เมื่อวันที่ 16 มกราคม ณ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้จัดเวทีระดมสมองในงานสัมมนา หัวข้อ “เข็มทิศประเทศไทย-ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า” จากการตระหนักถึงภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษสิ่งแวดล้อมข้ามแดน รวมถึงพื้นที่พิพาทชายแดน ที่มาพร้อมกับกับช่วงของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ว่าจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก
ผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ, พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทยกัมพูชา, ไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชนด้านข่าวต่างประเทศ และฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
การทูตในโลกหลายขั้ว ระบบพหุภาคีถดถอย และโจทย์การต่างประเทศของไทย
พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอภาพรวมและมุมมองด้านการต่างประเทศโดยชี้แจงตั้งแต่ว่าการนำเสนอครั้งนี้เป็นการสะท้อนยุทธศาสตร์และการประเมินสถานการณ์ในระยะกลางของกระทรวง มิได้มุ่งตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากแต่เป็นการมองไปข้างหน้าในภาพรวมของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก เพื่ออธิบายว่ากระทรวงการต่างประเทศมองโลกปัจจุบันอย่างไร และได้เตรียมเครื่องมือใดไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้
เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงระบุว่า ระเบียบโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ โดยเฉพาะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ซึ่งเป็นฉากทัศน์หลักที่กระทรวงใช้ในการวิเคราะห์ทิศทางนโยบายการต่างประเทศของไทยในช่วง 4–5 ปีข้างหน้า การกลับมาของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ พร้อมกับนโยบาย “America First” ที่เข้มข้นยิ่งขึ้น แนวคิด “Peace Through Strength” และลักษณะการดำเนินนโยบายที่มีความไม่แน่นอนสูง ส่งผลให้โลกเผชิญกับความผันผวน ความแตกแยก และการปรับเปลี่ยนโครงสร้างอำนาจระหว่างประเทศอย่างมีนัยสำคัญ
การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวสะท้อนผ่านลักษณะสำคัญหลายประการ ประการแรก คือการเปลี่ยนผ่านจากโลกขั้วอำนาจเดียวหลังสงครามเย็นที่นำโดยสหรัฐและพันธมิตรตะวันตก ไปสู่โลกหลายขั้วที่จีนและรัสเซียก้าวขึ้นมาเป็นมหาอำนาจที่ท้าทายบทบาทของสหรัฐอย่างชัดเจน ประการที่สอง คือการเสื่อมถอยของระบบพหุภาคี ซึ่งเห็นได้จากการที่สหรัฐถอนตัวหรือแสดงท่าทีลดบทบาทต่อองค์กรระหว่างประเทศภายใต้สหประชาชาติ ส่งผลให้ประเทศต่าง ๆ มีแนวโน้มดำเนินนโยบายโดยยึดผลประโยชน์แห่งชาติเป็นหลัก โดยให้ความสำคัญกับกฎหมายระหว่างประเทศและกลไกพหุภาคีน้อยลง ตัวอย่างเช่น กรณีเวเนซุเอลาที่สะท้อนการละเมิดหลักกฎหมายระหว่างประเทศอย่างชัดเจน
ภายใต้บริบทที่ระบบพหุภาคีอ่อนแรงลง กลุ่มประเทศขนาดกลางและประเทศกำลังพัฒนาจึงเริ่มรวมตัวกันมากขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มประเทศโลกใต้ หรือ Global South ซึ่งกลุ่ม BRICS เป็นตัวอย่างสำคัญของการพยายามเพิ่มบทบาทบนเวทีโลก นอกจากนี้ บทบาทของตัวแสดงที่ไม่ใช่รัฐ ไม่ว่าจะเป็นบริษัทข้ามชาติหรือองค์กรพัฒนาเอกชนขนาดใหญ่ ก็ทวีความสำคัญมากขึ้นในเวทีระหว่างประเทศ ขณะเดียวกัน หลายประเทศหันไปใช้นโยบายคุ้มครองตนเองมากขึ้น ท่ามกลางการแข่งขันทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรง ระบบการค้าเสรีจึงถูกแทนที่ด้วยมาตรการกีดกันทางการค้า และกระแสโลกาภิวัตน์มีแนวโน้มถดถอย โดยแต่ละประเทศหันมาให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ของตนเองเป็นหลัก
ในมิติการเมืองภายในประเทศ เอกอัครราชทูตชี้ให้เห็นถึงการเพิ่มขึ้นของพรรคการเมืองฝ่ายขวาและแนวคิดชาตินิยมในหลายประเทศ โดยเฉพาะในยุโรปตะวันตก ซึ่งเป็นกระแสที่เกิดขึ้นต่อเนื่องในช่วง 2–3 ปีที่ผ่านมา
สำหรับประเทศไทย การเปลี่ยนแปลงดังกล่าวก่อให้เกิดความท้าทายหลายด้าน โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ เนื่องจากโครงสร้างเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกและการท่องเที่ยวในสัดส่วนสูง มาตรการภาษีของสหรัฐจึงส่งผลกระทบต่อขีดความสามารถในการแข่งขันของสินค้าไทยโดยตรง อีกทั้งยังมีความเสี่ยงจากการย้ายฐานการผลิตเพื่อเลี่ยงภาษี การใช้ไทยเป็นช่องทางระบายสินค้าจากจีน รวมถึงการสวมสิทธิ์แหล่งกำเนิดสินค้า ซึ่งล้วนเป็นประเด็นที่ไทยต้องเฝ้าระวังทั้งในระยะสั้นและระยะยาว นอกจากนี้ แนวโน้มการใช้มาตรการกีดกันทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี รวมถึงมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม จะยิ่งเพิ่มแรงกดดันให้ไทยต้องเร่งปรับตัว
