กา “เห็นชอบ” ประชามติ เปิดทางสู่รัฐธรรมนูญใหม่ที่ใส่ใจสิทธิในสิ่งแวดล้อมกับความเป็นไปได้ในการวางแนวทางธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนที่ไปไกลกว่าพรมแดน

ท่ามกลางบรรยากาศของการหาเสียงเลือกตั้งทั่วไปที่กำลังคุกรุ่นในช่วงต้นปี 2569 นี้ กลิ่นอายของความหวังและการเปลี่ยนแปลงดูจะอบอวลไปพร้อมกับลมหนาวที่พัดพาเอามลพิษข้ามพรมแดนและฝุ่นควันมาสู่ชีวิตประจำวันของคนไทยอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ พร้อมด้วยสารพิษที่ยังคงรุนแรงในแหล่งน้ำโดยเฉพาะในลุ่มน้ำภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคตะวันตก ซึ่งค่อย ๆ ซึมเข้าห่วงโซ่อาหารจากการทำเหมืองนอกพรมแดนไทย แต่ประชาชนยังคงแบกรับกรรมข้ามปี

การยุบสภาเมื่อเดือนธันวาคม 2568 ที่ผ่านมา ไม่ได้เป็นเพียงการคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกผู้แทนชุดใหม่ก่อนกำหนดวาระรัฐบาลโดยปกติเท่านั้น แต่ในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่จะถึงนี้ ยังมีวาระสำคัญยิ่งยวดนั่นคือการออกเสียงประชามติเพื่อกำหนดชะตากรรมของกฎหมายสูงสุดของประเทศ ซึ่งเปรียบเสมือนเข็มทิศที่จะบอกว่าเราจะเดินหน้าไปสู่ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน หรือจะยังคงติดหล่มอยู่ในวงจรของรัฐรวมศูนย์ที่แช่แข็งสิทธิของประชาชนเอาไว้ภายใต้ร่มเงาของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่เป็นมรดกจากการรัฐประหาร

หากเราย้อนมองประวัติศาสตร์การเมืองไทยผ่านเลนส์ของสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชน เราจะเห็นความรุ่งโรจน์และความร่วงโรยที่ชัดเจนอย่างยิ่ง รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือที่เรียกกันว่ารัฐธรรมนูญฉบับประชาชน ได้วางรากฐานสำคัญในการกระจายอำนาจและรับรองสิทธิของบุคคลในการมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนเพื่อบำรุงรักษาและได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มาตรา 46 ของรัฐธรรมนูญ 2540 คือหมุดหมายสำคัญที่ยอมรับการมีอยู่ของ “ชุมชนท้องถิ่นดั้งเดิม” ในการจัดการทรัพยากร และมาตรา 56 ที่ยืนยันว่าสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วมกับรัฐและชุมชนในการบำรุงรักษาและการได้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมเป็นสิ่งที่ได้รับความคุ้มครอง ซึ่งถือเป็นก้าวกระโดดครั้งใหญ่ที่เปลี่ยนผ่านจากการที่รัฐเป็นเจ้าของทรัพยากรแต่เพียงผู้เดียว มาเป็นการยอมรับอำนาจของประชาชนในฐานะเจ้าของถิ่นฐาน

ความก้าวหน้าดังกล่าวถูกสานต่อและยกระดับให้เข้มข้นขึ้นในรัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2550 ในเชิงเนื้อหาด้านสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับสร้างกลไกที่ค่อนข้างมีพลัง โดยเฉพาะมาตรา 66 ที่ขยายสิทธิชุมชนให้ครอบคลุมถึงชุมชนทั่วไปไม่จำเป็นต้องเป็นชุมชนดั้งเดิม และที่สำคัญที่สุดคือมาตรา 67 ที่กำหนดว่าโครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ (EHIA) และที่สำคัญคือต้องมีการจัดรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงต้องให้องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพให้ความเห็นประกอบก่อนการดำเนินการ กลไกนี้เองที่ทำให้เสียงของชาวบ้านในพื้นที่มาบตาพุด หรือพื้นที่ขัดแย้งทางทรัพยากรต่าง ๆ มีความหมายทางกฎหมายและสามารถคัดคานโครงการขนาดใหญ่ของรัฐและทุนที่ขาดความรับผิดชอบได้

