ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน

เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการจัดประชุม “สัมมนาระดับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อหารือเกี่ยวกับการบูรณาการที่อิงหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการพัฒนากฎหมาย นโยบาย และมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นราว 60 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร

ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกนำไปหารือในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อถกเถียงสำคัญที่ยังคงมีอยู่ในร่างกฎหมาย

หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ความเหมาะสมของกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับความสนใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว

การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการเพื่อนำไปสู่การจัดทำ ข้อเสนอแนะของ กสม. ต่อร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาล เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ความคิดเห็นและข้อเสนอจากเวทีนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากลผ่าน ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะสามารถผลักดันข้อกังวลเหล่านี้เข้าสู่กลไกของสหประชาชาติได้ต่อไป

ในการสัมมนาช่วงเช้ามีการบรรยายหลักหัวข้อกฎหมายที่อิงหลักสิทธิมนุษยชน : ภาพรวมระดับโลกและทางปฏิบัติที่ดี โดยศาสตราจารย์เอลิซ่า มอร์เกรา ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ มีการนำเสนอข้อเสนอแนะจาก กสม. ต่อร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และการอภิปรายเกี่ยวกับร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ : มุมมองจากภาคประชาสังคมและวงการวิชาการเกี่ยวกับความท้าทายที่เกิดขึ้นในปัจจุบันและแนวปฏิบัติที่ดีที่สุด ดำเนินรายการโดย นางสาวศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ซึ่งผู้เข้าร่วมจะได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนในประเด็นสำคัญ เช่น มาตรการการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยาเมื่อสูญเสียและเสียหายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และกลไกบริหารและกำกับดูแลที่มีประสิทธิภาพ

บทบาทของผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิทธิมนุษยชน

ศาสตราจารย์เอลิซา มอร์เกรา (Elisa Morgera) ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิทธิมนุษยชน (UN Special Rapporteur on Climate Change and Human Rights – UNSR on CC and Human Rights) กล่าวถึงบทบาทหน้าที่และการทำงานตลอดหนึ่งปีที่ผ่านมานับตั้งแต่ปี 2567 ภาคประชาสังคมและประชาชนเป็นแนวรบสำคัญในความพยายามต่อสู้กับปัญหาทางสังคมและความไม่เป็นธรรมที่เกิดจากการบริหารจัดการของภาครัฐ แม้ว่าสภาพภูมิอากาศจะไม่เลือกปฏิบัติ แต่ผลกระทบของมันกลับส่งผลกระทบต่อกลุ่มคนบางกลุ่มอย่างไม่สมดุล วิกฤตด้านสภาพภูมิอากาศที่เลวร้ายทำให้เกิดการสูญเสียทางสังคมและเศรษฐกิจอย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะในภาคส่วนที่เปราะบาง เช่น การเกษตร ประมง การจัดการทรัพยากรธรรมชาติ พลังงาน สิทธิมนุษยชน การตั้งถิ่นฐานของประชากร สาธารณสุข และการท่องเที่ยว

ท่ามกลางความท้าทายนี้ สิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการทำให้กฎหมายและนโยบายของเรา สะท้อนและคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนในการเข้าถึงสิ่งแวดล้อมที่สะอาด สุขภาพดี และยั่งยืน การมีสังคมที่เข้มแข็งเป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการเปลี่ยนแปลง การสนับสนุนจากภาคประชาสังคมผ่านการรณรงค์ การศึกษา และการเคลื่อนไหวระดับรากหญ้า เป็นองค์ประกอบสำคัญที่ไม่สามารถละเลยได้

องค์กรภาคประชาสังคมมีบทบาทสำคัญอย่างยิ่งในการกำหนดและผลักดันกฎหมายเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ผ่านการดำเนินงานเชิงรณรงค์ การเข้ามามีส่วนร่วมของประชาชน และการทำงานที่ไม่หยุดยั้งเพื่อปกป้องสิทธิของผู้ที่ได้รับผลกระทบ การมีส่วนร่วมของภาคประชาสังคมทำให้เสียงของผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้รับการรับฟัง และทำให้แน่ใจว่ากฎหมายที่ถูกผลักดันนั้นมีความยุติธรรมและครอบคลุมถึงทุกภาคส่วน

