ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

ผู้รายงานพิเศษ UN ด้านสิทธิในสุขภาพชื่นชมไทยมีระบบสุขภาพที่ดี แต่ยังต้องเร่งแก้ปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 – ดร. ทลาเลง โมโฟเค็ง ในฐานะผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านสิทธิในการมีสุขภาพที่ดี ได้เผยแพร่ข้อสังเกตเบื้องต้นจากการเยือนไทย (country visit) ระหว่างวันที่ 18-28 กุมภาพันธ์ 2568 โดยเน้นถึงประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับสิทธิด้านสุขภาพของกลุ่มเปราะบาง รวมถึงความจำเป็นในการปฏิรูปนโยบายสุขภาพให้ครอบคลุมทุกคนอย่างเท่าเทียม

ประเทศไทยได้รับการยอมรับว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบบหลักประกันสุขภาพที่แข็งแกร่งในระดับสากล โดยมีความก้าวหน้าในด้านการดูแลสุขภาพถ้วนหน้าและนโยบายเกี่ยวกับสุขภาพทางเพศและอนามัยเจริญพันธุ์ อย่างไรก็ตาม รายงานของผู้รายงานพิเศษฯ ระบุว่ายังมีความท้าทายที่สำคัญ โดยเฉพาะเรื่องการเข้าถึงบริการสุขภาพของประชากรที่มีสถานะเปราะบาง เช่น คนไร้สัญชาติ ผู้ลี้ภัย คนข้ามเพศ แรงงานข้ามชาติ และผู้ต้องขัง

หนึ่งในข้อกังวลหลักที่ถูกเน้นย้ำคือปัญหาการแปรรูประบบสุขภาพ ซึ่งทำให้ภาคเอกชนมีบทบาทมากขึ้น และนำไปสู่ค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้น โดยเฉพาะสำหรับผู้ป่วยที่ต้องการการรักษาเฉพาะทาง เช่น โรคมะเร็งและโรคหายาก นอกจากนี้ ความแตกต่างระหว่างระบบสุขภาพภาครัฐและภาคเอกชนยังส่งผลให้ประชาชนบางกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่มีรายได้น้อย ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็นได้

ปัญหาสุขภาพจิตในเด็กและเยาวชนเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่ผู้รายงานพิเศษฯ ให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในกลุ่มที่อยู่ในค่ายผู้ลี้ภัย ซึ่งมีอัตราการเกิดภาวะเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ (PTSD) และภาวะซึมเศร้าที่สูง นอกจากนี้ เยาวชนที่มีความหลากหลายทางเพศยังมีแนวโน้มที่จะเผชิญกับปัญหาสุขภาพจิตมากกว่าค่าเฉลี่ย ซึ่งสะท้อนถึงความจำเป็นที่ต้องมีมาตรการสนับสนุนด้านสุขภาพจิตที่เข้าถึงได้ง่ายและเป็นมิตรกับกลุ่มเป้าหมาย

ด้านสิทธิสุขภาพของคนข้ามเพศ ประเทศไทยถือว่ามีความก้าวหน้าสำคัญ โดยกระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณ 145.63 ล้านบาทให้กับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อให้บริการยาฮอร์โมนแก่คนข้ามเพศจำนวน 200,000 ราย ซึ่งถือเป็นการลดอุปสรรคทางเศรษฐกิจที่เคยทำให้ประชาชนกลุ่มนี้ไม่สามารถเข้าถึงการรักษาที่จำเป็น อย่างไรก็ตาม ผู้รายงานพิเศษฯ ยังเรียกร้องให้รัฐบาลพัฒนาแนวทางเพิ่มเติมเพื่อให้คนข้ามเพศได้รับการดูแลสุขภาพที่ครอบคลุมมากขึ้น และไม่จำกัดอยู่แค่การทำศัลยกรรมแปลงเพศเพื่อตอบสนองอุตสาหกรรมการแพทย์เชิงพาณิชย์

ในส่วนของสิทธิในการทำแท้ง ผู้รายงานพิเศษฯ สนับสนุนให้ประเทศไทยเดินหน้าสู่การยกเลิกโทษทางอาญาเกี่ยวกับการทำแท้ง โดยปัจจุบันกฎหมายไทยอนุญาตให้มีการทำแท้งได้ภายใต้เงื่อนไขบางประการ แต่ยังคงมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ โดยเฉพาะในพื้นที่ชนบท ซึ่งอาจทำให้ผู้หญิงต้องเผชิญกับความเสี่ยงจากการทำแท้งที่ไม่ปลอดภัย

