“MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม

ภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้าน “แร่สำคัญ” ได้เกิดกระแสความกังวลในสังคมไทยอย่างกว้างขวาง โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐกะฉิ่นและพื้นที่ชายแดนของเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดแร่สำคัญจำนวนมากที่ไหลเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจไทยในฐานะประเทศนำเข้าและประเทศขนส่งต่อ

การอภิปรายในเวทีสาธารณะ “MoU สหรัฐฯ เหมืองแร่จีน หายนะไทย : ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) ในลุ่มน้ำกก โขง สาละวิน : นโยบายพรรคการเมืองและข้อเสนอภาคประชาสังคม” ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร (BACC) ได้สะท้อนให้เห็นชัดจากภาคประชาสังคมและภาคการเมืองว่าแม้ภาครัฐจะกล่าวถึงโอกาสทางเศรษฐกิจจากแร่สำคัญ แต่กลับยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนต่อคำถามพื้นฐานในมิติการค้าที่โปร่งใส สิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และภูมิรัฐศาสตร์ ซึ่งเป็นตัวแปรที่กำหนดอนาคตของอุตสาหกรรมนี้อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เวทีเสวนาชี้ไทยกำลังกลายเป็น “ประเทศทางผ่าน” ในห่วงโซ่อุปทานแร่ของสหรัฐฯ และจีน ขณะที่ยังไม่มีมาตรการป้องกันผลกระทบข้ามพรมแดน ไม่มีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มา และยังใช้กฎหมายแร่ที่เอื้อทุนมากกว่าคุ้มครองสิทธิประชาชน

สถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายกำลังแปรสภาพเป็นวิกฤตสิ่งแวดล้อมและสุขภาพครั้งใหญ่ เมื่อการตรวจคุณภาพน้ำ–ผัก–ปลา–น้ำประปา พบสารโลหะหนักต่อเนื่อง เกษตรกรไทยกว่า 14,000 ครัวเรือนต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชอาหารที่กระจายไปทั่วประเทศปราศจากระบบตรวจสอบก่อนออกสู่ตลาด ขณะที่ค่ามาตรฐานที่รัฐอ้างไม่เกินกำหนดนั้นไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในระยะยาวเลยแม้แต่น้อย

ในระดับภูมิรัฐศาสตร์ ไทยกำลังถูกบีบให้ต้องเลือกท่ามกลางการแข่งขันระหว่างจีน–สหรัฐฯ ในด้านพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเชิงยุทธศาสตร์ ทำให้ MoU ฉบับนี้ แม้ไม่ใช่กฎหมาย แต่ส่งผลทางการเมืองสูงกว่า และอาจกลายเป็นแรงผลักสำคัญให้ไทยเปิดพื้นที่สำรวจ ทำเหมือง ตั้งโรงงานแปรรูป โรงรีไซเคิล ท่ามกลางกฎหมายแร่ที่เต็มไปด้วยช่องโหว่ในการกำกับดูแล

ท่ามกลางสถานการณ์ที่ลุกลามจากระดับชุมชนสู่ระดับภูมิภาคไปจนถึงระดับโลก เวทีเสวนานี้ชี้ให้เห็นประเด็นร่วมกันของทุกฝ่าย พร้อมเสนอว่าไทยจำเป็นต้องประกาศให้ผลกระทบข้ามพรมแดนเป็น “วาระแห่งชาติ” เร่งจัดทำระบบตรวจสอบย้อนกลับแหล่งที่มา (traceability) แร่ทั้งหมด ปรับโครงสร้างกฎหมายแร่ เปิดเผยข้อมูลการตรวจสารปนเปื้อนอย่างโปร่งใส และต้องไม่ยอมให้ไทยกลายเป็น “จุดฟอกขาวแร่สกปรก” ที่แบกรับต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพแทนประเทศมหาอำนาจ

เพราะหากไม่มีอากาศบริสุทธิ์ ไม่มีน้ำสะอาด และไม่มีระบบนิเวศที่ฟื้นฟูได้ อนาคตของแร่สำคัญที่ถูกอ้างเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงานก็จะไม่อาจยั่งยืนได้จริง 

ช่วงที่ 1 ข้อสังเกต ความห่วงกังวล และข้อเสนอแนะเชิงนโยบายจากภาคประชาสังคม

เพียรพร ดีเทศน์ จากมูลนิธิแม่น้ำและสิทธิ (Rivers and Rights) เปิดบทสนทนาด้วยการสะท้อนว่า เดิมทีสาธารณชนอาจมองว่าปัญหาการปนเปื้อนจากเหมืองผิดกฎหมายในเมียนมานั้นจำกัดอยู่ในพื้นที่ชายแดนสองจังหวัด คือเชียงใหม่และเชียงราย ทว่า เมื่อมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่สำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกากับไทย และระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอื่นในภูมิภาค เช่น มาเลเซีย ญี่ปุ่น และออสเตรเลีย ก็ทำให้เห็นได้ชัดว่า ผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมามิได้เป็นเรื่องของพื้นที่ชายแดนเท่านั้น หากแต่กำลังส่งแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิภาคโดยรวม ทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม สุขภาพประชาชน และความมั่นคงทางทรัพยากรน้ำอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

เพียรพรเล่าย้อนถึงจุดเริ่มต้นของการเคลื่อนไหวในเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เมื่อชาวบ้านในอำเภอแม่อาย อำเภอท่าตอน ออกมาประท้วงหลังพบสัญญาณการปนเปื้อนในแม่น้ำกกจากเหมืองแร่เถื่อนในฝั่งรัฐฉาน ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา ภาคประชาสังคมได้ติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดโดยแทบไม่อาจหยุดการทำงานได้แม้แต่วันเดียว เนื่องจากข้อมูลใหม่ ๆ ปรากฏขึ้นตลอดเวลา และสถานการณ์กำลังยกระดับเป็นปัญหาใหญ่ระดับภูมิภาค

จากภาพถ่ายดาวเทียมขององค์กรต่าง ๆ ทั้งจากกลุ่มสิทธิมนุษยชนไทยใหญ่ มูลนิธิสิทธิมนุษยชนเครือข่ายรัฐฉาน (STED) ตลอดจนข้อมูลวิเคราะห์จาก Stimson Center พบว่าพื้นที่ตอนบนของแม่น้ำกกมีการเปิดหน้าเหมืองในลักษณะที่ไม่ปกติและขยายตัวอย่างรวดเร็ว พื้นที่เหล่านี้มิใช่เพียงเหมืองทองรูปแบบเดิม หากแต่เป็น “เหมืองรู” หรือ leaching mines ซึ่งใช้การขุดเจาะภูเขา ใส่ท่อและสารเคมีรุนแรงเข้าไปเพื่อชะละลายดินและหิน ก่อนดูดแร่หายากออกมา กระบวนการเช่นนี้ทำให้เกิดบ่อชะสารเคมีจำนวนมาก และส่งผลให้สารพิษไหลลงสู่ลำน้ำสาขาและแม่น้ำสายหลักอย่างต่อเนื่อง

หากในช่วงแรกสังคมไทยเข้าใจว่าเฉพาะลุ่มน้ำกกได้รับผลกระทบ ปัจจุบันพบว่าเหมืองลักษณะเดียวกันนี้ได้กระจายตัวไปยังแม่น้ำสาย แม่น้ำโขงตอนบน แม่น้ำหลวย และลำน้ำสาขาอื่น ๆ อีกเป็นจำนวนมาก ข้อมูลล่าสุดจาก Stimson Center ระบุว่า ในรอบสองเดือนที่ผ่านมาเพียงช่วงสั้น ๆ มีเหมืองแร่หายากเกิดขึ้นใหม่อีก 9 แห่ง ทำให้จำนวนเหมืองที่สามารถยืนยันได้ในลุ่มน้ำโขงเพิ่มเป็น 75 แห่ง และพบเพิ่มอีก 5 แห่งในลุ่มน้ำสารวิน ซึ่งเป็นพื้นที่ที่ตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูเกินค่ามาตรฐานถึง 4–5 เท่าบริเวณชายแดนไทย–เมียนมา

เพียรพรชี้ให้เห็นว่า สถานการณ์เช่นนี้สะท้อนว่า “ภูมิภาคของเราไม่ปกติอีกต่อไป” เมื่อนานาประเทศที่มีเทคโนโลยีสูงสามารถทำเหมืองแร่หายากได้อย่างปลอดภัย แต่กลับเลือกไม่ทำ เนื่องจากต้นทุนด้านสิ่งแวดล้อมที่สูงลิ่ว จึงผลักภาระมายังพื้นที่ชายแดนที่รัฐอ่อนแอและไม่สามารถบังคับใช้กฎหมายสิ่งแวดล้อมได้จริง แม้กระทั่งจีนซึ่งเป็นผู้ผลิตรายใหญ่ก็จำกัดการทำเหมืองแร่หายากในประเทศตนเองอย่างเข้มงวด แต่กลับมีเหมืองนับร้อยแห่งในรัฐฉานที่ขุดแร่ให้กับโรงงานปลายน้ำในจีนโดยตรง

