บทเรียนจากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบข้ามแดนในภูมิภาคที่แสนเจ็บปวด

เมื่อวันที่ 25 สิงหาคม 2568 ภาคประชาสังคมและนักวิชาการจากหลากหลางองค์กร เช่น ศูนย์ช่วยเหลือแรงงานข้ามชาติเชียงราย ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้พัฒนาถิ่นเชียงใหม่ คลินิกกฎหมายคณะนิติศาสตร์ มช. เครือข่ายประชาชนปกป้องแม่น้ำกก สาย รวก โขง และเพจเชียงรายสนทนา ได้ร่วมกันจัดเวทีสาธารณะ “จากคะฉิ่นถึงไทย: เหมืองแร่แรร์เอิร์ธกับผลกระทบด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม” ณ พิพิธภัณฑ์ศิลปะร่วมสมัยเมืองเชียงราย อ.เมือง จ.เชียงราย เพื่อถอดบทเรียนผลกระทบจากการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน เมียนมา และในลาว รวมถึงห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธระดับโลกที่เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน

Greater Mining Sufferring: ผลกระทบสิ่งแวดล้อมและการเมืองในภูมิภาคที่แสนทรมานจากเหมือง

ดร.สืบสกุล กิจนุกร จากสำนักนวัตกรรมสังคม มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่าปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง มีความซับซ้อน เกี่ยวข้องกับชายแดนไทย-เมียนมา และส่งผลกระทบข้ามประเทศ สะท้อนการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างด้านเศรษฐกิจ สังคม และการเมือง รวมถึงปัญหาโลกร้อนจากการใช้แรร์เอิร์ธในเทคโนโลยีพลังงานทดแทน

อาจารย์สืบสกุลชี้ว่า ปัญหานี้ไม่ใช่แค่เชียงรายหรือเมียนมา แต่ครอบคลุมอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Greater Mekong Subregion: GMS) ซึ่งจากแผนที่ของ Stimson Center แสดงให้เห็นถึงเหมืองแรร์เอิร์ธในแม่น้ำอิรวดี สาละวิน และโขง รวมถึงในลาว เวียดนาม และกัมพูชา โดยเฉพาะในเมืองป๊อก รัฐฉาน ซึ่งมีแม่น้ำสาขาไหลลงสู่แม่น้ำสาละวินและโขง ยังไม่มีรายงานว่าสาละวินปนเปื้อนหรือไม่ เนื่องจากขาดการตรวจวัด เช่นเดียวกับในลาว บริเวณฝั่งตรงข้ามเชียงคาน ซึ่งยังไม่มีข้อมูลการปนเปื้อนในแม่น้ำโขง

เหมืองในรัฐฉาน เช่น เมืองเลน ซึ่งตั้งอยู่ใกล้ท่าขี้เหล็ก 40 กิโลเมตร และเหมืองทองคำที่ไหลลงแม่น้ำสายและโขงโดยตรง รวมถึงเหมืองแรร์เอิร์ธในเมืองป๊อกที่ส่งผลกระทบต่อแม่น้ำกก สาละวิน และโขง นอกจากนี้ ในลาวมีเหมืองแรร์เอิร์ธที่หลวงพระบางและฝั่งตรงข้ามหนองคายและบึงกาฬ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อแม่น้ำโขง แต่ยังขาดการตรวจสอบที่ครอบคลุม ดร.สืบสกุล กล่าวว่าภูมิภาค Greater Mekong Subregion บัดนี้ได้กลายเป็น “Greater Mining Suffering” จากความทุกข์ทรมานที่เกิดจากเหมืองแร่ ซึ่งไม่เพียงกระทบเมียนมาและไทย แต่รวมถึงลาว เวียดนาม และกัมพูชา

ภาคประชาชนได้ยื่นหนังสือเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 ถึงรัฐบาลไทย จีน และกองทัพสหรัฐว้า ขอให้ปิดเหมืองและฟื้นฟูลุ่มน้ำกก สาย รวก และโขง รัฐบาลไทยเจรจากับรัฐบาลทหารเมียนมาเพื่อตั้งคณะทำงานร่วมตรวจวัดน้ำ แต่ยังไม่มีแผนงานรูปธรรม ขณะที่การนำเข้าแร่จากเมียนมาผ่านด่านแม่สาย เช่น ตะกั่ว แมงกานีส ทองแดง ดีบุก สังกะสี พลวง และวุลแฟรม ยังไม่มีการพิจารณาผลกระทบอย่างจริงจัง คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ตรวจพบสารโลหะหนักในแม่น้ำโขงฝั่งตรงข้ามเชียงราย แต่ที่หลวงพระบางไม่พบ ซึ่งอาจต้องตรวจซ้ำตลอดลำน้ำเนื่องจากเหมืองมีจำนวนเพิ่มขึ้น

การเจรจาในพื้นที่รัฐฉานมีความซับซ้อน เนื่องจากกองกำลังว้าควบคุมพื้นที่และได้รับประโยชน์จากการส่งออกแรร์เอิร์ธ การประชุมล่าสุดในเมืองหลวงของว้าแสดงถึงแรงกดดันจากจีนให้ว้าตัดความช่วยเหลือด้านอาวุธและเศรษฐกิจกับกองกำลังชาติพันธุ์อื่น เพื่อยุติการรบกับทหารเมียนมา การเจรจาต้องคำนึงถึงบทบาทของว้า จีน ซึ่งเป็นผู้ส่งออกแรร์เอิร์ธรายใหญ่ที่สุดของโลก ไม่สามารถปฏิเสธความรับผิดชอบได้ โดยการประชุมกรอบความร่วมมือล้านช้าง – แม่โขง (Lancang-Mekong Cooperation : LMC) ที่ยูนนาน กระทรวงการต่างประเทศไทยหยิบยกประเด็นมลพิษขึ้นหารืออย่างไม่เป็นทางการ และจะมีการหารืออย่างเป็นทางการปลายปี 2568 ขณะที่ตัวแทนสหรัฐฯ เพิ่งเยือนรัฐคะฉิ่นเพื่อแสวงหาโอกาสในแรร์เอิร์ธ สะท้อนถึงสงครามภูมิรัฐศาสตร์ระหว่างจีนและสหรัฐฯ