อย่างไรก็ตาม เมื่อเข็มนาฬิกาหมุนมาถึงการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช 2560 ภายใต้การกำกับของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรากลับพบความถดถอยอย่างมีนัยสำคัญในมิติของสิทธิมนุษยชนด้านสิ่งแวดล้อม รัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้ทำการแย่งชิง “สิทธิ” ของประชาชนไปเปลี่ยนให้เป็น “หน้าที่ของรัฐ” ซึ่งดูเผิน ๆ เหมือนจะเป็นการสร้างความรับผิดชอบให้แก่ภาครัฐ แต่ในทางปฏิบัติกลับเป็นการตัดตอนอำนาจการต่อรองของภาคประชาชนอย่างเลือดเย็น ในมาตรา 43 ของรัฐธรรมนูญ 2560 แม้จะมีการระบุถึงสิทธิบุคคลและชุมชนในการจัดการทรัพยากร แต่กลับพ่วงท้ายด้วยเงื่อนไขว่าต้องเป็นไป “ตามที่กฎหมายบัญญัติ” ซึ่งหมายความว่าหากกฎหมายลำดับรองไม่ได้เขียนเปิดช่องไว้ สิทธินั้นก็แทบจะไร้สภาพบังคับ

เมื่อเปรียบเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 และ 2550 จะพบว่าเนื้อหาส่วนหนึ่งที่หายไปคือส่วนที่เคยเขียนรับรองสิทธิของบุคคลที่จะมีส่วนร่วม “ในการคุ้มครอง ส่งเสริม และรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ดำรงชีพอยู่อย่างปกติ และต่อเนื่องในสิ่งแวดล้อมที่จะไม่ก่อให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพอนามัย สวัสดิภาพ หรือคุณภาพชีวิตของคน” การหายไปของถ้อยคำเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ แต่มันคือการจงใจของคณะรัฐประหารในการลดทอนเกราะคุ้มกันทางกฎหมายที่เคยยืนยันว่ามนุษย์มีสิทธิที่จะอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ปลอดภัย การตัดประโยคที่ว่าด้วยการดำรงชีพอยู่อย่างปกติและต่อเนื่องออกไป ส่งผลให้การตีความทางกฎหมายในยุคปัจจุบันมุ่งเน้นไปที่เกณฑ์มาตรฐานมลพิษของรัฐมากกว่าความรู้สึกและคุณภาพชีวิตจริงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ

ความเจ็บปวดที่ชัดเจนที่สุดอยู่ในมาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่ระบุถึงการดำเนินการใด ๆ ของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ หากส่งผลกระทบต่อทรัพยากรธรรมชาติ รัฐต้องดำเนินการให้มีการศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ แต่สิ่งที่หายไปอย่างน่าใจหายคือ “องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” (กอสส.) ที่เคยเป็นปราการด่านสุดท้ายในรัฐธรรมนูญ 2550 กลับถูกตัดออกไป และกระบวนการรับฟังความคิดเห็นก็ถูกลดทอนศักดิ์ศรีลงเหลือเพียงขั้นตอนทางธุรการที่รัฐสามารถออกแบบให้ผ่านพ้นไปได้โดยไม่ต้องใส่ใจต่อเนื้อหาการคัดค้านอย่างจริงจัง โดยองค์กรอิสระลักษณะนี้เคยเกิดขึ้นแล้วในช่วงก่อนการรัฐประหาร 2557 และการมาของรัฐธรรมนูญ 2560 ผลลัพธ์ที่เราเห็นตลอดหลายปีที่ผ่านมาคือการบังคับใช้มาตรา 44 ในอดีตควบคู่ไปกับเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ 2560 ที่เอื้อต่อการมีพื้นที่ยกเว้นกฎระเบียบด้านสิ่งแวดล้อม แรงงาน และสิทธิมนุษยชน ในการสร้างเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) การขยายโครงการเหมืองแร่ และการประกาศเขตอุทยานทับซ้อนที่ทำกินของชาวบ้าน โดยที่เสียงของชุมชนกลายเป็นเพียงเสียงรบกวนในความทะเยอทะยานทางเศรษฐกิจของรัฐ