ผลพวงของเหมืองจำนวนมหาศาลนี้ปรากฏชัดเจนในฝั่งไทย หน่วยงานรัฐอย่างกรมควบคุมมลพิษได้ตรวจคุณภาพน้ำในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายกว่า 12 ครั้งในรอบหลายเดือนที่ผ่านมา และพบการปนเปื้อนโลหะหนักเกินค่ามาตรฐานอย่างต่อเนื่อง แม้บางช่วงค่าจะอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่ก็ยังสะท้อนการปนเปื้อนเรื้อรังที่ไม่เคยลดลง ทั้งนี้ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ยังพบสารหนูในระดับเกินมาตรฐานในพื้นที่ตั้งแต่เชียงรายจนถึงหลวงพระบาง พร้อมระบุว่า ความปนเปื้อนดังกล่าวเป็นภัยต่อมนุษย์ ระบบนิเวศ และกำลังแผ่ขยายสู่แม่น้ำสาขาในลาวและเวียดนาม

เมื่อพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมด เพียรพรยืนยันว่าปัญหานี้มิได้เป็นเพียงเหมืองไม่กี่แห่งที่สามารถแก้ไขเฉพาะจุดได้อีกต่อไป หากแต่เป็นเครือข่ายเหมืองจำนวนมากที่เพิ่มขึ้นราวกับดอกเห็ด และไม่มีท่าทีว่าจะหยุดขยายตัว ความเสื่อมโทรมของสิ่งแวดล้อมจึงมีแนวโน้มรุนแรงขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนกลายเป็นภาระต่อคนรุ่นปัจจุบันและคนในอนาคตอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง

ภายใต้สถานการณ์ที่เลวร้ายขึ้นเช่นนี้ เพียรพรเสนอว่ารัฐบาลไทยต้องถือว่าปัญหานี้เป็น “วาระแห่งชาติ” ต้องยุติบทบาทของไทยในฐานะ “ทางผ่าน” หรือ “จุดฟอกขาว” ของแร่สกปรกจากเมียนมา และต้องคิดถึงสิทธิของคนรุ่นถัดไปที่อาจต้องใช้เวลาอีกเป็นร้อยปีเพื่อฟื้นฟูลำน้ำที่ถูกทำลาย การเพิกเฉยในวันนี้เท่ากับการปล่อยให้ชีวิตของผู้คนและระบบนิเวศตกอยู่ในอันตรายที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกชั่วขณะ

เธอยังอ้างถึงแนวทางของสหประชาชาติว่าด้วยแร่สำคัญเพื่อการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Guidance for Action on Critical Energy Transition Minerals) ซึ่งชี้ชัดว่า สิทธิมนุษยชนต้องเป็นหัวใจสำคัญของการจัดหาวัตถุดิบเหล่านี้ และรัฐต้องคำนึงถึงการคุ้มครองความหลากหลายทางชีวภาพเป็นอันดับต้น ๆ เพราะหากขาดอากาศบริสุทธิ์ น้ำสะอาด และดินที่ปลอดภัย มนุษย์ก็ไม่อาจดำรงอยู่ได้

เพียรพรเตือนว่าประเทศไทยยังมีลำน้ำที่ยังไม่ปนเปื้อนอีกหลายสาย เช่น แม่น้ำยวม แม่น้ำลาว และแม่น้ำกรณ์ ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการคุ้มครองโดยเร่งด่วนก่อนที่จะสายเกินไป และรัฐไทยไม่ควรยอมให้ประเทศตกอยู่ในสถานะพื้นที่ต้นทุนต่ำที่ต่างชาติเลือกใช้ในการทำเหมืองที่ไม่มีมาตรฐาน เนื่องจากชีวิตประชาชนไทยมิใช่สิ่งที่ควรจะต้องแลกกับราคาถูกของแร่แรร์เอิร์ธซึ่งมีต้นทุนสิ่งแวดล้อมสูงอย่างมหาศาลในทุกประเทศที่มีการทำเหมืองอย่างถูกกฎหมาย

อาจารย์ ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง อธิบายว่าไทยในขณะนี้กำลังอยู่ในตำแหน่ง “ประเทศทางผ่าน” ของแร่สำคัญที่มาจากเหมืองซึ่งมีปัญหาสิ่งแวดล้อมรุนแรงในเมียนมา และเป็นส่วนหนึ่งของห่วงโซ่อุปทานแร่ที่เชื่อมโยงจีนอย่างแนบแน่น โดยเฉพาะกลุ่มแร่ที่จัดอยู่ในกลุ่ม Critical Minerals ของสหรัฐฯ ซึ่งถูกใช้ในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีขั้นสูง การป้องกันประเทศ และพลังงานยุคใหม่ เช่น แบตเตอรี่ รถยนต์ไฟฟ้า และกังหันลม

ข้อมูลจากสถานกงสุลใหญ่สหรัฐฯ ประจำเชียงใหม่ระบุว่า สหรัฐฯ มีความต้องการผลักดันให้ไทยเป็น “ฐานการแปรรูปแร่” มากกว่าจะเป็นผู้ผลิต หรือผู้มีอำนาจควบคุมทรัพยากรต้นน้ำ นั่นหมายความว่าไทยจะอยู่ในตำแหน่งกลางของห่วงโซ่อุตสาหกรรม โดยต้องพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ ได้ระบุรายชื่อแร่สำคัญถึง 50 รายการ ซึ่งหลายชนิดปรากฏอยู่ในประเทศไทยและในพื้นที่ชายแดนติดเมียนมา เช่น ทังสเตน พลวง ดีบุก สังกะสี ตะกั่ว และแรร์เอิร์ธ ทั้งหมดนี้เป็นแร่ที่สหรัฐฯ จัดว่า “มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์”

ประเทศไทยและเมียนมามีพรมแดนยาวกว่า 2,000 กิโลเมตร และข้อมูลการค้า ณ ปัจจุบันชี้ชัดว่าไทยนำเข้าแร่สำคัญจำนวนมากจากเมียนมา ทั้งทังสเตน พลวง ทองแดง แมงกานีส และตะกั่ว โดยผ่านด่านศุลกากร 8 แห่งจากเชียงรายจนถึงภูเก็ต ในขณะเดียวกัน ไทยก็ส่งออกแร่เหล่านี้ต่อไปยังประเทศคู่ค้า โดยมีจีนเป็นปลายทางสำคัญที่สุด

อย่างไรก็ตาม การที่รัฐบาลเมียนมาปฏิเสธการทำเหมืองในพื้นที่รัฐฉานมาโดยตลอด ขัดแย้งกับข้อเท็จจริงที่ว่าการทำเหมืองจำนวนมากเกิดขึ้นภายใต้การควบคุมของกองกำลังว้าและกลุ่มติดอาวุธต่าง ๆ ขณะเดียวกันรัฐบาลทหารเมียนมาซึ่งมีความสัมพันธ์กับกองกำลังว้าก็ไม่อาจปฏิเสธบทบาทของตนเองได้ ทั้งรัฐบาลจีน สหรัฐฯ และอินเดีย ต่างส่งผู้แทนเข้าพื้นที่เพื่อแสดงความสนใจต่อทรัพยากรแร่ในรัฐฉาน ซึ่งยิ่งสะท้อนให้เห็นการแข่งขันด้านความมั่นคงทางแร่ในภูมิภาค และอธิบายเหตุผลว่าทำไมสหรัฐฯ จึงต้องการ MoU กับไทยในช่วงเวลานี้

ปัญหาที่รุนแรงที่สุดในขณะนี้ คือผลกระทบข้ามพรมแดนที่เริ่มปรากฏเด่นชัดในจังหวัดเชียงราย โดยพบว่าทั้งแม่น้ำกก แม่น้ำสาย และแม่น้ำรวก มีการปนเปื้อนสารโลหะหนักหลายชนิด เกษตรกรกว่า 14,000 ราย ซึ่งทำการเกษตรในพื้นที่กว่า 130,000 ไร่ต้องใช้น้ำปนเปื้อนในการทำนา พืชผัก 15 ชนิดที่บริโภคในชีวิตประจำวันถูกตรวจพบสารหนู แคดเมียม ตะกั่ว และปรอท แม้ว่าหน่วยงานรัฐจะยืนยันว่าค่าต่าง ๆ “ไม่เกินมาตรฐาน” แต่การตรวจพบอย่างต่อเนื่องสะท้อนถึงความเสี่ยงของการสะสมสารพิษในร่างกายประชาชน

น้ำประปาในตัวเมืองเชียงรายและอำเภอแม่สายก็ตรวจพบสารหนูและแบเรียมทุกครั้งที่มีการเก็บตัวอย่าง การประปาส่วนภูมิภาคถึงขั้นร้องขอแหล่งน้ำดิบใหม่ เนื่องจากระบบไม่สามารถกำจัดโลหะหนักได้เพียงพอ งบประมาณที่ต้องใช้เพื่อแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนอาจสูงถึงกว่า 10,000 ล้านบาท แต่จนถึงขณะนี้รัฐบาลยังไม่ตอบสนองข้อเสนออย่างเป็นรูปธรรม

ภาคประมงพื้นบ้านกว่า 60 ชุมชนในลุ่มแม่น้ำกก–สาย–รวกและแม่น้ำโขง ได้งดจับปลาชั่วคราวในช่วงหลายเดือนแรกเพราะวิตกเรื่องความปลอดภัย แม้การตรวจปลาที่กรมประมงดำเนินการจะพบตะกั่วและปรอท แต่หน่วยงานรัฐยังคงยืนยันว่าบริโภคได้ ผลที่เกิดขึ้นคือ ชุมชนเริ่มกลับมาจับปลาอีกครั้ง ทั้งที่ความเสี่ยงของการบริโภคสารโลหะหนักยังคงอยู่

