคัญ เช่น แม่น้ำอิรวดี สาละวิน และแม่น้ำกก ซึ่งเชื่อมต่อกับพื้นที่ภาคเหนือของไทย มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนสารโลหะหนัก กระทบต่อระบบนิเวศ ความมั่นคงทางอาหาร และสุขภาพของประชาชนทั้งสองฝั่งชายแดน
นอกจากนี้ ความต้องการ Rare Earth ในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ยุโรป และสหรัฐฯ ทำให้ห่วงโซ่อุปทานแร่จากรัฐคะฉิ่นยิ่งมีความซับซ้อนและยากต่อการตรวจสอบ บริษัทข้ามชาติจำนวนมากไม่สามารถยืนยันได้ว่าแร่ที่นำมาใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสะอาด เช่น รถยนต์ไฟฟ้าและกังหันลม ไม่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการทำลายสิ่งแวดล้อม ขณะเดียวกัน ช่องทางการส่งออกแร่ผ่านชายแดนไทย เช่น ด่านแม่สาย และเส้นทางลำน้ำโขง ยิ่งทำให้ประเทศไทยตกอยู่ในตำแหน่งที่มีความรับผิดชอบสูงต่อการควบคุมการนำเข้าและตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่เหล่านี้
ความขัดแย้งในรัฐคะฉิ่นจึงไม่ใช่เพียงสงครามระหว่างกองทัพเมียนมากับกลุ่มชาติพันธุ์ แต่เป็น “สงครามทรัพยากร” ที่มีหลายมิติ ทั้งการแย่งชิงผลประโยชน์จากแร่หายาก การขยายตัวของยาเสพติด การทำลายสิ่งแวดล้อม และการละเมิดสิทธิมนุษยชนของชุมชนท้องถิ่น ปัญหานี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับภูมิรัฐศาสตร์ระดับโลก เนื่องจาก Rare Earth เป็นวัตถุดิบสำคัญในเทคโนโลยีสมัยใหม่และอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด ความต้องการที่เพิ่มสูงขึ้นยิ่งซ้ำเติมความรุนแรงและทำให้พื้นที่รัฐคะฉิ่นและรัฐฉานตกอยู่ในวงจรความขัดแย้งที่ยืดเยื้อ
การแก้ไขปัญหาจึงต้องอาศัยความร่วมมือหลายระดับ ตั้งแต่การผลักดัน ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ในห่วงโซ่อุปทานแร่ การกำหนดมาตรการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมอย่างเข้มงวดสำหรับบริษัทที่เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการเจรจาระหว่างประเทศเพื่อหยุดยั้งการทำเหมืองที่ผิดกฎหมายและฟื้นฟูพื้นที่ต้นน้ำ หากไม่มีมาตรการเร่งด่วน ความขัดแย้งและผลกระทบจะลุกลามต่อไปทั้งในเมียนมา ประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทยที่อยู่ปลายน้ำของแม่น้ำสำคัญเหล่านี้
ปัจจุบัน เมียนมายังไม่มีนโยบายหรือกฎหมายเฉพาะสำหรับการทำเหมือง Rare Earth เลยแม้แต่น้อย แม้จะมีกฎหมายและข้อบังคับด้านเหมืองแร่ทั่วไป แต่ก็ไม่ได้ระบุถึงการจัดการเหมือง Rare Earth โดยตรง โดยกฎหมายที่มีอยู่ เช่น Section 24F กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องจัดทำ Environmental Management Plan (EMP) และ Section 48 ระบุว่ากิจการเหมืองขนาดใหญ่ต้องจัดทำ รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ส่วนเหมืองขนาดกลางและขนาดเล็กเพียงแค่ทำการตรวจสอบสิ่งแวดล้อมเบื้องต้น (Initial Environmental Examination: IEE) เท่านั้น
