Category: Loas
-

กสม. เผยโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาโดยบริษัททุนไทยใน สปป. ลาว เสี่ยงส่งผลกระทบข้ามพรมแดนในพื้นที่จังหวัดน่าน แนะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งแก้ไข
คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอแสดงความยินดีอย่างยิ่งต่อมติของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ประชุมด้านการคุ้มครองและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน เมื่อวันที่ 27 มกราคม 2569 ซึ่งรับรองว่าการดำเนินโครงการโรงไฟฟ้าและเหมืองถ่านหินหงสาใน สปป. ลาว โดยบริษัททุนไทย มีความสุ่มเสี่ยงอย่างยิ่งที่จะก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดนต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมของประชาชนในจังหวัดน่าน รวมทั้งมีความเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน หลังจากที่เราในฐานะผู้ยื่นเรื่องร้องเรียนเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 ได้รอคอยผลการตรวจสอบและพิจารณามานานกว่า 2 ปีครึ่ง การมีมติครั้งนี้ถือเป็นจุดสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ กสม. ในการปกป้องสิทธิมนุษยชนของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากโครงการลงทุนขนาดใหญ่ข้ามพรมแดน ข้อเสนอแนะที่ชัดเจนและครอบคลุม เช่น การติดตั้งระบบตรวจวัดสารปรอทอย่างถาวร การเปิดเผยข้อมูลมลพิษแบบเรียลไทม์ การจัดตั้งกองทุนเฝ้าระวังสุขภาพและสิ่งแวดล้อม การบังคับใช้กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (HRDD) รายโครงการ และการพัฒนากลไกเฝ้าระวังร่วมระหว่างภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาชน ไปจนถึงคำแนะนำเชิงเร่งรัดให้กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพพัฒนากลไกศูนย์ประสานงานแห่ง (National Contact Point: NCP) ของ OECD ล้วนเป็นแนวทางที่เป็นรูปธรรมและสามารถนำไปปฏิบัติได้ทันที ในฐานะผู้ยื่นเรื่องและเครือข่ายที่ติดตามการลงทุนไทยในต่างประเทศมานาน เราเห็นว่ามติของ กสม. ครั้งนี้ไม่เพียงยืนยันข้อเท็จจริงที่ชุมชนในอำเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดน่าน ได้เผชิญมานานหลายปี เช่น หมอกควันดำ ฝุ่น PM2.5 สารปรอทสะสมในสิ่งแวดล้อมและห่วงโซ่อาหาร…
-

เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย
อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินมาถึงหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่คูหาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง “กาเห็นชอบ” ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเตรียมตัวเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพูดถึงอย่างเข้มข้นในช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์และคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิ ยังมีคำถามสำคัญที่สังคมไม่ควรละเลย ก่อนจะจรดปากกาในคูหา เราจำเป็นต้องทำการบ้านร่วมกันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนออยู่นั้น เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” หรือเป็น “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง ถูกใช้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงามบนเวทีหาเสียง หรือกลายเป็นไม้ประดับที่ขาดน้ำหนักในทางปฏิบัติ ทั้งที่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนคือรากฐานของความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคของประชาธิปไตย ที่จบลงเมื่อเราหย่อนบัตรเลือกตั้งสามใบลงในคูหา หากแต่เป็นการเดิมพันที่เกี่ยวพันโดยตรงกับชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทาง Amnesty International Thailand และ สำนักข่าว The Reporter ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเวทีเสวนาออนไลน์ “Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” โดย ฐปณีย์…
-