ปัญหาที่ขยายตัวอย่างรวดเร็วนี้กำลังเปลี่ยนเป็นวิกฤตความมั่นคงด้านอาหารและสุขภาพของประชาชน ไม่ใช่เฉพาะในเชียงราย แต่รวมถึงผู้บริโภคทั่วประเทศ เพราะข้าวและพืชผักจากพื้นที่ดังกล่าวได้เข้าสู่ตลาดโดยไม่มีการตรวจสอบก่อนการเก็บเกี่ยว และบางพื้นที่ยังเป็นแหล่งผลิตเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งกระจายไปทั่วประเทศ

จากสถานการณ์ทั้งหมด ดร.สืบสกุลเสนอว่าไทยจำเป็นต้องกำหนดตำแหน่งของตนใหม่ในห่วงโซ่อุปทานแร่ และต้องสร้างระบบกำกับดูแลที่เข้มแข็งกว่าที่เป็นอยู่ เขาเน้นว่าไทยจำเป็นต้องมีระบบติดตามย้อนกลับแหล่งที่มาของแร่ที่นำเข้า เพื่อให้สามารถระบุได้ว่าแร่ใดมาจากเหมืองสกปรกที่เกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อมและการละเมิดสิทธิมนุษยชนในเมียนมา

นอกจากนี้ ควรมีระบบข้อมูลข่าวสารที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และสื่อสารต่อสาธารณะอย่างสม่ำเสมอ โดยข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจน้ำ การตรวจพืชผัก และปลา ควรถูกเผยแพร่อย่างเปิดเผย ไม่จำกัดอยู่ภายในการประชุมราชการเท่านั้น ขณะเดียวกัน ไทยจำเป็นต้องวางแผนจัดหาน้ำสะอาดสำหรับการทำนาปรัง รวมถึงการจัดตั้งศูนย์ตรวจสารโลหะหนักประจำจังหวัดเชียงราย เพื่อลดเวลาในการรอตรวจวิเคราะห์ที่ยืดเยื้อเกือบหนึ่งเดือนในปัจจุบัน

อาจารย์สืบสกุลเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความรับผิดชอบโดยตรงต่อปัญหาครั้งนี้ พร้อมเสนอให้ทุกพรรคการเมืองบรรจุประเด็นผลกระทบข้ามพรมแดนและความโปร่งใสของ MoU แร่สำคัญไว้ในนโยบาย เพื่อให้ประเทศไทยสามารถจัดการห่วงโซ่อุปทานแร่ได้อย่างยั่งยืนและคุ้มครองชีวิตประชาชนได้จริง

เลิศศักดิ์ คำคงศักดิ์ ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สะท้อนข้อกังวลสำคัญเกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่หายากในเมียนมา และสถานการณ์ใหม่ที่เกิดขึ้นหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับความร่วมมือด้านแร่สำคัญ โดยเขาชี้ว่าอุตสาหกรรมเหมืองแร่—ไม่ว่าจะเป็นขั้นต้นน้ำ กลางน้ำ หรือปลายน้ำ—เป็นกิจกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ลักษณะเฉพาะของประเทศไทยคือ ความเสื่อมประสิทธิภาพของระบบกำกับดูแลรัฐ ทำให้อุตสาหกรรมเหมืองกลายเป็น “อุตสาหกรรมสกปรก” ที่เปิดช่องให้เกิดผลกระทบในระดับรุนแรงและยืดเยื้อ

เลิศศักดิ์ตั้งข้อสังเกตว่ากฎหมายแร่ซึ่งเป็นกฎหมายหลักที่จะถูกนำมาใช้รองรับการดำเนินงานภายใต้ MoU ไทย–สหรัฐฯ มีลักษณะปัญหาเชิงโครงสร้างสองประการสำคัญ ประการแรกคือกฎหมายดังกล่าวฝังอำนาจรัฐและทุนไว้ในตัวบทกฎหมายในระดับสูง ทำให้กลไกการอนุมัติ การประกาศพื้นที่ และการเปิดสัมปทานเอื้อต่อกลุ่มทุนมากกว่าการปกป้องชุมชน ประการที่สองคือผู้บังคับใช้กฎหมายจำนวนมากขาดความรับผิดชอบและจิตสำนึกสาธารณะ ส่งผลให้การกำกับดูแลผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพตกอยู่ในสภาพ “อ่อนแรง” แม้ในทางหลักการจะสามารถทำเหมืองให้มีมาตรฐานได้ แต่ในทางปฏิบัติกลับเกิดช่องโหว่ตลอดกระบวนการ

ในช่วงที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่รัฐและนักการเมืองที่สนับสนุน MoU ไทย–สหรัฐฯ มักอธิบายว่า MoU ฉบับนี้ไม่อยู่เหนือกฎหมายไทย และยืนยันว่าสิทธิประโยชน์หรือกิจกรรมใดที่เกี่ยวกับการทำเหมืองยังต้องปฏิบัติตามเงื่อนไขตามกฎหมายแร่ที่ “เข้มงวด โปร่งใส และตรวจสอบได้” ทว่าเลิศศักดิ์โต้แย้งว่า ความเป็นจริงของกฎหมายไทยไม่ได้เป็นเช่นนั้น กฎหมายแร่มีข้อยกเว้นจำนวนมาก ละหลวม และเปิดช่องให้รัฐใช้อำนาจแทนเอกชน ทั้งยังทำให้กระบวนการสำรวจและขอประทานบัตรเกิดขึ้นได้โดยไม่ต้องผ่านการตรวจสอบสาธารณะในบางขั้นตอน อีกทั้ง MoU ก็ไม่ได้ “หลวม” อย่างที่มีการกล่าวอ้าง แต่กลับเปิดกว้างอย่างมากสำหรับการนำประเทศไทยเข้าสู่ห่วงโซ่การผลิตแร่สำคัญแบบครบวงจร ตั้งแต่การสำรวจ การทำเหมือง การสกัด การแปรรูป ไปจนถึงการรีไซเคิล ซึ่งเท่ากับเป็นการเปิดประเทศไทยให้ทำหน้าที่ “ประเทศฐานการประมวลผล” (processing country) ให้สหรัฐฯ

เขาอธิบายว่า แม้ MoU จะไม่ใช่สนธิสัญญาที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เมื่อพิจารณาจากท่าทีภาครัฐ และโครงสร้างการบริหารจัดการที่กำหนดขึ้น จะเห็นได้ว่า MoU มีสถานะทางการเมืองสูงกว่ากฎหมายแร่เสียด้วยซ้ำ เพราะหากกระบวนการใดล้มเหลวหรือเกิดปัญหา MoU จะถูกใช้เป็นกรอบอ้างอิงในการให้รัฐไทย “อำนวยความสะดวกสูงสุด” ต่อการดำเนินงานที่เกี่ยวข้องกับแร่สำคัญ ดังนั้นแม้ไม่ใช่กฎหมาย แต่ MoU กลับสร้างอิทธิพลเหนือกว่ากฎหมายที่ใช้อยู่จริง

ประเด็นสำคัญอีกส่วนหนึ่งคือการเปรียบเทียบระหว่างกฎหมายตามตัวบทกับการบังคับใช้จริง หากกฎหมายไทยเข้มงวดอย่างที่รัฐกล่าว ผลกระทบจากการทำเหมืองในอดีต เช่น เหมืองดีบุกที่ร่อนพิบูลย์ เหมืองตะกั่วที่คลิตี้ มลพิษแคดเมียมในลุ่มน้ำแม่ตาว เหมืองถ่านหินแม่เมาะ หรือปัญหาโลหะหนักในเหมืองทองคำพิจิตร–เลย คงไม่เกิดขึ้นในระดับรุนแรงเช่นนั้น แต่ในความเป็นจริง หน่วยงานที่ควรทำหน้าที่ควบคุม—โดยเฉพาะกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.)—กลับเน้นบทบาทส่งเสริมการลงทุนเหมืองแร่ จนละเลยบทบาทการป้องกัน ตรวจสอบ และกำกับดูแลผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

เมื่อหันมามองสถานการณ์ปัจจุบันในเมียนมา เลิศศักดิ์ชี้ว่า แม้อเมริกาและหน่วยงานสำรวจแร่ของสหรัฐฯ ยังไม่อาจประเมินปริมาณสำรองแร่หายากในเมียนมาได้ เนื่องจากข้อจำกัดจากสถานการณ์สงคราม แต่เมียนมากลับผลิตแร่หายากได้ถึง 31,000 ตันในปีที่ผ่านมา ซึ่งเป็นอันดับสามของโลก ขณะที่ประเทศไทยซึ่งมีปริมาณสำรองแร่หายากต่ำมากกลับมีตัวเลขการผลิตถึง 13,000 ตัน ทำให้เกิดคำถามว่าแร่เหล่านี้มีที่มาจากที่ใดกันแน่ สิ่งนี้สะท้อนว่าประเทศไทยได้กลายเป็น “ทางผ่าน” หรือ “จุดรวบรวม” ในห่วงโซ่อุปทานแร่หายากจากเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนจังหวัดเชียงรายและแม่น้ำกกที่กำลังเผชิญผลกระทบจากการทำเหมืองบนฝั่งรัฐฉาน