อีกหนึ่งประเด็นที่ถูกเน้นย้ำคือผลกระทบด้านสุขภาพจากมลพิษทางสิ่งแวดล้อม การทำเหมืองและอุตสาหกรรมหนักส่งผลให้เกิดปัญหามลพิษทางอากาศ น้ำ และการปนเปื้อนของโลหะหนัก ซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้ประชาชนมีความเสี่ยงสูงต่อโรคปอด โรคหัวใจ มะเร็ง และปัญหาสุขภาพจิต ผู้รายงานพิเศษฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยมีมาตรการที่เข้มงวดขึ้นในการควบคุมผลกระทบจากภาคธุรกิจ โดยให้ความสำคัญกับหลักการของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน

สถานการณ์ของผู้ลี้ภัยและคนไร้สัญชาติในประเทศไทยยังคงเป็นปัญหาสำคัญ โดยมีประชากรเกือบ 3 ล้านคนที่ไม่มีสถานะทางกฎหมาย ส่งผลให้พวกเขาไม่สามารถเข้าถึงบริการสุขภาพพื้นฐานได้ นอกจากนี้ ผู้ลี้ภัยจำนวนมากต้องหลีกเลี่ยงการเข้ารับการรักษาพยาบาล เนื่องจากกลัวถูกจับกุมและส่งกลับประเทศต้นทาง ผู้รายงานพิเศษฯ เรียกร้องให้รัฐบาลไทยรับรองสถานะ

นอกจากนี้ ระบบสาธารณสุขของไทยยังเผชิญกับแรงกดดันที่เพิ่มขึ้นจากการลดลงของเงินช่วยเหลือจากต่างประเทศ โดยเฉพาะในประเด็นด้านสุขภาพของผู้ลี้ภัยและแรงงานข้ามชาติ การระงับเงินสนับสนุนจากผู้บริจาคหลักทำให้บริการสุขภาพสำหรับกลุ่มเหล่านี้ต้องถูกตัดลด โรงพยาบาลในไทยที่เคยรองรับผู้ป่วยจากกลุ่มเปราะบางต้องรับภาระหนักขึ้นโดยไม่ได้รับงบประมาณเพิ่มเติม

ผู้รายงานพิเศษฯ ยังได้เน้นถึงความจำเป็นที่ไทยต้องปรับปรุงนโยบายเกี่ยวกับการใช้ยาเสพติดให้มีแนวทางที่เน้นการลดอันตราย (Harm Reduction) มากกว่าการใช้กฎหมายลงโทษ โดยเสนอให้มีการแจกเข็มฉีดยาสะอาดแก่ผู้ใช้ยาเพื่อลดความเสี่ยงต่อการแพร่กระจายของโรคติดต่อ

เพื่อให้ระบบสุขภาพของไทยสามารถให้บริการที่ครอบคลุมและเป็นธรรมมากขึ้น รายงานเสนอให้รัฐบาลปรับปรุงโครงสร้างทางกฎหมายและนโยบายด้านสุขภาพ โดยเฉพาะการรับรองสิทธิของกลุ่มเปราะบาง ควรมีการพิจารณาหาแหล่งเงินทุนภายในประเทศเพื่อรองรับระบบสุขภาพ แทนที่การพึ่งพาความช่วยเหลือจากต่างประเทศที่ลดลง และควรส่งเสริมความร่วมมือระหว่างรัฐกับภาคประชาสังคม เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบายด้านสุขภาพที่สอดคล้องกับความเป็นจริงของสังคมไทย

รายงานฉบับเต็มจะถูกนำเสนอในการประชุมคณะมนตรีสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติในเดือนมิถุนายน 2569 ที่นครเจนีวา ซึ่งจะเป็นโอกาสสำคัญในการประเมินความคืบหน้าของไทยในการรับรองสิทธิด้านสุขภาพของประชาชนทุกกลุ่มโดยไม่เลือกปฏิบัติ

สามารถอ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่ด้านล่าง