Author: etoswatchgmailcom
-

ความกระทบกระเทือนเพียงน้อยนิด: ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยจากการขัดขวางการนำเข้าก๊าซจากเมียนมา
ความกระทบกระเทือนเพียงน้อยนิด: ผลกระทบต่อความมั่นคงด้านพลังงานของไทยจากการขัดขวางการนำเข้าก๊าซจากเมียนมา สหรัฐอเมริกายังไม่ได้ดำเนินการคว่ำบาตรแหล่งที่มาเงินตราต่างประเทศของคณะเผด็จการทหารเมียนมา รายได้จากโครงการก๊าซนอกชายฝั่งของเมียนมา ส่วนหนึ่งเพราะกลัวว่าจะส่งผลกระทบต่อความมั่นคงทางพลังงานของไทย การวิเคราะห์ของเรายืนยันว่าสิ่งที่พวกเขาหวาดกลัวจะไม่เกิดขึ้น ในปี 2566 ประเทศไทยตั้งเป้าว่าพวกเขาจะสร้างความมั่นคงทางพลังงานได้มากกว่าปี 2565 ที่ผ่านมา ตรงกันข้ามกับข้อมูลที่บิดเบือนที่แพร่กระจายโดยบริษัทน้ำมันและก๊าซที่ดำเนินงานในเมียนมาร์ แม้ว่าการคว่ำบาตรรายได้จากก๊าซจะนำไปสู่การยุติราคาไฟฟ้าก็ตาม การเพิ่มขึ้นนี้จะเป็นเพียงเศษเสี้ยวของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นจากการที่ประเทศต่างๆ เลิกใช้ก๊าซจากรัสเซียเพื่อหลีกเลี่ยงการระดมทุนอย่างโหดร้ายในยูเครน รายได้จากก๊าซถือเป็นแหล่งที่มาของเงินตราต่างประเทศที่ใหญ่ที่สุดที่คณะเผโจการทหารสามารถใช้จ่ายและเข้าถึงได้ ในช่วงต้นของการรัฐประหารเดือนกุมภาพันธ์ 2564 คณะเผด็จการทหารได้เข้าควบคุมการไหลของรายได้ในบริษัทน้ำมันและก๊าซแห่งเมียนมา หรือ MOGE ที่ซึ่งรัฐบาลเมียนมาได้เก็บจัดเก็บรายได้จากโครงการก๊าซนอกชายฝั่งของประเทศที่สามารถสร้างกำไรได้อย่างมหาศาลและขณะนี้คณะเผด็จการทหารกำลังใช้รายได้เหล่านี้เพื่อผลประโยชน์ของตนเอง รายได้ส่วนใหญ่จากโครงการก๊าซเหล่านี้มาจากการส่งออกก๊าซไปยังประเทศไทยและจีน สหรัฐอเมริกาตระหนักดีว่ารายได้จากก๊าซได้สร้างความมั่งคั่งให้กับคณะเผด็จการทหารที่นำไปสู่การปราบปรามประชาชนชาวเมียนมาจนถึงแก่ชีวิต การพุ่งสูงขึ้นของราคาพลังงานที่เกิดขึ้นทั่วโลกได้ทำให้ราคาก๊าซต่อหน่วยที่ ปตท. ในฐานะผู้ซื้อก๊าซจ่ายให้กับเมียนมานั้นเพิ่มสูงขึ้นประมาณร้อยละ 65 สิ่งนี้ชี้ให้เห็นว่ารายได้จากก๊าซที่ถูกยึดมาอย่างผิดกฎหมายโดยคณะรัฐประหารนั้นอาจเพิ่มขึ้นเป็น 2.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อปี บริษัทก๊าซข้ามชาติหลายแห่งรวมทั้ง กลุ่ม ปตท. เชฟรอน และพอสโคยังคงเพิกเฉยต่อทางเลือกในทางปฏิบัติในการกำจัดเพื่อเบี่ยงเบนรายได้เหล่านี้ แทนที่จะปฏิบัติต่อคณะรัฐประหารเมียนมาในฐานะรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับและมีสิทธิในการเป็นผู้รับเงินรายได้เหล่านี้โดยถูกต้องชอบธรรม รัฐบาลสหรัฐฯ ได้รวมเอาการสมรู้ร่วมคิดของกลุ่มบรรษัทเหล่านี้ในอาชญากรรมต่อมวลมนุษยชาติด้วยการไม่ปฏิบัติตามกลุ่มประเทศผู้นำของสหภาพยุโรปในการคว่ำบาตรรายได้จากก๊าซและยอมจำนนต่อแรงกดดันจากเหล่าล็อบบี้ยิสต์ในบริษัทเชฟรอนให้นิ่งเฉย บริษัทก๊าซและเจ้าหน้าที่ของรัฐสหรัฐฯ ได้กล่าวถึงข้อห่วงกังวลเกี่ยวกับความมั่นคงด้านพลังงานของไทยเพื่อเป็นเหตุผลในการตัดสินใจที่จะอนุญาตให้คณะเผด็จการทหารเมียนมาสามารถเข้าถึงรายได้เหล่านี้ต่อไปได้ EarthRights International (ERI) ได้เผยแพร่บทวิเคราะห์ในเดือนกันยายน 2564 โดยระบุว่าความมั่นคงทางพลังงานของไทยไม่ได้ขึ้นอยู่กับก๊าซจากเมียนมาและไม่น่าเป็นไปได้ที่การคว่ำบาตรของสหรัฐฯ หรือการกระจายรายได้จะนำไปสู่การหยุดผลิตก๊าซ แต่บทวิเคราะห์ในปี 2564 ของเราสรุปว่าประเทศไทยมีความยืดหยุ่นสูงต่อภาวะชะงักงันทางพลังงานอันเนื่องมาจากกำลังการผลิตไฟฟ้าสำรองที่สูงมาก อีกทั้งยังมีความสามารถในการสับเปลี่ยนเชื้อเพลิงของโรงไฟฟ้าก๊าซและกำลังการผลิตนำเข้าก๊าซธรรมชาติเหลว หรือ LNG จำนวนมากที่ยังไม่ได้ใช้งาน…
-