เลิศศักดิ์วิเคราะห์ว่า สหรัฐฯ ซึ่งไม่สามารถกลับมาทำเหมืองแร่หายากภายในประเทศได้ในระดับเดิม เนื่องจากมาตรฐานสิ่งแวดล้อมที่เข้มงวดขึ้น จึงจำเป็นต้องหาประเทศ “มิตร” เพื่อผลิตวัตถุดิบแทนตนเอง การลงนาม MoU กับไทยจึงเป็นยุทธศาสตร์สำคัญในการประคองเส้นทางอุปทานแร่สำคัญจากเมียนมาเข้าสู่ระบบการผลิตของสหรัฐฯ และยังเป็นการคุ้มครองเส้นทางขนส่งแร่หายากผ่านประเทศไทยในช่วงที่จีนยกเว้นมาตรการควบคุมการส่งออกแร่หายากแก่สหรัฐฯ เป็นการชั่วคราว

ภายใต้บริบทนี้ การผลิตในเมียนมาจะยิ่งเพิ่มขึ้น ขณะที่ประเทศไทยจะต้องรองรับทั้งการสำรวจ การนำเข้า การสกัด และการแปรรูปแร่หายากมากกว่าที่เคย สิ่งนี้เสี่ยงทำให้ไทยกลายเป็นฐานอุตสาหกรรมสกปรกตามความต้องการของคู่ค้ารายใหญ่ โดยมีชุมชนชายแดนและพื้นที่ธรรมชาติเป็นผู้รับผลกระทบหลัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งความเสื่อมโทรมของระบบแม่น้ำ โครงการทำเหมืองในรัฐฉาน และการลักลอบนำเข้าวัตถุดิบที่ขยายตัวมากขึ้นหลัง MoU

ดังนั้น ในมุมมองของเลิศศักดิ์ MoU ไทย–สหรัฐฯ ไม่ได้เป็นเพียงข้อตกลงทางเทคนิค แต่เป็นหมุดหมายทางยุทธศาสตร์ที่อาจเปลี่ยนภูมิทัศน์ของอุตสาหกรรมเหมืองแร่ไทย และสร้างแรงกดดันใหม่ต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม และระบบนิเวศ โดยเฉพาะในพื้นที่ชายแดนภาคเหนือของไทยซึ่งปัจจุบันได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองในเมียนมาแล้วอย่างชัดเจน และอาจรุนแรงยิ่งขึ้นในอนาคตหากไม่มีมาตรการกำกับดูแลที่เข้มงวด โปร่งใส และมีส่วนร่วมจากสาธารณะอย่างแท้จริง

จุฑามาส ศรีหัตถผดุงกิจ เครือข่ายประชาชนผู้เป็นเจ้าของแร่ กล่าวว่า ในขณะที่ความสนใจของรัฐและภาคเอกชนมุ่งไปที่ “แร่สำคัญ” (critical minerals) เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและห่วงโซ่อุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศ การถกเถียงเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อมและสิทธิชุมชนกลับยิ่งทวีความเข้มข้น โดยเฉพาะกรณีแร่โปแตชซึ่งเป็นหนึ่งในทรัพยากรสำคัญที่มีปริมาณสำรองมากที่สุดของประเทศไทย และกระจุกตัวอยู่เพียงภูมิภาคเดียว คือภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พื้นที่แหล่งแร่แบ่งเป็นสองแอ่งใหญ่ ได้แก่ แอ่งโคราชและแอ่งสกลนคร ครอบคลุมจังหวัดนครราชสีมา ชัยภูมิ ร้อยเอ็ด มหาสารคาม สกลนคร และอุดรธานี ซึ่งกลายเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้บริษัทขนาดใหญ่จับตามอง และผลักดันให้เกิดโครงการเหมืองในระยะหลายปีที่ผ่านมา

แม้จะมีบริษัทที่ได้รับประทานบัตรในการทำเหมืองโปแตชทั้งหมดสามแห่ง แต่มีเพียงบริษัทไทยคาลิ จำกัด ซึ่งดำเนินโครงการในตำบลหนองไทร อำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา ที่เริ่มเดินหน้าโครงการจริงตั้งแต่ได้รับประทานบัตรในปี 2558 อย่างไรก็ตาม ภาพที่เกิดขึ้นในพื้นที่กลับสะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างที่ลึกกว่าเรื่องสัมปทาน เพราะแม้จะผ่านการอนุมัติอย่างเป็นทางการ กระบวนการกำกับดูแลหลังการเดินเครื่องกลับมีความบกพร่องอย่างรุนแรงจนก่อให้เกิดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและคุณภาพชีวิตของประชาชนอย่างชัดเจน

ในหลายพื้นที่ของตำบลหนองไทร ดินและน้ำกลายเป็นเค็มอย่างผิดปกติ ปรากฏคราบเกลือบนผิวดินหนาเป็นนิ้วในบางฤดูกาล บ่อน้ำสาธารณะและแหล่งน้ำผิวดินไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ สิ่งมีชีวิตจำนวนมากหายไปจากระบบนิเวศ ต้นไม้ยืนต้นตายเป็นบริเวณกว้าง ความเสียหายดังกล่าวทำให้พื้นที่เกษตรกรรมที่เคยทำการผลิตได้กลับไร้ความสามารถในการเพาะปลูก ขณะที่นครราชสีมาในภาพรวมยังพึ่งพาน้ำใต้ดินเป็นหลัก การดำเนินเหมืองใต้ดินที่ขุดอุโมงค์ลึกเพื่อดึงแร่ขึ้นมาบนผิวดินจึงยิ่งเพิ่มความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนของน้ำบาดาลอย่างรุนแรง

แม้ชุมชนจะร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐมาอย่างต่อเนื่อง แต่คำอธิบายที่ได้รับกลับเป็นเพียงการยืนยันว่าสภาพดินเค็มเป็น “สภาพธรรมชาติ” ทั้งที่ผลการตรวจวิเคราะห์ทางวิทยาศาสตร์ ทั้งตัวอย่างดินและน้ำผิวดินซึ่งดำเนินการโดยสถาบันวิจัยแสงซินโครตรอน พบค่าความเข้มข้นของโซเดียมและโพแทสเซียมสูงเกินมาตรฐานอย่างเด่นชัด และมีความสอดคล้องกับกิจกรรมของเหมืองโปแตชที่เป็นอุตสาหกรรมเดียวในพื้นที่ที่มีสารประกอบทั้งสองชนิดในระดับสูงเช่นนี้ อย่างไรก็ตาม หน่วยงานรัฐกลับไม่สามารถสรุปสาเหตุหรือชี้ชัดถึงผู้ก่อมลพิษ แม้หลักฐานเชิงประจักษ์จะแสดงความเชื่อมโยงอย่างชัดเจน เป็นภาพที่สะท้อนความอ่อนแอของกฎหมายแร่ไทย และการบังคับใช้ที่ล้มเหลวของเจ้าหน้าที่รัฐ

ความไม่รับผิดชอบไม่ได้จำกัดอยู่เพียงด้านการกำกับดูแล แต่ยังรวมถึงการละเมิดเงื่อนไขในรายงาน EIA เมื่อชาวบ้านพบหลักฐานการลักลอบใช้วัตถุระเบิดในกระบวนการทำเหมือง ทั้งที่รายงาน EIA ไม่ได้อนุญาตการใช้ระเบิดแต่อย่างใด การใช้ระเบิดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี 2561 ส่งผลให้อุโมงค์เหมืองเสียหาย เกิดการทรุดตัวและรอยรั่ว จนนำมาซึ่งการไหลทะลักของน้ำและตะกอนเค็มออกนอกพื้นที่โครงการ ขณะที่หน่วยงานกำกับกลับยังคงนิ่งเฉย ไม่เร่งดำเนินการสืบสวนหรือบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

สถานการณ์ซับซ้อนยิ่งขึ้นเมื่อบริษัททุนใหญ่ เช่น บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น เข้าถือหุ้นในบริษัทเหมืองดังกล่าว และยังคงเดินหน้าโครงการโดยมีมาตรการเพียงการทำกิจกรรม CSR เพื่อสร้างการยอมรับในพื้นที่ ทั้งที่การทำ CSR ไม่สามารถทดแทนหลักการธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (Business and Human Rights – BHR) ได้ และไม่อาจลบล้างความเสียหายที่เกิดขึ้นจริง การตอกย้ำด้วยการทำความตกลง MOU ระดับนโยบายเกี่ยวกับแร่สำคัญของประเทศ ยิ่งเพิ่มความหวั่นวิตกให้ชุมชนที่กำลังเผชิญผลกระทบ ว่ารัฐอาจเดินหน้าเปิดพื้นที่เหมืองใหม่มากขึ้นโดยไม่แก้ปัญหาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบอยู่แล้ว

คำถามสำคัญจึงย้อนกลับมาที่ว่า หากเหมืองโปแตชในด่านขุนทดยังไม่สามารถปิดได้ ทั้งที่ผลกระทบปรากฏเด่นชัด ทั้งการปนเปื้อน การละเมิดมาตรฐาน EIA และหลักฐานการใช้ระเบิดผิดกฎหมาย รัฐไทยควรมีความพร้อมเพียงใดในการกำกับดูแลเหมืองแร่สำคัญประเภทอื่น—โดยเฉพาะในห้วงเวลาที่ประเทศไทยกำลังถูกผลักเข้าสู่ห่วงโซ่อุตสาหกรรม critical minerals ภายใต้แรงดึงดูดทางภูมิรัฐศาสตร์จากมหาอำนาจ และความต้องการทรัพยากรเพื่อเศรษฐกิจสีเขียวของโลก

