แม่น้ำสาละวิน ซึ่งมีความยาวกว่า 2,800 กิโลเมตร ไหลผ่านหลายประเทศจากต้นกำเนิดในที่ราบสูงทิเบต ผ่านจีน เมียนมา และกำหนดพรมแดนบางส่วนระหว่างไทยกับรัฐกะเหรี่ยง ก่อนจะไหลลงสู่ทะเลอันดามัน แม่น้ำสายนี้เป็นสัญลักษณ์ของความอุดมสมบูรณ์ และเป็นแหล่งน้ำที่หล่อเลี้ยงผู้คนนับล้านจากหลายกลุ่มชาติพันธุ์ที่พึ่งพิงทรัพยากรจากแม่น้ำมาเป็นเวลาหลายศตวรรษ อย่างไรก็ตาม ภายใต้คลื่นของการลงทุนข้ามพรมแดนและโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่มาพร้อมกับอำนาจของเผด็จการทหารพม่าที่พยายามแผ่ซ่าน ปราบปรามประชาชนมาโดยตลอด ทำให้สาละวินกำลังเผชิญภัยคุกคามที่อาจเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของระบบนิเวศและวิถีชีวิตของผู้คนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งตลอดไป

ธุรกิจพลังงาน: ใครได้ประโยชน์ ใครต้องสูญเสีย?
แม้ว่าสาละวินจะเป็นหนึ่งในแม่น้ำนานาชาติที่ยังคงไหลอย่างอิสระ แต่โครงการพัฒนาเขื่อนขนาดใหญ่ที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐและทุนต่างชาติ กำลังคุกคามสถานะของมัน การสร้างเขื่อนในเมียนมาซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทั้ง นักลงทุนไทย จีน พม่า และบริษัทพลังงานข้ามชาติ ได้จุดประกายข้อถกเถียงเกี่ยวกับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรง
หนึ่งในโครงการที่ได้รับการวิพากษ์วิจารณ์มากที่สุดคือ เขื่อนฮัตจี ซึ่งตั้งอยู่ในรัฐกะเหรี่ยง โครงการนี้ถูกพัฒนาโดยกลุ่มทุนจากไทยและจีน และมีแผนจะผลิตกระแสไฟฟ้าส่งกลับมายังประเทศไทยเป็นหลัก แต่การพัฒนาโครงการกลับเกิดขึ้นท่ามกลางการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่รุนแรง รวมถึงการขับไล่ชุมชนพื้นเมือง การใช้กำลังทหาร และการละเลยกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนสากล
จากรายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติของไทย (กสม.) โครงการเขื่อนฮัตจีถือเป็นกรณีตัวอย่างแรกของการตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากการลงทุนไทยในต่างประเทศ เป็นบันไดขั้นแรกที่นำไปสู่ข้อเสนอแนะให้รัฐบาลไทยกำหนดมาตรฐานความรับผิดชอบของรัฐและภาคธุรกิจในการลงทุนข้ามพรมแดนให้รัดกุมยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตาม แม้จะมีข้อท้วงติงมากมาย แต่โครงการเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังคงถูกผลักดันอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะจากทางเผด็จการทหารพม่า ซึ่งแน่นอนว่าปราศจากกลไกคุ้มครองสิทธิของประชาชนอย่างแท้จริง
โครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวินตอนล่างนั้นมีทั้งหมด 7 โครงการด้วยกัน โดยตามแผนการก่อสร้างทั้งหมดจะเป็นเขื่อนไฟฟ้าที่ไฟฟ้าส่วนใหญ่จะถูกขายกลับมายังประเทศไทย ซึ่งมีรายละเอียดโครงการโดยสรุปจากสำนักข่าวประชาไท ดังนี้
1) เขื่อนฮัตจี กำลังผลิต 1,360 เมกะวัตต์ อยู่ห่างจากชายแดนไทยเพียง 47 กิโลเมตร เป็นการร่วมทุนกันระหว่างการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) กระทรวงพลังงานไฟฟ้า (พม่า) บริษัทสัญชาติจีน Sinohydro และเครือบริษัทสัญญชาติพม่าชื่อ International Group of Entrepreneurs Co.
2) เขื่อนดากวิน (ดา-กวิน) กำลังผลิต 729 เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่ผลักดันโดย กฟผ. เช่นกัน แต่ยังอยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้ เขื่อนนี้ตั้งอยู่บนแม่น้ำสาละวิน บริเวณบ้านท่าตาฝั่ง อำเภอแม่สะเรียง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