แม้รัฐคะฉิ่นอยู่ไกลจากเชียงราย แต่เหมืองแรร์เอิร์ธที่นั่นส่งผลกระทบผ่านแม่น้ำอิรวดีและสาละวิน ซึ่งอาจไหลมาถึงแม่ฮ่องสอนและแม่น้ำกก การแก้ไขปัญหาต้องพิจารณากฎหมายไทยและระหว่างประเทศ เช่น ความตกลงแม่น้ำโขง และความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อลดมลพิษข้ามพรมแดน ควบคู่ไปกับความคืบหน้าในการตรวจวัดสารมลพิษในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง โดยหน่วยงานภาครัฐ เช่น การตรวจน้ำและตะกอนดิน การจัดหาน้ำสะอาด และการเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน ซึ่งต้องอาศัยความรู้ท้องถิ่นและการมีส่วนร่วมของภาคประชาชนเพื่อให้เกิดการแก้ไขอย่างยั่งยืน

แรร์เอิร์ธคะฉิ่น_สมรภูมิใหม่ของภูมิรัฐศาสตร์โลก_ทรัพยากรที่แลกด้วยสิ่งแวดล้อมและชีวิต

Zung Ting นักสิ่งแวดล้อมจากรัฐคะฉิ่น ซึ่งทำงานปกป้องทรัพยากรธรรมชาติกว่า 20 ปี ระบุว่า รัฐคะฉิ่นตั้งอยู่ระหว่างจีนและอินเดีย มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ เช่น คะฉิ่น ฉาน ลีซอ และจีน รวม 8 กลุ่ม และเป็นแหล่งทรัพยากรธรรมชาติที่มีแร่มากมาย การทำเหมืองแรร์เอิร์ธเริ่มตั้งแต่ปี 2008-2009 โดยกลุ่ม New Democratic Army Kachin (NDAK) ร่วมกับบริษัทจีน ซึ่งตอนแรกเข้าใจว่าเป็นยูเรเนียม ต่อมามีการเซ็นสัญญาหยุดยิงระหว่าง NDAK กับรัฐบาลเมียนมาในปี 1989-2009 ทำให้ NDAK ได้รับโอกาสทำธุรกิจเหมืองแร่ หลังจากนั้น กลุ่ม Border Guard Force (BGF) เข้ามาดูแลพื้นที่ และในปี 2009 การขุดเจาะแรร์เอิร์ธในเมืองชิปวี รัฐคะฉิ่น เริ่มรุนแรงขึ้น เนื่องจากจีนเปลี่ยนนโยบายห้ามทำเหมืองในประเทศเพราะผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงย้ายฐานมาคะฉิ่น ซึ่งอยู่ติดกันและมีแรร์เอิร์ธ โดยเฉพาะ heavy rare-earth elements (HREEs) ที่หายาก

หลังรัฐประหารเมียนมา ปี 2564 การขุดเจาะหนักขึ้นจากขาดการควบคุม คะฉิ่นกลายเป็นแหล่งผลิตแรร์เอิร์ธหลักของเมียนมา ปี 2024 มีเหมือง 370 แห่ง และเหมืองย่อยกว่า 2,700 แห่งในเมืองชิปวีและโม มีมูลค่าส่งออกกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐใน 8 ปี (2017-2024) เดือนตุลาคม 2567 กองทัพเอกราชคะฉิ่น (KIA) ควบคุมพื้นที่เหมืองเกือบทั้งหมดจาก NDAK และเก็บภาษีจากการขุดแรร์เอิร์ธ ซึ่งส่วนใหญ่ดำเนินการโดยบริษัทจีน

แรร์เอิร์ธ โดยเฉพาะ HREEs เป็นทรัพยากรสำคัญต่อความมั่นคงแห่งชาติ (Critical National Security Resources) ใช้ในเซมิคอนดักเตอร์ โทรศัพท์ คอมพิวเตอร์ และอาวุธยุทโธปกรณ์ จีนควบคุมการผลิตแรร์เอิร์ธทั่วโลกถึง 80% ทำให้สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นกังวลและพยายามลดการพึ่งพาจีน โดยสหรัฐฯ ส่งตัวแทนเยือนคะฉิ่นเพื่อแสวงหาโอกาสด้านแรร์เอิร์ธ สะท้อนสงครามภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนผ่านพลังงานสีเขียวเพิ่มความต้องการแรร์เอิร์ธทั่วโลก ส่งผลให้มีการขยายเหมืองในคะฉิ่นและภูมิภาคอื่น

KIA มีบทบาทสำคัญหลังรัฐประหาร 2564 เป็นผู้นำการต่อต้านรัฐบาลทหารเมียนมา รายได้จากแรร์เอิร์ธช่วยสนับสนุนการสู้รบ จีนกดดัน KIA ให้หยุดรบกับรัฐบาลเมียนมา โดยข่มขู่จะหยุดซื้อแรร์เอิร์ธ เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 กองกำลังว้าประกาศตัดความช่วยเหลือด้านเศรษฐกิจและอาวุธแก่กลุ่มชาติพันธุ์ รวมถึง KIA แต่ KIA ไม่สนใจและยังควบคุมเหมืองต่อไป การประชุม Lancang-Mekong Cooperation (LMC) ที่ยูนนาน กระทรวงการต่างประเทศไทยหยิบยกปัญหามลพิษขึ้นหารืออย่างไม่เป็นทางการ และจะหารืออย่างเป็นทางการปลายปี 2568 จีนในฐานะผู้ส่งออกแรร์เอิร์ธรายใหญ่ไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบได้