ในบริบทของประเทศไทย กสม. มีบทบาทสำคัญในการร่วมมือกับภาคประชาสังคมเพื่อปกป้องและส่งเสริมสิทธิมนุษยชน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการประชุมในครั้งนี้ การสนทนาในวันนี้จึงเป็นโอกาสสำคัญในการรวมเอามุมมองที่หลากหลาย นำเสนอองค์ความรู้ และพัฒนา ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ ที่สามารถเสริมสร้างกรอบกฎหมายของประเทศไทยให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

เป้าหมายสำคัญของการประชุมครั้งนี้คือการสร้างอนาคตที่มาตรการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศจะไม่เป็นปัจจัยที่ทำให้ปัญหาเดิมรุนแรงขึ้น กฎหมายและนโยบายที่ดีต้องสามารถ คุ้มครองสิทธิของประชาชน ส่งเสริมความเป็นธรรม และสร้างแนวทางที่ช่วยให้ชุมชนสามารถปรับตัวและดำรงชีวิตท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อมได้

ในขณะที่เราร่วมกันอภิปรายในวันนี้ เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกท่านจะมีส่วนร่วมในการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและแบ่งปันมุมมองของตน เพื่อร่วมกันสร้าง รากฐานทางกฎหมายที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยปกป้องสิ่งแวดล้อม คุ้มครองสิทธิมนุษยชน และเสริมสร้างพลังให้กับทุกชุมชนในการเผชิญหน้ากับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

เธอเล่าต่อไปว่าขณะนี้กำลังให้ความสำคัญกับประเด็น การเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานฟอสซิล (Fossil Fuel Transition), คาร์บอนเครดิต (Carbon Credits) และการติดตามสถานการณ์โลกเดือดในระดับโลก

บทบาทหลักของเธอคือการชี้แจงให้เห็นว่ารัฐมีพันธกรณีและหน้าที่อย่างไรบ้างในการจัดการกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งนี้เธอยังนำเสนอองค์ความรู้และหลักฐานที่ครอบคลุมทั้งด้านวิทยาศาสตร์ ความรู้ท้องถิ่น และมุมมองของกลุ่มเปราะบางที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว เธอยังมีหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะต่อรัฐและกลไกระหว่างประเทศ รวมถึงกลไกความร่วมมือระดับโลกและกลไกทวิภาคี ซึ่งมักไม่ได้รับความสำคัญมากเท่าที่ควร

เพื่อพัฒนาข้อเสนอแนะและแนวทางปฏิบัติ เธอดำเนินการจัดทำ รายงานประจำปีจำนวน 2 ฉบับ โดยปีที่แล้วได้เน้นไปที่ การเข้าถึงข้อมูลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งเธอเปิดโอกาสให้ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถส่งข้อมูล ทั้งในรูปแบบเปิดเผยและไม่เปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อช่วยเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ ผู้รายงานพิเศษยังมีอำนาจในการเดินทางไปเยี่ยมเยือนประเทศต่าง ๆ เพื่อหารือและให้ข้อเสนอแนะต่อภาครัฐ ประชาคมระหว่างประเทศ และภาคประชาสังคมเกี่ยวกับแนวทางการแก้ไขปัญหาโลกร้อน เธอสามารถจัดทำรายงานเกี่ยวกับประเด็นเฉพาะ เช่น คาร์บอนเครดิต เพื่อชี้ให้เห็นถึงแนวทางปฏิบัติ กฎหมาย นโยบาย และข้อบังคับที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งสามารถรับข้อเสนอแนะจากภาคประชาสังคมในลักษณะปิดเพื่อใช้เป็นข้อมูลในการผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบาย

สถาบันสิทธิมนุษยชนในระดับประเทศและระหว่างประเทศมีบทบาทสำคัญในการปกป้องสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ตัวอย่างเช่น ในกรณีที่บริษัทข้ามชาติและองค์กรทางธุรกิจมีบทบาทสำคัญในตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิต จำเป็นต้องมีการกำกับดูแลเพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการดังกล่าวไม่ก่อให้เกิดผลกระทบด้านลบต่อสิทธิมนุษยชน

การประชุมภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (COP) เป็นอีกหนึ่งเวทีที่มีการหารือเกี่ยวกับการจัดสรรทรัพยากรทางการเงินและกองทุนเพื่อแก้ไขปัญหาโลกร้อน รวมถึงการกำหนดมาตรการลดผลกระทบในประเทศที่เผชิญกับความเสี่ยงสูง อย่างไรก็ตาม ยังคงมีข้อกังวลเกี่ยวกับการเข้าถึงกองทุนและการกระจายทรัพยากรอย่างเป็นธรรม

