Category: UNGP and NAP

  • Open Letter to U.S. Ambassador to Thailand for Imposing Sanctions on MOGE

    Open Letter to U.S. Ambassador to Thailand for Imposing Sanctions on MOGE

    Open letter to U.S. Ambassador to Thailand for Imposing Sanctions on MOGE under control of Myanmar Military Dictatorship March 23, 2023 Hon. Robert F. Godec United States Ambassador to Thailand Bangkok, Thailand Dear Ambassador Robert F. Godec For over two years, the United States government has watched as the American company Chevron and the Thai…

  • “ETOs Watch” ยื่น 15 ข้อเสนอะแนะ หวัง “NAP 2” ดีขึ้นจากแผนหนึ่ง

    “ETOs Watch” ยื่น 15 ข้อเสนอะแนะ หวัง “NAP 2” ดีขึ้นจากแผนหนึ่ง

    ข้อเสนอแนะจาก ETOs Watch ต่อกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ ต่อ แผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 (2566 – 2570) การลงทุนระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ ในประเด็นด้านการลงทุนระหว่างประเทศ และบรรษัทข้ามชาติ ซึ่งเป็นประเด็นที่สี่ที่กำหนดไว้ในแผนปฏิบัติการฯ มีข้อเสนอ 15 ข้อ ดังต่อไปนี้

  • ข้อเสนอแนะชองชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อ ร่าง “แผน NAP2”

    ข้อเสนอแนะชองชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อ ร่าง “แผน NAP2”

    ข้อเสนอแนะของชุมชนและภาคประชาสังคม ต่อ ร่าง “แผนปฏิบัติการระดับชาติ ว่าด้วย ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2” โดย เครือข่ายชุมชนและภาคประชาสังคมติดตามสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชน (Community and Civil Society Coalition for Business and Human Rights Watch Network: CCBHR) ข้อเสนอแนะดังที่จะระบุด้านล่างนี้ รวบรวมมาจากการเสวนาในวันที่ 18 สิงหาคม พ.ศ.2565 และ การจัดเวทีเสวนา “แผนปฏิบัติการระดับชาติด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน แผนที่ 2: ความท้าทายข้างหน้า” ในวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ซึ่งมีตัวแทนชุมชน ภาคประชาสังคม และผู้ได้รับผลกระทบเข้าร่วมกว่า 75 คน เพื่อพูดคุยถึงร่างแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ฉบับที่ 2 การประชุมและเสวนาดังกล่าว จัดโดย มูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน (Community Resource Centre Foundation) ร่วมกับ เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน…

  • บริษัทของรัฐบาลไทยเตรียมเพิ่มหุ้นบ่อก๊าซในเมียนมา จ่ายค่าอาวุธให้คณะรัฐประหารใช้ฆ่าประชาชน ขณะที่คนไทยอาจต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น

    บริษัทของรัฐบาลไทยเตรียมเพิ่มหุ้นบ่อก๊าซในเมียนมา จ่ายค่าอาวุธให้คณะรัฐประหารใช้ฆ่าประชาชน ขณะที่คนไทยอาจต้องจ่ายค่าไฟฟ้าแพงขึ้น

    โดย “ร่มสายน้ำ” ช่วงกลางเดือนมีนาคมที่ผ่านมา เกิดข่าวใหญ่ในแวดวงพลังงานที่เชื่อมโยงถึงสถานการณ์ในประเทศเมียนมาอย่างมาก หลังจากที่บริษัท ปตท. สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. (ซึ่งถือหุ้นใหญ่ 63.79% โดยบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) ซึ่งถือหุ้นใหญ่ 51.11% อีกทีโดยกระทรวงการคลังของรัฐบาลไทย) ประกาศซื้อหุ้นเพิ่มและเข้าเป็นผู้ดำเนินงานในโครงการยาดานา เนื่องมาจากการถอนการลงทุนของ TotalEnergies บริษัทพลังงานจากรายใหญ่จากฝรั่งเศส ด้วยเหตุผลด้านการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างรุนแรงของกองทัพเมียนมาต่อประชาชนตั้งแต่เกิดการรัฐประหาร ซึ่งทางบริษัทด้านพลังงานที่มีส่วนร่วมในการลงทุน เช่น Total และ Chevron ได้ออกมาประกาศเมื่อปลายเดือนมกราคม 2565 ที่ผ่านมา  แหล่งข่าวหลายสำนักระบุว่า ปตท.สผ. จะเข้าทำการควบคุมการดำเนินงานในแหล่งก๊าซยาดานา บริเวณอ่าวเมาะตะมะ ซึ่งเป็น 1 ใน 3 แหล่งก๊าซสำคัญในเมียนมาที่ ปตท.สผ. เข้าร่วมลงทุน (อีก 2 แห่ง ได้แก่ แหล่งเยตากุนและแหล่งซอติก้า) แทน Total ในวันที่ 20 กรกฎาคมที่จะถึงนี้ โดยอ้างถึงความต่อเนื่องการบริโภคด้านพลังงานเป็นหลัก…