Zung Ting ระบุว่า การทำเหมืองแรร์เอิร์ธในคะฉิ่นทำให้เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ดินถล่ม และภูเขาเป็นโพรงจากการเจาะ ส่งผลต่อความมั่นคงทางอาหารและน้ำ แม้แต่น้ำผึ้งก็ปนเปื้อนสารเคมีจนใช้ไม่ได้ คะฉิ่นเป็นแหล่งต้นน้ำของแม่น้ำอิรวดีและสาละวิน ซึ่งอาจส่งผลถึงแม่น้ำกกและแม่ฮ่องสอน ชุมชนท้องถิ่น โดยเฉพาะผู้นำคริสตจักร ออกมาต่อต้านเหมืองแร่และการปลูกฝิ่นที่มากับนักลงทุนจีน NDAK มีส่วนในปัญหายาเสพติด แต่ชุมชนและคริสตจักรจัดตั้งขบวนการต่อต้านยาเสพติด ตัดต้นฝิ่นทิ้ง สร้างความขัดแย้งกับกลุ่มติดอาวุธ

การขาดธรรมาภิบาลในการทำเหมืองหลังรัฐประหาร 2564 ทำให้ควบคุมผลกระทบไม่ได้ ชาวคะฉิ่นเผชิญความขัดแย้งด้านทรัพยากร KIA และ NDAK สู้รบเพื่อควบคุมพื้นที่เหมือง ส่งผลให้สถานการณ์เลวร้ายลง

ดินถล่ม น้ำพิษ และแรงงานไร้เสียง: ราคาที่คะฉิ่นต้องจ่ายให้พลังงานสีเขียว

Seng Li จาก Shaba Foundation นักวิจัยชาวคะฉิ่น เปิดเผยถึงผลกระทบจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น ซึ่งมีการขุดเจาะมานาน แต่ในช่วงปี 2565-2567 การขุดเจาะเพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 40 โดยก่อนเดือนกันยายน 2567 พื้นที่ส่วนใหญ่ควบคุมโดยกองกำลังพิทักษ์ชายแดนคะฉิ่น (BGF) แต่ปัจจุบันองค์กรอิสรภาพคะฉิ่น (KIO/KIA) เข้าควบคุมพื้นที่เกือบทั้งหมด ปัจจุบันมีเหมืองแรร์เอิร์ธ 370 แห่ง และเหมืองย่อยกว่า 5,000 แห่งในเมืองชิปวีและโม สร้างมูลค่าการส่งออกกว่า 4,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วง 8 ปี (2560-2567) โดยมีบริษัทจีนเป็นผู้ลงทุนหลัก

การทำเหมืองในคะฉิ่นใช้เทคนิค In-Situ Leaching ซึ่งเทสารเคมีลงในภูเขาเพื่อให้แร่ลอยขึ้นมา ส่งผลให้ดินและน้ำเสียหาย เกิดน้ำท่วมซ้ำซาก ดินถล่ม และภูเขาเป็นโพรง ชาวบ้านเผชิญปัญหาความมั่นคงทางอาหารและน้ำ รวมถึงโรคผิวหนังจากน้ำปนเปื้อน ชุมชนสูญเสียอาชีพจากการส่งออกเครื่องเทศ เนื่องจากจีนหยุดรับซื้อหลังเริ่มทำเหมืองแรร์เอิร์ธ นอกจากนี้ ผู้หญิงที่ทำงานในเหมืองยังเผชิญการล่วงละเมิดทางเพศจากนักลงทุนจีน

แรร์เอิร์ธในคะฉิ่นประกอบด้วยเทอร์เบียมและดิสโปรเซียม ซึ่งใช้ผลิตแม่เหล็กสำหรับกังหันลม รถยนต์ไฟฟ้า และอุตสาหกรรมทหาร โดยร้อยละ 57 ของแร่สองชนิดนี้ทั่วโลกมาจากคะฉิ่นผ่านการส่งออกของจีน และหนึ่งในห้าส่งไปยังเยอรมนี การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสีเขียวเพิ่มความต้องการแรร์เอิร์ธทั่วโลก ขณะที่จีนควบคุมการผลิตถึงร้อยละ 80 ทำให้สหรัฐฯ สหภาพยุโรป และญี่ปุ่นกังวลและพยายามลดการพึ่งพาจีน

จากการลงพื้นที่ 8 เดือน ทีมวิจัยของนาย Seng Li พบว่า KIO ขาดธรรมาภิบาลในการควบคุมเหมือง คนงานไม่รู้ว่าเจ้าของเหมืองคือใครหรือแร่ถูกส่งไปไหน KIO มักไม่สนใจการร้องเรียนจากชุมชนจนกว่าจะมีการประท้วงรุนแรง การบริหารจัดการเหมืองไม่เป็นประชาธิปไตย นโยบายไม่สามารถบังคับใช้ได้จริง โดยเฉพาะกับนักลงทุนจีนที่ไม่ฟื้นฟูพื้นที่หลังขุดเจาะตามสัญญา KIO ยังมีแนวโน้มเข้าข้างนักลงทุนจีนมากกว่าคนงานที่ถูกละเมิดสิทธิแรงงาน กระบวนการอนุญาตทำเหมืองและการจัดการรายได้ขาดความโปร่งใส ไม่มีการเปิดเผยว่าเงินถูกนำไปใช้อย่างไรหรือกระจายสู่ชุมชนหรือไม่ อย่างไรก็ตาม KIO อนุญาตให้นักวิชาการและ NGO เข้าถึงพื้นที่เหมือง ซึ่งแตกต่างจาก BGF ที่จำกัดการเข้าถึง

