เข้าสู่ปีที่ 6 แล้วที่ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน หรือ Extra – Territorial Obligation Watch Coalition หรือ ETOs Watch Coalition นับตั้งแต่ธันวาคม 2559 ที่ทางเครือข่ายซึ่งเกิดจากการรวมตัวขององค์กรพัฒนาเอกชนและภาคประชาสังคม จำนวน 5 องค์กร ได้แก่ เสมสิกขาลัย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง องค์กรแม่น้ำนานาชาติ Earth Rights International (ERI) และมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน
การจัดทำรายงานการติดตามการลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ: กรณีการละเมิดสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชนฉบับนี้ มีขอบเขตเนื้อหาไม่เกินเดือนพฤษภาคม 2566 โดยจะให้ความสำคัญในแง่ของเนื้อหาเกี่ยวกับความคืบหน้าและพัฒนาการของโครงการต่าง ๆ ที่ทางคณะทำงานได้ทำงาน ติดตาม ตรวจสอบ อย่างต่อเนื่อง โดยยังคงเน้นเฉพาะกรณีศึกษาหรือโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ส่งผลและอาจส่งผลกระทบหรือมีความเกี่ยวข้องกับประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน รวมถึงผลกระทบทางสังคมและสิ่งแวดล้อมซึ่งมีที่ตั้งอยู่ในกลุ่มประเทศภูมิภาคแม่น้ำโขง หรือเรียกอย่างเข้าใจง่ายคือ กลุ่ม CLMV ทั้งหมด 21 กรณีศึกษา โดยสามารถแบ่งตามประเทศต่าง ๆ 4 ประเทศ ได้ดังต่อไปนี้
สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา จำนวน 8 โครงการ ได้แก่ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำฮัตจี โครงการท่าเรือน้ำลึกและเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โครงการปรับปรุงถนนสองช่องทางเชื่อมต่อระหว่างโครงการทวาย-ด่านพุน้ำร้อน โครงการเหมืองแร่ดีบุกเฮงดา โครงการเหมืองถ่านหินบานชอง โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินเมืองเย โครงการโรงงานปูนซีเมนต์และโรงไฟฟ้าถ่านหินเมาะลัมใย โครงการขุดเจาะและขนส่งปิโตรเลียมในอ่าวเมาะตะมะ (ซึ่งสามาถแบ่งแยกย่อยออกเป็น 3 โครงการ ได้แก่ โครงการยาดานา โครงการเยตากุน และโครงการซอติก้า)
สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จำนวน 10 ได้แก่ โครงการเขื่อนไซยะบุรี โครงการเขื่อนปากแบ่ง โครงการเขื่อนหลวงพระบาง โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา โครงการเขื่อนสานะคาม โครงการเขื่อนปากชม/ผามอง โครงการเขื่อนบ้านกุ่ม/สาละวัน โครงการเขื่อนภูงอย โครงการเขื่อนปากลาย โครงการเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย
ราชอาณาจักรกัมพูชา จำนวน 2 โครงการ ได้แก่ โครงการสัมปทานที่ดินเพื่อการปลูกอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาล ณ จังหวัดโอดอร์เมียนเจย และโครงการปลูกสัมปทานที่ดินเพื่อการอ้อยและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลเกาะกง
สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม จำนวน 1 ได้แก่ โครงการโรงไฟฟ้าถ่านหินกวางจิ 1
ในช่วงที่มีการดำเนินการจัดทำรายงานฉบับนี้ คณะผู้จัดทำได้รับความอนุเคราะห์ทั้งในแง่ของข้อมูลพื้นฐานโครงการต่าง ที่เกี่ยวข้องและคำปรึกษาจากองค์กรภายในเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน และองค์กรพันธมิตรอื่น ๆ รวมไปถึงหน่วยงานภาครัฐบางส่วนที่ได้มีการทำงานติดตาม ตรวจสอบ และส่งเสริมการลงทุนข้ามพรมแดนอย่างเข้มแข้ง อย่างดีเยี่ยม
โครงสร้างการนำเสนอและการอธิบายของรายงานฉบับนี้สามารถแบ่งออกเป็น 7 ส่วนตามบทต่าง ๆ ดังนี้ ได้แก่ ภาพรวมและสถานการณ์การลงทุนโดยตรงของไทยในต่างประเทศ กรณีศึกษาโครงการลงทุนของไทยในประเทศต่าง ๆ สถานภาพและการดำเนินการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในโครงการต่าง ๆ พัฒนาการและความคืบหน้าในการจัดตั้งกลไกกำกับดูแลการลงทุนข้ามพรมแดน รวมไปถึงข้อเสนอแนะต่อแผน NAP และภาคส่วนที่เกี่ยวข้อง
คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบคาดหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นส่วนเสริมและเติมเต็มเนื้อหาในประเด็นความคืบหน้าของสถานการณ์ของกรณีศึกษาและพัฒนาการด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชนข้ามพรมแดนของไทยที่ขาดหายไปในช่วงปี 2560 – 2565 ซึ่งหลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการแตกต่างออกไปจากเนื้อหาในช่วงปี 2558 – 2560 ไม่ว่าจะเป็นสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชน ทั้งแนวโน้มเชิงบวกและเชิงลบปะปนกันไป อีกทั้งหวังเป็นอย่างยิ่งว่ารายงานฉบับนี้จะเป็นหนึ่งในเครื่องมือที่ช่วยให้ผู้ที่สนใจประเด็นการลงทุนข้ามพรมแดนที่มีความสัมพันธ์กับสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และประชาธิปไตยได้ และเป็นตัวช่วยในการทำความเข้าใจสถานการณ์ด้านสิทธิมนุษยชนและการตรวจสอบการลงทุนในต่างประเทศของไทย รวมถึงพัฒนาการของไทยในหลายภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในการผลักดันรณรงค์ให้เกิดกลไกกำกับดูแลการลงทุนของไทยในต่างประเทศให้มีธรรมาภิบาลและคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมากยิ่งขึ้น

Leave a comment