ผู้รายงานพิเศษกล่าวเพิ่มเติมว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศมีความเกี่ยวข้องกับสิทธิมนุษยชนในหลายมิติ เช่น สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง ซึ่งได้รับผลกระทบจากนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมที่จำกัดการเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติ สิทธิในการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่ทำให้ผู้คนต้องพลัดถิ่น สิทธิของผู้หญิงและกลุ่มเปราะบาง ซึ่งเผชิญกับผลกระทบที่ไม่สมดุลจากการเปลี่ยนแปลงของสิ่งแวดล้อม และสิทธิในสิ่งแวดล้อมที่สะอาดและยั่งยืน ซึ่งเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนทุกคน

แม้ว่าสิทธิเหล่านี้จะได้รับการกล่าวถึงในเวทีระหว่างประเทศ แต่ในความเป็นจริงกลับไม่มีรัฐใดที่มีข้อมูลครบถ้วนเกี่ยวกับผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต่อสิทธิในมิติต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ข้อมูลที่ขาดหายไปทำให้ภาครัฐและภาคธุรกิจยังไม่ได้ดำเนินมาตรการอย่างเหมาะสมเพื่อปกป้องสิทธิมนุษยชนจากผลกระทบของนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ

หนึ่งในประเด็นที่ได้รับความสนใจเป็นพิเศษคือ กลไกคาร์บอนเครดิต ซึ่งถูกตั้งคำถามว่าเป็นมาตรการที่เพียงพอหรือไม่ในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ นอกจากนี้ ยังพบว่าการดำเนินโครงการคาร์บอนเครดิตส่งผลให้เกิดการบังคับโยกย้ายถิ่นฐาน และจำกัดการเข้าถึงทรัพยากรของชนเผ่าพื้นเมืองและชุมชนท้องถิ่น ทำให้มาตรการนี้อาจเป็นสาเหตุของการละเมิดสิทธิมนุษยชนมากกว่าการแก้ปัญหา

การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตเป็นประเด็นที่สำคัญ ชุมชนต้องได้รับข้อมูลอย่างครบถ้วนและมีโอกาสให้ความยินยอมโดยสมัครใจ (Free, Prior and Informed Consent – FPIC) ก่อนที่จะมีการดำเนินโครงการที่อาจส่งผลกระทบต่อพวกเขา ในทางปฏิบัติ พบว่าผู้ที่ซื้อคาร์บอนเครดิตมักไม่ได้ใช้มาตรการอื่น ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และมักใช้กลไกนี้เพื่อชดเชยการปล่อยก๊าซโดยไม่ลดผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง

ดังนั้นเพื่อให้การดำเนินการด้านคาร์บอนเครดิตเป็นธรรมและมีความรับผิดชอบ รัฐบาลจำเป็นต้องกำหนดบทบาทและหน้าที่ของภาคเอกชนให้ชัดเจน โดยต้องกำหนดให้บริษัทที่มีส่วนร่วมในการซื้อขายคาร์บอนเครดิตต้องดำเนิน กระบวนการตรวจสอบสิทธิมนุษยชน (HRDD – Human Rights Due Diligence) และต้องมี กลไกการรับเรื่องร้องเรียน ที่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ภาครัฐเองต้องมีช่องทางรับเรื่องร้องเรียนจากประชาชน ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของภาคเอกชนเพียงอย่างเดียว และต้องมีมาตรการกำกับดูแลเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศมีช่องทางเรียกร้องสิทธิของตนเอง

รัฐบาลต้องกำหนดให้แหล่งทุนและนักลงทุนตรวจสอบว่าบริษัทต่าง ๆ มีมาตรการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนที่เพียงพอหรือไม่ และแหล่งทุนเองต้องมีกลไกคุ้มครองสิทธิมนุษยชนภายในองค์กรของตนด้วย

ความท้าทายและแนวทางแก้ไขปัญหากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย

บัณฑิต หอมเกษ เจ้าหน้าที่ฝ่ายวิชาการจากคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ได้นำเสนอประเด็นเกี่ยวกับกลไกการแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยในปัจจุบัน ซึ่งแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลัก ได้แก่ ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก กลไกคาร์บอนเครดิต และการจัดทำฐานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม อย่างไรก็ตาม ทั้ง 4 ส่วนนี้ยังมีข้อถกเถียงและประเด็นปัญหาหลายประการที่ต้องได้รับการแก้ไข

