เมื่อวันที่ 20 มกราคม 2569 ณ โรงแรมอีสติน แกรนด์ พญาไท กรุงเทพมหานคร กรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ และผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน ได้จัดการประชุมหารือระหว่างผู้แทนไทยในคณะกรรมาธิการระหว่างรัฐบาลอาเซียนว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (ASEAN Intergovernmental Commission on Human Right: AICHR) กับภาคประขาสังคมไทย ประจำปี 2569 สะท้อนให้เห็นทั้งพัฒนาการ ความก้าวหน้า และข้อท้าทายของกลไกสิทธิมนุษยชนระดับภูมิภาค ท่ามกลางบริบทการเปลี่ยนผ่านของอาเซียนในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ รวมทั้งรับฟังข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากตัวแทนภาคประชาสังคมและองค์การด้านการพัฒนามากกว่า 40 – 50 องค์กร

ฉัตรวดี จินดาวงษ์ รองอธิบดีกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ กล่าวเปิดว่าในปี 2568 เป็นหมุดหมายสำคัญของ AICHR มีการจัดทำการทบทวนคำประกาศอาเซียน 2 ฉบับ และมีการรับรองวิสัยทัศน์ใหม่ซึ่งจะใช้ไปอีก 20 ปี ในการบรรลุเป้าหมายของอาเซียนในอนาคต โดยวิสัยทัศน์ประชาคมอาเซียน 2045 (ASEAN 2045: Our Shared Future) มี 4 คำสำคัญ ได้แก่ Resilient (ยืดหยุ่นพร้อมตั้งรับปรับตัว), Innovative (นวัตกรรม), Dynamic (สร้างสรรค์นวัตกรรม), and People-Centred (ประชาชนเป็นศูนย์กลาง) จะเห็นได้ว่าหนึ่งในนั้นมีคำว่า People-Centred อยู่ด้วย ซึ่งมีความเกี่ยวข้องกับทั้งสามเสาทั้งความมั่นคง เศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม
เป้าหมายด้านสิทธิมนุษยชน เน้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ความหลากหลาย เสรีภาพขั้นพื้นฐาน ความเท่าเทียม ต่าง ๆ โดยประเด็นสิทธิมนุษยชนอยู่ในเป้าหมายที่ 9 ของวิสัยทัศน์ใหม่นี้ และพยายามทำให้สิทธิมนุษยชนอยู่ในทุกเสาและทุกการดำเนินการ เช่น การมีส่วนร่วมในการพัฒนาเศรษฐกิจ การเน้นประเด็นเฉพาะ เป็นต้น
ไทยจะเป็นเจ้าภาพหรือประธานอาเซียนในปี 2571 ดังนั้น โดยในปีหน้าหรือปี 2570 จะเป็นปีที่สิงคโปร์เป็นเจ้าภาพซึ่งเป็นช่วงที่ไทยจะต้องร่วมกันวางแผน เพื่อที่จะดำเนินการตลอดทั้งปีในปี 2571
ผศ.ดร. ภาณุภัทร จิตเที่ยง ผู้แทนไทยใน AICHR คนปัจจุบัน นำเสนอผลงานและความคืบหน้าการทำงานของ AICHR โดยรวมว่าตลอดปี 2568 ที่ผ่านมาซึ่งเป็นปีแรกที่อาจารย์ภาณุภัทรรับตำแหน่ง ได้มีการดำเนินการโดยวางพื้นฐานที่ 3 ประเด็น คือ 1) การสืบทอด 2) การต่อยอด และ 3) การริเริ่ม โดยเฉพาะงานด้านการคุ้มครอง ซึ่งต่างจากเดิมที่ทำงานด้านการส่งเสริมเท่านั้น

ในเชิงรายประเด็น ไทยดำเนินการด้านสิทธิในสิ่งแวดล้อม ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ประเด็นด้านอาชญากรรมข้ามชาติและสิทธิในดิจิทัล และในรายกลุ่ม เช่น สิทธิผู้พิการ และสิทธิผู้โยกย้ายถิ่นฐาน ส่วนในรายโครงสร้าง เน้นการสร้างความเข้มแข็งของ AICHR และการทำงานข้ามเสาหลักและภาคส่วนตามขอบเขตของภาระงาน