ปัญหาเชิงโครงสร้างภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นหนี้ครัวเรือน การเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ อัตราการเกิดที่ลดลง และการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างประชากร ล้วนส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจและศักยภาพของรัฐในอนาคต ทั้งในด้านแรงงาน ระบบสาธารณสุข สวัสดิการสังคม และการบริหารจัดการภาครัฐ
ในมิติความมั่นคง ภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกยังคงเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นเส้นทางการค้าหลักและที่ตั้งของประเทศที่มีอิทธิพลสูง ความแข่งขันระหว่างจีนและสหรัฐในภูมิภาคนี้ทำให้ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาสมดุลทางการทูตอย่างรอบคอบ ขณะเดียวกัน ความเสื่อมถอยของระบบพหุภาคียังเปิดช่องให้เกิดภัยคุกคามรูปแบบใหม่ ตั้งแต่ภัยไซเบอร์ อาชญากรรมข้ามชาติ ปัญหามลพิษสิ่งแวดล้อมอย่างฝุ่น PM 2.5 ความเสี่ยงจาก AI ไปจนถึงความมั่นคงทางอาหารและโรคระบาด ซึ่งล้วนเป็นความท้าทายที่ต้องบูรณาการเข้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการต่างประเทศ
เมื่อประเมินศักยภาพของไทย กระทรวงการต่างประเทศเห็นว่า ประเทศไทยยังมีจุดแข็งสำคัญ ได้แก่ ที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ซึ่งเป็นจุดเชื่อมโยงของภูมิภาค ความต่อเนื่องและความเป็นมิตรของการทูตไทยกับทุกขั้วอำนาจ และบทบาทของอาเซียนในฐานะเสาหลักของนโยบายการต่างประเทศ ซึ่งช่วยสร้างความเชื่อมั่น เสถียรภาพ และดุลอำนาจในภูมิภาค
สำหรับทิศทางนโยบายการต่างประเทศในอนาคต เอกอัครราชทูตเน้นว่า ไทยจำเป็นต้องเสริมสร้างความสัมพันธ์กับทุกประเทศบนพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศและค่านิยมสากล เข้าไปมีบทบาทในกระบวนการกำหนดระเบียบโลกอย่างทันท่วงที รักษาเสรีภาพและความมั่นคงในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิกผ่านความร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้านและกลไกภูมิภาคต่าง ๆ และใช้การทูตเศรษฐกิจเป็นเครื่องมือสนับสนุนผลประโยชน์ของประเทศและประชาชน
ทูตพงศ์ปราชญ์เห็นว่า โลกปัจจุบันเผชิญกับความไม่แน่นอนสูงจากการแข่งขันเชิงอำนาจและการเปลี่ยนแปลงของระเบียบโลกใหม่ ประเทศไทยจำเป็นต้องปรับตัวอย่างรอบด้าน ทั้งในมิติความมั่นคง เศรษฐกิจ และการเมืองระหว่างประเทศ โดยยึดอาเซียนเป็นฐาน ใช้กฎหมายระหว่างประเทศเป็นหลัก และดำรงบทบาทอย่างสร้างสรรค์บนเวทีโลก
เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงสะท้อนว่าภายใต้บริบทโลกที่ความร่วมมือพหุภาคีลดบทบาทลง ประเทศต่าง ๆ ดำเนินนโยบายเชิงรุกและแข็งกร้าวมากขึ้น ทำให้ประเทศไทยเผชิญความท้าทายมากกว่าเดิม ก่อนเชิญผู้แทนฝ่ายความมั่นคงขึ้นให้ข้อมูลต่อเนื่องเพื่อเชื่อมโยงมิติการต่างประเทศเข้ากับนโยบายด้านการป้องกันประเทศ
ความมั่นคงแห่งชาติในยุคสงครามลูกผสม: การบูรณาการการทหาร การทูต และกฎหมายสากล
พลอากาศเอก ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทย – กัมพูชา กล่าวว่า มิติด้านกลาโหมย่อมเชื่อมโยงอย่างใกล้ชิดกับนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ก่อนจะถ่ายทอดลงสู่การปฏิบัติของกองทัพในทุกเหล่าทัพ ไม่ว่าจะเป็นบทบาทด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ การฝึก การศึกษา การเยือนระหว่างประเทศ ตลอดจนบทบาทของผู้ช่วยทูตทหาร ซึ่งทั้งหมดดำเนินไปในทิศทางเดียวกันบนพื้นฐานของการสร้างและรักษาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
ในมิติด้านการประเมินสถานการณ์ด้านความมั่นคง กระทรวงกลาโหมและกองทัพได้ดำเนินการวิเคราะห์ภัยคุกคามอย่างต่อเนื่อง โดยมีการติดตามสถานการณ์ล่วงหน้าในระยะ 1–3 ปี เพื่อประเมินความขัดแย้งและภัยคุกคามที่อาจเกิดขึ้น ทั้งนี้ การมองความมั่นคงไม่สามารถแยกส่วนเฉพาะมิติทางทหารได้อีกต่อไป เนื่องจากอำนาจแห่งชาติในปัจจุบันเป็นองค์รวมที่เชื่อมโยงกันทั้งหมด ตั้งแต่การเมือง เศรษฐกิจ สังคม ข่าวสาร กฎหมายระหว่างประเทศ ไปจนถึงมิติด้านความมั่นคงทางทหาร
จากประสบการณ์ในการปฏิบัติหน้าที่ พลอากาศเอกประภาสยกตัวอย่างเหตุการณ์สำคัญในช่วงที่ผ่านมา ซึ่งได้เน้นย้ำต่อผู้นำรัฐบาลว่าการดำเนินการทุกด้านต้องเป็น “เสียงเดียวกัน” เริ่มตั้งแต่การปฏิบัติในสนามรบที่ต้องมีความถูกต้องตามกฎหมาย มีความเหมาะสมตามหลักสัดส่วน และสะท้อนจุดยืนของประเทศอย่างชัดเจน จากนั้นจึงเชื่อมโยงไปสู่การสื่อสารเชิงยุทธศาสตร์ การสร้างความชอบธรรม ความโปร่งใส และการคุ้มครองความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ก่อนจะถ่ายทอดไปสู่เวทีการทูต ซึ่งใช้ภาษาสากลที่อธิบายได้ทั้งในมิติของกฎหมายระหว่างประเทศ สิทธิมนุษยชน และมนุษยธรรม