สถานการณ์การละเมิดสิทธิทางสิ่งแวดล้อมภายใต้รัฐธรรมนูญ 2560 สะท้อนผ่านหลายกรณี เช่น การแพร่กระจายของมลพิษทางน้ำข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองและปัญหาฝุ่นละออง PM 2.5 ที่ยังคงรุนแรงในทุกปี โดยที่กลไกของรัฐไม่สามารถปกป้องสิทธิในการหายใจของประชาชนได้เลย เนื่องจากโครงสร้างรัฐธรรมนูญที่เน้นความมั่นคงของรัฐมากกว่าความมั่นคงทางมนุษย์และสิ่งแวดล้อม ทำให้การเปิดเผยข้อมูลข่าวสารด้านสิ่งแวดล้อมเป็นไปอย่างจำกัด ประชาชนต้องลุกขึ้นมาติดตั้งเครื่องวัดฝุ่น เครื่องกรองฝุ่นละอองเอง ต้องฟ้องร้องศาลปกครองเพื่อให้รัฐประกาศพื้นที่ควบคุมมลพิษเอง ทั้งที่เป็นสิทธิพื้นฐานที่ควรได้รับการคุ้มครองโดยอัตโนมัติ ยิ่งไปกว่านั้น เรายังเห็นการใช้กระบวนการยุติธรรมเพื่อปิดปากนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสิทธิในสิ่งแวดล้อม (SLAPP) ที่เพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากรัฐธรรมนูญปัจจุบันไม่ได้วางเกราะคุ้มกันที่แข็งแรงพอสำหรับผู้ที่ลุกขึ้นมาปกป้องฐานทรัพยากรของชาติ

ความไร้ประสิทธิภาพในการจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศและวิถีชีวิตชาวบ้านในภาคอีสาน หรือปัญหาหมอกควันจากการขยายตัวของเกษตรพันธสัญญาและการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในประเทศเพื่อนบ้าน ล้วนมีรากเหง้ามาจากรัฐธรรมนูญที่รวบอำนาจการตัดสินใจไว้ที่ส่วนกลางและกลุ่มทุนขนาดใหญ่ โดยตัดขาดการมีส่วนร่วมอย่างมีความหมายของประชาชนตามแนวชายแดน ผู้ซึ่งเป็นผู้รับผลกระทบโดยตรงแต่กลับไม่มีที่ยืนในกระบวนการตัดสินใจระดับนโยบายต่างประเทศหรือข้อตกลงทางการค้าที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ปัญหาของรัฐธรรมนูญกับสิทธิในสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน

วิกฤตการณ์ทางสิ่งแวดล้อมที่ผู้คนในลุ่มน้ำโขงและภูมิภาคอาเซียนต้องเผชิญในพิกัดเวลาปัจจุบัน คือบทพิสูจน์ที่เจ็บปวดว่าธรรมชาติไม่มีพรมแดน และมลพิษไม่มีสัญชาติ แต่กฎหมายสูงสุดอย่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 กลับถูกออกแบบมาด้วยสายตาที่มืดบอดต่อความเป็นจริงในข้อนี้อย่างยิ่ง ในขณะที่เรากำลังเดินหน้าสู่การเลือกตั้งและการออกเสียงประชามติปี เราพบว่าจุดอ่อนที่ฉกรรจ์ที่สุดของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 คือการวางโครงสร้างทางอำนาจที่ “หันหลังให้พรมแดน” และละเลยมิติความมั่นคงยุคใหม่ที่ไปไกลกว่าความมั่นคงแห่งรัฐในอดีต เช่น ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพข้ามพรมแดนอย่างสิ้นเชิง ซึ่งถือเป็นความถดถอยที่อันตรายเมื่อเทียบกับจิตวิญญาณของรัฐธรรมนูญปี 2540 และ 2550 ที่เคยพยายามเปิดพื้นที่ให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายสาธารณะที่มีผลกระทบกว้างไกล