ภาพรวมกิจกรรมของไทย AICHR ดำเนินงานตามแผน 5 ปี ซึ่งแผนงานในปี 2020 – 2025 มีประเด็นที่ทำให้ AICHR ใหม่ต้องสานต่อ โดยมี 4 กิจกรรม เช่น กิจกรรมด้านคนพิการ สิทธิในสิ่งแวดล้อม และประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งดำเนินการแล้วเสร็จทั้งหมด ซึ่งถือเป็นประเทศเดียวที่ดำเนินงานตามภารกิจได้ครบในปีเดียว
ในส่วนที่ไทยเป็นเจ้าภาพร่วม ได้แก่ การจัดเวิคชอปความขัดแย้งกับประเด็นสิทธิมนุษยชน เช่น ไทย – กัมพูชา และอาเซียน Human Rights Dialogue เป็นต้น
เอกสารปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธินสิ่งแวดล้อมได้รับการรับรองในการประชุมสุดยอดผู้นำอาเซียน (ASEAN Summit) เมื่อเดือนตุลาคมปี 2025 ที่ผ่านมา ซึ่งต้องยกย่องอาจารย์อมราที่เป็นผู้ริเริ่มการจัดทำปฏิญญานี้ โดยไทยเป็นเจ้าภาพในการผลักดันสิทธิในสิ่งแวดล้อมในภูมิภาคโดยมี workshop หลายครั้งในการดึงภาคส่วนต่าง ๆ ข้ามเสาหลักเข้ามาร่วมกันและมีส่วนเกี่ยวข้องกันให้มากขึ้น เพื่อดูท่าทีและแนวทางการขับเคลื่อนพันธกรณีในส่วนนี้
แผนการทำงาน 5 ปี ของ AICHR ประจำปี 2026 – 2030 นับเป็นแผนที่ก้าวหน้าที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยพูดถึงกิจกรรมในภาพหว้าง เป็นไกด์ไลน์สำคัญในการทำงานของ AICHR นับจากนี้ โดยมีการพูดถึงนักปกป้องสิทธิมนุษยชนแม้ไม่ได้ใช้คำนี้โดยตรงก็ตาม
ในการดำเนินงานจากข้อสื่อสารจากภายนอก (ข้อร้องเรียน) ของ AICHR ปีที่แล้วในการประชุมที่มะละกา ผู้แทนไทยได้ยกร่างกลไกร้องเรียน หรือ complaint mechanism (Guideline on External Communication Received) ของ AICHR เพื่อให้สามารถรับ้เรื่องร้องเรียนจากประชาชนและภาคประชาสังคมที่เกี่ยวกับประเด็นสิทธิมนุษยชนได้ ซึ่งแน่นอนว่าการดำเนินการยังคงต้องสอดคล้องกับหลักการสำคัญ เช่น หลักการไม่แทรกแซงของอาเซียน (Non – Interference) เป็นต้น
ผู้แทนไทยใน AICHR ริเริ่ม AICHR Note เพื่อส่งต่อข้อมูลไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อพิจารณาในการดำเนินการต่อซึ่งมาจากผลของการหารือของ AICHR ไม่ได้เป็นเพียงจดหมายข่าว (press release)
ในส่วนของกลไกการส่งต่อข้อมูลและแลกเปลี่ยนข้อมูลซึ่งสืบเนื่องจาก Guideline on External Communication Received) ของ AICHR เพื่อส่งต่อไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งมาจากคำแนะนำของ กสม.ไทยเพื่อติดตามประเด็นและตอบสนองต่อประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ยังมีการรับข้อมูลจากภาคประชาสังคมและนำเสนอข้อมูลในวาระ Recent Development in ASEAN เพื่อให้เกิดการทำงานอย่างต่อเนื่องระหว่าง AICHR และภาคประชาสังคมตามหลัก People – Centred