พลอากาศเอกประภาสยังเน้นว่า เวทีการทูตในปัจจุบันเป็นสมรภูมิสำคัญที่กำลังแข่งขันกันอย่างเข้มข้น โดยมีอย่างน้อยสามมิติหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่ มิติด้านความมั่นคง มิติด้านเศรษฐกิจและสังคม และมิติด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งล้วนต้องบูรณาการเป็นเนื้อเดียวกัน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมและกรกฎาคมที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นว่าเครื่องมือที่ไม่ใช่การทหาร ซึ่งควรเป็นแนวทางแรกในการจัดการความขัดแย้งนั้น ถูกนำมาใช้อย่างไร และมีข้อจำกัดประการใด
ในมิติการประเมินภัยคุกคาม พลอากาศเอกประภาสอธิบายถึงฉากทัศน์ที่อันตรายที่สุดและฉากทัศน์ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นมากที่สุดในช่วง 1–3 ปีข้างหน้า โดยเฉพาะความเสี่ยงจากการแทรกแซงของมหาอำนาจ การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง อาวุธรูปแบบใหม่ สงครามไซเบอร์ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ และการบ่อนทำลายจากภายใน ซึ่งเป็นรูปแบบของสงครามลูกผสมที่ประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเผชิญอยู่ในปัจจุบัน
พลอากาศเอกประภาสย้ำว่า กองทัพไทยมีศักยภาพในการรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ ทั้งในด้านข่าวกรอง เทคโนโลยี ระบบเฝ้าระวัง และการปฏิบัติการแบบบูรณาการ โดยการตัดสินใจใช้กำลังจะยึดหลักความจำเป็นและความเหมาะสมเป็นสำคัญ พร้อมทั้งปฏิบัติตามหลักกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างเคร่งครัด เป้าหมายทางทหารต้องชัดเจน พลเรือนต้องได้รับการคุ้มครอง และทุกการปฏิบัติสามารถตรวจสอบได้
พลอากาศเอกประภาสเน้นย้ำว่า ความมั่นคงที่ยั่งยืนไม่อาจเกิดขึ้นได้จากการทหารเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคการศึกษา รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจและการดูแลประชาชนในพื้นที่ชายแดนควบคู่กันไป ขณะเดียวกัน กองทัพไทยให้ความสำคัญกับการวิจัยและพัฒนา การสร้างขีดความสามารถในการผลิตยุทโธปกรณ์ภายในประเทศ เพื่อลดการพึ่งพาจากภายนอกและสร้างความยั่งยืนด้านความมั่นคงในระยะยาว
ในช่วงท้าย พลอากาศเอกประภาสเห็นว่า ความมั่นคงของชาติในโลกยุคปัจจุบันเป็นเรื่องซับซ้อนและเชื่อมโยงหลายมิติ การรักษาสันติภาพ ความปลอดภัย และผลประโยชน์ของประเทศ จำเป็นต้องอาศัยทั้งพลังทางการทูต พลังทางเศรษฐกิจ พลังทางสังคม และพลังทางทหารที่ทำงานประสานกันอย่างเป็นเอกภาพ ภายใต้หลักกฎหมายสากลและความรับผิดชอบต่อประชาชนเป็นสำคัญ
สแกมเมอร์ ยาเสพติด และสงครามอำนาจ: ความมั่นคงไทยท่ามกลางเครือข่ายทุนเทาและอาชญากรรมข้ามชาติ
ไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ ย้อนเล่าถึงสถานการณ์เมื่อราวห้าปีก่อน ในช่วงที่ตนดำรงตำแหน่งในกองประเมินสถานการณ์ ซึ่งทำหน้าที่ด้านข่าวกรองของสมช. ขณะนั้นรัฐบาลภายใต้การนำของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และเลขาธิการสมช. ได้ส่งสัญญาณความห่วงกังวลอย่างยิ่งต่อปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนสีเทาในประเทศเพื่อนบ้าน เหตุผลสำคัญคือกลุ่มทุนเหล่านี้มีเงินทุนมหาศาล ปราบปรามได้ยาก และดำเนินการในลักษณะเครือข่ายระดับภูมิภาค อาชญากรรมหลายประเภทไม่ว่าจะเป็นการค้ามนุษย์ ยาเสพติด การหลอกลวงออนไลน์ หรือการพนันผิดกฎหมาย ล้วนเชื่อมโยงกันทั้งในเชิงกิจกรรม บุคคล และพื้นที่ตั้ง การแก้ไขปัญหาจึงไม่อาจทำได้โดยประเทศใดประเทศหนึ่ง หากแต่ต้องอาศัยความร่วมมือระดับภูมิภาค ซึ่งในทางปฏิบัติกลับเผชิญข้อจำกัด เนื่องจากประเทศเพื่อนบ้านต่างก็มีปัญหาภายในของตนเอง บางพื้นที่โดยเฉพาะเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ให้เช่าระยะยาวนั้น แม้แต่เจ้าหน้าที่ด้านความมั่นคงของประเทศเจ้าของพื้นที่เองก็ยังเข้าไม่ถึง
ในช่วงเวลาดังกล่าว ผู้บริหารระดับสูงของรัฐบาลแสดงความกังวลอย่างชัดเจนว่ากลุ่มทุนสีเทาและกิจกรรมผิดกฎหมายรอบบ้านไทยอาจค่อย ๆ แทรกซึมเข้ามาในประเทศ เนื่องจากเงินทุนที่มหาศาลและอิทธิพลที่ขยายตัวอย่างรวดเร็ว ถึงขั้นที่เจ้าหน้าที่ข่าวกรองบางรายประเมินว่า ปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติที่เชื่อมโยงกับทุนสีเทาอาจแก้ไขได้ยากกว่าปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้เสียอีก อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน ไผทมองว่าสังคมไทยเริ่มตระหนักถึงปัญหานี้มากขึ้น เห็นได้จากการที่ประเด็นสแกมเมอร์และทุนสีเทาถูกหยิบยกเป็นนโยบายหาเสียง ซึ่งสะท้อนว่าไม่ว่ารัฐบาลใดจะเข้ามาบริหาร ปัญหานี้จะยังคงเป็นวาระสำคัญต่อไป