3) เขื่อนเว่ยจี กำลังผลิต 4,540 เมกะวัตต์ เป็นอีกหนึ่งโครงการที่อยู่ภายใต้ความร่วมของ กฟผ. ในนามของรัฐบาลไทยและรัฐบาลพม่า ในปี พ.ศ. 2547 เขื่อนเว่ยจีนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ และคาดการณ์ว่าหากมีการก่อสร้างจริง จะทำให้พื้นที่เหนือเขื่อนมีน้ำท่วมสูงไปถึงแม่น้ำปาย บริเวณอำเภอเมือง จังหวัดแม่ฮ่องสอน
4) เขื่อนยวาติ๊ด อยู่ห่างจากชายแดนไทยประมาณ 45 กิโลเมตร ตามรายงานของเครือข่ายสาละวินวอชต์ได้อ้างข้อมูลจากเว็บไซต์ของบริษัทต้าถังจากจีน ว่าอาจมีกำลังผลิตสูงถึง 4,500 เมกะวัตต์ ในรายงานยังระบุอีกว่าระหว่างการสำรวจพื้นที่ได้มีการเปิดสัมปทานไม้สักรอบบริเวณเตรียมก่อสร้างเขื่อน และกองกำลังทหารพม่ามักจะใช้ความรุนแรงปราบปรามกลุ่มผู้คัดค้าน และกีดกันกลุ่มสิ่งแวดล้อมที่พยามลงพื้นที่เก็บข้อมูลเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะ
5) เขื่อนเมืองโต๋น หรือเรียกในชื่ออื่น ๆ ว่าเขื่อนท่าซาง อยู่ห่างจากพรมแดนไทยที่บ้านอรุโณทัย อำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ไปประมาณ 40 กม. มีกำลังผลิต 7,110 เมกะวัตต์ เป็นโครงการที่ร่วมทุนกันระหว่าง กฟผ. อินเตอร์เนชั่นแนล บริษัทจีน และบริษัทพม่า ซึ่งบางรายเป็นทุนเจ้าเดียวกันที่ผลักดันโครงการเขื่อนฮัตจี
6) เขื่อนหนองผา กำลังผลิต 1,2000 เมกะวัตต์ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของรัฐฉาน เป็นโครงการที่จะส่งไฟฟ้าประมาณร้อยละ 90 ไปขายที่ประเทศจีน และที่น่าจับตามองคือ เป็นโครงการที่สีจิ้นผิงซึ่งขณะนั้นยังเป็นรองประธานาธิบดี ได้ลงนามบันทึกข้อตกลงด้วยตนเองเมื่อครั้งเดินทางมาเยือนพม่า เมื่อปี พ.ศ. 2553 โครงการนี้เป็นการร่วมทุนกันระหว่างกระทรวงพลังงานไฟฟ้า (พม่า) เอกชนพม่า และได้ทำการศึกษาความเป็นไปได้โดยบริษัทจีน Hydro China
7) เขื่อนกุ๋นโหลง มีกำลังผลิตติดตั้ง 1,4000 วัตต์ ตั้งอยู่ในอำเภอกุ๋นโหลง ทางตอนเหนือของรัฐฉาน ใกล้ชายแดนจีน ดำเนินการโดยกระทรวงพลังงานไฟฟ้าพม่า Asia World (water resources) และ Hanergy Holding Group โครงการนี้ได้ดำเนินการก่อสร้างอย่างลับ ๆ แต่ต้องหยุดชะงักไปเนื่องจากสถานการณ์สู้รบ ในปี พ.ศ. 2558 ประชาชนราว 10,000 คน ต้องอพยพเข้าชายแดนจีน เพื่อหนีการสู้รบระหว่างกองทัพพม่าและกองกำลังโกก้าง
เมื่อขยายภาพกว้างมากขึ้นก็จะเห็นว่าหากมีการสร้างเขื่อนในส่วนของแม่น้ำสาละวินตอนบนซึ่งอยู่ในส่วนของประเทศจีนก็จะมีเขื่อนเพิ่มขึ้นมาอีกกว่า 13 เขื่อน
รวมทั้งสิ้นตามแผนแล้วจะมีการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำที่ยังไหลอย่างอิสระนี้ทั้งหมด 20 แห่ง

สิทธิมนุษยชนและผลกระทบข้ามพรมแดน
นอกจากประเด็นเรื่องพลังงานและการลงทุนแล้ว การสร้างเขื่อนในลุ่มน้ำสาละวินยังส่งผลกระทบข้ามพรมแดนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศ การกัดเซาะตลิ่ง หรือปัญหาการไหลเวียนของตะกอนที่จำเป็นต่อความสมดุลของแม่น้ำ
หากมีการสร้างเขื่อนสาละวินขึ้นแม้แต่เขื่อนเดียว แน่นอนว่าชุมชนริมแม่น้ำในประเทศไทยโดยเฉพาะใน อำเภอสบเมย จังหวัดแม่ฮ่องสอน และชุมชนซูแมท่า ในรัฐกะเหรี่ยง ไปจนถึงชุมชนอื่น ๆ ตลอดลำน้ำ ก็จะได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำที่ไม่เป็นไปตามฤดูกาลจากการควบคุมของเขื่อน รวมถึงความเสี่ยงจากน้ำท่วมฉับพลันซึ่งเป็นผลจากการปล่อยน้ำจากเขื่อนต้นน้ำในจีนและเมียนมาโดยไม่มีการแจ้งเตือนล่วงหน้า ระบบนิเวศของแม่น้ำที่เคยเอื้อให้เกิดการประมงพื้นบ้านและเกษตรกรรมริมน้ำ กำลังถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
การที่แม่น้ำสาละวินถูกมองเป็นแค่ทรัพยากรทางเศรษฐกิจที่สามารถนำมาใช้เพื่อประโยชน์ทางธุรกิจ โดยปราศจากการมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ ทำให้เกิดคำถามสำคัญเกี่ยวกับความเป็นธรรมในการจัดสรรทรัพยากรและการปกป้องสิทธิของชุมชนท้องถิ่น
การต่อสู้ของประชาชนและเสียงที่ต้องการการรับฟัง