ประเด็นหลักในการทำงานของ AICHR ไทยโดยสรุปคือ การสมรสเท่าเทียม สิทธิผู้โยกย้ายถิ่นฐาน อาชญากรรมข้ามชาติ มลพิษข้ามพรมแดน กรณีแม่น้ำกก สาย รวก โขง และการประท้วงในอินโดนีเซีย
ในส่วนของแผนการดำเนินงานของ AICHR ไทยในปี 2569 – กิจกรรมเมืองสิทธิมนุษยชน หรือ “Human Rights Cities” หลังจากที่กรุงเทพมหานครประกาศเจตนารมณ์ว่าจะเป็นเมืองสิทธิมนุษยชน ประเด็นที่สองคือ การให้ความช่วยเหลือทางกงสุลต่อเหยื่ออาชญากรรมข้ามชาติอย่างสแกมเมอร์และการค้ามนุษย์ ประเด็นที่สาม ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน ซึ่งจะจัดในช่วง BHR Week โดยจะเน้นไปที่ HRDD ประเด็นที่สี่คือ ประเด็นกลุ่มเปราะบางซึ่งจะมีการจัดกิจกรรมในส่วนของสัปดาห์คนพิการ และการรอการอนุมัติแผนปฏิบัติการตามปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อม
ในการยกร่างแผนปฏิบัติการระดับภูมิภาคว่าด้วยปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมนั้น แผนปฏิบัติการนี้ยังไม่ได้รับการอนุมัติ แต่แผนจะมีทั้งหมด 8 ขั้นตอน โดยปีนี้ฟิลิปปินส์เป็นเจ้าภาพ โดยมีกระบวนการสามเสาหลัก เช่น การยกร่างระหว่างรัฐบาล การเชื่อมโยงข้ามภาคส่วน การหารือกับหุ้นส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเบื้องต้นคาดว่าจะแล้วเสร็จใน 1-2 ปี
ในการผลักดันประเด็นเรื่องสิทธิในการพัฒนาและสันติภาพ ทางผู้แทนพม่าพยายามจะค้านหลายอย่างเพราะกลัวว่าจะไปแตะประเด็นสถานการณ์สิทธิมนุษยชนในเมียนมาจากการสู้รบลความขัดแย้งภายใน แต่ก็มีความพยายามในการสร้างพื้นที่เพื่อให้สามารถพูดคุยหารือกันได้ และเปิดรับข้อมูลจากภาคประชาสังคมเป็นประจำ แต่ยังไม่มีการลงพื้นที่ความขัดแย้งโดย AICHR แต่อย่างใดทั้งในส่วนของประเด็นเมียนมา และประเด็นความขัดแย้งไทย – กัมพูชา

ศาสตราจารย์กิตติคุณ วิทิต มันตราภรณ์ คณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้ความเห็นว่าประเด็นที่ไทยมีอยู่ในมือตอนนี้คือ 2 ปฏิญญาที่วางกรอบไว้คร่าว ๆ ซึ่งไม่ใช่กฎหมาย 1) สิทธินสิ่งแวดล้อม และ 2) ปฏิญญาสิทธิในการพัฒนาและสิทธิในสันติภาพ (Rights to Development and Rights to Peace) โดยคำนึงถึงเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน หรือ SDG ซึ่งจะจบในปี 2030 ซึ่งอยู่ระหว่างการจัดทำแผนปฏิบัติการ
นอกจากนี้ในส่วนของปฏิญญาว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมนั้น ศัพท์ที่ใช้ในหัวข้อปฏิญญานี้มีความกว้างมากกว่าของ UN ซึ่งเน้น สะอาดและมีสุขภาวะที่ดีแต่กลับไม่มีคำว่า “Safe” (ปลอดภัย) ซึ่งเป็นสิ่งที่เป็นแต้มต่อในการดำเนินงานต่อ ซึ่งควรไปขยายความเพิ่มในส่วนของสิทธิในวิธีสบัญญัติและสารบัญญัติ รวมถึงการเยียวยาด้วย โดยในปฏิญญานี้พูดถึงกลุ่มธุรกิจและสิทธิมนุษยชนด้วย