ไผทยังเล่าว่า ตั้งแต่ปี 2565 สมช. ได้นำเสนอการประเมินเชิงล่วงหน้าต่อรัฐบาล โดยชี้ว่าขบวนการทุนสีเทาที่เชื่อมโยงกับอาชญากรรมข้ามชาติเป็นปัญหาเชิงโครงสร้าง กลุ่มเหล่านี้เติบโตจากการสร้างความสัมพันธ์กับรัฐ ทั้งในประเทศต้นทางและประเทศปลายทางของการลงทุน มีการพัฒนารูปแบบการกระทำผิดที่ซับซ้อน เป็นระบบ และสร้างเครือข่ายกับผู้มีอิทธิพลเพื่อคุ้มครองตนเองจากการบังคับใช้กฎหมาย อย่างไรก็ดี ไผทยอมรับว่า แม้จะประเมินปัญหาได้ชัดเจน แต่ในเวลานั้น สมช. เองก็ไม่มั่นใจว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาได้มากน้อยเพียงใด เนื่องจากมีปัจจัยเชิงโครงสร้างหลายประการ ทั้งปัญหาเรื้อรังในประเทศเพื่อนบ้านและภายในประเทศ รวมถึงปัญหาคอร์รัปชัน ซึ่งล้วนเป็นอุปสรรคต่อการแก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรม
เมื่อกล่าวถึงสถานการณ์ในเมียนมา ไผทวิเคราะห์ว่า อาชญากรรมข้ามชาติในประเทศดังกล่าวเชื่อมโยงอย่างแนบแน่นกับความขัดแย้งภายในนับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2564 สงครามกลางเมืองที่ดำเนินมากว่าสี่ปีทำให้ทุกฝ่ายมีทั้งได้และเสีย แต่กลุ่มหนึ่งที่แทบไม่สูญเสียและกลับขยายอิทธิพลอย่างต่อเนื่อง คือกองกำลังสหรัฐว้า (UWSA) ซึ่งปัจจุบันถือเป็นกองกำลังที่เข้มแข็งที่สุดในเมียนมา กลุ่มว้าได้ขยายพื้นที่อิทธิพลจากรัฐฉานตอนเหนือ ลงมาทางตอนใต้จนใกล้ชายแดนไทยมากขึ้น ส่งผลต่อยุทธศาสตร์ความมั่นคงของไทยในระยะยาว อีกทั้งยังเป็นที่รับรู้กันทั่วไปว่ากลุ่มว้าและพันธมิตรมีความเกี่ยวข้องกับธุรกิจผิดกฎหมายหลายประเภท โดยเฉพาะยาเสพติด ทำให้แนวโน้มปัญหาอาชญากรรมและการฟอกเงินตามแนวชายแดนภาคเหนือของไทย โดยเฉพาะในจังหวัดใหญ่ เช่น เชียงใหม่ มีความเสี่ยงเพิ่มสูงขึ้น
ในพื้นที่เมียนมาที่ติดชายแดนไทยโดยตรง โดยเฉพาะฝั่งจังหวัดตาก ไผทกล่าวถึงบทบาทของกลุ่มกะเหรี่ยงบางส่วนที่ปรับตัวจากการเป็นกองกำลังติดอาวุธมาเป็นผู้ประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย โดยเฉพาะในพื้นที่ตรงข้ามอำเภอแม่สอดและท่าสองยาง ช่วงที่รัฐบาลไทยใช้มาตรการ “สามตัด” เพื่อตัดปัจจัยสนับสนุนข้ามแดนในหลายจุด สมช. ประเมินว่ามาตรการดังกล่าวสามารถขัดขวางกิจกรรมผิดกฎหมายได้ในระดับหนึ่ง แต่แหล่งอาชญากรรมขนาดใหญ่ เช่น สแกมเมอร์และการพนันออนไลน์ในบางพื้นที่ ยังคงดำเนินการต่อไปได้ นอกจากนี้ ยังพบพัฒนาการที่น่ากังวล คือการตรวจพบแหล่งผลิตยาเสพติดในพื้นที่ที่เดิมไม่เคยมีข้อมูลมาก่อน สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวและความยืดหยุ่นของขบวนการอาชญากรรม
ในกรณีกัมพูชา ไผทชี้ว่าปัญหาสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติผูกโยงอยู่กับโครงสร้างอำนาจทางการเมืองของประเทศอย่างชัดเจน การจับกุมและส่งตัวบุคคลสำคัญที่เชื่อมโยงกับกลุ่มทุนขนาดใหญ่กลับประเทศจีน เป็นผลจากแรงกดดันระหว่างประเทศและบริบทความสัมพันธ์ระหว่างไทย–กัมพูชา สมช. เคยนำเรียนรัฐบาลว่า การปราบปรามสแกมเมอร์ในกัมพูชาไม่เพียงเป็นมาตรการด้านอาชญากรรม แต่ยังเป็นยุทธศาสตร์ที่ช่วยแยกความขัดแย้งระหว่างรัฐบาลออกจากประชาชนกัมพูชาโดยรวม
ไผทยังตั้งข้อสังเกตว่า ในระยะยาว การจัดการปัญหาทุนสีเทาในลาวอาจซับซ้อนและยากยิ่งกว่าในเมียนมาและกัมพูชา เนื่องจากเป็นลักษณะความสัมพันธ์ระดับรัฐต่อรัฐที่มีความละเอียดอ่อน จึงอยากให้ฝ่ายนิติบัญญัติมีบทบาทในการติดตามและตรวจสอบอย่างใกล้ชิด
ในส่วนของผลกระทบต่อประเทศไทย ไผทวิเคราะห์ว่า ผลกระทบประการแรกคือผลกระทบโดยตรงจากการขยายตัวของอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด ค้ามนุษย์ ค้าอาวุธ ฟอกเงิน และการพนัน ซึ่งเชื่อมโยงกันเป็นเครือข่าย โดยในกรณีกัมพูชา เหยื่อจำนวนมากเป็นคนไทย ขณะที่ฝั่งเมียนมามักมุ่งเป้าไปที่ชาวต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน อันเป็นผลจากความใกล้ชิดทางเศรษฐกิจและการไหลเวียนของแรงงานระหว่างไทยกับกัมพูชา ซึ่งทำให้ข้อมูลส่วนบุคคลของคนไทยรั่วไหลได้ง่ายกว่า
ผลกระทบประการที่สอง คือความเสี่ยงที่ประเทศในภูมิภาค รวมถึงไทย อาจถูกครอบงำโดยกลุ่มทุนสีเทา ธุรกิจสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติได้พัฒนาเป็นอุตสาหกรรมที่สร้างรายได้มหาศาล จนในบางประเทศกลายเป็นกลไกสำคัญทางเศรษฐกิจและการเมือง หากปล่อยให้ดำเนินต่อไปโดยไร้การควบคุม ย่อมเสี่ยงต่อการกัดเซาะสถาบันทางการเมืองและบิดเบือนระบบการปกครอง