เมื่อวันที่ 14 มีนาคม 2568 ซึ่งตรงกับ “วันปกป้องแม่น้ำสากล” หรือ “วันหยุดเขื่อนโลก” ชาวบ้านสองฝั่งแม่น้ำสาละวิน ทั้งในประเทศไทยและรัฐกะเหรี่ยง ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมคัดค้านโครงการเขื่อนบนแม่น้ำสาละวิน ณ หาดซูแมท่า รัฐกะเหรี่ยง จุดบรรจบของแม่น้ำเมยและแม่น้ำสาละวิน พวกเขารวมตัวกันเพื่อแสดงพลังในการปกป้องแม่น้ำ และแสดงจุดยืนว่าแม่น้ำเป็นของชุมชน ไม่ใช่ของบรรษัทข้ามชาติหรือกองทัพเผด็จการ



หนึ่งในเสียงสะท้อนที่ชัดเจนมาจาก นอ ซา มู ตัวแทนจาก เครือข่ายปฏิบัติการทางสิ่งแวดล้อมและสังคมกะเหรี่ยง (KESAN) ซึ่งกล่าวว่า
“แม่น้ำไม่ใช่แค่แหล่งพลังงานหรือทรัพยากรทางเศรษฐกิจ แต่คือสายเลือดของชุมชนที่พึ่งพาอาศัยมันมาหลายชั่วอายุคน เราจะไม่ยอมให้โครงการพัฒนาโดยบรรษัทข้ามชาติและเผด็จการทหารพรากสิทธิของเราไปโดยไม่มีการต่อสู้”
ขณะที่ บือ มือ พอ ตัวแทนจาก อุทยานสันติภาพสาละวิน เน้นย้ำว่า การปกป้องแม่น้ำคือการปกป้องสิทธิของประชาชนในการกำหนดอนาคตของตนเอง และเป็นการยืนยันถึงสิทธิของกลุ่มชาติพันธุ์ที่ถูกกดขี่มายาวนาน
ด้าน กอ ญะ พอ เลขาธิการองค์กรสตรีกะเหรี่ยง (Karen Women Organization – KWO) ชี้ให้เห็นว่าบทบาทของผู้หญิงกะเหรี่ยงนั้นผูกผันกับแม่น้ำตลอดทั้งการอุปโภคและบริโภค หากเกิดอะไรกับแม่น้ำผู้หญิงโดยเฉพาะคนที่เป็นแม่มีลูกหรือตั้ครรภ์จะเป็นคนกลุ่มแรกที่อ่อนไหวต่อผลกระทบที่เกิดจากแม่น้ำมากที่สุด
เส้นทางข้างหน้าของสาละวิน
กรณีของแม่น้ำสาละวินสะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการลงทุนข้ามพรมแดน และผลกระทบที่ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ด้านเศรษฐกิจและพลังงานเท่านั้น แต่รวมถึงสิทธิมนุษยชน สิทธิของชนเผ่าพื้นเมือง และความเป็นธรรมทางสิ่งแวดล้อมด้วย
หากภาครัฐและบรรษัทข้ามชาติยังคงเดินหน้าโครงการพัฒนาขนาดใหญ่โดยละเลยหลักสิทธิมนุษยชนและผลกระทบต่อชุมชนท้องถิ่น ไม่เพียงแต่แม่น้ำสาละวินจะสูญเสียความเป็นอิสระ แต่ประชาชนที่อาศัยอยู่สองฟากฝั่งของแม่น้ำก็อาจต้องเผชิญกับการพลัดถิ่น ขาดแคลนทรัพยากร และสูญเสียวิถีชีวิตของพวกเขาไปตลอดกาล
เสียงของประชาชนริมสาละวินในวันนี้ อาจเป็นคำเตือนสำคัญถึงอนาคตของลุ่มน้ำอื่น ๆ ที่กำลังถูกคุกคามจากโครงการพัฒนาเชิงอุตสาหกรรม และเป็นบทพิสูจน์ว่าการลงทุนที่ไม่คำนึงถึงสิทธิของผู้คน อาจนำไปสู่ความขัดแย้งที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ในอนาคต

…
เอกสารอ้างอิง
https://prachatai.com/journal/2023/03/103431

Leave a comment