ในประเด็นสิทธิในการพัฒนาและสิทธิในสันติภาพ AICHR ต้องมีกรอบแผนงานและปฏิบัติการที่ชัดเจน ควรดึงสิ่งที่มีความตกลงในระดับโลกมาพัฒนาต่อ มีข้อสังเกตว่าประเทศกำลังพัฒนาโดยเฉพาะในอาเซียนหลายประเทศไม่ชอบบคำว่าสิทธิทางการเมือง จะชอบคำว่าสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรมมากกว่า แต่ในยุคหลังเอกสารต่าง ๆ เริ่มปรากฏคำนี้แล้ว ก็ควรหยิบมาต่อยอด
อาจารย์วิทิตได้ชื่นชมว่าแผนงานของ AICHR 5 ปี (2026 – 2030) มีมากกว่าคำว่าส่งเสริม แต่มีคำว่าคุ้มครองและปกป้องเข้าไปด้วย ซ฿งเป็นความริเริ่มที่ดีและก้าวหน้าขึ้น ในส่วนของ Focus Area ควรมีการประยุกต์ใช้ และต้องมีผู้ตรวจสอบเฉพาะของ ASEAN หรือผู้แทนพิเศษ (อาจใช้คำว่า special expert/special rapporteur แบบเดียวกับ UN) เข้ามาด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ในส่วนของ Focus Area ที่สอง ควรมีการเพิ่มเรื่องสิทธิในดิจิทัล และการวางกรอบการคุ้มครอง (protection mandate) มีคำว่าประชาธิปไตยเข้ามาใส่แล้วหลังจากที่รอคอยมานาน รวมถึงมีการพูดถึงการให้ความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมโดยยกตัวอย่าง เมียนมา และความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา และที่สำคัญคือการมีการระบุเรื่องรับคำร้องจากประชาชนด้วยซึ่งเป็นสิ่งที่ห้าวหน้าของ AICHR
ศ.ดร.อมรา พงศาพิชญ์ อดีต AICHR ไทย คนที่สาม ให้มุมมองเชิงประสบการณ์ว่าAICHR จากแต่ละประเทศมีอุดมการณ์และความมุ่งหวังต่ออาเซียนที่แตกต่างกันมากซึ่งมาจากรูปแบบการปกครองและอุดมการณ์การปกครองของแต่ละประเทศที่ต่างกัน ดังนั้นเวลาจะผลีกดันวาระใดก็ต้องมีการทะเลาะกันก่อนถึงจะผลักดันได้ในแต่ละเรื่อง หลายประเทศไม่รู้จักคำว่า นักปกป้องสิทธิมนุษยชน หรือสิทธิพื้นฐาน ความรุนแรงจากฐานด้านสิทธิมนุษยชน ด้วยซ้ำ AICHR ไทยจึงต้องอ้อมไปอ้อมมาและสรรหาคำที่จะนำมาใช้ได้และเป็นที่ยอมรับเพื่อผลักดันหรือยกระกับสิทธินั้น ๆ เช่น คำว่า protection ก่อนหน้านี้แทบไม่ปรากฏในเอกสารของ AICHR เลย มีแต่คำว่า promotion หรือต้องใช้วิธีในการล็อบบี้จากภายนอกในการแทรกเข้าไปโดยใส่เนื้อหาหรือคำที่จะช่วยยกระดับสิทธินั้น ๆ เข้าไป ซึ่งต้องขอชื่นชมที่ AICHR ไทยสามารถผลักดันให้ AICHR มีกลไกร้องเรียนได้ซึ่งเป็นสิ่งที่ควรจะมีอยู่แล้ว
ผู้แทนจาก Asylum Access Thailand กล่าวชื่นชม AICHR ไทยและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องในการผลักดันประเด็นที่มีความยากลำบากเสมอมาโดยเฉพาะประเด็นผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ อย่างไรก็ตาม มี 3 ประเด็นที่ทางองค์กรต้องการให้ทาง AICHR ผลักดันต่อ ได้แก่ 1) การคุ้มครองทางกฎหมายและสถานะทางกฎหมายที่ถูกต้องของผู้ลี้ภัย แม้ว่าไทยและประเทศในกลุ่มอาเซียนหลายประเทศจะไม่ได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย แต่ก็ได้มีการลงนามในความตกลงหรืออนุสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนอื่น ๆ เช่น กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) กติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม (ICESCR) อนุสัญญาว่าด้วยสิทธิเด็ก (CRC) เป็นต้น ซึ่ง AICHR สามารถผลักดันการคุ้มครองให้เกิดขึ้นกับผู้ลี้ภัยหรือผู้โยกย้ายถิ่นฐานได้โดยใช้ฐานของอนุสัญญาเหล่านี้ 2) แม้ว่าไทยจะมีกลไกระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการคัดกรองคนต่างด้าวที่ไม่สามารถเดินทางกลับภูมิลำเนาได้ (National Screening Mechanism: NSM) แต่ก็ไม่สามารถช่วยเหลือผู้ลี้ภัยได้จริงในหลายกรณี อย่างไรก็ตาม ทางองค์กรอยากให้ทาง AICHR ไทยช่วยยกระดับการใช้กลไกนี้ให้สามารถทำได้จริง เน้น screen in มากกว่า screen out และนำกลไก NSM เป็น role model ให้ประเทศอื่น ๆ ในอาเซียนสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้ 3) การยกระดับสิทธิในการทำงานของผู้ลี้ภัยให้สามารถทำได้ละใช้ชีวิตอยู่ได้ (Right to Work)
ผู้แทนจากสมาคมสภาคนพิการ เสนอให้ AICHR สร้างแพลตฟอร์มในการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้เสียอย่างครอบคลุมครบทุกกลุ่มรวมถึงกลุ่มที่มีความหลากหลายต่าง ๆ ทั้งทางเพศและเชื้อชาติในกลุ่มคนพิการด้วยแม้ว่าในตอนนี้จะมีสถานะเป็นที่ปรึกษา (consultative status) ของ AICHR ด้วยก็ตาม
ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร ผู้ประสานงานคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) กล่าวชื่นชมและให้กำลังใจการทำงานของ AICHR ไทยในปัจจุบันที่สามารถผลักดันให้ปฏิญญาอาเซียนว่าก้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมออกมาได้โดยมีการพูดถึงผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนที่อาจเกิดขึ้นจากกิจกรรมทางธุรกิจของภาคธุรกิจ และยังได้มีการกล่าวถึงการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิในสิ่งแวดล้อมด้วย (แม้จะไม่ได้ใช้คำว่า Human Rights Defenders โดยตรงก็ตาม)
อย่างไรก็ดี ทางผู้ประสานงานของ ETOs Watch Coalition ได้เสนอให้ AICHR ไทยสนับสนุนการดำเนินงานและการจัดตั้งกลไกด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนต่อไปและเพิ่มเติมเรื่องพันธกรณีนอกอาณาเขตของการดำเนินธุรกิจของไทยในต่างประเทศที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนโดยการทำงานกับองค์กรพัฒนาเอกชน ภาคประชาสังคม และหน่วยงานภาครัฐอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องในไทยและในอาเซียนมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม และกระทรวงการต่างประเทศ ในการจัดตั้งศูนย์ติดต่อประสานงานแห่งชาติ (National Contact Point: NCP) ภายใต้กลไก OECD ซึ่งไทยอยู่ระหว่างการเข้าเป็นสมาชิก OECD แบบสมบูรณ์นอีกราว 3-5 ปีข้างหน้า ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้ การจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับสินค้าและบริการหรือวัตถุดิบต่าง ๆ ตั้งแต่ต้นทางไปจนถึงปลายทาง (Traceability) โดยเฉพาะกับแร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญต่าง ๆ โดยปัจจุบันเริ่มมีการดำเนินงานระบบนี้แล้วในบางสินค้า เช่น ไม้ สินค้าเกษตร และข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ โดยในส่วนของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ทางกระทรวงพาณิชย์กับกลุ่มทุนขนาดใหญ่บางบริษัท เพื่อขจัดปัญหาฝุ่น PM 2.5 ข้ามแดนตั้งแต่ต้นทาง ส่วนในประเด็นการสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับโดยเฉพาะสินค้านำเข้า – ส่งออกอย่างแร่สำคัญและแร่หายากนั้นจะเป็นการดำเนินการเพื่อตรวจสอบว่าแร่นั้น ๆ มาจากแหล่งเหมืองแร่ที่ก่อให้เกิดผลกระทบในพื้นที่และข้ามมายังประเทศไทย หรือไม่ (เห็นได้จากกรณีเหมืองต้นน้ำในลุ่มกก สาย รวก โขง และสาละวิน) ทั้งนี้เพื่อนำไปสู่การยับยั้งผลกระทบต่อไทยและผลกระทบที่เกิดขึ้นได้ตั้งแต่ต้นทางซึ่งจะเป็นการช่วยระงับการทำลายสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนต่อทั้งประชาชนไทยและประชาชนในประเทศต้นทางไปด้วย
นอกจากนั้นในประเด็นสิทธิในสิ่งแวดล้อมและมลพิษข้ามพรมแดนที่สัมพันธ์กับความมั่นคงชายแดน โดยเฉพาะมลพิษทางน้ำจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธและแร่สำคัญอื่น ๆ ในเมียนมา ผู้ประสานงาน ETOs Watch Coalition ได้เสนอให้ทาง AICHR ผลักดันและหาลู่ทางที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการในการพูดคุยเจรจากับกลุ่มองค์กรปฏิวัติชาติพันธุ์ในเมียนมาที่ในพื้นที่ปกครองของตนมีกิจกรรมการทำเหมืองแร่ที่ส่งผลกระทบมายังประเทศไทยเพิ่มเติมและมากขึ้น เพื่อหาข้อยุติในการจัดการเหมืองแร่อย่างมีความรับผิดชอบมากขึ้นโดยเอาสิทธิในสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนของประชาชนในพื้นที่เป็นประเด็นนำ
สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) กล่าวว่าหลังจากมีการประกาศรับรองปฏิญญาอาเซียนว่าด้วยสิทธิในสิ่งแวดล้อมควรมีการต่อยอดเอกสารหรือแผนปฏิบัติการในการมีคำที่ใช้เชิงก้าวหน้ามากขึ้นกว่าทีมีในปฏิญญาดังกล่าว เช่น นักปกป้องสิทธิมนุษยชนและกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองต่าง ๆ
ในประเด็นฝุ่นข้ามพรมแดน แม้อาเซียนจะมีความตกลงอาเซียนว่าด้วยมลพิษจากหมอกควันข้ามแดน (ASEAN Agreement on Transboundary Haze Pollution) แต่การบังคับใช้ความตกลงนี้ยังคงมีปัญหาในทางปฏิบัติแม้จะมีมานานกว่าสองทศวรรษแล้วก็ตาม เพราะหากกฎหมายภายในแต่ละประเทศสมาชิกอาเซียนไม่มีรองรับก็จะนำความตกลงนี้มาใช้ได้ยาก อย่างไรก็ตาม อยากให้ทาง AICHR ผลักดันให้เกิดการยกระดับการใช้ความตกลงนี้อย่างเป็นรูปธรรมโดยอาจดูตัวอย่างที่เคยเกิดขึ้นอย่างกรณีของสิงคโปร์ที่สามารถแก้ปัญหาฝุ่นข้ามแดนได้ หรือแม้กระทั่งคำพิพากษาของศาลปกครองไทยที่ให้รัฐต้องรับผิดชอบหรือแผนในการแก้ปัญหาฝุ่น PM 2.5