“ICJ” and “LRWC” submitted The Amicus on Thai Tin Mine in Myanmar suing former GreenNews’ Editor
On February, 7 2023, the International Commission of Jurists (ICJ) and Lawyers’ Rights Watch Canada (LRWC) jointly submitted a legal brief (amicus curiae) to the Nakhon Pathom Provincial Court in criminal defamation proceeding against Thai journalist Pratch Rujivanarom, former editor of GreenNews Agency. The submission stresses that international law requires that defamation laws not be…
-

ICJ และ LRWC ยื่นจดหมายเพื่อนศาล ‘คดีเหมืองไทยในพม่า’ ฟ้อง ‘อดีต บก. GreenNews’
เมื่อวันที่ 7 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา องค์กรด้านกฎหมายระหว่างประเทศโดยคณะกรรมการนิติศาสตร์สากล (ICJ) และกลุ่มจับตาสิทธินักกฎหมายแคนาดา (Lawyer’s Rights Watch Canada: LRWC) ได้มีความเห็นในคดีนี้ผ่านการส่งหนังสือเพื่อนศาล (Amicus Curiae Brief) ไปยังศาลจังหวัดนครปฐมได้ให้ความเห็นว่า การบังคับใช้บทลงโทษที่รุนแรง อาทิโทษจำคุกหรือโทษปรับเป็นจำนวนเงินที่สูงต่อผู้สื่อข่าวเพียงเพราะการรายงานข่าวที่เกี่ยวกับประโยชน์สาธารณะผ่านช่องทางออนไลน์ จะทำให้เกิด “ความหวาดกลัว” ต่อการใช้เสรีภาพในการแสดงออกซึ่งประเทศไทยมีหน้าที่ต้องคุ้มครองตามพันธกรณีทางกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงบรรดาสนธิสัญญาสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศที่ประเทศไทยเป็นรัฐภาคีวัตถุประสงค์ของผู้ทำความเห็นต่อบันทึกทางกฎหมายนี้มีความมุ่งหมายเพื่อชี้แจงต่อศาลถึงเนื้อหาและขอบเขตของพันธกรณีระหว่างประเทศ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกและในข้อมูลข่าวสาร พร้อมกล่าวสรุปว่าขอให้ศาลยึดแนวทางการตีความกฎหมายประเทศไทยในทางที่สอดคล้องกับพันธกรณีกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ “…ผู้ทำความเห็นขอกราบเรียนต่อศาลว่าไม่มีบุคคลใดที่ควรรับผิดทางอาญาจากฐานความผิดหมิ่นประมาท และบุคคลต่างๆควรได้รับการคุ้มครองจากการดำเนินคดีที่ส่งผลเป็นการจำกัดสิทธิในเสรีภาพการแสดงออก การเข้าถึงข้อมูล และกิจกรรมต่างๆของนักปกป้องสิทธิมนุษยชนและผู้สื่อข่าว การกระทำใดๆที่เกี่ยวข้องกับการหมิ่นประมาทไม่ว่าจะทางอาญาหรือทางแพ่งที่เป็นอุปสรรคต่อสิทธิในเสรีภาพในการแสดงออกนั้น ถ้าไม่สอดคล้องกับหลักความชอบด้วยกฎหมาย เพื่อวัตถุประสงค์ตามกฎหมาย จำเป็น และได้สัดส่วน อย่างเคร่งครัด ถือเสมือนว่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมาย” เนิ้อหาในหนังสือเพื่อนศาลระบุ อ่านจดหมายเพื่อนศาลฉบับเต็มภาษาไทยได้ที่ด้านล่าง
-