จุดอ่อนประการสำคัญที่รัฐธรรมนูญ 2560 มองไม่เห็นและคงไม่ได้คาดคิดหรืออาจไม่ให้ความสำคัญคือภาระผูกพันนอกพรมแดนของรัฐและกลุ่มทุนไทย หรือที่เรียกว่าพันธกรณีข้ามพรมแดนด้านสิทธิมนุษยชน ในโลกที่ทุนไทยขยายตัวไปสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงในประเทศลาว หรือเตรียมการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินในเมียนมา เพื่อส่งไฟฟ้ากลับมาขายในไทย รัฐธรรมนูญฉบับนี้กลับไม่มีกลไกใดเลยที่บังคับให้รัฐไทยต้องกำกับดูแลการลงทุนของบริษัทสัญชาติไทยในต่างแดนให้เคารพมาตรฐานสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแบบเดียวกับที่ใช้ในประเทศ การที่มาตรา 58 ของรัฐธรรมนูญ 2560 เขียนถึงหน้าที่ของรัฐในการประเมินผลกระทบไว้เพียงเฉพาะการดำเนินการของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตภายในขอบข่ายอำนาจรัฐแบบเดิม ทำให้เกิดช่องว่างขนาดใหญ่ที่กลุ่มทุนสามารถใช้เป็นช่องทางในการลัดเลาะไปสร้างผลกระทบในประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ในกรณีเขื่อนบนแม่น้ำโขง แล้วส่งผลกระทบสะท้อนกลับมายังระบบนิเวศที่ชุมชนไทยเองก็เป็นส่วนหนึ่ง เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำในแม่น้ำโขงที่ทำลายระบบเกษตรริมฝั่งและพันธุ์ปลาท้องถิ่น โดยที่ชาวบ้านในภาคอีสานหรือภาคเหนือไม่สามารถใช้รัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นฐานในการฟ้องร้องหรือเรียกร้องความรับผิดชอบจากรัฐได้เลย เพราะโครงสร้างกฎหมายมองว่าโครงการเหล่านั้นอยู่นอกอธิปไตยของไทย

ยิ่งไปกว่านั้น รัฐธรรมนูญ 2560 ยังละเลยปัญหา “มลพิษข้ามพรมแดน” ที่มาพร้อมกับนวัตกรรมและเทคโนโลยีสีเขียว ซึ่งเป็นตลกร้ายของยุคสมัย ในขณะที่ไทยประกาศนโยบายมุ่งสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอนและการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า แต่เรากลับมองไม่เห็นว่าวัตถุดิบอย่างแร่ธาตุสำคัญที่ใช้ผลิตแบตเตอรี่หรือแผงโซลาร์เซลล์ มักมาจากการทำเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้านที่กติกาด้านสิ่งแวดล้อมและประชาธิปไตยโดยเฉพาะสิทธิในการรวมตัวแสดงทางการเมืองอ่อนแอ การขยายตัวของเหมืองแร่เพื่อตอบสนอง “ความสะอาด” ของคนไทย กลับสร้าง “ความสกปรก” และสารพิษตกค้างที่ต้นทางและในแหล่งน้ำข้ามพรมแดนที่ไหลกลับเข้ามาสู่ห่วงโซ่อาหารของคนไทยเอง รัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจนี้ขาดการบัญญัติเรื่อง “ความมั่นคงทางสิ่งแวดล้อม” (Environmental Security) ที่ต้องครอบคลุมถึงการคุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการตัดสินใจเชิงนโยบายต่างประเทศและข้อตกลงทางการค้าที่ส่งเสริมการลงทุนที่เป็นอันตรายเหล่านี้ ซึ่งต่างจากรัฐธรรมนูญปี 2550 ที่มาตรา 190 เคยกำหนดหลักในการให้การทำหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคมอย่างกว้างขวางต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาและต้องมีการเปิดเผยข้อมูลอย่างละเอียด แต่กลไกตรวจสอบเช่นนี้กลับถูกทำให้เจือจางลงในฉบับปัจจุบัน