  • ธปท. จับมือ IFC ร่วมส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน

    ต้นฉบับจาก ธนาคารแห่งประเทศไทย https://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/Activities/Pages/BOT_IFC.aspx?fbclid=IwAR1hXCnnBiSkN0Kv22NOH3IU-eBzR6ay4849MvZkXXhmaVCFbkdUSE17K5c เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน 2563 นางนวอร เดชสุวรรณ์ ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายนโยบายสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ นายวิครัม คูมาร์ หัวหน้าสำนักงานประจำประเทศไทย บรรษัทเงินทุนระหว่างประเทศ International Finance Corporation (IFC) ซึ่งเป็นสมาชิกของธนาคารโลก (World Bank)ร่วม “ลงนามบันทึกความเข้าใจเพื่อส่งเสริมการเงินเพื่อความยั่งยืน” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อผลักดันผู้ให้บริการทางการเงินผนวกแนวคิดเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กร และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบอย่างรอบด้าน ความร่วมมือระหว่าง ธปท. และ IFC ครอบคลุมการได้รับการสนับสนุนจาก IFC ในการจัดทำกรอบนโยบายและแผนงานด้านการเงินเพื่อความยั่งยืนในประเทศไทย โดย IFC เป็นองค์กรระหว่างประเทศที่มีประสบการณ์และความเชี่ยวชาญในด้านดังกล่าว ธปท. และ IFC มุ่งหวังว่าความร่วมมือนี้จะช่วยผลักดันให้ภาคการเงินสามารถนำแนวคิดเรื่องการเงินเพื่อความยั่งยืนไปปรับใช้ในทางปฏิบัติ และทำหน้าที่เป็นตัวกลางทางการเงินซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนให้การดำเนินธุรกิจในประเทศไทยคำนึงถึงประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และธรรมาภิบาล เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายเรื่องการพัฒนาที่ยั่งยืน

  • กสม.แจง การตรวจสอบเขื่อนลาวแตกอยู่นอกอำนาจรับผิดชอบ

    กสม.แจง การตรวจสอบเขื่อนลาวแตกอยู่นอกอำนาจรับผิดชอบ

    จากกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ทางภาคใต้ของสปป.ลาว ได้เกิดเหตุการณ์เขื่อนปิดกั้นช่องเขาต่ำ หรือ Saddle Dam D ซึ่งเป็นเขื่อนดิน กว้าง 8 เมตร ยาว 770 เมตร สูง 16 เมตร ได้ทรุดตัวและพังทลาย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 ทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเซน้ำน้อยกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเซเปียน ไปจนถึงชุมชนบริเวณแม่น้ำเซกอง ในกัมพูชา เพียงแค่เฉพาะในลาว พบว่ายอดผู้ได้รับผลกระทบจากตัวเลขทางการของรัฐ จนถึงเดือน ตุลาคม 2561 เป็นระยะเวลา 4 เดือนนับแต่เกิดเหตุ  ยอดผู้เสียชีวิต 43 ศพ เป็นเด็กต่ำกว่าอายุ 10 ปี 15 ศพ เป็นผู้หญิง 19 ศพ และยังสูญหาย 28 คน   มีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ทั้งหมด 19 หมู่บ้าน จำนวน…

  • เปิดรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อยแตก

    เปิดรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อยแตก

    3 สิงหาคม 2563 หลังจากที่ตัวแทนคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2561 ให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกรณีเหตุการณ์พังทลายของเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย ในแขวงอัตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ทำให้เกิดน้ำท้วมเฉียบพลันในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 6,000 คนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องไร้ที่อยู่อาศัย และมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 หลังจากผ่านไปเกือบสองปี ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ออกรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีดังกล่าว มีมติให้ยุติเรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณนี้เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าเซเปียน – เซน้ำน้อยตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ จึงไม่อาจดำเนินการตรวจสอบการกระทำหรือการละเลยการกระทำของผู้ถูกร้องคือ คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อันอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นใน สปป. ลาว ตามคำร้องของทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดนได้ ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่ได้อยู่ในหน้าที่ของและอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา…

  • จดหมายเปิดผนึกถึงคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบในการดำเนินงานของภาคธุรกิจ

    จดหมายเปิดผนึกถึงคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบในการดำเนินงานของภาคธุรกิจ