ชุมชนในคะฉิ่นมีทั้งผู้ที่ต่อต้านและยอมรับเหมือง ชุมชนในเมืองบาโมต่อต้าน เพราะเคยถูก KIO สัญญาว่าจะพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานจากเหมืองหยกและถ่านหิน แต่ไม่เคยเกิดขึ้นจริง ทำให้ไม่เชื่อมั่นในสัญญาใหม่ ส่วนชุมชนบางกลุ่มยินดีรับเหมือง มองว่าเป็นโอกาสทางเศรษฐกิจที่ช่วยสนับสนุนการศึกษาลูกหลาน

Seng Li เสนอว่า องค์กรระหว่างประเทศและรัฐบาลควรยอมรับบทบาทของกองกำลังชาติพันธุ์ เช่น KIA/KIO ในการบริหารจัดการทรัพยากรและสิ่งแวดล้อม บริษัทนานาชาติที่ซื้อแรร์เอิร์ธต้องตรวจสอบต้นทางให้เป็นไปตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อม รวมถึงสนับสนุนภาคประชาสังคมในคะฉิ่นเพื่อเพิ่มศักยภาพในการต่อสู้กับผลกระทบจากเหมือง

สำหรับประเทศไทย ซึ่งเพิ่งเริ่มเผชิญผลกระทบจากเหมืองแรร์เอิร์ธ นาย Seng Li ระบุว่าการฟื้นฟูระบบนิเวศในคะฉิ่นอาจต้องใช้เวลา 50-100 ปี เขาแนะนำให้ไทยเจรจากับกองกำลังว้า ซึ่งควบคุมพื้นที่เหมืองในรัฐฉาน นอกเหนือจากรัฐบาลเมียนมา การหยุดเหมืองเป็นเรื่องยาก แต่การเจรจาและตรวจสอบแร่ที่นำเข้าจะช่วยลดผลกระทบ เขายังชี้ว่าเหมืองในคะฉิ่นทำให้น้ำในแม่น้ำเปลี่ยนเป็นสีโคลน ต้นไม้ถูกตัด สัตว์ป่าหาย ชาวบ้านป่วยด้วยโรคผิวหนัง และสูญเสียอาชีพจากการส่งออกเครื่องเทศ

Seng Li เล่าว่าเขาเดินทางไปยุโรปเมื่อ 2 เดือนก่อนเพื่อรณรงค์เรื่องผลกระทบจากเหมือง พบว่ามีบริษัทกังหันลมและรถยนต์ไฟฟ้าซื้อแม่เหล็กจากจีน แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าแร่มาจากคะฉิ่น จึงจำเป็นต้องมีแรงกดดันจากผู้บริโภคเพื่อให้เกิดความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทาน

คะฉิ่น – ฉาน – ลาว: หัวใจใหม่ของห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธโลก

ธารา บัวคำศรี จาก Climate Connector เปิดเผยถึงความสำคัญของการเปลี่ยนผ่านพลังงาน (Energy Transition) ที่มุ่งลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและแก้ปัญหาโลกร้อน ซึ่งทำให้ความต้องการแรร์เอิร์ธ โดยเฉพาะ heavy rare-earth elements (HREEs) เช่น เทอร์เบียมและดิสโปรเซียม เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล เนื่องจากแร่เหล่านี้เป็นส่วนประกอบสำคัญในแม่เหล็กที่ใช้ในกังหันลม รถยนต์ไฟฟ้า (EV) มอเตอร์อุตสาหกรรม และหุ่นยนต์ ตามข้อมูลจาก International Energy Agency (IEA) ความต้องการแรร์เอิร์ธสำหรับแม่เหล็กคาดว่าจะเพิ่มขึ้น 10-50 เท่าในอีก 10-30 ปีข้างหน้า หรือภายในปี 2593 โดยเฉพาะในเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น พลังงานลม โซลาร์ และกรีนไฮโดรเจน

เมียนมาร์เป็นผู้ผลิต HREEs หลัก คิดเป็นสัดส่วนถึง 65% ของทั่วโลก โดยมีเหมืองในรัฐคะฉิ่นและรัฐฉาน ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำโขง รวมถึงแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ขณะที่ลาวมีแนวโน้มบทบาทเพิ่มขึ้นในฐานะแหล่งอุปทานแรร์เอิร์ธสำหรับแม่เหล็ก ความขัดแย้งในเมียนมาร์ทำให้ราคา HREEs สูงขึ้น และ IEA คาดว่าสัดส่วนอุปทานจากเมียนมาร์จะเพิ่มจาก 9% เป็น 11% ในอนาคต ทำให้การหยุดเหมืองในลุ่มน้ำดังกล่าวเป็นเรื่องท้าทาย เนื่องจากความต้องการแร่ที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

จีนครองการแปรรูปแรร์เอิร์ธ โดยควบคุมอุปทานทั่วโลก ส่วนออสเตรเลียและมาเลเซียเป็นผู้เล่นสำคัญในการแปรรูป โดยมาเลเซียนำแร่จากออสเตรเลียมาถลุงในรัฐปาหังและส่งออกไปจีนและสหรัฐฯ ประเทศไทยมีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน โดยมีบริษัทที่แปรรูปแรร์เอิร์ธจากเมียนมาร์และมาเลเซียเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ และจีน โดยเฉพาะผ่านด่านแม่สายและแม่สอด นอกจากนี้ ไทยยังนำเข้าแร่พวง ซึ่งเป็นแร่ที่มีความสำคัญต่อความมั่นคง จากเมียนมาร์ผ่านด่านแม่สอดและท่าเรือเชียงแสน โดยบริษัทในอยุธยาแปรรูปและส่งออกไปสหรัฐฯ เพิ่มขึ้น 14-15 เท่า เพื่อหลบเลี่ยงการควบคุมของจีน ซึ่งห้ามส่งออกแร่พวงไปสหรัฐฯ เนื่องจากข้อพิพาทด้านภาษี