ในมิติของสุขภาพข้ามพรมแดน โดยเฉพาะวิกฤตฝุ่นควันและ PM 2.5 ที่กลายเป็นมรณภัยเงียบที่แผ่กระจายไปทั่วอาเซียน รัฐธรรมนูญ 2560 ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปกป้องสิทธิในการหายใจของประชาชน เนื่องจากรัฐธรรมนูญมุ่งเน้นการรวมศูนย์อำนาจและการสั่งการแบบแนวดิ่ง ทำให้รัฐขาดความยืดหยุ่นในการสร้างความร่วมมือระดับท้องถิ่นข้ามพรมแดน หรือการให้อำนาจประชาชนในการฟ้องร้องบังคับให้รัฐดำเนินมาตรการเชิงรุกต่อบริษัทข้ามชาติที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเผาในที่โล่งเพื่อเกษตรพันธสัญญา เมื่อรัฐธรรมนูญลดทอน “สิทธิ” ของประชาชนให้เหลือเพียง “หน้าที่ของรัฐ” ประชาชนจึงกลายเป็นเพียงผู้รอรับความช่วยเหลือจากระบบราชการที่อุ้ยอ้ายและมักจะเกรงใจกลุ่มทุนขนาดใหญ่ มากกว่าที่จะเป็นผู้ถือสิทธิที่สามารถลุกขึ้นมาทวงถามความรับผิดชอบข้ามพรมแดนได้ด้วยตนเอง

สิ่งที่ขาดหายไปอย่างน่ากลัวที่สุดคือ “การมีส่วนร่วมที่ไร้พรมแดน” รัฐธรรมนูญ 2560 ปิดกั้นการรับฟังเสียงของประชาชนที่อยู่ปลายน้ำหรืออยู่ใต้ทิศทางลม หากโครงการนั้นไม่ได้ตั้งอยู่ในพื้นที่เขตอำนาจรัฐไทยโดยตรง แม้ว่าผลกระทบจะรุนแรงเพียงใดก็ตาม การไม่มี “องค์กรอิสระด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ” ตามที่เคยมีในมาตรา 67 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ระบุว่า “การดำเนิน โครงการหรือกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางด้านคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติและสุขภาพ จะกระทำมิได้ เว้นแต่จะได้ศึกษาและประเมินผลกระทบต่อคุณภาพสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนในชุมชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสียก่อน รวมทั้งได้ให้องค์กรอิสระซึ่งประกอบด้วยผู้แทนองค์การเอกชนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และผู้แทนสถาบันอุดมศึกษา ที่จัดการศึกษาด้านสิ่งแวดล้อม หรือด้านทรัพยากรธรรมชาติหรือด้านสุขภาพ ให้ความเห็นประกอบก่อนมีการดำเนินการดังกล่าว” ทำให้ขาดหน่วยงานอิสระที่จะมาทำหน้าที่วิเคราะห์ผลกระทบในเชิงนิเวศรวม (Cumulative Impact) ของแม่น้ำระหว่างประเทศอย่างแม่น้ำโขงหรือแม่น้ำสาละวิน การตัดสินใจจึงวางอยู่บนฐานข้อมูลที่แยกส่วนและมองแต่ตัวเลขเศรษฐกิจระยะสั้น โดยมองข้ามความล่มสลายของระบบนิเวศที่จะส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและสุขภาพของประชาชนไทยในระยะยาว

พัฒนาการด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนหลังการรัฐประหาร: การตีสองหน้าของเผด็จการ

พัฒนาการของประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights – BHR) เปรียบเสมือนภาพสะท้อนของความย้อนแย้งที่น่าพิศวงที่สุดประการหนึ่ง นับตั้งแต่การรัฐประหารในปี 2557 โดยคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เป็นต้นมา เราได้เห็นความพยายามอย่างยิ่งยวดของรัฐอำนาจนิยมในการสร้างภาพลักษณ์ใหม่บนเวทีโลกผ่านการสวมเสื้อคลุมนักสิทธิมนุษยชน การประกาศให้สิทธิมนุษยชนเป็น “วาระแห่งชาติ” ในปี 2560 และการเป็นประเทศแรกในภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิกที่มีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน หรือ NAP ซึ่งปัจจุบันอยู่ในระหว่างบังคับใช้แผนระยะที่ 2 (2566 – 2570) ซึ่งประกอบด้วย 4 ประเด็นเร่งด่วน 1) แรงงาน 2) ที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 3) นักปกป้องสิทธิมนุษยชน 4) การลงทุนระหว่างประเทศและบรรษัทข้ามชาติ แล้วนั้น ดูจะเป็นความสำเร็จที่น่าชื่นชมในสายตาของประชาคมโลก แต่หากเราลอกเปลือกนอกของเอกสารทางราชการที่สวยหรูเหล่านั้นออก เราจะพบความจริงที่ขมขื่นว่ามันคือความพยายาม “ฟอกตัว” ทางการเมืองเพื่อลดแรงเสียดทานจากการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจและใบเหลืองในอุตสาหกรรมประมงของไทยในยุคเผด็จการ ขณะที่ในทางปฏิบัติ รัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 กลับทำหน้าที่เป็นกลไกแช่แข็งสิทธิชุมชนและเปิดทางให้กลุ่มทุนเข้าถึงทรัพยากรได้อย่างเบ็ดเสร็จภายใต้คำสั่งพิเศษที่ไร้การตรวจสอบ

ความสวนทางระหว่างวาทกรรมกับความจริงเห็นได้ชัดจากสถานการณ์การละเมิดสิทธิที่ทวีความรุนแรงขึ้นควบคู่ไปกับการประกาศวาระแห่งชาติ ในขณะที่รัฐบาลป่าวประกาศเรื่องการเคารพสิทธิมนุษยชน แต่พื้นที่ของการมีส่วนร่วมของประชาชนกลับถูกบีบให้แคบลงด้วยอำนาจเบ็ดเสร็จ เราเห็นปรากฏการณ์การฟ้องคดีปิดปากหรือ SLAPP โดยทุนและรัฐต่อนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและสื่อมวลชนที่พุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยที่รัฐธรรมนูญปี 2560 ไม่ได้ให้หลักประกันใดๆ ในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนด้านต่าง ๆ รวมถึงด้านสิ่งแวดล้อม กลไกการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่เคยเข้มแข็งในรัฐธรรมนูญปี 2550 ถูกลดทอนลงจนกลายเป็นเพียงขั้นตอนทางธุรการที่สร้างขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมให้แก่โครงการขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็นโครงการในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) หรือการสัมปทานเหมืองแร่ที่รุกคืบเข้าไปในเขตป่าและพื้นที่เกษตรกรรมของชาวบ้าน สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ในความหมายของรัฐธรรมนูญฉบับสืบทอดอำนาจ คือการบริหารจัดการความขัดแย้งเพื่อประโยชน์ของทุน มากกว่าการปกป้องศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

หากเรามุ่งหวังจะปลดล็อกประเทศไทยให้เป็นผู้นำโลกด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอย่างแท้จริง การแก้ไขกฎหมายรายมาตรานั้นไม่เพียงพอ แต่จำเป็นต้อง “รื้อและร่างใหม่” ทั้งฉบับ เพราะโครงสร้างของรัฐธรรมนูญปี 2560 ถูกออกแบบมาบนพื้นฐานของความไม่ไว้วางใจประชาชนและการรวมศูนย์อำนาจ ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญในการผลักดันกฎหมายลำดับรองที่ก้าวหน้าอย่างการกำหนดให้มีการทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพข้ามพรมแดน (Transboundary Environmental and Health Impact Assessment – Tb-EIA) การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านที่ต้องมีสภาพบังคับ (mandatory Human Rights Due Diligence – mHRDD) การที่รัฐธรรมนูญปัจจุบันเปลี่ยนนิยามสิทธิชุมชนให้กลายเป็นเพียงหน้าที่ของรัฐ ทำให้การเรียกร้องให้บริษัทต้องรับผิดชอบต่อห่วงโซ่อุปทานข้ามพรมแดนกลายเป็นเรื่องที่ขาดฐานที่มั่นทางกฎหมายสูงสุด รัฐธรรมนูญใหม่จึงต้องเป็นรากฐานที่ยืนยันว่าสิทธิมนุษยชนอยู่เหนือผลประโยชน์ทางการค้า และต้องบังคับให้มี การตรวจสอบสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านแบบเข้มข้น (Enhanced Human Rights Due Diligence – EHRDD) ในพื้นที่ที่มีความขัดแย้งสูงหรือโครงการที่มีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศอย่างรุนแรง เป็นต้น