สิ่งที่ปรากฏในพื้นที่ด่านขุนทดไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ท้องถิ่น แต่เป็นภาพสะท้อนปัญหาเชิงระบบของกฎหมายแร่ไทย ความล้มเหลวในการกำกับดูแล และความกลัวการถูกฟ้องร้องของเจ้าหน้าที่รัฐ ซึ่งทำให้รัฐไม่กล้าแตะต้องธุรกิจที่ละเมิดสิทธิชุมชน ขณะที่ชาวบ้าน—ซึ่งไม่ได้รับเงินเดือนจากรัฐ ไม่ได้รับการคุ้มครองใด ๆ

สุทธิเกียรติ คชโส ทนายความจากมูลนิธินิติธรรมสิ่งแวดล้อม (EnLaw) ได้นำเสนอประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับกรอบกฎหมายแร่ของไทย ภายใต้พระราชบัญญัติแร่ พ.ศ. 2560 ตลอดจนความเชื่อมโยงกับนโยบายของรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายหลังการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐอเมริกา ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่สำคัญ ซึ่งอาจนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งในมิติการสำรวจแร่ การลงทุน และการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติของประเทศ

หลัง พ.ร.บ.แร่ 2560 มีผลบังคับใช้เกิน 5 ปี ได้มีการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมาย (Regulatory Impact Assessment – RIA) และกรมอุตสาหกรรมพื้นฐานและการเหมืองแร่ (กพร.) มีข้อเสนอให้ปรับปรุงกฎหมายบางประการ ประเด็นแรกที่น่าจับตาคือ ความเป็นไปได้ที่ MoU จะนำไปสู่การเปิดเผยข้อมูลทางธรณีวิทยาและข้อมูลแร่ในระดับเชิงลึกมากขึ้น เดิมกรมทรัพยากรธรณีมีข้อมูลสำรวจแหล่งแร่ที่ละเอียดกว่าข้อมูลสาธารณะของกพร. หากมีการแลกเปลี่ยนข้อมูลภายใต้ MoU ข้อมูลเหล่านี้อาจถูกนำไปใช้เพื่อสนับสนุนการลงทุนหรือการสำรวจเชิงพาณิชย์ ซึ่งเป็นข้อมูลที่ประชาชนทั่วไปไม่สามารถเข้าถึงได้ในปัจจุบัน

ประเด็นถัดมาคือความเป็นไปได้ในการเร่งรัดการอนุญาตสำรวจและทำเหมือง ผ่านกระบวนการแบบ “fast track” โดยเฉพาะการเร่งสำรวจแร่สำคัญเพิ่มเติม รวมถึงการเปิดเงื่อนไขหรือสิทธิประโยชน์ทางการลงทุนแก่บริษัทต่างชาติ ซึ่งอาจรวมถึงการยกเว้นภาษี การกำหนดพื้นที่อุตสาหกรรมแร่ และการส่งเสริมความร่วมมือด้านการค้าและเศรษฐกิจควบคู่ไปกับการลงทุนเหมืองแร่

เมื่อพิจารณาตามยุทธศาสตร์บริหารจัดการแร่ 20 ปี ซึ่งประกาศหลัง พ.ร.บ.แร่ 2560 บังคับใช้ ยุทธศาสตร์ดังกล่าวกำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมในระดับการรับรู้ข้อมูลเกี่ยวกับพื้นที่แหล่งแร่และทิศทางการบริหารจัดการของรัฐ ขณะเดียวกัน ยุทธศาสตร์ยังระบุชัดถึงการจัดทำหุ้นส่วนด้านแร่ในระดับทวิภาคีและพหุภาคี ซึ่งสะท้อนว่าไทยมีกรอบคิดรองรับความร่วมมือระหว่างประเทศอยู่แล้ว การลงนาม MoU กับสหรัฐฯ จึงอาจเป็นกลไกที่ผลักดันแผนดังกล่าวให้เดินหน้าเร็วขึ้น และมีแนวโน้มขยายความร่วมมือไปจนถึงปี 2580 ตามเป้าหมายการสร้างหุ้นส่วนด้านแร่ระหว่างประเทศที่เพิ่มขึ้น

ส่วนที่น่าเป็นห่วงคือประเด็นเกี่ยวกับ “แผนแม่บทการบริหารจัดการแร่” ตามมาตรา 17 ซึ่งกำหนดให้ต้องทำข้อมูลอย่างน้อย 5 ด้าน ได้แก่ พื้นที่แหล่งแร่สำรอง พื้นที่ศักยภาพแร่ พื้นที่ที่ควรสงวนหรืออนุรักษ์ พื้นที่ทำเหมือง และชนิดแร่ที่สมควรห้ามหรือควบคุม แต่แผนแม่บททั้งฉบับที่ 1 และ 2 กลับไม่มีข้อมูลในส่วน “พื้นที่หรือชนิดแร่ที่สมควรสงวนหรืออนุรักษ์ไว้” เลย ทั้งที่แร่บางชนิด เช่น แรร์เอิร์ธ หรือแร่ที่มีความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมสูง ควรถูกพิจารณาไว้เป็นพิเศษ หากประเทศไทยยังไม่มีเทคโนโลยีการจัดการผลกระทบที่ปลอดภัยเพียงพอ การเร่งรัดอนุญาตเหมืองภายใต้ MoU โดยไม่มีข้อมูลส่วนนี้อาจขัดเจตนารมณ์ของกฎหมาย และทำให้มูลค่าทรัพยากรในอนาคตถูกนำมาใช้ก่อนเวลาอันควร

นอกจากนี้ แผนแม่บทฉบับที่ 2 ยังให้ความสำคัญกับแนวคิดเศรษฐกิจ BCG โดยมุ่งปฏิรูปกลไกบริหารจัดการแร่ เพิ่มความโปร่งใส ส่งเสริมการลงทุน และพัฒนาเทคโนโลยี แต่กลับไม่ได้ให้ความสำคัญกับแร่หายากหรือแรร์เอิร์ธโดยตรง มีเพียงการจัดกลุ่มแร่สำคัญ 4 ชนิดตามเกณฑ์ Critical Minerals จึงทำให้ทิศทางนโยบายแร่สำคัญของไทยยังไม่ชัดเจน ทั้งในเชิงต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

สุทธิเกียรติยังชี้ว่า ปัจจุบันไทยไม่ได้ผลิตแรร์เอิร์ธ แต่รับแร่ดิบเข้ามาแปรรูป โดยมีโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ส่งผลให้ไทยกลายเป็นผู้ส่งออกอันดับต้นๆ ของโลกในด้านผลิตภัณฑ์แปรรูปแรร์เอิร์ธ การส่งเสริมการแปรรูประดับนี้ย่อมนำมาซึ่งความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากกระบวนการแยกแร่จำเป็นต้องใช้สารเคมีอันตรายอย่างเข้มข้น ในขณะที่ระบบกำกับดูแลด้านสิ่งแวดล้อมของไทยยังมีข้อจำกัด เห็นได้จากปัญหาในการจัดการแหล่งแร่โพแทชที่จังหวัดนครราชสีมา แม้ไม่มีการใช้สารเคมีก็ตาม

หากมีการเร่งรัดตาม MoU อาจเกิดการกระจายตัวของโรงแต่งแรร์เอิร์ธเพิ่มขึ้น ซึ่งจะยิ่งเพิ่มความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพ โดยที่มาตรการป้องกันและฟื้นฟูยังไม่เพียงพอ นอกจากนี้ การเปิดสัมปทานแร่แบบพื้นที่ใหญ่ในอดีต เช่น พื้นที่ภูขุมทองในภาคอีสาน ยังคงเป็นตัวอย่างสำคัญของปัญหานโยบายที่ให้ความสำคัญกับการกันพื้นที่ไว้เพื่อสำรวจและทำเหมือง ก่อนมีการประเมินความพร้อมและผลกระทบอย่างรอบด้าน ซึ่งสถานการณ์ลักษณะเดียวกันอาจเกิดขึ้นอีกภายหลัง MoU

ในเชิงกฎหมาย มาตรา 7 ของพ.ร.บ.แร่ระบุว่ารัฐต้องบริหารจัดการแร่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ชาติและประชาชนอย่างยั่งยืน โดยต้องคำนึงถึงผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพควบคู่กับเศรษฐกิจ แต่เนื้อหาและแนวโน้มจาก MoU กลับให้ความสำคัญกับเศรษฐกิจเป็นหลัก ขณะที่มาตรการด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพถูกให้ความสำคัญน้อยกว่า จึงอาจถือเป็นความเสี่ยงของการใช้นโยบายที่ไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของกฎหมายแม่บท

สุทธิเกียรติทิ้งท้ายว่า การยกเลิก MoU อาจทำได้ยาก แต่รัฐสามารถดำเนินนโยบายตามกฎหมายที่มีอยู่ได้โดยไม่ต้องอ้าง MoU และควรให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบก่อนดำเนินการขยายอุตสาหกรรมแร่ อีกทั้งควรมีการประเมินทางเลือกนโยบาย (options assessment) อย่างเป็นระบบก่อนตัดสินใจดำเนินการใดๆ ซึ่งเป็นมาตรฐานสากล แต่ไม่ได้ถูกปฏิบัติอย่างจริงจังในกรณีนี้ การรีบร้อนลงนามแล้วค่อยวางแผนในภายหลัง ถือเป็นหลักการที่ผิด และอาจนำไปสู่การแก้ไขแผนแม่บทแร่ฉบับที่ 3 ในทิศทางที่เปิดทางให้สำรวจและทำเหมืองแร่สำคัญมากขึ้น โดยขาดกระบวนการตรวจสอบและการมีส่วนร่วมของประชาชนที่รอบด้าน