“ETOs Watch” ยื่น 15 ข้อเสนอะแนะ หวัง “NAP 2” ดีขึ้นจากแผนหนึ่ง
ข้อเสนอแนะจาก ETOs Watch ต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ต่อ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 (2566 – 2570) การลงทุนระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ ในประเด็นด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สี่ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการฯ มีข้อเสนอ 15 ข้อ ดังต่อไปนี้
-

ข้อเสนอแนะชองชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อ ร่าง “แผน NAP2”
ข้อเสนอแนะของชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อ ร่าง “แผนปฏิบัติการระดับชาติ ว่าด้วย ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2” โดย เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Network: CCBHR) ข้อเสนอแนะดังที่จะระบุด้านล่างนี้ รวบรวมมาจากการเสวนาในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2565 และ การจัดเวทีเสวนา “แผนปฏิบัติการระดับชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน แผนที่ 2: ความท้าทายข้างหน้า” ในวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งมีตัวแทนชุมชน ภาคประชาสังคม และผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมกว่า 75 คน เพื่อพูดคุยถึงร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 การประชุมและเสวนาดังกล่าว จัดโดย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation) ร่วมกับ เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน…
-

“Unpredictable Myanmar”: Yesterday; Today; Tomorrow, What will Myanmar Look Like and Can We Do Anything More?
After the coup d’état in Myanmar, human rights violations were so widespread which could be called a humanitarian crisis and a crime against humanity. At the “Unpredictable Myanmar” forum, there were 5 speakers who have Myanmar-related experiences and understanding of international law including specific case experts with Kitpatchara Somanawat as a moderator. There was also,…
-