จีนได้ปราบปรามเหมืองเถื่อนในภาคใต้ เช่น ยูนนาน กวางสี และกวางตุ้ง ซึ่งเป็นแหล่ง HREEs และรวบรวมบริษัทเหมืองเหลือเพียง 4-5 รายเพื่อควบคุมธรรมาภิบาล พร้อมทั้งใช้ระบบตรวจสอบย้อนกลับ (traceability system) สำหรับแรร์เอิร์ธในจีนแผ่นดินใหญ่ แต่ระบบนี้ไม่บังคับใช้ในคะฉิ่นหรือลาว ทำให้การตรวจสอบแหล่งที่มาของแร่จากพื้นที่เหล่านี้เป็นเรื่องยาก บริษัทในยุโรป เช่น Volkswagen, Tesla, GM และ Mitsubishi ซื้อแม่เหล็กจากจีน แต่ไม่สามารถตรวจสอบได้ว่าแร่มาจากคะฉิ่น เนื่องจากความซับซ้อนของห่วงโซ่อุปทาน จึงจำเป็นต้องมีแรงกดดันจากผู้บริโภคเพื่อให้เกิดการตรวจสอบย้อนกลับ

การผลิตพลังงานสะอาดใช้ทรัพยากรน้ำและที่ดินมากกว่าพลังงานฟอสซิลเล็กน้อย แต่ต่ำกว่าภาคเกษตร การเปลี่ยนผ่านพลังงานช่วยลดก๊าซเรือนกระจก แต่การขุดแรร์เอิร์ธในเมียนมาร์และลาวอาจกระทบลุ่มน้ำโขง โดยเฉพาะในคะฉิ่นและฉาน ซึ่งมีเหมืองจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความกังวลต่อระบบนิเวศในลุ่มน้ำดังกล่าว

ในระดับนานาชาติ ASEAN มี ASEAN Center for Energy ซึ่งมีคณะทำงานด้าน critical minerals รวมถึงแรร์เอิร์ธ ซึ่งอาจใช้เป็นเวทีผลักดันประเด็นมลพิษในลุ่มน้ำโขง Intergovernmental Forum on Mining (IGF) จะจัดการประชุมที่เจนีวาในเดือนธันวาคม 2568 เพื่อหารือเรื่อง transition minerals และ conflict minerals โดยคะฉิ่นอาจถูกจัดเป็นกรณี conflict minerals นอกจากนี้ UN ที่กรุงเทพฯ เป็นอีกเวทีที่สามารถยกระดับปัญหานี้ได้ โดยเฉพาะเมื่อเมียนมาร์และลาวเป็นผู้เล่นหลักในห่วงโซ่อุปทาน OECD ซึ่งไทยกำลังเข้าเป็นสมาชิก สามารถใช้ human rights due diligence เพื่อตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ

ธาราเสนอว่า ต้องยกระดับนโยบายด้าน critical minerals, transition minerals และ conflict minerals ในเวทีสากล เช่น ASEAN, IGF และ UN เพื่อให้เกิดการตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานและลดผลกระทบจากเหมืองแรร์เอิร์ธ โดยเฉพาะในเมียนมาและลาว ซึ่งส่งผลกระทบต่อลุ่มน้ำโขงและประเทศไทย การผลักดันดังกล่าวจะช่วยสร้างความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานและปกป้องสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค

กฎหมายระหว่างประเทศกับความท้าทายมลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแรร์เอิร์ธในลุ่มน้ำโขง

ผศ.ดร.นัทมน คงเจริญ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอมิติกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการผลกระทบจากการทำเหมืองแรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน และลาว ซึ่งส่งผลต่อการปนเปื้อนสารโลหะหนักข้ามพรมแดนในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง เธอชี้ว่าปัญหานี้มีความซับซ้อน เนื่องจากอำนาจรัฐบาลกลางของเมียนมาร์อาจไม่สามารถควบคุมพื้นที่ที่มีความขัดแย้งอย่างรัฐคะฉิ่นและรัฐฉานได้อย่างเต็มที่ ทำให้การบังคับใช้กฎหมายและมาตรการในระดับท้องถิ่นเป็นเรื่องท้าทาย เธอจึงเสนอกลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจนำมาใช้เพื่อแก้ไขปัญหานี้ พร้อมทั้งยอมรับว่าการผลักดันกลไกเหล่านี้เปรียบเสมือนการ “ชวนฝัน” ที่ต้องใช้ความพยายามอย่างมากในอนาคต

อาจารย์นัทมนเริ่มต้นด้วยการอธิบายหลักการพื้นฐานของกฎหมายระหว่างประเทศที่เกี่ยวข้องกับการจัดการสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หลักการแรกคือหลัก “No Harm” ซึ่งระบุว่ารัฐที่มีอำนาจอธิปไตยในเขตแดนของตน เช่น รัฐฉานหรือคะฉิ่น ต้องเคารพสิทธิในสิ่งแวดล้อมของรัฐเพื่อนบ้าน และไม่ควรดำเนินกิจกรรมใดในอาณาเขตของตนที่ก่อให้เกิดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมของประเทศอื่น หลักการนี้เป็นที่ยอมรับในระดับสากล แต่การนำไปปฏิบัติในบริบทของเมียนมาร์ยังคงเป็นความท้าทาย หลักการที่สองคือหลักการระวังไว้ก่อน (Precautionary Principle) ซึ่งกำหนดว่ารัฐมีหน้าที่ป้องกันความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อม แม้ว่าจะยังไม่มีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบ เช่น การตรวจพบสารหนูและไซยาไนด์ในเลือดของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งบางรายเกินมาตรฐาน บางรายยังไม่เกิน แต่จำเป็นต้องดำเนินการป้องกันล่วงหน้า หลักการที่สามคือความร่วมมือระหว่างรัฐ ซึ่งรวมถึงความรับผิดชอบของบริษัทเหมืองแร่และรัฐบาลท้องถิ่นในการดูแลผลกระทบจากกิจกรรมเหมืองแร่ สุดท้ายคือหลักการปกป้องสิทธิมนุษยชน ทั้งในด้านพลเมือง สังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และสิทธิขั้นพื้นฐาน เช่น สิทธิในการเข้าถึงน้ำสะอาดและสุขภาพ ซึ่งทั้งไทยและเมียนมาร์ต้องยึดถือ