ก่อนการรัฐประหารปี 2564 ภายใต้รัฐบาลพลเรือน กฎหมายและนโยบายเหล่านี้เคยถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด โดยมีกระบวนการตรวจสอบการสำรวจแร่และการจัดทำแผนปิดเหมืองที่เป็นระบบ รวมถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดทิศทางการพัฒนาเหมืองแร่ แต่เมื่อเกิด รัฐประหารและความขัดแย้งทางอาวุธ กลไกเหล่านี้พังทลายลงอย่างสิ้นเชิง กฎหมายที่เคยมีอยู่ไม่สามารถบังคับใช้ได้ หน่วยงานรัฐในพื้นที่ถูกทำลายความน่าเชื่อถือ และพื้นที่เหมืองจำนวนมากตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มติดอาวุธ โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน
Zung Ting ชี้ว่า ปัจจุบัน “ไม่มีการบังคับใช้กฎหมายหรือระเบียบใด ๆ ในพื้นที่” เนื่องจากทุกฝ่ายให้ความสำคัญกับการสู้รบและการรักษาอำนาจมากกว่าการกำกับดูแลเหมืองแร่ “สิ่งที่เราเห็นคือความพยายามของกลุ่มต่าง ๆ ที่มุ่งเน้นชัยชนะในสงคราม มากกว่าการดูแลประชาชนหรือสิ่งแวดล้อม” เขากล่าว พร้อมเสริมว่า แม้ในอดีตจะมีระบบนโยบายและกฎหมายที่ค่อนข้างเข้มแข็ง แต่ในปัจจุบันทุกอย่างหยุดชะงักและไม่สามารถทำงานได้จริง
ช่องว่างทางกฎหมายนี้เปิดโอกาสให้การทำเหมือง Rare Earth ขยายตัวอย่างไร้การควบคุม ทั้งการใช้สารเคมีอันตรายที่ทำให้ดินและน้ำปนเปื้อน รวมถึงการละเมิดสิทธิแรงงาน เช่น การใช้แรงงานบังคับและแรงงานเด็ก ขณะเดียวกัน ความต้องการ Rare Earth ในตลาดโลก โดยเฉพาะจากจีน ยุโรป และสหรัฐฯ ทำให้เหมืองเหล่านี้กลายเป็นแหล่งรายได้สำคัญที่เลี้ยงดูทั้งกองกำลังติดอาวุธและบริษัทที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้ความขัดแย้งในพื้นที่ยืดเยื้อและทวีความรุนแรงขึ้น
สถานการณ์นี้ยังส่งผลกระทบต่อประเทศเพื่อนบ้าน รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากแม่น้ำสำคัญ เช่น แม่น้ำอิรวดี สาละวิน และแม่น้ำกก เชื่อมโยงกันเป็นเครือข่ายน้ำเดียวกัน การปนเปื้อนสารพิษจากเหมืองจึงสามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ การส่งออกแร่ผ่านชายแดนไทย เช่น ด่านแม่สาย ยังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ที่มีความเสี่ยงสูงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน
ปัญหาการทำเหมือง Rare Earth ในรัฐคะฉิ่นจึงไม่ได้เป็นเพียงปัญหาภายในเมียนมา แต่เป็น ปัญหาข้ามพรมแดน ที่เกี่ยวพันกับเศรษฐกิจโลก ความมั่นคง และสิทธิมนุษยชน หากไม่มีมาตรการเร่งด่วนเพื่อฟื้นฟูกลไกการบังคับใช้กฎหมายและสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) ของแร่ Rare Earth ปัญหานี้จะยังคงดำเนินต่อไป พร้อมผลักดันให้ความขัดแย้งและผลกระทบสิ่งแวดล้อมขยายวงกว้างขึ้นในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและทั่วโลก
ไม่เพียงเป็นปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนเท่านั้น ประเด็นการทำเหมืองแร่ Rare Earth ในคะฉิ่น ยังกลายเป็น ภัยต่อชีวิตของนักปกป้องสิ่งแวดล้อมและภาคประชาสังคม ที่ทำงานเพื่อเปิดเผยความจริงในพื้นที่ ความเสี่ยงนี้สะท้อนผ่านประสบการณ์ของ Zung Ting เอง
ตลอดเวลากว่า 20 ปีของการทำงาน Zung Ting และเพื่อนร่วมงานจากองค์กรภาคประชาสังคม (CSOs) และองค์กรพัฒนาเอกชน (NGOs) ต้องเผชิญแรงกดดันอย่างรุนแรง ทั้งการถูกข่มขู่ การจับกุม การทรมาน และบางรายถึงขั้นถูกสังหารในบ้านของตัวเอง โดยผู้ก่อเหตุไม่จำกัดเพียงกองทัพรัฐบาลทหารเมียนมา แต่ยังรวมถึงกลุ่มติดอาวุธหลายฝ่ายที่มีผลประโยชน์เกี่ยวข้องกับการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ ความเสี่ยงนี้ทำให้ Zung Ting ต้องลี้ภัยออกจากรัฐคะฉิ่น มาพำนักชั่วคราวในประเทศไทย ขณะที่นักกิจกรรมอีกจำนวนมากต้องกระจัดกระจายไปยังประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย หรือแม้แต่ในยุโรป