ปัจจุบัน ร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยที่เสนอโดยกรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศนั้นยังมีข้อบกพร่องอย่างมาก โดยเฉพาะในแง่ของ การคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนและการมีส่วนร่วมของประชาชนในทุกภาคส่วน แม้ว่ากฎหมายฉบับนี้จะมีเป้าหมายเพื่อบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แต่กลับยังไม่มีมาตรการที่ชัดเจนในการปกป้องสิทธิของกลุ่มเปราะบาง เช่น ชุมชนท้องถิ่นและชนเผ่าพื้นเมือง

ปัญหาที่สำคัญอีกประการหนึ่งคือ การเข้าถึงข้อมูลเกี่ยวกับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของภาคเอกชน ซึ่งในปัจจุบัน ยังไม่มีกฎหมายบังคับให้ภาคเอกชนต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซของตนเอง ทำให้ขาดความโปร่งใสในการประเมินผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และภาคประชาสังคมไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าอุตสาหกรรมต่าง ๆ ปล่อยก๊าซเรือนกระจกในปริมาณเท่าใด

ในส่วนความเห็นที่แตกต่างเกี่ยวกับความจำเป็นของร่างกฎหมายโลกร้อนนั้น เจ้าหน้าที่ กสม. กล่าวว่าปัจจุบันข้อถกเถียงที่เกิดขึ้นในขณะนี้แบ่งออกเป็นสองมุมมองหลัก มุมมองแรก เห็นว่า กฎหมายโลกร้อนไม่จำเป็นต้องมี เนื่องจากประเทศไทยมีกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการอื่น ๆ ที่สามารถนำมาใช้แทนได้ มุมมองที่สอง เห็นว่ากฎหมายโลกร้อนมีความจำเป็น แต่ต้องมีมาตรการป้องกันไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ ส่งผลกระทบด้านลบต่อสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะในประเด็นเกี่ยวกับ คาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่นและประชาชนทั่วไป

สิ่งสำคัญคือ กฎหมายนี้ต้องส่งเสริมและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนมากกว่าที่จะเป็นเพียงเครื่องมือทางธุรกิจ นอกจากนี้ ยังพบว่าการรับรองสิทธิของประชาชนในร่างกฎหมายฉบับนี้มีอยู่น้อยมาก จึงจำเป็นต้องให้ความสำคัญกับ สิทธิของกลุ่มเปราะบาง และต้องไม่มีการผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมไปที่ผู้บริโภค

จากการอภิปราย ได้มีการสรุปประเด็นหลักที่ต้องพิจารณาในการพัฒนากฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพและเป็นธรรมมากขึ้น ดังนี้1) การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกต้องทำได้จริงและต้องไม่ละเมิดสิทธิประชาชน ไม่ใช่เพียงแค่การพึ่งพากลไกคาร์บอนเครดิตที่อาจถูกใช้เป็นเครื่องมือในการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) โดยไม่ลดการปล่อยก๊าซจริง2) มาตรการปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศต้องไม่ละเมิดสิทธิชุมชนและสิ่งแวดล้อม มีบางโครงการที่ดำเนินการในนามของการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศ แต่กลับส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสิทธิของประชาชน เช่น การสร้างกำแพงกันคลื่นที่ทำให้เกิดความเสียหายต่อระบบนิเวศชายฝั่งและวิถีชีวิตของชุมชนชาวประมง3) การเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมและการเยียวยา จำเป็นต้องมีกลไกในการคุ้มครองและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ รวมถึงการจัดตั้งกลไกร้องเรียนที่สามารถเข้าถึงได้ง่ายและมีความเป็นธรรม5) กลไกการบริหารและกำกับดูแลต้องมีประสิทธิภาพ ปัจจุบันยังไม่มีกลไกที่มีประสิทธิภาพในการบริหารจัดการและกำกับดูแลมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศ ทำให้การดำเนินงานขาดความต่อเนื่องและความโปร่งใส จำเป็นต้องมีการปรับปรุงโครงสร้างของคณะกรรมการและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้สามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จากประเด็นที่กล่าวมา สามารถสรุปข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทยให้มีความสมดุลและเป็นธรรมมากขึ้น โดย กำหนดให้ภาคเอกชนต้องเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความโปร่งใสและส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตรวจสอบมาตรการด้านสิ่งแวดล้อม สร้างกลไกปกป้องสิทธิชุมชนและชนเผ่าพื้นเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจากโครงการด้านคาร์บอนเครดิตและมาตรการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศพร้อมทั้งกำหนดให้มีมาตรการรับรองสิทธิของประชาชน และป้องกันไม่ให้กฎหมายฉบับนี้ผลักภาระด้านสิ่งแวดล้อมไปที่ผู้บริโภคอีกทั้งต้องพัฒนากลไกร้องเรียนและกระบวนการเยียวยาที่เข้าถึงได้ เพื่อให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากมาตรการด้านสภาพภูมิอากาศสามารถเรียกร้องสิทธิของตนเองได้ตลอดจนเสริมสร้างความมีประสิทธิภาพของหน่วยงานกำกับดูแล โดยให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถทำงานได้อย่างเป็นอิสระ โปร่งใส และมีมาตรฐานสูงในการดำเนินงาน

ประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วย กม.โลกร้อน ภาครัฐ

ภาคประชาสังคมและประชาชนที่มาร่วมหารือและให้ความเห็นมองว่าร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของไทย ยังขาดความครอบคลุมในด้านสิทธิมนุษยชน ความโปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยเนื้อหากฎหมาย เน้นไปที่การสนับสนุนคาร์บอนเครดิตมากกว่ามาตรการลดก๊าซจริง นอกจากนี้ กระบวนการรับฟังความคิดเห็นยังมีข้อบกพร่อง และรัฐควรปรับแนวคิดเกี่ยวกับการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้ครอบคลุมถึง ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ และ การปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่น

ด้วยเหตุนี้ ร่างกฎหมายฉบับนี้จึงไม่ควรเร่งออกโดยไม่มีการปรับปรุงเนื้อหาให้รอบด้าน และต้องมีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างแท้จริง เพื่อให้แน่ใจว่ามาตรการที่นำมาใช้ จะไม่สร้างปัญหาเชิงโครงสร้าง หรือเป็นเพียงเครื่องมือที่เอื้อประโยชน์ให้กับภาคอุตสาหกรรม แต่จะเป็นกฎหมายที่สามารถช่วยให้ประเทศไทยรับมือกับวิกฤตโลกร้อนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วน

ผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือในครั้งนี้ตั้งข้อสังเกตว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้กล่าวถึงแนวคิดเรื่อง “ความเป็นธรรมด้านสภาพภูมิอากาศ” (Climate Justice) แต่กลับเป็นเพียงเครื่องมือที่รัฐใช้เพื่อส่งเสริมการค้าคาร์บอนเครดิต มากกว่าการรับมือกับผลกระทบที่แท้จริงของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ อีกทั้งกฎหมายนี้ ขาดมาตรการรองรับสำหรับการปรับตัวของชุมชน และไม่ได้รับรองสิทธิของประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ทำให้เกิดข้อกังวลว่าแทนที่จะเป็นเครื่องมือแก้ไขปัญหา กลับอาจเป็นกลไกที่ช่วยให้ภาคธุรกิจได้ประโยชน์มากกว่า

กระบวนการร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้เปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นอย่างมีความหมายจากภาคประชาสังคมและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องอย่างรอบด้าน หลายฝ่ายมองว่าขั้นตอนการปรึกษาหารือที่เกิดขึ้น ไม่มีความโปร่งใสและไม่ได้สะท้อนมุมมองของผู้ได้รับผลกระทบอย่างแท้จริง ซึ่งขัดกับหลักการมีส่วนร่วมที่เป็นพื้นฐานของกฎหมายสิ่งแวดล้อมและกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ

ในส่วนของปัญหาในเนื้อหาของร่างกฎหมายนั้นพบว่ามีหลายข้อสังเกตได้แก่ 1) การละเลยหลักการสำคัญของกฎหมายระหว่างประเทศ ร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้อ้างอิงหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศเกี่ยวกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิทธิมนุษยชน เช่น หลักการ “การเข้าถึงความยุติธรรมและการเยียวยา” (Access to Justice and Remedies) ซึ่งเป็นหลักสำคัญที่ควรนำมาบรรจุไว้ในกฎหมาย2) เน้นไปที่กลไกคาร์บอนเครดิตมากกว่ามาตรการลดก๊าซจริง ผู้วิจารณ์ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายฉบับนี้ เน้นไปที่กลไกคาร์บอนเครดิตมากเกินไป ซึ่งอาจเป็นเพียงการ “ฟอกเขียว” (Greenwashing) ให้กับภาคอุตสาหกรรมแทนที่จะมุ่งเน้นไปที่การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจริง ๆ3) ไม่มีฐานข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ครอบคลุม
ประเทศไทยยัง ไม่มีฐานข้อมูล Emission Inventory ที่สามารถตรวจสอบการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากทุกภาคส่วน เช่น อุตสาหกรรม พลังงาน และคมนาคม ขณะที่ข้อมูลในบางพื้นที่ เช่น ระยอง ซึ่งเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมปิโตรเคมี ยังขาดความโปร่งใส ไม่มีการเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