ทนายความจาก EnLaw ยังได้กล่าวถึงประเด็นคาร์บอนเครดิตที่ไทยมีเป้าหมายในการมุ่งสู่เป็นประเทศเป็นกลางทางคาร์บอนในอีกไม่กี่ปีข้างหน้านั้น ทางองค์กรและเครือข่ายภาคประชาสังคมด้านสิ่งแวดล้อมหลายองค์กรมองว่าการสนับสนุนโครงการคาร์บอนเครดิตที่เกิดขึ้นจะทำให้เกิดผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและผลักดันภาระให้ชนเผ่าพื้นเมืองไปปลูกป่าเพื่อขายเครดิตจากคาร์บอน ซึ่งเป็นข้อห่วงกังวลอย่างมาก
ผู้แทนจาก Amnesty International ได้เสนอให้ AICHR สนับสนุนสิทธิทางการเมืองและสิทธิพลเมืองของไทยและในอาเซียนโดยเฉพาะในประเด็นสิ่งแวดล้อมที่ปัจจุบันมีความซับซ้อนมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่ รวมไปถึงการสนับสนุนเยาวชนและสถานศึกษาในการผลักดันและส่งเสริมประเด็นสิทธิมนุษยชนมากขึ้นด้วย
ตัวแทนจากนักกิจกรรมเยาวชน กล่าวว่าไทยและอาเซียนกำลังถูกตั้งคำถามและถูกวิพากษ์วิจารณ์เกี่ยวกับความร่วมมือกันในการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้ลี้ภัยทางการเมือง ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นปีแรกของการเป็นสมาชิกคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในชาวงระหว่างปี 2568 – 2570 เช่น กรณีการส่งกลับกิจกรรมทางการเมืองชาวเวียดนามและชาวกัมพูชาซึ่งบางรายได้สถานระผู้ลี้ภัยจาก UN แล้ว แต่ก็ยังถูกส่งกลับไปยังประเทศต้นทาง ทั้งที่ไทยควรจะยึดหลัการไม่ส่งกลับไปเผชิญกับ๓ยันตราย (Non – Refoulment) นอกจากนี้ยังมีกรณีของการการกดปราบข้ามชาติ (Transnational Suppression) ในหลายกรณี เช่น กรณีของการลอบสังหารอดีตนักการเมืองฝ่ายค้านกัมพูชาในกรุงเทพมหานคร และการสังหารผู้ลี้ภัยชาวลาวในไทย เป็นต้น นอกจากนี้ยังเสนอให้ AICHR ส่งเสริมการศึกษาด้านสิทธิมนุษยชนในสถานศึกษา พร้อมทั้งสร้างความเป็นไปได้ในการจัดทำศาลสิทธิมนุษยชนของอาเซียน (ASEAN Human Rights Court) อยากให้ AICHR และกระทรวงการต่างประเทศของไทยช่วยกันผลักดันในประเด็นนี้
กรกนก คำตา ผู้แทนจากคณะผู้จัดงานเวทีภาคประชาสังคมและภาคประชาชนอาเซียนประเทศไทย (Thailand NOC for ACSC/APF) เสนอว่าต้องให้ภาคประชาสังคมเข้ามามีส่วนร่วมในการออกแบบ ASEAN Vision ตั้งแต่ต้น การจัดทำเอกสารต่าง ๆ เหล่านี้ไม่มีภาคประชาสังคมเข้าไปร่วม พร้อมทั้งต้องการให้ AICHR เสนอการจัดทำ ASEAN Human Rights Court โดยอาจจะทำการศึกษาวิขัย Thematic study ในไทยก่อนก็ได้ นอกจากนี้ให้หน่วยงานไทยโดยกรมอาเซียน กระทรวงการต่างประเทศ ร่วมกับภาคประชาสังคมไทยในการผลักดันประเด็นวาระต่าง ๆ ในอาเซียนทั้งในเชิงงบประมาณและการให้ความช่วยเหลือด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง


Leave a comment