-

“พม่าที่ผลิกผัน”: วันวาน วันนี้ วันหน้า หน้าตาของพม่าจะเป็นอย่างไร และเราทำอะไรได้มากกว่านี้หรือไม่
ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร เรียบเรียงรัศมิ์ลภัส กวีวัจน์ ภาพ หลังเกิดการรัฐประหารในเมียนมาก็ได้เกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างกว้างขวางจนเรียกได้ว่าเป็นวิกฤตมนุษยธรรมและถือเป็นอาชญากรรมต่อมนุษยชาติ งานเสวนา “พม่าที่พลิกผัน” (Unpredictable Myanmar) ในครั้งนี้มีวิทยากรร่วมเสวนา จำนวน 5 ท่าน ที่มีประสบการณ์เกี่ยวกับประเทศพม่าและความรู้เกี่ยวกับกฎหมายระหว่างประเทศ รวมถึงผู้เชี่ยวชาญเฉพาะกรณี โดยมีกฤษณ์พชร โสมณวัตร เป็นผู้ดำเนินการเสวนา พรสุข เกิดสว่าง จากมูลนิธิเพื่อนไร้พรมแดน กล่าวว่า ประเทศพม่าก่อนรัฐประหารก็ไม่ได้สันติมากนัก เพราะการละเมิดสิทธิมนุษยชนในประเทศก็ยังเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง ทั้งการสู้รบชายแดน และเสรีภาพสื่อ ความพลิกผันในพม่าหลังเกิดการรัฐประหารคือการทำให้ประเทศกระโดดพลิกกลับไปข้างหลัง แม้ว่าก่อนหน้านี้กระบวนการสันติภาพจะยังไม่เกิดขึ้นในพม่ามากนัก แต่ที่ผ่านมาสิทธิมนุษยชนก็เริ่มมีทิศทางและก้าวไปข้างหน้าได้ การเข้าสู่โลกอินเทอร์เน็ตมากขึ้นทำให้ประชาชนพม่ารู้จักโลกภายนอกและความเป็นไปของสังคมโลกมากกว่าที่เคยเป็น การใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน หลังการรัฐประหาร เป็นการโจมตีที่ไม่ได้มีการแยกแยะระหว่างคนที่ถืออาวุธหรือไม่ถืออาวุธ เป็นการโจมตีที่ไม่แยกแยะว่าสถานที่นั้นเป็นสถานที่สำคัญอย่างโรงพยาบาล โรงเรียน หรือบ้านเรือนประชาชนทั่วไป นอกจากความรุนแรงแล้ว ยังมีปัญหาที่เกิดขึ้นตามมาอื่น ๆ เช่น การควบคุมโรคติดต่อ การขาดแคลนอุปกรณ์และบุคลากรทางการแพทย์ เกิดภาวะทุพภิกขภัย การปิดกั้นการเข้าถึงแหล่งอาหาร ประชาชนอดอยาก ทำมาหากินไม่ได้ เพาะปลูกไม่ได้ เพราะต้องหนีอยู่ตลอดเวลา นอกจากนั้นยังมีการใช้ทหารเด็ก บังคับเกณฑ์ทหาร และบังคับใช้แรงงานอย่างกว้างขวาง ซ้ำร้ายยังมีการเกิดขึ้นอย่างมากของธุรกิจมืดตามแนวชายแดน “ดังนั้นโดยส่วนตัวจึงมองว่าวิกฤตของพม่าก็คือวิกฤตของเรา (ไทย)”…
-

บริษัทของรัฐบาลไทยเตรียมเพิ่มหุ้นบ่อก๊าซในเมียนมา จ่ายค่าอาวุธให้คณะรัฐประหารใช้ฆ่าประชาชน ขณะที่คนไทยอาจต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น
โดย “ร่มสายน้ำ” ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ในแวดวงพลังงานที่เชื่อมโยงถึงสถานการณ์ในประเทศเมียนมาอย่างมาก หลังจากที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (ซึ่งถือหุ้นใหญ่ 63.79% โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ 51.11% อีกทีโดยกระทรวงการคลังของรัฐบาลไทย) ประกาศซื้อหุ้นเพิ่มและเข้าเป็นผู้ดำเนินงานในโครงการยาดานา เนื่องมาจากการถอนการลงทุนของ TotalEnergies บริษัทพลังงานจากรายใหญ่จากฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงของกองทัพเมียนมาต่อประชาชนตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ซึ่งทางบริษัทด้านพลังงานที่มีส่วนร่วมในการลงทุน เช่น Total และ Chevron ได้ออกมาประกาศเมื่อปลายเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา แหล่งข่าวหลายสำนักระบุว่า ปตท.สผ. จะเข้าทำการควบคุมการดำเนินงานในแหล่งก๊าซยาดานา บริเวณอ่าวเมาะตะมะ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แหล่งก๊าซสำคัญในเมียนมาที่ ปตท.สผ. เข้าร่วมลงทุน (อีก 2 แห่ง ได้แก่ แหล่งเยตากุนและแหล่งซอติก้า) แทน Total ในวันที่ 20 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยอ้างถึงความต่อเนื่องการบริโภคด้านพลังงานเป็นหลัก…