ข้อเสนอ 3 เสาหลัก ว่าด้วยการกำกับดูแลพันธกรณีความรับผิดชอบในต่างแดนที่กระทบกับสิทธิในสิ่งแวดล้อม

ในการก้าวข้ามขีดจำกัดของรัฐธรรมนูญฉบับปี 2560 ที่แช่แข็งสิทธิของประชาชนไว้เพียงภายในเส้นสมมติของเขตอธิปไตย ข้อเสนอต่อที่ประชุมยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนที่กำลังจะเกิดขึ้นจึงต้องมุ่งเน้นไปที่การสร้าง “กติกาที่ข้ามพรมแดน” เพื่อคุ้มครองชีวิตและสิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกับโลกความจริงที่ไทยเองไม่ได้ดำรงอยู่เพียงลำพัง แต่ดำรงอยู่ท่ามกลางโลกที่เชื่อมโยงกัน โดยเราสามารถวางรากฐานสำคัญเชิงหลักการผ่านสามเสาหลักที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าการจัดการทรัพยากรและสุขภาพของไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขงและอาเซียนได้

เสาหลักต้นแรกคือการสถาปนาความรับผิดชอบของรัฐและกลุ่มทุนเหนือพรมแดน ซึ่งหมายถึงการบัญญัติให้รัฐมีหน้าที่กำกับดูแลและตรวจสอบการลงทุนของนิติบุคคลสัญชาติไทยในต่างแดนอย่างเข้มงวดเสมือนหนึ่งดำเนินการภายในประเทศ เราไม่อาจยอมรับได้อีกต่อไปว่าโครงการเขื่อนขนาดใหญ่หรือเหมืองแร่ที่ทุนไทยไปดำเนินการในประเทศเพื่อนบ้านจะใช้มาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่ต่ำกว่าที่ใช้ในประเทศไทย รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องระบุชัดเจนว่าการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมโดยกลไกของทุนไทยในต่างแดนคือความรับผิดชอบที่รัฐไทยต้องร่วมรับผิดและจัดให้มีช่องทางในการเยียวยาแก่ผู้ได้รับผลกระทบทั้งในและนอกประเทศ นี่คือการอุดช่องว่างที่รัฐธรรมนูญ 2560 จงใจมองข้ามเพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับการขยายตัวของทุนโดยปราศจากการตรวจสอบ

เสาหลักต้นที่สองคือสิทธิในการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการมีส่วนร่วมข้ามพรมแดนที่จับต้องได้จริง รัฐธรรมนูญใหม่ต้องรับรองว่าประชาชนไทยที่อาศัยอยู่ในลุ่มน้ำระหว่างประเทศ หรืออยู่ในแนวเขตที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษทางอากาศข้ามแดน มีสิทธิที่จะได้รับทราบข้อมูลล่วงหน้าอย่างละเอียดเกี่ยวกับโครงการหรือกิจกรรมใดๆ ในประเทศเพื่อนบ้านที่มีรัฐไทยหรือกลุ่มทุนไทยเข้าไปเกี่ยวข้องในห่วงโซ่อุปทานไม่ใช่เพียงในฐานะผู้ลงทุนหรือผู้รับการลงทุนแต่รวมถึงการเป็นตัวกลางหรือทางผ่านในสินค้าหรือบริการต่าง ๆ ด้วย กระบวนการรับฟังความคิดเห็นต้องไม่ถูกจำกัดอยู่เพียงแค่ผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านใกล้โครงการ แต่ต้องครอบคลุมถึง “ชุมชนทางนิเวศ” (Ecological Community) ที่ได้รับผลกระทบจริงโดยไม่แบ่งแยกสัญชาติ การเปิดเผยข้อมูลผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ และเนื้อหาสัญญาของโครงการข้ามพรมแดนที่จะส่งผลกระทบต่อประชาชนต้องเป็นหน้าที่ที่รัฐไม่อาจปฏิเสธได้ เพื่อให้เกิดความโปร่งใสโดยเฉพาะในโครงการจัดการน้ำและการสร้างพลังงานที่มักถูกปกปิดไว้ภายใต้ข้ออ้างเรื่องความมั่นคงทางพลังงาน