ผลกระทบประการสุดท้าย คือความเสี่ยงจากการแทรกแซงของมหาอำนาจ ขบวนการทุนสีเทาและอาชญากรรมข้ามชาติอาจถูกใช้เป็นเครื่องมือหรือทรัพยากรทางยุทธศาสตร์ในเกมการแข่งขันอำนาจระดับโลก ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความซับซ้อนในการแก้ไขปัญหา สมช. จึงพยายามผลักดันแนวคิดด้านการป้องกันการแทรกแซงจากต่างชาติและการเสริมสร้างความมั่นคงทางเศรษฐกิจ เพื่อเป็นมาตรการระยะยาวในการลดทอนความเสี่ยงเหล่านี้
ไผทสรุปว่า แม้สมช. จะประเมินภัยคุกคามอื่น ๆ เช่น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสังคมสูงวัยไว้ด้วย แต่ในบริบทของเวทีนี้ เห็นควรให้ความสำคัญกับปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติและทุนสีเทา ซึ่งเป็นความท้าทายเร่งด่วนต่อความมั่นคงของประเทศในปัจจุบัน
สงครามเย็นถึงโลกหลังระเบียบ: บทเรียนการทูตไทยในสายตาสื่อ
กรุณา บัวคำศรี ในฐานะสื่อมวลชนด้านการต่างประเทศ กล่าวว่าความท้าทายด้านความมั่นคงที่ประเทศไทยเผชิญอยู่มีทั้งภัยที่อยู่ใกล้ตัว โดยเฉพาะสถานการณ์ในเมียนมาร์ และภัยที่มาในรูปแบบใหม่ เช่น เครือข่ายสแกมเมอร์และอาชญากรรมข้ามชาติในกัมพูชา ซึ่งล้วนมีทั้งมิติการใช้กำลังและมิติที่ซับซ้อนทางเศรษฐกิจและเทคโนโลยีเข้ามาเกี่ยวข้อง
ในมุมมองของเธอ ในฐานะประชาชน สิ่งที่สำคัญไม่แพ้การมีข้อมูลคือคำถามว่า ประเทศไทยจะสามารถ “รวบรวม” หรือ consolidate ข้อมูลทั้งหมดที่รัฐมีอยู่แล้วอย่างไร ทั้งข้อมูลเกี่ยวกับท่าทีของมหาอำนาจอย่างสหรัฐ จีน รัสเซีย รวมถึงประเทศในภูมิภาคอย่างเวียดนามและกัมพูชา เพื่อกลั่นออกมาเป็นยุทธศาสตร์ด้านการต่างประเทศที่ชัดเจนและมีพลังพอจะรับมือกับภัยคุกคามเหล่านี้ได้จริง ก่อนจะไปถึงจุดนั้น เธอขอถอยออกมามองภาพใหญ่ในฐานะสื่อมวลชน ซึ่งอาจไม่มีข้อมูลเชิงลึกด้านการทหารหรือความมั่นคง แต่สามารถมองเห็นแนวโน้มของโลกโดยรวมได้ชัดเจน
เธอมองว่าโลกกำลังยืนอยู่บนจุดเปลี่ยนสำคัญที่สุดครั้งหนึ่งในรอบกว่า 80 ปี ตัวชี้วัดที่สะท้อนภาพนี้ได้ชัดคือการที่สหรัฐอเมริกาเพิ่งประกาศเอกสารยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติฉบับใหม่ ซึ่งในสาระสำคัญสะท้อนว่า ระเบียบโลกแบบหลังสงครามเย็นอาจสิ้นสุดลงแล้ว โลกกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะที่ไร้ระเบียบมากขึ้น เป็นโลกที่ผู้มีอำนาจและกำลังสามารถทำอะไรก็ได้มากกว่าที่เคย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่าโลกจะเปลี่ยนไปอย่างไร แต่คือประเทศไทยจะวางตัวอย่างไรท่ามกลางโลกเช่นนี้
เมื่อย้อนมองอดีต เธอเห็นว่าการทูตไทยในยุคสงครามเย็นมีลีลาและยุทธศาสตร์ที่จับต้องได้ ประเทศไทยรู้จักอ่านเกมมหาอำนาจและดักทางล่วงหน้า ตั้งแต่การยืนอยู่ข้างสหรัฐเพื่อต้านคอมมิวนิสต์ ไปจนถึงการปรับท่าทีเมื่อสหรัฐเริ่มเปิดสัมพันธ์กับจีน ซึ่งทำให้ไทยสามารถรักษาพื้นที่ทางยุทธศาสตร์ของตนเองไว้ได้ แม้ในช่วงที่ภูมิภาคเผชิญความผันผวนอย่างรุนแรง ภาพเหล่านี้ทำให้การทูตไทยในอดีตไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็นสิ่งที่ประชาชน โดยเฉพาะคนชายแดน สามารถรับรู้และเข้าใจได้
ตัวอย่างที่ชัดเจนอีกช่วงหนึ่งคือปลายสงครามเย็น เมื่อผู้นำไทยประกาศแนวคิด “เปลี่ยนสนามรบเป็นสนามการค้า” เพียงประโยคเดียวก็ทำให้ทั้งสังคมเข้าใจทิศทางการต่างประเทศของไทย และทำให้ประเทศสามารถปรับตัวเข้าสู่โลกหลังความขัดแย้งได้อย่างมีบทบาทและมีน้ำหนัก ในทางกลับกัน หลังปี 1991 เมื่อโลกเข้าสู่ยุคที่เชื่อว่าความรุ่งเรืองและสันติภาพจะดำรงอยู่ผ่านโลกาภิวัตน์ การทูตไทยกลับค่อย ๆ กลายเป็นการ “ไปตามกระแส” มากกว่าการกำหนดทิศทางด้วยตนเอง จนในวันนี้ แม้ในฐานะสื่อมวลชนเองก็ยังตั้งคำถามว่าหลักยึดของการทูตไทยอยู่ตรงไหน
สำหรับเธอ หมุดหมายใหม่ของการเมืองโลกในปัจจุบัน ประกอบกับภัยคุกคามรอบบ้านที่มาได้ทั้งในรูปแบบการทหารดั้งเดิมและสงครามไซเบอร์ คือช่วงเวลาที่ประเทศไทยควรกลับมาคิดเรื่อง “การทูตเชิงรุก” หรือการทูตแบบดักหน้าอีกครั้ง เป็นการทูตที่สื่อสารแล้วประชาชนเข้าใจ สื่อมวลชนจับทางได้ และทุกภาคส่วนเห็นภาพเดียวกันว่าประเทศกำลังมุ่งไปทางไหน เธอเชื่อว่าวิกฤตและความท้าทายเหล่านี้อาจกลายเป็นโอกาส หากไทยสามารถกลั่นข้อมูลที่มีอยู่แล้วให้กลายเป็นยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน มีพลัง และเชื่อมโยงการทูต การทหาร และการสื่อสารสาธารณะเข้าด้วยกัน
กรุณาสะท้อนถึงบทบาทของสื่อมวลชนและสังคมไทย โดยชี้ว่าหลังสงครามเย็น สังคมไทยค่อย ๆ ห่างเหินจากบริบทโลก ทำให้เมื่อรัฐหรือกระทรวงการต่างประเทศจะดำเนินนโยบายใด ๆ ต้องใช้เวลาอธิบายอย่างมาก เพราะประชาชนจำนวนหนึ่งไม่รู้สึกว่าตนเองเชื่อมโยงกับเวทีระหว่างประเทศ ภารกิจสำคัญของสื่อจึงไม่ใช่เพียงรายงานข่าว แต่คือการอธิบายให้สังคมเห็นว่าไทยกับโลกไม่เคยแยกจากกัน และไม่อาจแยกจากกันได้ หากประเทศไทยต้องการยืนอยู่ได้อย่างมีศักดิ์ศรีและมีน้ำหนักในโลกที่กำลังผันผวนและคาดเดาได้ยากยิ่งขึ้น