ช่วงที่ 2 มุมมองเชิงนโยบายของพรรคการเมืองต่อ MoU ห่วงโซ่อุปทานแร่สำคัญ (Critical Minerals) และกรอบแนวคิด“การเปลี่ยนผ่านด้านแร่อย่างเป็นธรรม” (just minerals transition)

ภัทรพงษ์ ลีลาภัทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาชน และประธานอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษามลพิษทางน้ำข้ามแดน ได้แสดงความเห็นต่อสถานการณ์ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา และความเชื่อมโยงกับการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่ที่มีความสำคัญระหว่างสหรัฐอเมริกาและไทย โดยระบุว่าประเด็นนี้มีความซับซ้อนและสะท้อนถึงปัญหาเชิงโครงสร้างสามประการ ซึ่งควรถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นโจทย์สาธารณะทั้งในมิติของนโยบายระหว่างประเทศ การกำกับดูแลห่วงโซ่อุปทานแร่ และผลกระทบที่ประชาชนไทยกำลังเผชิญโดยตรงในพื้นที่ชายแดนฝั่งตะวันตกของประเทศ

เขาชี้ว่า ปัญหาแรกอยู่ที่ตัว MOU ระหว่างไทย–สหรัฐฯ ทั้งในมิติที่มาและเนื้อหา โดยระบุว่ากระบวนการจัดทำ MOU รวดเร็วจนผิดปกติ เริ่มจากสหรัฐฯ ส่งร่างเอกสารมายังฝ่ายไทยในวันที่ 20 ตุลาคม ก่อนที่กระทรวงการต่างประเทศจะเรียกประชุมหาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพียง 4 หน่วย เพื่อให้ความเห็นและปรับแก้ร่าง โดยมีการแก้ไขเนื้อหาเพียง 4 ประเด็น และมีเพียงหนึ่งประเด็นที่เกี่ยวข้องกับข้อถกเถียงในสังคม จากนั้นร่างฉบับดังกล่าวถูกส่งต่อให้รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแลก่อนเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรีในวันที่ 23 ตุลาคม และได้รับความเห็นชอบทันที ก่อนลงนามในวันที่ 26 ตุลาคม กระบวนการทั้งหมดเกิดขึ้นภายในระยะเวลาเพียง 4 วัน ซึ่งสร้างข้อสงสัยต่อความรอบคอบและการมีส่วนร่วมของหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง

ภัทรพงษ์ระบุว่า MOU ข้อ 1 เปิดช่องให้สหรัฐฯ “คาดหวังโอกาสแรกในการลงทุน” ในกิจการเกี่ยวกับแร่สำคัญในไทย ซึ่งตีความได้ครอบคลุมทั้งแร่ที่ขุดในประเทศและแร่ที่นำเข้ามาแปรรูปและส่งออกต่อในไทย ทำให้ไทยอาจถูกผูกพันในระดับที่กระทบต่อเสถียรภาพนโยบายในอนาคต อีกทั้ง ข้อ 4 ซึ่งกำหนดให้ไทยต้องส่งข้อมูลให้สหรัฐฯ “โดยเร็วที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ในทางปฏิบัติ” เป็นข้อที่มาเลเซียตัดออกจาก MOU ฉบับที่เซ็นพร้อมไทย แต่รัฐบาลไทยกลับปล่อยให้ข้อนี้คงอยู่ ทั้งที่มีนัยสำคัญต่ออธิปไตยด้านข้อมูลและการกำกับดูแลภายในประเทศ

ประเด็นสำคัญอีกด้านคือ MOU ฉบับนี้ ไม่กล่าวถึงประเด็นสิ่งแวดล้อมและมลพิษข้ามแดนเลย ทั้งที่ไทยกำลังเผชิญปัญหาน้ำปนเปื้อนสารพิษตามลำน้ำสายหลักที่รับน้ำจากเมียนมา เช่น แม่น้ำกก แม่น้ำสาย แม่น้ำลั่วก แม่น้ำสาละวิน และแม่น้ำกระบุรีในภาคใต้ ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับการทำเหมืองแร่แร่สำคัญในเมียนมาอย่างชัดเจน การปรับแก้ MOU ควรเป็นโอกาสในการกำหนดกรอบร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ปัญหามลพิษข้ามพรมแดน แต่ไทยกลับไม่ใช้เครื่องมือนโยบายระหว่างประเทศนี้ให้เป็นประโยชน์

ประเด็นที่สองคือ ปัญหาการกำกับห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ของแร่ที่สำคัญ ภัทรพงษ์อธิบายว่าไทยกำลังกลายเป็น “ทางผ่าน” ของแร่จากประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะแร่หายาก (Rare Earth) และแร่พรวงที่ใช้ในแบตเตอรี่ วัสดุไฟฟ้า และอุตสาหกรรมอาวุธ จากข้อมูลศุลกากร ปี 2567 ไทยนำเข้า Rare Earth ประมาณ 330 ตัน แต่กลับส่งออกกว่า 850 ตัน ทั้งที่ไทยไม่ได้ผลิตแร่ชนิดนี้เอง เช่นเดียวกับแร่พรวงที่นำเข้ากว่า 42,000 ตันจากเมียนมา แต่ส่งออกกว่า 40,000 ตันไปจีนและเมียนมา แสดงให้เห็นว่าแร่เหล่านี้เพียงไหลผ่านไทยเพื่อเข้าสู่ตลาดโลก และสะท้อนช่องโหว่ด้านการตรวจสอบย้อนกลับ เนื่องจาก พ.ร.บ.แร่ ปี 2560 ไม่ได้กำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยแหล่งที่มาของแร่เหมือนกฎหมายเดิม ทำให้ไทยไม่สามารถตรวจสอบว่าแร่ที่นำเข้าเกี่ยวข้องกับเหมืองที่ก่อมลพิษหรือไม่

ประเด็นที่สามคือ ผลกระทบต่อประชาชนไทยในพื้นที่ที่รับน้ำจากเมียนมาโดยตรง ตั้งแต่เชียงราย เชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ไปจนถึงระนอง ประชาชนจำนวนมากใช้น้ำจากลำน้ำเหล่านี้ในการทำนาและผลิตอาหาร ทำให้มีความเสี่ยงต่อการปนเปื้อนโลหะหนัก เช่น ตะกั่ว แคดเมียม และสารหนู ปลาน้ำจืดจากหลายพื้นที่แม้จะไม่เกินค่ามาตรฐานของไทย แต่เกินกว่ามาตรฐานของสหภาพยุโรปในระดับที่อาจเป็นอันตรายต่อเด็ก ผู้สูงอายุ และสตรีมีครรภ์ หากบริโภคเกิน 2 มื้อต่อสัปดาห์ ขณะที่ระบบประปาหมู่บ้านซึ่งเป็นแหล่งน้ำอุปโภคบริโภคหลักกว่า 80% ของครัวเรือนในเชียงใหม่และเชียงราย ก็ไม่มีศักยภาพเพียงพอในการตรวจสอบคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนยังคงเผชิญความเสี่ยง โดยไม่มีมาตรการตรวจเชิงรุกหรือการสนับสนุนงบประมาณจากรัฐบาลกลางอย่างเป็นระบบ

ภัทรพงษ์เสนอว่า แนวทางแก้ปัญหาเร่งด่วนมีสามส่วน ได้แก่ การปรับแก้ MOU ไทย–สหรัฐฯ ให้มีความสมดุลมากขึ้น โดยเริ่มจากการเปลี่ยนถ้อยคำในข้อ 1 ไม่ให้ไทยผูกพันกับสหรัฐฯ มากเกินไป และตัดข้อ 4 ทิ้ง เช่นเดียวกับมาเลเซีย พร้อมทั้งเพิ่มเนื้อหาเกี่ยวกับความร่วมมือแก้ไขมลพิษข้ามพรมแดนให้เป็นภาระผูกพันร่วมกัน ประการต่อมา คือการออกกฎกระทรวงตาม พ.ร.บ.แร่ เพื่อกำหนดให้ผู้ประกอบการต้องเปิดเผยที่มาของแร่ทุกชนิด รวมถึงขั้นตอนการแต่งแร่และช่องทางการส่งออก เพื่อสร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับที่เชื่อถือได้ และสุดท้ายคือการยกระดับมาตรการด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ชายแดน โดยตรวจคุณภาพน้ำ ตรวจโลหะหนักในร่างกายประชาชนอย่างสม่ำเสมอ และสนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นให้มีงบประมาณและเครื่องมือเพียงพอ

ประเด็นทั้งหมดสะท้อนว่าไทยกำลังยืนอยู่บนจุดตัดสำคัญระหว่างผลประโยชน์ด้านยุทธศาสตร์แร่ที่มีความสำคัญระดับโลก และภาระการปกป้องสุขภาพของประชาชนในประเทศ การกำหนดนโยบายที่รอบคอบและโปร่งใสจึงเป็นสิ่งจำเป็น เพื่อให้ไทยไม่ตกอยู่ในฐานะ “ทางผ่าน” ของแร่จากประเทศเพื่อนบ้านโดยปราศจากการกำกับดูแล และไม่เป็นผู้รับผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากปัญหาที่เกิดขึ้นนอกพรมแดน