นอกจากนี้ภาคประชาสังคมมีข้อกังวลหลายประการเกี่ยวกับประเด็นที่ถูกละเลยและไม่ได้พูดถึงในร่าง พ.ร.บ. เช่น การละเลยบทบาทของภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน ซึ่งในปัจจุบัน ภาคเกษตรกรรมมักถูกตำหนิว่าเป็นผู้ปล่อยก๊าซหลัก ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมและพลังงาน ซึ่งเป็น ภาคส่วนที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกมากที่สุด กลับไม่ได้ถูกพูดถึงในร่างกฎหมายนี้ ทำให้เกิดความไม่เป็นธรรมในการแบ่งภาระความรับผิดชอบ รวมไปถึงการใช้ป่าไม้เป็นเครื่องมือชดเชยการปล่อยก๊าซของภาคอุตสาหกรรม โดยรัฐมีแผนที่จะ ขยายพื้นที่ป่าให้ถึง 55% ของประเทศภายในปี 2580 เพื่อใช้เป็นกลไกชดเชยการปล่อยก๊าซแทนภาคอุตสาหกรรม ซึ่งอาจนำไปสู่ การละเมิดสิทธิในที่ดินของชุมชนและชนเผ่าพื้นเมือง เพราะการขยายพื้นที่ป่าดังกล่าวอาจมาจากการจำกัดการใช้ที่ดินของประชาชนมากกว่าการปลูกป่าใหม่อีกทั้งยังมองว่าร่างกฎหมายฉบับนี้ ไม่ได้รับรองสิทธิของประชาชน แต่กลับช่วยสนับสนุนผลประโยชน์ของภาคธุรกิจโดยตรง โดยเฉพาะในด้าน การค้าและการลงทุนในคาร์บอนเครดิต ซึ่งจะเปิดโอกาสให้ภาคอุตสาหกรรมยังคงปล่อยก๊าซต่อไปได้

ด้วยปัญหาที่เกิดขึ้นภายในเนื้อหาของร่าง พ.ร.บ. ดังกล่าวทำให้ภาคประชาสังคมต่าง ๆ ในที่ประชุมเสนอให้ชะลอการออก พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และให้แก้ไขกฎหมายที่มีอยู่ก่อน เช่น แก้ไข พ.ร.บ. องค์การบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (อบก.) ให้สามารถดำเนินงานเกี่ยวกับคาร์บอนเครดิตได้โดยไม่ต้องออกกฎหมายใหม่ และเพิ่มความโปร่งใสของข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อมและการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ควรมีกฎหมาย PRTR (Pollutant Release and Transfer Register) ที่บังคับให้ภาคอุตสาหกรรมเปิดเผยข้อมูลการปล่อยก๊าซ นอกจากนี้ต้องให้เด็กและเยาวชนมีส่วนร่วมในกระบวนการกำหนดนโยบาย กล่าวคือ ควรมีตัวแทนเยาวชนในคณะกรรมการและคณะทำงานด้านสภาพภูมิอากาศ และต้องส่งเสริมมาตรการที่ไม่ใช้กลไกตลาดแทนการพึ่งพาคาร์บอนเครดิต อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (UNFCCC) มีมาตรการลดก๊าซที่ไม่พึ่งพากลไกตลาด ซึ่งควรถูกนำมาใช้ในกฎหมายนี้ด้วย เสนอให้กำหนดให้มีการประเมินผลกระทบด้านสภาพภูมิอากาศ (Climate Impact Assessment – CIA) ในโครงการที่ต้องทำ EIA เพื่อให้มั่นใจว่าโครงการพัฒนาจะไม่ทำให้สถานการณ์โลกร้อนเลวร้ายลง ตลอดจนจัดตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย แทนที่จะเป็นกองทุนเพื่อปรับตัว เพื่อช่วยเหลือชุมชนที่ได้รับผลกระทบโดยตรงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในช่วงบ่าย มีการปรึกษาหารือต่อเนื่องในประเด็นเกี่ยวกับเศรษฐกิจที่พึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและสิทธิมนุษยชน วงจรชีวิตของพลังงานหมุนเวียน รวมถึงแร่ธาตุที่สำคัญ ดำเนินรายการโดย นางสาวร่มฉัตร วชิรรัตนกรกุล สำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) โดยในประเด็นการหารือนี้ ศาสตราจารย์เอลิซ่า มอร์เกรา ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ระบุว่าจะนำข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่ได้ไปจัดทำรายงานเกี่ยวกับพลังงานหมุนเวียนโดยมุ่งนำเสนอให้เห็นการมีส่วนร่วมของชุมชนและข้อกังวลเกี่ยวกับผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนต่อไป

ตัวแทนจากคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ให้ข้อมูลต่อผู้แทนพิเศษเกี่ยวกับ การลงทุนของไทยในภาคพลังงานฟอสซิล โดยยกตัวอย่างกรณีของ โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาในลาว ซึ่งเป็นโครงการที่ ผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงฟอสซิลและจำหน่ายไฟฟ้ากลับมายังประเทศไทยผ่านการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.)

หากพิจารณาระบบนิเวศของการลงทุนในโครงการนี้ให้ลึกลงไป จะพบว่า ธนาคารไทยยังมีบทบาทสำคัญในฐานะผู้ให้เงินกู้แก่โครงการ ซึ่งสะท้อนถึงความเกี่ยวข้องของสถาบันการเงินไทยในการสนับสนุนโครงการที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน

ผลกระทบจากโรงไฟฟ้าถ่านหิน: ปัญหาสิ่งแวดล้อมและสุขภาพที่ข้ามพรมแดน

โรงไฟฟ้าถ่านหินหงสา ไม่ได้ส่งผลกระทบเฉพาะในประเทศที่โครงการตั้งอยู่เท่านั้น แต่ยังส่งผลกระทบกลับมาที่ประเทศไทยด้วย เนื่องจากมลพิษที่เกิดจากการเผาไหม้ถ่านหิน เช่น ฝุ่น PM2.5 และสารพิษอื่น ๆ สามารถแพร่กระจายข้ามพรมแดนผ่านกระแสลมและแหล่งน้ำ นอกจากนี้ การลงทุนในเชื้อเพลิงฟอสซิลยังขัดกับเป้าหมายด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของไทยและพันธกรณีด้านสิ่งแวดล้อมระดับนานาชาติ ดังนั้น หนึ่งในคำถามสำคัญคือ ไทยจะสามารถกำกับดูแลการดำเนินงานของบริษัทไทยในต่างประเทศได้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรณีของโรงไฟฟ้าถ่านหินหงสาในลาว ซึ่งอยู่นอกเหนือขอบเขตอำนาจของรัฐไทย

ปัจจุบันยังมีช่องว่างหลายประการในการกำกับดูแลบริษัทพลังงานฟอสซิลไทยที่ลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะด้านมาตรการตรวจสอบและความรับผิดชอบของภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลไทยกำลังอยู่ในระหว่างการร่าง กฎหมายว่าด้วยการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทานของภาคธุรกิจ (mHRDD – Mandatory Human Rights Due Diligence) ซึ่งเป็นเครื่องมือสำคัญในการกำกับดูแลการลงทุนข้ามพรมแดนของบริษัทไทย และเพื่อให้การกำกับดูแลโครงการพลังงานฟอสซิลที่มีนักลงทุนไทยเกี่ยวข้องในต่างประเทศมีประสิทธิภาพ กฎหมาย mHRDD ควรมีหลักการที่เข้มแข็งและไม่เปิดช่องให้บริษัทหลีกเลี่ยงความรับผิด โดยหนึ่งในหลักการสำคัญที่ต้องนำมาใช้คือ “การทลายม่านนิติบุคคล” (Piercing the Corporate Veil) ซึ่งจะช่วยให้สามารถ ระบุความรับผิดชอบของบริษัทแม่ในไทยที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในต่างประเทศ หากไม่มีหลักการนี้ บริษัทอาจใช้ช่องโหว่ทางกฎหมายเพื่อหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ โดยโอนความเสี่ยงไปยังบริษัทย่อยที่ตั้งอยู่ในต่างประเทศแทน