เข็มทิศประเทศไทย-ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า
เมื่อวันที่ 16 มกราคม ณ อาคารรัฐสภา คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ วุฒิสภา ได้จัดเวทีระดมสมองในงานสัมมนา หัวข้อ “เข็มทิศประเทศไทย-ข้อเสนอยุทธศาสตร์การต่างประเทศและความมั่นคงสู่รัฐบาลหน้า” จากการตระหนักถึงภัยความมั่นคงรูปแบบใหม่ ทั้งสแกมเมอร์ ยาเสพติด มลพิษสิ่งแวดล้อมข้ามแดน รวมถึงพื้นที่พิพาทชายแดน ที่มาพร้อมกับกับช่วงของการเปลี่ยนแปลงภูมิรัฐศาสตร์โลก ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายสำหรับประเทศไทยในศตวรรษที่ 21 ว่าจะอยู่อย่างไรท่ามกลางความขัดแย้งของมหาอำนาจโลก ผู้ร่วมสัมมนา ประกอบด้วย พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ, พล.อ.อ. ประภาส สอนใจดี ผู้อำนวยการศูนย์แถลงข่าวร่วมสถานการณ์ไทยกัมพูชา, ไผท สิทธิสุนทร ผู้ช่วยเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ, กรุณา บัวคำศรี สื่อมวลชนด้านข่าวต่างประเทศ และฟูอาดี้ พิศสุวรรณ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โดยมี พรชัย วิทยเลิศพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ทำหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ การทูตในโลกหลายขั้ว ระบบพหุภาคีถดถอย และโจทย์การต่างประเทศของไทย พงศ์ปราชญ์ มากแจ้ง เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงการต่างประเทศ ได้นำเสนอภาพรวมและมุมมองด้านการต่างประเทศโดยชี้แจงตั้งแต่ว่าการนำเสนอครั้งนี้เป็นการสะท้อนยุทธศาสตร์และการประเมินสถานการณ์ในระยะกลางของกระทรวง มิได้มุ่งตอบสนองต่อเหตุการณ์เฉพาะหน้าที่เกิดขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา หากแต่เป็นการมองไปข้างหน้าในภาพรวมของภูมิรัฐศาสตร์และภูมิเศรษฐศาสตร์โลก เพื่ออธิบายว่ากระทรวงการต่างประเทศมองโลกปัจจุบันอย่างไร และได้เตรียมเครื่องมือใดไว้รองรับการเปลี่ยนแปลงเหล่านี้ เอกอัครราชทูตประจำกระทรวงระบุว่า ระเบียบโลกในปัจจุบันกำลังเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วในทุกมิติ โดยเฉพาะการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ที่ทวีความเข้มข้นขึ้นระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน…
-

-

SUBMISSION OF THE EXTRATERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION FOR THE EXAMINATION OF LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC’S INITIAL REPORT UNDER THE INTERNATIONAL COVENANT ON ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS
SUBMISSION OF THE EXTRATERRITORIAL OBLIGATION WATCH COALITION FOR THE EXAMINATION OF LAO PEOPLE’S DEMOCRATIC REPUBLIC’S INITIAL REPORT UNDER THE INTERNATIONAL COVENANT ON ECONOMIC, SOCIAL AND CULTURAL RIGHTS Submitted on 8 August 2025 The Extra–Territorial Obligation Watch Coalition (ETOs Watch Coalition) is a network of NGOs that focuses on transboundary issues related to human rights, community…
-

กสม. ชี้โครงการเขื่อนปากแบงในลาวกระทบสิทธิฯ ไทย แนะกระทรวงพลังงาน-กฟผ. เปิดเผยข้อมูลและทบทวนสัญญาซื้อไฟฟ้า
กรุงเทพฯ, 4 ธันวาคม 2568 – คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ออกแถลงการณ์ชี้ว่า โครงการไฟฟ้าพลังน้ำเขื่อนปากแบงในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป.ลาว) ส่งผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อประเทศไทย โดยเฉพาะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย พร้อมเสนอแนะให้กระทรวงพลังงาน การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเปิดเผยข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และพิจารณาทบทวนสัญญาซื้อขายไฟฟ้า เพื่อคุ้มครองสิทธิของประชาชนที่อาจได้รับผลกระทบ นายวสันต์ ภัยหลีกลี้ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เปิดเผยว่า กสม. ได้รับเรื่องร้องเรียนจากผู้ร้องรายหนึ่งเมื่อเดือนมิถุนายน 2566 โดยผู้ร้องระบุว่า ขณะนั้นกระทรวงพลังงาน (ผู้ถูกร้องที่ 2) และ กฟผ. (ผู้ถูกร้องที่ 3) กำลังจัดทำสัญญารับซื้อไฟฟ้าจากเขื่อนปากแบง ผู้ร้องกังวลว่าโครงการนี้จะส่งผลกระทบต่อระดับน้ำในแม่น้ำโขง ทำให้เกิดน้ำเท้อ น้ำท่วมเกาะแก่งต่างๆ ส่งผลต่อการปักปันเขตแดนไทย-ลาว ระบบนิเวศในแม่น้ำโขงและลุ่มน้ำสาขา รวมถึงวิถีชีวิตของประชาชนริมฝั่ง อย่างไรก็ตาม ไม่มีการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนอย่างรอบด้าน และประชาชนขาดข้อมูลเพียงพอเกี่ยวกับรายละเอียดโครงการ ผลกระทบ การตอบสนองต่อข้อห่วงกังวล และมาตรการป้องกันเยียวยา ผู้ร้องจึงร้องเรียนไปยังสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) (ผู้ถูกร้องที่ 1) ในฐานะผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตามความตกลงว่าด้วยความร่วมมือเพื่อการพัฒนาลุ่มแม่น้ำโขงอย่างยั่งยืน พ.ศ. 2538…
-

เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง แสดงจุดยืน ชูป้าย “ไม่เอาฝายดักตะกอน” พร้อมอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมน้ำ – ด้าน ‘สุชาติ’ โพสต์ยุติการสร้างฝายดักตะกอน
วันนี้ (11 พฤศจิกายน) ณ อาคารคชสาร โรงเรียนองค์การบริการส่วนจังหวัดเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย กรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมรับฟังความคิดเห็นของประชาชนเพื่อทบทวนและกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาคุณภาพน้ำ หลังจัดเวทีลักษณะเดียวกันวานนี้ (10 พ.ย.) ณ ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ก่อนการประชุมดังกล่าวจะเริ่มขึ้น ตัวแทนภาคประชาชนในจังหวัดเชียงรายในนามเครือข่ายประชาชนปกแ้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง ได้ร่วมกันแสดงจุดยืนด้วยการชูป้ายที่มีข้อความว่า “ไม่เอาฝาย” “ยกเลิก MOU USA” “เราต้องการน้ำสะอาด ไม่ใช่ฝาย” พร้อมกันนี้ยังได้อ่านแถลงการณ์นะบุข้อความให้มีการหยุดเหมืองที่ต้นทาง ไม่เอาฝายดักตะกอน และให้มีการยกเลิก MOU แร่สำคัญที่ทำกับสหรัฐอเมริกาที่เวทีการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียนเมื่อปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมาที่ประเทศมาเลเซีย จากนั้นตัวแทนภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือถึงนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำโดยมี โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นผู้รับและลงนามในหนังสือ ต่อมาในเวทีการประชุม โอภาส ถาวร รองอธิบดีกรมทรัพยากรน้ำได้กล่าวเปิดการประชุมโดยระบุว่าเวทีวันนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของประชาชนเป็นหลักว่าอยากให้ทำอะไร หากอยู่ภายใต้ขอบเขตอำนาจหน้าที่ของหน่วยงานก็จะลงมือทำให้ทันที และหากไม่ได้อยู่ในขอบเขตความรับผิดชอบก็จะประสานต่อไปยังหน่วยงานอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง รองอธิบดีกล่าวว่าหากเวทีวันนี้ประชาชนยืนยันไม่เอาฝายดักตะกอนก็จะไม่เดินหน้าต่อ กรมทรัพยากรน้ำเน้นเรื่องการอนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำเป็นหลัก พร้อมยืนยันว่าไม่ได้เน้นเรื่องการก่อสร้าง เรายืนยันว่าเราจะยุติการสร้างฝายดักตะกอน จะไม่มีการสร้างฝายในขณะนี้ เพราะชาวบ้านในพื้นที่โดยเฉพาะท่าตอนเรียกร้องเป็นเสียงเดียวกันว่าไม่เอา…
-

เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอ่านแถลงการณ์ – ยื่นหนังสือถึงนายกฯ แก้ไขสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนในไทยและภูมิภาค – เร่งปรับปรุงกฎหมาย นโยบาย กำกับธุรกิจรับผิดชอบการละเมิด – เคารพสิทธิมนุษยชน ก่อนเข้าเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2568 – เครือข่ายองค์กรสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมกว่า 17 องค์กรในนาม “เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Networ: CCBHR) ได้ร่วมจัดเวทีเสวนาสาธารณะเพื่อทบทวนแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 ของประเทศไทย (NAP – 2566-2570) พร้อมยื่นข้อเรียกร้องจากประชาชนและภาคประชาสังคมด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนต่อนายกรัฐมนตรีโดยมี ดร. รัชดา ธนาดิเรก ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เป็นผู้แทนรับข้อเรียกร้องจากภาคประชาชนและกล่าวปิดงานว่า “รัฐบาลมองว่าธุรกิจไม่ควรเน้นเพียงกำไร แต่ต้องสร้างความยั่งยืนให้กับประชาชนด้วย รัฐบาลยืนยันว่าให้ความสำคัญต่อการแก้ปัญหาสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม พร้อมทำงานเชื่อมระหว่างประชาชนกับฝ่ายบริหาร และการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD จะทำให้ประเทศได้รับความเชื่อมั่นต่อภาคธุรกิจและผู้ลงทุน อีกทั้งจะยกระดับมาตรฐานทางกฎหมายของประเทศไทย อย่างไรก็ตาม ไทยยังมีช่องว่างทางกฎหมายหลายด้านที่ต้องปรับปรุง รวมถึงบทบาทของศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (National Contact Point: NCP) ที่ต้องเร่งพัฒนากลไกให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สุดท้ายนี้รัฐบาลยินดีรับข้อเสนอเชิงนโยบายทั้ง 9 ข้อของภาคประชาชน และเน้นย้ำว่าจะผลักดันให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรม…
-

“MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม
ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน “แร่สำคัญ” ได้เกิดกระแสความกังวลในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแร่สำคัญจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าและประเทศขนส่งต่อ การอภิปรายในเวทีสาธารณะ “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้สะท้อนให้เห็นชัดจากภาคประชาสังคมและภาคการเมืองว่าแม้ภาครัฐจะกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากแร่สำคัญ แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามพื้นฐานในมิติการค้าที่โปร่งใส สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เวทีเสวนาชี้ไทยกำลังกลายเป็น “ประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานแร่ของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่มีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา และยังใช้กฎหมายแร่ที่เอื้อทุนมากกว่าคุ้มครองสิทธิประชาชน สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายกำลังแปรสภาพเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครั้งใหญ่ เมื่อการตรวจคุณภาพน้ำ–ผัก–ปลา–น้ำประปา พบสารโลหะหนักต่อเนื่อง เกษตรกรไทยกว่า 14,000 ครัวเรือนต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชอาหารที่กระจายไปทั่วประเทศปราศจากระบบตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด ขณะที่ค่ามาตรฐานที่รัฐอ้างไม่เกินกำหนดนั้นไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ ในด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้…
-

กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน
เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ“รวมพลังแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนและลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนเชียงใหม่” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยภาคีสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ ผศ.ดร.ว่าน วิริยา หัวหน้าทีมวิจัยและตรวจวัดสารโลหะหนักกล่าวว่าการวิเคราะห์สารโลหะหนักของทีมวิจัย มช. ใช้วิธีการตรวจวัดสารโลหะหนักจาก 4 ประเภทตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน น้ำ และพืชผลทางการเกษตร โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์โลหะหนักตามมาตรฐานสากล ใช้เทคนิกเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นการตรวจวัดจากแม่น้ำทั้งสี่สานทั้งแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ในช่วงชายแดนไทย – เมียนมา และในฝั่งประเทศไทย จากแร่ธาตุทั้งหมด 27 ธาตุ คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดจากการเก็บตัวอย่าง 9 แห่ง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนที่ไม่ใช่เพียงสารหนู (As) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งแคดเมียม (Cd) แมงกานีส (Mn) และนิกเกิล (Ni) เกินค่ามาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดสารปนเปื้อนของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 8…