ศึกษิษฐ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า หลังจากรัฐบาลไทยลงนามบันทึกความเข้าใจ (MoU) ว่าด้วยความร่วมมือด้านแร่สำคัญกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา กระแสสังคมได้ตั้งคำถามถึงกระบวนการตัดสินใจของรัฐที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน และขาดความโปร่งใสต่อสาธารณะ โดยเอกสารข้อตกลงฉบับนี้เผยแพร่ต่อสาธารณชนครั้งแรกโดยฝ่ายอเมริกัน ขณะที่ฝ่ายไทยมิได้มีการประกาศล่วงหน้า หรือเปิดให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมแสดงความเห็นตามกระบวนการปกติ การรับรู้ของประชาชนไทยจึงเกิดขึ้นพร้อมกับความประหลาดใจ เพราะไม่เพียงเป็น MoU ที่ส่งผลต่อทิศทางอุตสาหกรรมยุทธศาสตร์ของประเทศ หากยังเป็นการดำเนินการที่ตัดผู้มีส่วนได้เสียออกจากกระบวนการตรวจสอบโดยสิ้นเชิง

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยกำลังเผชิญความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากปัญหาผลกระทบข้ามพรมแดนที่เกิดจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในเมียนมา โดยเฉพาะพื้นที่จังหวัดท่าขี้เหล็ก–รัฐฉาน ที่มีรายงานว่ามีการทำเหมืองแบบ “in-situ leaching” ซึ่งเป็นเทคนิคที่ใช้น้ำกรดจำนวนมากทำให้ดินปนเปื้อนสารเคมี ก่อนจะไหลลงสู่ลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขงที่ไหลเข้าสู่ประเทศไทย ผลกระทบนี้ถูกจับตามองมากขึ้นในช่วงปีที่ผ่านมา เนื่องจากประเทศไทยยังพึ่งพาการนำเข้าวัตถุดิบโลหะหายากจากประเทศเพื่อนบ้าน โดยไม่มีระบบติดตามตรวจสอบที่เข้มงวด และยังไม่สามารถระบุได้ว่ามีแร่นำเข้าจากเหมืองในเมียนมาเป็นจำนวนมากน้อยเพียงใด

แม้ที่ผ่านมาไทยได้พยายามจัดตั้งคณะทำงานร่วมระหว่างไทย–เมียนมาเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษจากเหมืองต้นทาง แต่การเจรจากับรัฐบาลทหารเมียนมาเป็นไปด้วยความยากลำบาก ภายใต้บริบทความไม่มั่นคงทางการเมืองของเมียนมาเอง ความพยายามในการเสนอแผนงานเช่นการติดตั้งฝายดักกรองมลพิษจึงเป็นเพียงมาตรการเฉพาะหน้า ไม่อาจแก้ไขปัญหาที่ต้นทางได้อย่างแท้จริง ท้ายที่สุด การจัดการกับเหมืองในเมียนมา ซึ่งเป็นแหล่งกำเนิดปัญหา ยังคงเป็นโจทย์หลักที่ไทยไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้

เมื่อย้อนกลับมายังประเด็น MoU ไทย–สหรัฐฯ สิ่งที่สร้างความกังวลไม่ใช่เพียงเนื้อหาภายในเอกสาร แต่รวมถึงกระบวนการที่นำไปสู่การลงนามด้วย โดยผู้เกี่ยวข้องจำนวนมากยืนยันว่า MoU ฉบับนี้เข้าสู่การพิจารณาคณะรัฐมนตรีโดยไม่มีเอกสารประกอบจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งกระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงการคลัง ซึ่งปกติแล้วต้องให้ความเห็นใน MoU ทุกฉบับไม่ว่ามีผลผูกพันทางกฎหมายมากหรือน้อย การที่เอกสารนี้ผ่านความเห็นชอบโดยมีรายงานการประชุมแนบมาเพียงหน้าเดียว จึงเป็นเรื่องที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน

สาระสำคัญที่ถูกตั้งคำถามมากที่สุดคือข้อความที่ไทยให้ “First Opportunity” หรือสิทธิเข้าถึงข้อมูลและโอกาสการลงทุนเป็นลำดับแรกแก่สหรัฐฯ ในด้านแร่หายาก ซึ่งเป็นทรัพยากรที่กำลังอยู่ในศูนย์กลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างสหรัฐฯ และจีน การมอบสถานะ “first” ให้รัฐมหาอำนาจรายหนึ่งมีนัยทางภูมิรัฐศาสตร์อย่างเด่นชัด เพราะเป็นสิ่งที่ให้ได้เพียงครั้งเดียว และสะท้อนว่าประเทศไทยกำลังส่งสัญญาณเลือกข้างอย่างไม่จำเป็น ทั้งที่ประเทศไทยควรรักษาสมดุลระหว่างคู่ขัดแย้งเชิงยุทธศาสตร์ทั้งสองเพื่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจในระยะยาว

การให้สถานะดังกล่าวยังสร้างคำถามด้านความเชื่อมั่น เพราะเมื่อนายกรัฐมนตรีของประเทศลงนามในเอกสารระหว่างรัฐ หากภายหลังกลับประกาศว่าสามารถยกเลิกหรือแก้ไขได้ตามต้องการ ย่อมส่งผลต่อความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ นอกจากนี้ การให้สิทธิสหรัฐเป็นลำดับแรกยังอาจสร้างผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศ โดยเฉพาะอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งผู้ลงทุนหลักในไทยคือจีนและญี่ปุ่น การเอียงน้ำหนักไปสหรัฐอาจทำให้นักลงทุนต่างชาติมองว่าประเทศไทยกำลังลดทอนความเป็นกลาง และอาจส่งผลกระทบต่อทิศทางการลงทุนในอนาคต

อีกด้านหนึ่ง ไทยยังไม่ได้มีข้อมูลเชิงลึกว่าแหล่งทรัพยากรแรร์เอิร์ธภายในประเทศตั้งอยู่ที่ใดบ้าง เนื่องจากการสำรวจของรัฐในอดีตมีข้อจำกัด และกรอบกฎหมายปัจจุบันก็ไม่ครอบคลุมเพียงพอ ตัวอย่างเช่น กระบวนการควบคุมการนำเข้าแร่หายากยังไม่กำหนดให้ต้องแสดงแหล่งกำเนิด ทำให้รัฐไม่สามารถระบุได้ว่าแร่นำเข้าจากบริษัทในประจวบคีรีขันธ์มาจากประเทศใด แม้บริษัทดังกล่าวติดอันดับการส่งออกแร่สำคัญของโลก ทั้งที่แหล่งกำเนิดที่แท้จริงอาจเกี่ยวพันกับเหมืองในเมียนมาและผลกระทบต่อชุมชนไทยตามลุ่มน้ำสำคัญ

ประเด็นเหล่านี้ทำให้กรณี MoU ไทย–สหรัฐฯ เป็นตัวอย่างสำคัญของความล้มเหลวด้านธรรมาภิบาลของรัฐร่วมสมัย ทั้งในแง่ความไม่โปร่งใส การละเลยกระบวนการตรวจสอบ และผลทางยุทธศาสตร์ที่อาจส่งผลระยะยาวต่อประเทศ ขณะเดียวกัน ไทยยังต้องเผชิญปัญหาเร่งด่วนจากมลพิษข้ามพรมแดนที่เกิดขึ้นจริงในลุ่มน้ำกกและลุ่มน้ำโขง ซึ่งหากไม่มีการจัดการร่วมกับเมียนมาอย่างมีประสิทธิภาพ ย่อมสะสมความเสี่ยงด้านสุขภาพ สิ่งแวดล้อม และเศรษฐกิจต่อชุมชนชายแดนอย่างถาวร

อย่างไรก็ดี ตัวแร่หายากเองยังเป็นทรัพยากรยุทธศาสตร์แห่งอนาคตที่ไทยไม่ควรมองข้าม หากมีการบริหารจัดการที่ถูกต้อง ประเทศไทยสามารถได้รับประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมหาศาล โดยที่ต้องสร้างกลไกป้องกันผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมควบคู่กันไป การตัดสินใจเชิงนโยบายจึงต้องตั้งอยู่บนข้อมูลที่ครบถ้วน การสำรวจอย่างเป็นระบบ และความโปร่งใสในทุกขั้นตอน ไม่ใช่การลงนามข้อตกลงสำคัญโดยปราศจากการมีส่วนร่วมของสังคม

กรณี MoU ฉบับนี้จึงไม่ใช่เพียงประเด็นด้านแร่หายากหรือเศรษฐกิจ แต่เป็นภาพสะท้อนถึงแนวทางการบริหารราชการที่ขาดความรอบคอบ และส่งผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของประเทศในระยะยาว ทั้งยังเชื่อมโยงกับปัญหาข้ามพรมแดนที่ไทยกำลังเผชิญอย่างต่อเนื่อง หากไม่เร่งแก้ไขอย่างจริงจัง ประเทศไทยย่อมต้องแบกรับความเสี่ยงทั้งในเชิงสิ่งแวดล้อม ภูมิรัฐศาสตร์ และเศรษฐกิจในอนาคตอันใกล้