อาจารย์ด้านกฎหมายชี้ว่ากลไกกฎหมายระหว่างประเทศที่อาจนำมาใช้มีหลายรูปแบบ อย่างแรกคืออนุสัญญาของสหประชาชาติ (UN Convention) ว่าด้วยการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างเป็นธรรมและไม่ก่อให้เกิดอันตราย (Water Convention) ซึ่งกำหนดหน้าที่ในการจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืน อย่างไรก็ตาม เมียนมาร์ไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญานี้ ทำให้การผลักดันโดยประเทศไทย ซึ่งเป็นภาคี อาจมีข้อจำกัด อีกกลไกคือการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน (Transboundary EIA) ซึ่งทั้งไทยและเมียนมาร์ไม่ได้เป็นภาคีเช่นกัน แต่หลักการนี้ได้รับการยอมรับในวงกว้างและสามารถยกระดับเป็นแนวปฏิบัติสากลได้ หากมีการผลักดันอย่างต่อเนื่อง ในส่วนของ ASEAN มีกรอบความร่วมมือเรื่องมลพิษข้ามพรมแดน (Transboundary Haze Pollution) ซึ่งเน้นเรื่องฝุ่นและมลพิษทางอากาศ แต่สามารถใช้เป็นบรรทัดฐานทางการเมืองเพื่อผลักดันประเด็นมลพิษน้ำจากเหมืองแรร์เอิร์ธได้ นอกจากนี้ กลไกด้านสิทธิมนุษยชน เช่น สิทธิในสุขภาพและน้ำสะอาด เป็นหลักการที่ทั้งไทยและเมียนมาร์ต้องเคารพ แต่การบังคับใช้ยังคงยาก เนื่องจากกฎหมายระหว่างประเทศมักเป็นเพียงกรอบที่ “วางอยู่นิ่ง ๆ” หากขาดการผลักดัน

เพื่อให้กลไกเหล่านี้เกิดผล อาจารย์นัทมนเสนอว่ารัฐบาลไทยควรใช้กฎหมายภายในเพื่อกดดันและเจรจากับเมียนมาร์ โดยอ้างอิงหลักการ No Harm และ Precautionary Principle อย่างไรก็ตาม ปัญหาคือการเจรจากับ “ใคร” ในเมียนมาร์ เนื่องจากรัฐบาลกลางที่เนปิดอว์อาจไม่มีอำนาจควบคุมพื้นที่อย่างรัฐฉานและคะฉิ่น ซึ่งอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลท้องถิ่นและกองกำลังชาติพันธุ์ ดังนั้น รัฐบาลไทยจำเป็นต้องยอมรับบทบาทของรัฐบาลท้องถิ่นในฐานะตัวแสดงสำคัญ และเจรจาทั้งในระดับทวิภาคีกับรัฐบาลเมียนมาร์และระดับพหุภาคีผ่านกลไก เช่น คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (MRC) ซึ่งเมียนมาร์เป็นสมาชิก และกรอบความร่วมมือล้านช้าง-แม่โขง (LMC) ซึ่งจีนเป็นสมาชิกด้วย อย่างไรก็ตาม MRC มีข้อจำกัด เนื่องจากจีนไม่ได้เป็นสมาชิก และจีนมักปฏิเสธความรับผิดชอบ โดยอ้างว่าไม่ใช่บริษัทของตนที่ดำเนินการเหมืองในคะฉิ่นหรือฉาน นัทมนชี้ว่าผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย เช่น ผู้ถือหุ้นของบริษัทเหมือง ต้องถูกตรวจสอบด้วย โดยเฉพาะบริษัทที่ “แปลงร่าง” โดยจัดตั้งบริษัทท้องถิ่นในเมียนมาร์เพื่อหลบเลี่ยงความรับผิดชอบจากประเทศต้นทาง

อาจารย์นัทมนยังเสนอการใช้ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เป็นเครื่องมือจัดการมลพิษข้ามพรมแดน โดยยกตัวอย่างคดี Trail Smelter ระหว่างแคนาดาและสหรัฐฯ ซึ่งใช้กลไกอนุญาโตตุลาการเพื่อแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดน และคดีโรงงานกระดาษในอุรุกวัยที่กระทบแม่น้ำระหว่างอุรุกวัยและอาร์เจนตินา อย่างไรก็ตาม คดีใน ICJ ต้องอาศัยข้อตกลงระหว่างประเทศ ซึ่งไทยและเมียนมาร์ยังไม่มี ดังนั้น การทำข้อตกลงใหม่ที่รวมถึงรัฐฉานและคะฉิ่นจึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณา นอกจากนี้ การฟ้องร้องบริษัทที่เกี่ยวข้องกับเหมืองสามารถใช้กรอบ Business and Human Rights โดยเฉพาะในบริบทของ OECD ซึ่งไทยกำลังจะเข้าเป็นสมาชิก ประเทศที่เป็นสมาชิก OECD เช่น ออสเตรเลีย สหรัฐฯ และยุโรป สามารถถูกกดดันให้ใช้แนวปฏิบัติด้านธรรมาภิบาล (good governance) และตรวจสอบห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธได้ อย่างไรก็ตาม ความท้าทายคือเมียนมาร์ไม่ได้เป็นภาคีของอนุสัญญาหลายฉบับ และขาดอำนาจในการควบคุมรัฐฉานและคะฉิ่น การพิสูจน์สาเหตุของการปนเปื้อนด้วยหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และการกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจนยังเป็นจุดอ่อนของกลไกเหล่านี้

นอกจากนี้ อาจารย์นัทมนยังย้ำว่า การแก้ไขปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแรร์เอิร์ธในคะฉิ่นและฉานต้องอาศัยความพยายามอย่างมากในการผลักดันกลไกกฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ โดยเฉพาะในรัฐฉานและคะฉิ่น มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นตามมาตรฐานสิทธิมนุษยชน เธอเน้นว่าการผลักดันต้องครอบคลุมทั้งการเจรจากับรัฐบาลท้องถิ่น การใช้กรอบพหุภาคีอย่าง MRC และ LMC และการตรวจสอบผู้ลงทุนผ่านกรอบ OECD เพื่อให้เกิดธรรมาภิบาลและความรับผิดชอบในห่วงโซ่อุปทานแรร์เอิร์ธ แม้ว่าการบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศจะเป็นเรื่องยาก แต่การเริ่มต้นสร้างข้อตกลงและความร่วมมือในระดับท้องถิ่นและสากลเป็นก้าวสำคัญที่ต้องดำเนินการต่อไป

Polluter Pays หรือ State Pays : ความท้าทายในการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนผ่านแว่นกฎหมายไทย

ดร.สงกรานต์ ป้องบุญจันทร์ จากคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ได้นำเสนอมิติทางกฎหมายภายในของไทยที่เกี่ยวข้องกับการจัดการปัญหามลพิษข้ามพรมแดนจากเหมืองแร่แรร์เอิร์ธในรัฐคะฉิ่น รัฐฉาน และลาว ซึ่งส่งผลให้แม่น้ำกก สาย รวก และโขงปนเปื้อนสารโลหะหนัก เขาชี้ว่าปัญหามลพิษนี้มีความรุนแรงและซับซ้อนเกินกว่าที่บุคคลหรือชุมชนจะจัดการได้เพียงลำพัง จึงจำเป็นต้องใช้กลไกทางกฎหมายและความร่วมมือในระดับสังคมเพื่อแก้ไข โดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการบังคับใช้สิทธิและหน้าที่ของรัฐตามกฎหมายไทย เพื่อปกป้องประชาชนและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมที่ได้รับผลกระทบ

อาจารย์สงกรานต์เริ่มต้นด้วยการเน้นย้ำถึงสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนตามกฎหมายไทย โดยอ้างอิงรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่รับรองสิทธิของประชาชนในการใช้ประโยชน์และอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หากแม่น้ำกกปนเปื้อนจนไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้ ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ พระราชบัญญัติสุขภาพแห่งชาติยังรับรองสิทธิของประชาชนในการมีชีวิตอยู่ในสิ่งแวดล้อมที่ดี ซึ่งเป็นสิทธิพื้นฐานที่รัฐต้องปกป้อง เมื่อเกิดการปนเปื้อนในแม่น้ำกก รัฐไทยจึงมีหน้าที่ตามกฎหมายในการดำเนินการเพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ทรัพยากรธรรมชาติได้อย่างปลอดภัย รวมถึงฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ

หน้าที่ของรัฐในการจัดการปัญหานี้ สงกรานต์แบ่งออกเป็นสามส่วนหลัก ประการแรก รัฐมีหน้าที่หยุดยั้งการละเมิดสิทธิ ซึ่งในกรณีนี้คือการหยุดการปล่อยสารเคมีหรือมลพิษจากเหมืองแร่ลงสู่แม่น้ำกก เพื่อให้ประชาชนสามารถใช้ทรัพยากรน้ำได้ตามปกติ ประการที่สอง รัฐมีหน้าที่เยียวยาผู้ที่ได้รับผลกระทบ เช่น ชาวบ้านที่ไม่สามารถใช้น้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคหรือทำประมง รวมถึงป้องกันไม่ให้เกิดผลกระทบเพิ่มเติม ประการที่สาม รัฐมีหน้าที่ฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม เพราะหากไม่มีการฟื้นฟู มลพิษจะยังคงอยู่ในระบบและส่งผลกระทบต่อคนรุ่นต่อไปอย่างต่อเนื่อง สงกรานต์ย้ำว่าการฟื้นฟูเป็นกระบวนการที่ซับซ้อนและใช้ทรัพยากรมหาศาล โดยยกตัวอย่างกรณีลำห้วยคลิตี้ในจังหวัดกาญจนบุรี ซึ่งปนเปื้อนสารตะกั่วในระยะทาง 12 กิโลเมตร ใช้เวลาศึกษา 6 ปี และฟื้นฟูมาเกือบ 10 ปี ด้วยงบประมาณกว่า 600 ล้านบาท แต่สภาพแวดล้อมยังไม่กลับคืนสู่สภาพเดิม การฟื้นฟูแม่น้ำกก ซึ่งยาวกว่ามาก อาจต้องใช้ทรัพยากรจำนวนมหาศาลยิ่งกว่า