เสาหลักต้นที่สามคือการสร้างความยุติธรรมทางสิ่งแวดล้อมที่ไร้รอยต่อ โดยการรับรองสิทธิของประชาชนและชุมชนในการฟ้องร้องต่อศาลไทยเพื่อระงับโครงการหรือเรียกค่าเสียหายจากกิจกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบข้ามพรมแดน รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องขยายเขตอำนาจศาลให้ครอบคลุมถึงกรณีที่ความเสียหายเกิดขึ้นจากการตัดสินใจหรือการสนับสนุนของหน่วยงานรัฐไทยหรือกลุ่มทุนไทยต่อโครงการในต่างแดน เพื่อให้กลไกตุลาการเป็นที่พึ่งของนักปกป้องสิทธิและชุมชนท้องถิ่นที่ถูกละเมิดสิทธิจากการขยายตัวของมลพิษข้ามพรมแดน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องฝุ่นควัน สารพิษในแหล่งน้ำ หรือการทำลายระบบนิเวศแม่น้ำโขงและสาละวิน

หัวใจสำคัญที่จะร้อยรัดเสาหลักทั้งสามเข้าด้วยกันคือ “หลักการพันธกรณีข้ามพรมแดนด้านสิทธิมนุษยชน” หรือ Extraterritorial Obligations (ETOs) ซึ่งเป็นหลักการสากลที่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ต้องยึดถือเป็นแกนกลาง หลักการนี้ยืนยันว่าพันธกรณีของรัฐในการปกป้องสิทธิมนุษยชนไม่ได้หยุดลงที่เขตชายแดน แต่รัฐมีหน้าที่ต้องไม่กระทำการใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อสิทธิของบุคคลที่อยู่นอกเขตแดนของตน และต้องควบคุมไม่ให้บุคคลที่สามภายใต้อำนาจของตนไปละเมิดสิทธิผู้อื่นในต่างประเทศด้วย ในบริบทของไทย ETOs จะเป็นเครื่องมือสำคัญในการจัดการกับปัญหาสุขภาพข้ามพรมแดน เช่น ฝุ่น PM 2.5 จากการเผาไร่ข้าวโพดในเกษตรพันธสัญญา โดยรัฐจะถูกบังคับด้วยรัฐธรรมนูญให้ต้องออกมาตรการจัดการกับบริษัทแม่ในไทยที่ส่งเสริมการผลิตที่ทำลายคุณภาพอากาศของภูมิภาค

การออกเสียงประชามติในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 จึงไม่ใช่เพียงการเลือกข้างทางการเมือง แต่มันคือการเลือกว่าเราจะยอมจำนนต่อโครงสร้างที่ทำลายสิ่งแวดล้อมและลดทอนศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อไปอย่างที่ผ่านมาตลอดเกือบทศวรรษ หรือจะร่วมกันสร้างกติกาใหม่ที่คืนอำนาจสู่ประชาชน ดังนั้น การกากบาทในช่อง “เห็นชอบ” {X} เพื่อนำไปสู่การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุดในการกอบกู้สิทธิในสิ่งแวดล้อมให้กลับมาเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่ไม่สามารถพรากจากไปได้ เราต้องการรัฐธรรมนูญที่รับรองสิทธิของธรรมชาติ รัฐธรรมนูญที่ยืนยันว่าการเข้าถึงอากาศสะอาด น้ำสะอาด และอาหารสะอาด คือสิทธิมนุษยชน และรัฐธรรมนูญที่บังคับให้รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลและจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมอย่างโปร่งใสโดยไม่ต้องร้องขอ