วีระพงษ์ ประภา รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ และอดีตผู้แทนการค้าไทย กล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า แก่นแท้ของการเจรจาการค้าใด ๆ ไม่ได้อยู่เพียงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ แต่ตั้งอยู่บน “ความไว้วางใจ” และ “ความโปร่งใส” ของข้อมูลซึ่งต้องเปิดเผยต่อสาธารณะอย่างเต็มที่ การให้สิทธิประโยชน์กับผู้ลงทุน การประมูลสัมปทาน และกระบวนการให้สิทธิสำรวจและผลิตแร่สำคัญ ต้องเปิดให้ประชาชน นักวิชาการ สื่อมวลชน และองค์กรประชาสังคมสามารถเข้าถึงข้อมูลแบบเรียลไทม์ มิใช่การตัดสินใจในห้องปิดที่เปิดทางให้ผลประโยชน์เข้มข้นตกอยู่กับกลุ่มทุนเพียงไม่กี่กลุ่ม ขณะประชาชนต้องเป็นผู้รับผลกระทบจากผลพวงของการทำเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ

เขายกบทเรียนของสาธารณรัฐประชาธิปไตยคองโก อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์ ซึ่งประสบหายนะจากการขุดแร่ที่ไร้มาตรฐาน ทั้งการทำลายป่า การปนเปื้อนโลหะหนักในแหล่งน้ำ การล่มสลายของชุมชน และความรุนแรงจากกลุ่มกองกำลังที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจแร่ที่ผิดกฎหมาย คองโกเป็นกรณีศึกษาที่ชัดเจนที่สุด—แร่ที่มีมูลค่าสูงกลับนำไปสู่ “ดินแดนที่ต้องถูกสังเวย” หรือ sacrifice zone ซึ่งประชาชนต้องแลกสุขภาพ ชีวิต และสิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อผลประโยชน์ของบรรษัทข้ามชาติและชนชั้นนำท้องถิ่น วีระพงษ์เตือนว่า หากไทยไม่ออกแบบระบบกำกับดูแลโดยยึดมาตรฐานสากล เช่น OECD Due Diligence, ระบบตรวจสอบย้อนกลับตลอดห่วงโซ่อุปทาน และการรับรองโดยองค์กรอิสระ ไทยก็เสี่ยงที่จะเดินซ้ำรอยประเทศเหล่านี้โดยไม่จำเป็น

เขาย้ำว่า ไทยไม่ต้องสร้างมาตรฐานใหม่ขึ้นมาเอง เพราะโลกมีมาตรฐานรับรองอุตสาหกรรมเหมืองแร่ที่ใช้กันในประเทศพัฒนาแล้ว และไทยเองกำลังเดินหน้าเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD ซึ่งหมายความว่า ทุกขั้นตอนของห่วงโซ่แร่สำคัญต้องผ่านการตรวจสอบด้านสิ่งแวดล้อม สิทธิมนุษยชน และความโปร่งใส หากต้องการส่งออกแร่ หรือผลิตภัณฑ์ที่มีแร่เหล่านี้ ไปยังสหภาพยุโรปหรือประเทศ OECD ผู้ผลิตต้องพิสูจน์ได้ว่าแหล่งแร่นั้นปราศจากการละเมิดสิทธิ การใช้แรงงานผิดกฎหมาย และการปนเปื้อนที่กระทบต่อชุมชน หากไทยเพิกเฉยต่อมาตรฐานเหล่านี้ ก็จะเสียโอกาสทั้งด้านตลาดและความน่าเชื่อถือระหว่างประเทศ

ประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนยังเป็นอีกมิติที่รัฐต้องตอบให้ชัดเจน เพราะการทำเหมืองแร่ในพื้นที่ห่างไกลซึ่งใช้แรงงานเข้มข้น เครื่องจักรหนัก และสารเคมีปริมาณมาก ย่อมเสี่ยงต่อการละเมิดสิทธิ ชุมชนท้องถิ่นอาจถูกจำกัดสิทธิในการเข้าถึงข้อมูล สิทธิด้านสุขภาพ หรือแม้แต่ถูกบังคับให้ย้ายถิ่นโดยไม่สมัครใจ เขาตั้งคำถามว่า กลไกตรวจสอบแรงงานของไทยพร้อมหรือยังที่จะรับมืออุตสาหกรรมใหม่ที่ซับซ้อน และจำเป็นต้องมีความเข้มงวดมากกว่าการกำกับดูแลอุตสาหกรรมแบบดั้งเดิม

ในมิติด้านภูมิรัฐศาสตร์ วีระพงษ์ชี้ให้เห็นภาพใหญ่ที่สังคมไทยอาจยังมองไม่ครอบคลุมว่า การแข่งขันด้านแร่สำคัญเป็น “สงครามยุทธศาสตร์” ของมหาอำนาจมานานหลายทศวรรษ จีนประกาศตั้งแต่ปี 1982 ว่า “ถ้าตะวันออกกลางมีน้ำมัน จีนก็มีแรร์เอิร์ธ” และได้ใช้แรร์เอิร์ธเป็นยุทธศาสตร์สร้างชาติทั้งด้านเศรษฐกิจ เทคโนโลยี และอำนาจต่อรองทางการทูต วันนี้จีนควบคุมห่วงโซ่แรร์เอิร์ธโลกแทบทั้งหมด ตั้งแต่เหมือง สารตั้งต้น ไปจนถึงกำลังผลิตแม่เหล็กถาวรและชิ้นส่วนยานยนต์ไฟฟ้า เมื่อสหรัฐฯ เร่งสร้างห่วงโซ่แร่สำคัญของตนเอง ประเทศไทยจึงกำลังเข้าไปอยู่ในสมรภูมิแข่งขันของสองมหาอำนาจแบบหลีกเลี่ยงไม่ได้

เขากล่าวว่า การลงนาม MoU ของไทยกับสหรัฐฯ แม้ยังไม่มีผลผูกพันทางกฎหมาย แต่เป็น “สัญญาณทางการทูต” ที่ชัดเจนว่าไทยพร้อมจะร่วมมือกับสหรัฐฯ ในประเด็นทรัพยากรที่มีความอ่อนไหวสูง ขณะเดียวกัน ไทยยังคงพึ่งพาการค้า การท่องเที่ยว และเทคโนโลยีจากจีนอย่างลึกซึ้ง คำถามคือ ไทยจะรักษาสมดุลในเกมภูมิรัฐศาสตร์นี้อย่างไร จะพึ่งมหาอำนาจเพียงขั้วเดียว หรือจะกระจายความเสี่ยงโดยมีความสัมพันธ์กับหลายประเทศอย่างเท่าเทียม หากไม่มีคำตอบที่ชัดเจน ไทยอาจไม่เพียงสูญเสียอำนาจต่อรอง แต่ยังเสี่ยงถูกกลืนไปในเกมใหญ่ที่ตนเองไม่ได้ออกแบบ

วีระพงษ์ตั้งคำถามสำคัญที่รัฐยังไม่ได้ตอบว่า ประเทศไทยต้องการอยู่ในตำแหน่งใดของห่วงโซ่อุตสาหกรรมแร่สำคัญ เราจะเป็นเพียง “ต้นน้ำ” ที่ขายวัตถุดิบราคาถูกพร้อมรับผลกระทบมลพิษ หรือจะพัฒนาเทคโนโลยีและแรงงานไปสู่ “กลางน้ำ–ปลายน้ำ” ที่สร้างมูลค่าสูง เช่น แม่เหล็กถาวร แบตเตอรี่ขั้นสูง หรือชิ้นส่วนอากาศยาน หากรัฐยังไม่มีแผนแม่บทที่ชัดเจน โครงการสำรวจและขุดแร่ก็อาจเป็นเพียง “การขายสิทธิเข้าถึงทรัพยากร” แก่ต่างชาติโดยที่สังคมไทยไม่ได้รับประโยชน์ตามที่ควร

ข้อถกเถียงทั้งหมดนี้เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ที่แร่แรร์เอิร์ธจากเหมืองในเมียนมากำลังสร้างผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างรุนแรง น้ำปนเปื้อนสารเคมีรั่วไหลลงสู่ลำน้ำที่ไหลเข้าสู่ไทย เกิดการอพยพของชุมชนกว่า 30,000 คน และรายได้จากแรร์เอิร์ธจำนวนมากถูกใช้เป็นแหล่งทุนของกองกำลังที่เกี่ยวข้องกับความขัดแย้งติดอาวุธ เหตุการณ์เหล่านี้ตอกย้ำว่า ไทยต้องรับผิดชอบทั้งในฐานะประเทศคู่ค้าและประเทศผ่านแดน การลงนาม MoU จึงไม่อาจมองเพียงมุมเศรษฐกิจ หากต้องพิจารณาผลกระทบต่อเพื่อนบ้าน สิทธิของประชาชนในเมียนมา และความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุตสาหกรรมระดับภูมิภาค

คำถามใหญ่ยังคงอยู่ที่ว่า ในเวลานี้ หน่วยงานรัฐของไทย—ทั้งด้านการค้า สิ่งแวดล้อม และการต่างประเทศ—ได้ผ่าน “สามบททดสอบ” ที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาอุตสาหกรรมแร่สำคัญแล้วหรือยัง ได้แก่ บททดสอบทางเศรษฐกิจ บททดสอบสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน และบททดสอบด้านภูมิรัฐศาสตร์ หากยังไม่ผ่าน การเดินหน้าอุตสาหกรรมนี้อย่างเร่งรีบอาจนำไปสู่ต้นทุนที่สังคมไทยต้องจ่ายในระยะยาว มากกว่าโอกาสที่รัฐพยายามชูขึ้นมาเป็นจุดขาย