เพื่อให้หน้าที่ทั้งสามนี้เกิดผล สงกรานต์ชี้ถึงกลไกทางกฎหมายที่รัฐสามารถใช้ได้ เริ่มจากกลไกการหยุดยั้งการปล่อยมลพิษ ซึ่งต้องมีการตรวจสอบการปนเปื้อนและระบุแหล่งกำเนิด ซึ่งขณะนี้มีการดำเนินการบางส่วนแล้ว รัฐต้องใช้กลไกที่มีอยู่ เช่น การเจรจาระหว่างประเทศหรือการบังคับใช้กฎหมายภายใน เพื่อหยุดการปล่อยมลพิษจากแหล่งกำเนิดในเมียนมาร์ หน่วยงานสำคัญที่เกี่ยวข้องคือคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งมีอำนาจสูงสุดในการประสานงานกับหน่วยงานรัฐและองค์กรระหว่างประเทศ รวมถึงกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีหน้าที่ประสานความร่วมมือกับต่างประเทศเพื่อจัดการมลพิษตามที่กำหนดไว้ในกฎหมาย

ในส่วนของการเยียวยา สงกรานต์มองว่าการปนเปื้อนในแม่น้ำกกถือเป็น “วิกฤตน้ำ” ซึ่งรัฐสามารถใช้พระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ มาตรา 24 เพื่อให้อำนาจนายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์บัญชาการเฉพาะกิจเพื่อจัดการวิกฤต โดยศูนย์นี้สามารถสั่งห้ามใช้แหล่งน้ำที่ปนเปื้อนและจัดหาน้ำสะอาดให้ประชาชน รวมถึงจัดสรรงบประมาณฉุกเฉินผ่านสำนักงบประมาณเพื่อแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า นอกจากนี้ กรณีคดีลำห้วยคลิตี้เป็นตัวอย่างที่ศาลปกครองวางหลักการไว้ว่า หากหน่วยงานรัฐทราบถึงการปนเปื้อนแต่ไม่ดำเนินการฟื้นฟู ถือเป็นการละเมิดสิทธิของประชาชนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ และรัฐมีหน้าที่ชดเชยค่าเสียหายให้กับผู้ได้รับผลกระทบ สงกรานต์แนะนำว่ารัฐควรรีบดำเนินการเยียวยาโดยไม่ต้องรอให้ประชาชนฟ้องร้อง เพื่อลดภาระของประชาชน

สำหรับการฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม สงกรานต์ชี้ว่าพระราชบัญญัติทรัพยากรน้ำ มาตรา 24 ยังคงเป็นเครื่องมือสำคัญที่ให้อำนาจนายกรัฐมนตรีตั้งศูนย์เฉพาะกิจเพื่อจัดการวิกฤตและฟื้นฟูแหล่งน้ำ อีกกลไกคือพระราชบัญญัติส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ ซึ่งเคยใช้ในกรณีหมอกควันภาคเหนือ โดยนายกรัฐมนตรีสามารถประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินและใช้ อำนาจพิเศษในการจัดสรรงบประมาณและดำเนินมาตรการแก้ไขปัญหา นอกจากนี้ มาตรา 43 ของกฎหมายเดียวกันยังอนุญาตให้รัฐประกาศให้แม่น้ำกกเป็น “พื้นที่คุ้มครองสิ่งแวดล้อม” เพื่อกำหนดมาตรการพิเศษในการปกป้องและควบคุมกิจกรรมที่อาจกระทบต่อแม่น้ำ ซึ่งจะช่วยให้รัฐสามารถสั่งการให้หน่วยงานหรือเอกชนปฏิบัติหรือหยุดปฏิบัติบางอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา อีกเครื่องมือสำคัญคือการประกาศ “เขตควบคุมมลพิษ” ตามพระราชบัญญัติสิ่งแวดล้อม โดยคณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอำนาจกำหนดพื้นที่แม่น้ำกกเป็นเขตควบคุมมลพิษ เพื่อจัดทำแผนควบคุม ลด และขจัดมลพิษอย่างเป็นระบบ พร้อมจัดสรรงบประมาณสำหรับการดำเนินการ ซึ่งกลไกนี้เคยใช้ในหลายพื้นที่และประสบความสำเร็จในบางกรณี

อาจารย์สงกรานต์ระบุว่า หน่วยงานหลักที่รับผิดชอบด้านการฟื้นฟูคือกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งมีประสบการณ์จากคดีคลิตี้ และกรมทรัพยากรน้ำ ซึ่งมีหน้าที่อนุรักษ์และฟื้นฟูแหล่งน้ำตามกฎหมายโดยตรง หากหน่วยงานเหล่านี้ไม่ดำเนินการ ภาคประชาสังคมสามารถเจรจาเพื่อเรียกร้องให้ปฏิบัติหน้าที่ได้ สงกรานต์เน้นว่าการจัดการปัญหานี้มีความสำคัญเร่งด่วนแตกต่างกัน โดยการหยุดยั้งต้นเหตุของมลพิษเป็นลำดับแรก แต่มีความเป็นไปได้ยาก เนื่องจากแหล่งกำเนิดอยู่ในต่างประเทศ การเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบเป็นลำดับที่สอง ซึ่งสามารถทำได้ทันทีและอยู่ในขอบเขตที่รัฐจัดการได้ ส่วนการฟื้นฟูเป็นขั้นตอนที่สาม ซึ่งซับซ้อนและต้องใช้ทรัพยากรมหาศาล ตามหลักการ “ผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย” (Polluter Pays Principle) ผู้ก่อมลพิษ เช่น บริษัทเหมืองในเมียนมาร์ ควรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในการฟื้นฟู ไม่ใช่ประชาชนที่เป็นผู้ได้รับผลกระทบ สงกรานต์ทิ้งท้ายว่าภาคประชาสังคมต้องร่วมผลักดันและทำงานร่วมกับรัฐเพื่อให้กลไกเหล่านี้เกิดผล เพื่อปกป้องสิทธิของประชาชนและฟื้นฟูแม่น้ำกกให้กลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างยั่งยืน

Cr ภาพ: Zung Ting, Seng Li, ธารา บัวคำศรี, Myanmar Now