    9 มิถุนายน 2563 เรียน คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG),สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF), องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN  Women) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition)[1] การประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ตเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชียและแปซิฟิก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายน 2563 เพื่ออภิปรายถึงปัญหาท้าทายและโอกาสในการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่รับผิดชอบในภูมิภาค เป็นการพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบและเชื่อมโยงกับวิกฤตดังกล่าว และอภิปรายถึงความจำเป็นที่จะต้องมองว่าวิกฤตครั้งนี้ เป็นโอกาสเพื่อสนับสนุนความเปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูระบบให้ดีขึ้น ในนามของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETO Watch) ขอส่งจดหมายนี้ถึงคณะทำงาน UNWG ว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และผู้จัดงาน เพื่อเรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบที่เสี่ยงภัย และขอกระตุ้นให้มีความใส่ใจเป็นพิเศษต่อพันธกรณีข้ามพรมแดนของนักลงทุน รวมทั้งนักลงทุนไทยในต่างแดน และการปฏิบัติตามหลักพันธกรณีของพวกเขา ในระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของคณะทำงาน UNWG เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ของไทย เครือข่ายฯ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนหลายประการ[2] ในนามของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของไทยในต่างแดน รวมทั้งกรณีของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โครงการสร้างถนนเชื่อมจากทวาย เหมืองถ่านหินบานชองในเมียนมา เขื่อนไซยะบุรีในสปป,ลาว และการปลูกอ้อยในกัมพูชา เครือข่ายฯ ได้เข้าร่วมประชุมในเวทีธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติหลายครั้ง และสะท้อนความเห็นของชุมชนที่ได้รับผลกระทบทั้งจากเมียนมา กัมพูชา และสปป.ลาว เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านธุรกิจของนักลงทุนไทยในต่างแดน และที่สำคัญ เครือข่ายฯ เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบเพื่อให้เข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการชดเชยและการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและยุติธรรม  ในหลายประเทศในอาเซียน มีความกังวลอย่างต่อเนื่องต่อปัญหาการขาดความรับผิด เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยนักลงทุนจากไทยในต่างแดน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของการลงทุนเหล่านี้ มักรวมถึงการทำลายอาชีพ…

  • UNGP and NAP (UPDATE)

    UNGP and NAP (UPDATE)

    UNGP และ NAP UNGP คืออะไร? หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) เป็นหลักการที่สหประชาชาติได้ให้การรับรองขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากธุรกิจ โดยมีการกำหนดหน้าที่ให้ภาครัฐและธุรกิจมีหน้าที่รับผิดชอบ โดยกำหนดให้ภาครัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการถูกละเมิดโดยการประกอบธุรกิจ ส่วนภาคธุรกิจมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนกำหนดให้มีการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายต่อสิทธิของประชาชน ดังนั้น หลักการ UNGP จึงเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมสามารถใช้อ้างอิงร่วมกันได้เพื่อประกันว่าการประกอบธุรกิจใด ๆ ที่เกิดขึ้นจะตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน มีความรับผิดชอบและดำเนินการอย่างเหมาะสมที่จะหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดผลกระทบ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการละเมิด การลดความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น และมีการเยียวยาความเสียหายอย่างมีประสิทธิผล อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อกันในสังคม ต่อองค์กรด้านธุรกิจในสายตาของผู้มีส่วนได้เสีย และต่อประเทศในสายตาประชาคมโลก ประวัติศาสตร์ของ UNGP หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หลักการรักกี้” (Ruggie Principles) หรือ “กรอบรักกี้” (Ruggie Framework) เนื่องจากหลักการนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย ดร. จอห์น รักกี้ (Dr. John Ruggie)…

  • UNGP และ NAP

    UNGP และ NAP UNGP คืออะไร? หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (United Nations Guiding Principles on Business and Human Rights: UNGPs) เป็นหลักการที่สหประชาชาติได้ให้การรับรองขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือในการป้องกันผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากธุรกิจ โดยมีการกำหนดหน้าที่ให้ภาครัฐและธุรกิจมีหน้าที่รับผิดชอบ โดยกำหนดให้ภาครัฐมีหน้าที่คุ้มครองสิทธิของประชาชนจากการถูกละเมิดโดยการประกอบธุรกิจ ส่วนภาคธุรกิจมีหน้าที่และความรับผิดชอบในการเคารพสิทธิมนุษยชน ตลอดจนกำหนดให้มีการเยียวยาเมื่อเกิดความเสียหายต่อสิทธิของประชาชน ดังนั้น หลักการ UNGP จึงเป็นแนวปฏิบัติที่สำคัญที่ทุกภาคส่วน ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐ ภาคธุรกิจ และภาคประชาชนหรือภาคประชาสังคมสามารถใช้อ้างอิงร่วมกันได้เพื่อประกันว่าการประกอบธุรกิจใด ๆ ที่เกิดขึ้นจะตระหนักถึงความเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบต่อสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน มีความรับผิดชอบและดำเนินการอย่างเหมาะสมที่จะหลีกเลี่ยงการก่อให้เกิดผลกระทบ หรือเข้าไปมีส่วนร่วมในการละเมิด การลดความรุนแรงของผลกระทบที่เกิดขึ้น และมีการเยียวยาความเสียหายอย่างมีประสิทธิผล อันจะนำไปสู่การสร้างความเชื่อมั่นและความไว้วางใจต่อกันในสังคม ต่อองค์กรด้านธุรกิจในสายตาของผู้มีส่วนได้เสีย และต่อประเทศในสายตาประชาคมโลก ประวัติศาสตร์ของ UNGP หลักการชี้แนะแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน ถูกเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “หลักการรักกี้” (Ruggie Principles) หรือ “กรอบรักกี้” (Ruggie Framework) เนื่องจากหลักการนี้ถูกพัฒนาขึ้นโดย ดร. จอห์น รักกี้ (Dr. John Ruggie)…