Zung Ting กล่าวว่าสิ่งที่เราต้องการมากที่สุดคือความรับผิดชอบ (accountability) และการเคลื่อนไหวในระดับนานาชาติ” เขาเรียกร้องให้สังคมโลกตระหนักว่าเบื้องหลังทรัพยากรแร่หายากที่ถูกใช้ผลิตเทคโนโลยีสะอาด เช่น รถยนต์พลังงานไฟฟ้า (EV) หรือสินค้าที่ถูกเรียกว่า “green products” นั้น มักมาจากเหมืองที่เต็มไปด้วยมลพิษและความรุนแรงที่บังคับให้ชุมชนชาติพันธุ์ต้อง “เสียสละ” พื้นที่ของตนเองให้กลายเป็นพื้นที่ที่ต้องเสียสละ (sacrifice zone) เพื่อป้อนวัตถุดิบให้กับอุตสาหกรรมระดับโลก
เขาเสนอข้อเรียกร้องสำคัญ 5 ประการเพื่อรับมือกับวิกฤตครั้งนี้
ประการแรก คือ ผลักดันให้บริษัทจีนและกลุ่มติดอาวุธที่เกี่ยวข้องกับการทำเหมือง Rare Earth ต้องรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น โดยภาคประชาสังคมในพื้นที่ไม่สามารถดำเนินการได้ด้วยตนเอง จำเป็นต้องได้รับแรงสนับสนุนจากสื่อ องค์กรสิทธิมนุษยชน และสังคมโลกเพื่อสร้างแรงกดดัน
ประการที่สอง ต้องมี มาตรฐานขั้นต่ำระดับสากล ที่กำหนดแนวทางการทำเหมือง Rare Earth อย่างรับผิดชอบ พร้อมทั้งมีระบบติดตามตรวจสอบที่เข้มงวด เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนและการทำลายสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะในพื้นที่ที่ไร้การบังคับใช้กฎหมาย
ประการที่สาม คือ การปกป้องนักกิจกรรมและชุมชนชาติพันธุ์คะฉิ่น ซึ่งเป็นแนวหน้าในการเปิดโปงการละเมิดสิทธิและการทำลายทรัพยากร กลุ่มเหล่านี้ควรได้รับการคุ้มครองทั้งในประเทศและจากองค์กรระหว่างประเทศ
ประการที่สี่ องค์กรระหว่างประเทศควร มีส่วนร่วมกับ KIO ในฐานะองค์กรที่มีความชอบธรรมในพื้นที่ เพื่อร่วมกันพัฒนากรอบการทำเหมืองที่มีความรับผิดชอบ หากยังปฏิบัติต่อ KIO เป็นเพียงกลุ่มติดอาวุธ โดยไม่ยอมรับบทบาทในฐานะผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย กระบวนการแก้ไขปัญหาจะไม่มีวันเกิดขึ้น
ประการสุดท้าย คือ การสร้างแคมเปญให้ผู้บริโภคในช่วงปลายของห่วงโซ่อุปทาน เช่น ผู้ใช้รถยนต์ EV ในยุโรปและประเทศพัฒนาแล้ว ตระหนักว่าเทคโนโลยีที่พวกเขาใช้มีต้นกำเนิดจากเหมืองแร่ที่ปนเปื้อนสารพิษและขับเคลื่อนด้วยความทุกข์ทรมานของชุมชนในรัฐคะฉิ่น “ผู้บริโภคต้องเห็นความเชื่อมโยงนี้ และร่วมรับผิดชอบต่อสิ่งที่เกิดขึ้น” Zung Ting เน้นย้ำ
เขาทิ้งท้ายว่า หากไม่มีการเคลื่อนไหวจากประชาคมโลก ความขัดแย้งและการทำลายสิ่งแวดล้อมจะยิ่งรุนแรงขึ้น ไม่เพียงในเมียนมาเท่านั้น แต่ยังลุกลามข้ามพรมแดนไปยังไทยและประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแม่น้ำสายหลัก เช่น แม่น้ำกก และแม่น้ำโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญของภูมิภาค “นี่ไม่ใช่ปัญหาของคะฉิ่นหรือเมียนมาเท่านั้น แต่เป็นปัญหาของโลก” เขากล่าว พร้อมเรียกร้องให้ทุกฝ่ายร่วมกันยุติวงจรการทำลายนี้ ก่อนที่มันจะสายเกินไป

Leave a comment