กังหันลมท่ามกลางแรงลมมหาอำนาจ: ทางเลือกการทูตไทยในระเบียบโลกใหม่
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เริ่มต้นด้วยการนิยามตัวเองว่าเป็น Social Democrat หรือผู้ที่ยึดถือแนวคิดทางการเมืองที่ให้ความสำคัญกับคนตัวเล็กตัวน้อย ชนชั้นแรงงาน และความเป็นธรรมทางสังคม
เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ใกล้ตัว เมื่อครอบครัวแฟนตัดสินใจซื้อรถยนต์ไฟฟ้าจากจีน ซึ่งในตอนแรกเขารู้สึกไม่สบายใจ เพราะมองเห็นผลกระทบต่ออุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นในไทยที่ต้องปิดตัวลงจากการแข่งขันของสินค้าจีนราคาถูก แต่เมื่อได้ลองขับรถ EV จีนรุ่นท็อปด้วยตัวเอง เขากลับพบว่าเทคโนโลยีของจีนก้าวหน้าอย่างมาก จนทำให้เขาตระหนักว่า ในที่สุดแล้วประเทศไทยคงไม่อาจหลีกเลี่ยงความจริงที่ต้อง “เรียนรู้ที่จะอยู่กับจีน”
ประสบการณ์นี้สะท้อนการถกเถียงในหมู่นักวิชาการรุ่นใหม่ โดยเฉพาะที่ธรรมศาสตร์ เกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างมหาอำนาจและจุดยืนของไทยในระเบียบโลกใหม่ เพื่อนคนหนึ่งของเขาซึ่งจบจากสหรัฐฯ และเคยใช้รถอเมริกัน กลับต้องเผชิญกับปัญหารถเสีย และสุดท้ายเปลี่ยนมาใช้รถ EV จากจีน เหตุการณ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงเรื่องรถยนต์ หากแต่เป็นสัญลักษณ์ของฉันทามติบางอย่างในหมู่นักวิชาการรุ่นใหม่ว่า ความหวังในการเป็นพันธมิตรที่มั่นคงกับสหรัฐอเมริกากำลังสั่นคลอน เนื่องจากสหรัฐฯ ได้บั่นทอนความน่าเชื่อถือของตนเองลงอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญไม่ได้อยู่ที่ว่าจะอยู่กับจีนหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่าจะอยู่กับจีนอย่างไร โดยไม่ถูกเอาเปรียบ และยังสามารถรักษาผลประโยชน์ของประเทศไว้ได้ ทั้งในเชิงเศรษฐกิจและเชิงค่านิยม เขาตั้งคำถามถึงการปกป้องผู้ประกอบการ SME ไทย การบังคับให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยีอย่างแท้จริง การสร้าง supply chain ที่มีผู้ประกอบการไทยมีส่วนร่วม ไม่ใช่เพียงการเปิดโรงงานในนามการลงทุน แต่กลับนำแรงงานและทุนจากจีนเข้ามาทั้งระบบ
เขาย้อนให้เห็นว่าความรู้สึกเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะในอดีตไทยก็เคยมองญี่ปุ่นในฐานะ “สัตว์เศรษฐกิจ” มาก่อน แต่ในที่สุด ไทยสามารถพัฒนาอุตสาหกรรมของตนเอง สร้าง supply chain ภายในประเทศ และเปลี่ยนญี่ปุ่นให้กลายเป็นพันธมิตรทางเศรษฐกิจและ soft power ที่ใกล้ชิดกับสังคมไทย คำถามจึงคือ ไทยจะทำแบบเดียวกันกับจีนได้หรือไม่
ประเด็นนี้ไม่ใช่เพียงเรื่องเศรษฐกิจ แต่รวมถึงค่านิยมและอธิปไตยทางวัฒนธรรมด้วย เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่เจ้าหน้าที่สถานทูตจีนเข้าไปกดดันให้ยุติการจัดแสดงศิลปะที่หอศิลปวัฒนธรรมกรุงเทพฯ ซึ่งมีเนื้อหาเกี่ยวกับไต้หวันและฮ่องกง เขามองว่านี่คือการก้าวก่ายอธิปไตยของไทยอย่างชัดเจน และตั้งคำถามว่าเราจะปกป้องพื้นที่เสรีภาพในการแสดงออกของเราได้อย่างไร
กรณีชาวอุยกูร์ที่ยังคงอยู่ในเรือนจำไทยก็เป็นอีกตัวอย่างหนึ่งของแรงกดดันเชิงค่านิยมจากจีน เขาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ระดับปฏิบัติการของไทยจำนวนมากไม่ต้องการส่งตัวกลับ แต่แรงกดดันทางการเมืองจากจีนมีมาอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลไทยในอนาคตจึงต้องชั่งน้ำหนักระหว่างต้นทุนจากการยอมจีน กับต้นทุนจากการสูญเสียความเชื่อถือในเวทีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะกับประเทศที่ให้ความสำคัญกับสิทธิมนุษยชน
ในบริบทของภูมิรัฐศาสตร์ เขาอ้างถึงงานวิจัยของอาจารย์ที่ NUS ซึ่งชี้ให้เห็นว่าประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เกือบทั้งหมดโน้มเอียงไปทางจีนมากขึ้นในช่วง 10–30 ปีที่ผ่านมา ยกเว้นฟิลิปปินส์ ขณะที่ประเทศที่ใกล้จีนมากเกินไปอย่างลาวและกัมพูชา ก็เริ่มพยายามถอยออกมา สิ่งนี้สะท้อนว่าโลกกำลังเข้าสู่ความสัมพันธ์แบบ transactional ที่ขับเคลื่อนด้วยผลประโยชน์ มากกว่าค่านิยม
ในโลกเช่นนี้ เขาเห็นโอกาสของประเทศที่ไม่ใช่มหาอำนาจ แต่เป็น “อำนาจระดับกลาง” หรือที่เขาชอบเรียกว่า Independent Power ประเทศอย่างไทยสามารถสร้างเครือข่ายใหม่กับประเทศระดับกลางอื่น ๆ ผ่านความร่วมมือเฉพาะประเด็น เช่น เครือข่าย Gripen ของประเทศผู้ใช้เครื่องบินรบรุ่นเดียวกัน หรือความร่วมมือด้านเทคโนโลยีสีเขียวและเศรษฐกิจแบบก้าวหน้า
เขาเสนอว่าโลกกำลังเคลื่อนจากพหุภาคีขนาดใหญ่ไปสู่การรวมกลุ่มแบบ issue-based alignment หรือ non-exclusive alignment คือไม่ผูกตัวเองกับขั้วใดขั้วหนึ่ง แต่เลือกจับมือเป็นเรื่อง ๆ ไปตามผลประโยชน์ของประเทศ ในด้านค่านิยม เขาอยากเห็นไทยใกล้ชิดกับประเทศประชาธิปไตยอย่างญี่ปุ่น เกาหลี เยอรมนี และออสเตรเลีย มากขึ้น
หัวใจสำคัญที่สุดสำหรับเขาคือ “agency” หรือความสามารถของประเทศไทยในการกำหนดชะตากรรมของตนเอง เขาวิพากษ์วาทกรรมที่ไทยมักมองตัวเองเป็นประเทศเล็กที่ต้องหลบเลี่ยงความขัดแย้ง และเสนอให้เปลี่ยนมุมมองเป็นประเทศที่สามารถแปรแรงลมของมหาอำนาจให้กลายเป็นพลังขับเคลื่อนของตนเองได้เหมือนกังหันลม
อย่างไรก็ตาม agency จะเกิดขึ้นไม่ได้ หากปราศจากการเมืองที่มีความชอบธรรมและกองทัพที่เป็นมืออาชีพ เขาเสนอว่าหากไทยต้องเพิ่มงบประมาณด้านความมั่นคง กองทัพก็ต้องแลกด้วยการปฏิรูป สร้างความเชื่อมั่นต่อสังคม และไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง เพื่อให้รัฐบาลพลเรือนสามารถตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ได้อย่างมีความรับผิดชอบ
เขาสะท้อนความรู้สึกส่วนตัวต่อเหตุการณ์ความขัดแย้งไทย–กัมพูชา ผ่านหลาย “หมวก” ที่เขาสวม ทั้งในฐานะคนไทย นักวิชาการ และมนุษยนิยม เขายอมรับความเจ็บปวดจากการสูญเสียของฝ่ายไทย ขณะเดียวกันก็ไม่อาจละเลยความทุกข์ของประชาชนและทหารกัมพูชา และชวนให้สังคมไทย “struggle” กับคำถามเหล่านี้อย่างซื่อสัตย์ เพื่อสร้างความชอบธรรมและลดความสูญเสียในอนาคต
อาจารย์ด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศย้ำว่าไทยไม่ควรมองตัวเองแค่เป็น middle power แต่ควรเป็น independent power ที่มีศักยภาพจะเป็นผู้นำในบางประเด็น ไม่ว่าจะเป็นสิทธิ LGBTQ เศรษฐกิจสีชมพู งานวิจัยทางการแพทย์ หรือความมั่นคงทางอาหาร หากไทยอ่านโลกขาดและลงทุนอย่างจริงจัง ประเทศก็สามารถยืนอยู่บนเวทีโลกด้วยศักดิ์ศรีและทางเลือกของตนเองได้
ฟูอาดี้ พิศสุวรรณ เห็นว่านโยบายต่างประเทศของไทยไม่ควรตั้งอยู่บนแนวคิดแบบ “ไปกับทุกฝ่าย” โดยปราศจากทิศทาง หากแต่จำเป็นต้องมีวาระและหลักการของตนเองอย่างชัดเจน เขาเน้นว่าประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเข้าไปอยู่ในทุกกลุ่มหรือทุกเวที โดยเฉพาะเวทีที่มีประเทศซึ่งขัดกับหลักการด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยอย่างรุนแรง ในมุมมองของเขา ไทยควรเลือกผูกความสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้นกับประเทศและกลุ่มที่มีค่านิยมใกล้เคียงกัน เช่น สหภาพยุโรป เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย เพื่อสร้างฐานความร่วมมือที่มั่นคงและสอดคล้องกับหลักการที่ไทยต้องการยืนหยัด
เขายกคำอธิบายของนักวิชาการชาวมาเลเซียคนหนึ่งขึ้นมาเป็นกรอบคิดสำคัญ โดยระบุว่าหากประเทศขนาดกลางอย่างไทยไม่สามารถบริหารแรงกดดันจากการแข่งขันระหว่างจีนกับสหรัฐอเมริกาได้เพียงลำพัง ทางออกที่สมเหตุสมผลคือการ “ดึงคนอื่นเข้ามาเพิ่ม” กล่าวคือการสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือที่เปิดให้ประเทศและภาคีอื่นเข้ามามีบทบาท เพื่อช่วยลดหรือเจือจางแรงกดดันจากมหาอำนาจทั้งสองฝ่าย แนวคิดนี้ในสายตาของเขาเป็นตรรกะที่สมเหตุสมผลและสอดคล้องกับหลักการทางการทูตของประเทศขนาดกลาง
ในประเด็นเรื่องหลักการ ฟูอาดี้ยอมรับว่าค่ายการเมืองต่าง ๆ อาจมีมุมมองไม่เหมือนกัน แต่สำหรับเขา จุดยืนด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยต้องนิ่งและชัด หากจำเป็นต้องเลือกในเชิงค่านิยม ไทยควรเอนเอียงไปทางประเทศที่ได้รับการยอมรับในทางบวกในเรื่องเหล่านี้ อย่างไรก็ตาม การจะได้รับทั้งความเคารพและการยอมรับจากนานาชาติไม่ได้เกิดจากท่าทีทางการทูตเพียงอย่างเดียว เขาอ้างคำกล่าวของนักการทูตอเมริกันที่ว่า “Foreign policy begins at home” เพื่อชี้ให้เห็นว่าความมั่นคงทางการเมืองภายในประเทศและความน่าเชื่อถือของรัฐบาลเป็นรากฐานของอำนาจอ่อน หากการเมืองภายในสั่นคลอนและความน่าเชื่อถือถดถอยอยู่เสมอ ก็เท่ากับบ่อนทำลายอำนาจต่อรองและความเคารพที่ประเทศอื่นจะมีต่อไทย
ฟูอาดี้อธิบายต่อว่าหากเศรษฐกิจไทยมีเสถียรภาพ มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี และสามารถเติบโตได้ในระดับสูงอย่างต่อเนื่อง ผลลัพธ์จะส่งต่อไปยังทุกภาคส่วนของรัฐ ทั้งกระทรวงด้านเศรษฐกิจ กระทรวงการต่างประเทศ และแม้แต่กองทัพ ซึ่งจะมีความมั่นใจและอำนาจต่อรองมากขึ้นโดยปริยาย เขาเคยกล่าวกับผู้ทำงานด้านเศรษฐกิจว่าหากไทยสามารถเติบโตได้ในระดับ 5–7 เปอร์เซ็นต์ ประเทศต่าง ๆ จะเข้ามาหาไทยเอง และไทยจะมีแรงดึงดูดไม่ต่างจากเวียดนามหรืออินโดนีเซีย ในมุมมองของเขา โอกาสทางเศรษฐกิจของไทยยังมีอีกหลายด้าน ทั้งการเป็นฐานการผลิต การวิจัยทางการแพทย์ เศรษฐกิจสีชมพู รวมถึงบทบาทใหม่ในบริบทของเมียนมา
เขาให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับสถานการณ์ในเมียนมา โดยชี้ว่ารัฐต่าง ๆ ที่อยู่ติดชายแดนไทยกำลังเกิดปรากฏการณ์ที่นักวิชาการเรียกว่า “จุลรัฐ” หรือ statelet ซึ่งเป็นหน่วยการเมืองขนาดเล็กที่เริ่มแยกตัวจากรัฐบาลกลางมากขึ้น ฟูอาดี้เห็นว่าไทยต้องสร้างสมดุลอย่างระมัดระวังในการติดต่อกับฝ่ายต่าง ๆ ว่าเมื่อไทยยกหูโทรศัพท์ไปนั้น อีกฝ่ายจะเป็นรัฐบาลทหาร รัฐบาลกลาง หรือชนกลุ่มน้อย โดยเฉพาะกลุ่มตามแนวชายแดนอย่าง KNU ซึ่งกำลังพยายามสร้างโครงสร้างรัฐของตนเอง ทั้งการจัดเก็บภาษีและการให้บริการสาธารณะ
เขาชี้ให้เห็นว่าพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยบางแห่ง โดยเฉพาะในรัฐคะฉิ่นและคะเรนนี มีแหล่งแร่ Rare Earth หรือแร่หายากจำนวนมาก ซึ่งเป็นผลประโยชน์เชิงยุทธศาสตร์ของภูมิภาค คำถามสำคัญสำหรับไทยคือควรปล่อยให้บริษัทจากประเทศที่ไม่คำนึงถึงสิ่งแวดล้อมและธรรมาภิบาลเข้ามาดำเนินการ หรือควรสนับสนุนให้บริษัทที่มีมาตรฐานและความรับผิดชอบสูงกว่าเข้าไปมีบทบาท โดยต้องเริ่มจากการถามชนกลุ่มน้อยในพื้นที่ว่าการพัฒนาแร่หายากนั้นตอบโจทย์การพัฒนาของพวกเขาหรือไม่ เพราะการพัฒนาเหล่านี้ล้วนมีต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่ต้องแลกเปลี่ยนกัน เขาระบุว่าชนกลุ่มน้อยจำนวนมากต้องการบริษัทที่มีจริยธรรมและธรรมาภิบาล ไม่ใช่ภาคธุรกิจที่ไม่ใส่ใจผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อม
ฟูอาดี้มองว่าความสัมพันธ์กับชนกลุ่มน้อยที่กำลังก่อตัวเป็นจุลรัฐและพยายามจัดตั้งระบบบริการสาธารณะของตนเอง เป็นประเด็นที่ไทยต้องจับตาอย่างใกล้ชิด แม้การประกาศตั้งรัฐอิสระบางกรณีอาจยังไม่มีอำนาจจริงในทางปฏิบัติ แต่ก็เป็นสัญญาณของความพยายามแยกตัวและแสวงหาเอกเทศมากขึ้น ในฐานะประเทศเพื่อนบ้าน ไทยมีผลประโยชน์โดยตรง และไม่ควรมองเมียนมาเพียงในมิติความมั่นคงเท่านั้น เขาเล่าว่ามีแนวคิดในหมู่นักเศรษฐศาสตร์ระดับสูงของไทยว่า หากไทยเข้าไปช่วยวางแผนพัฒนาเศรษฐกิจของพื้นที่เหล่านี้จนเกิดเสถียรภาพขึ้นมา ผลประโยชน์จะย้อนกลับมาสู่ไทยอย่างชัดเจน เพราะความมั่นคงทางเศรษฐกิจเป็นส่วนหนึ่งของความมั่นคงโดยรวม
ฟูอาดี้เห็นว่าการทูตในลักษณะนี้เป็นการทูตที่ยึดผลประโยชน์ของไทยเป็นตัวตั้ง แต่ในขณะเดียวกันก็สอดคล้องกับค่านิยมด้านประชาธิปไตยและสิทธิมนุษยชน หากพื้นที่ของชนกลุ่มน้อยอย่าง KNU สามารถพัฒนาไปในทิศทางที่เป็นประชาธิปไตยได้ ก็จะเป็นผลประโยชน์ของประเทศไทยทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ ความมั่นคง และค่านิยมในระยะยาว
ใช่วงท้ายของการเสวนา อาจารย์รัฐศาสตร์ระบุว่าการสร้างสถานะของประเทศไทยในเวทีโลกควรตั้งอยู่บนเป้าหมายที่มากกว่าการทำให้ประเทศอื่น “เกรงกลัว” หากแต่ควรเป็นการได้รับทั้งความรัก ความเคารพ และการยอมรับจากประชาคมนานาชาติ ซึ่งในมุมมองของเขา สิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อประเทศไทยมีความชอบธรรมอย่างน้อยบางส่วนจากสามมิติหลัก ได้แก่ ความชอบธรรมทางการเมือง ความชอบธรรมทางเศรษฐกิจ และความชอบธรรมทางการทหาร
ในมิติแรก ความชอบธรรมทางการเมืองหมายถึงการที่รัฐบาลยึดโยงกับเจตจำนงของประชาชนอย่างแท้จริง ตั้งแต่กระบวนการเลือกตั้งไปจนถึงการจัดตั้งรัฐบาลและการกำหนดนโยบาย หากรัฐบาลมีที่มาที่สอดคล้องกับหลักประชาธิปไตย ก็จะมีแรงส่งและความมั่นใจในการดำเนินนโยบายต่างประเทศ สามารถเจรจาและตัดสินใจในเวทีระหว่างประเทศได้อย่างมีน้ำหนักและได้รับการยอมรับมากขึ้น
มิติที่สองคือความชอบธรรมทางเศรษฐกิจ ซึ่งสะท้อนผ่านเสถียรภาพ ความสามารถในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน การดึงดูดการลงทุน และการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีสีเขียวโดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง ฟูอาดี้ตั้งคำถามสำคัญว่าประเทศไทยจะสามารถหลุดพ้นจากการเติบโตในระดับต่ำเมื่อเทียบกับประเทศอื่นในอาเซียน และกลับมาเติบโตในระดับ 5–7 เปอร์เซ็นต์ได้หรือไม่ เพราะความแข็งแรงทางเศรษฐกิจคือฐานสำคัญที่เพิ่มอำนาจต่อรองในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ
มิติที่สามคือความชอบธรรมทางการทหาร ซึ่งไม่ใช่เพียงการเพิ่มขีดความสามารถหรือศักยภาพด้านกำลังเท่านั้น แต่รวมถึงการตัดสินใจว่าการลงทุนทางทหารนั้นตอบโจทย์ยุทธศาสตร์ของประเทศอย่างไร และนำไปใช้เพื่อเสริมบทบาทของไทยในเวทีโลกในทิศทางใด ฟูอาดี้เห็นว่า หากประเทศไทยมีความชอบธรรมอย่างน้อยหนึ่งหรือสองในสามมิตินี้อย่างชัดเจน ก็จะช่วยเพิ่มอำนาจการกำหนดเกมและบทบาทของไทยในเวทีนานาชาติได้อย่างมีนัยสำคัญ

Leave a comment