กก-สาย-รวก-โขง ยังคงวิกฤต สารโลหะหนักหลากชนิดยังคงเกินค่ามาตรฐานจากหลายตัวอย่าง – หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าแก้ไขปลายเหตุต่อเนื่องแม้ต้นทางยังไม่อาจแก้ไข – ภาคประชาชนชี้แก้ไขปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

เมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2568 ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ“รวมพลังแก้ไขปัญหาแม่น้ำปนเปื้อนและลดสภาพแวดล้อมที่ส่งผลกระทบต่อสุขภาวะคนเชียงใหม่” ณ หอประชุมเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา องค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงใหม่ จัดโดยภาคีสุขภาวะและสิ่งแวดล้อมเชียงใหม่ โดยมีผู้เข้าร่วมเสวนาจากทั้งหน่วยงานภาครัฐทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับจังหวัด นักวิชาการ ภาคประชาสังคม และประชาชนผู้ได้รับผลกระทบ 

ผศ.ดร.ว่าน วิริยา หัวหน้าทีมวิจัยและตรวจวัดสารโลหะหนักกล่าวว่าการวิเคราะห์สารโลหะหนักของทีมวิจัย มช. ใช้วิธีการตรวจวัดสารโลหะหนักจาก 4 ประเภทตัวอย่าง ได้แก่ ดิน ตะกอน น้ำ และพืชผลทางการเกษตร โดยใช้กระบวนการวิเคราะห์โลหะหนักตามมาตรฐานสากล ใช้เทคนิกเดียวกันกับกรมควบคุมมลพิษ ซึ่งเป็นการตรวจวัดจากแม่น้ำทั้งสี่สานทั้งแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ในช่วงชายแดนไทย – เมียนมา และในฝั่งประเทศไทย จากแร่ธาตุทั้งหมด 27 ธาตุ

คุณภาพน้ำที่ตรวจวัดจากการเก็บตัวอย่าง 9 แห่ง พบว่ามีสารโลหะหนักปนเปื้อนที่ไม่ใช่เพียงสารหนู (As) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมีทั้งแคดเมียม (Cd) แมงกานีส (Mn) และนิกเกิล (Ni) เกินค่ามาตรฐาน และเมื่อเปรียบเทียบกับการตรวจวัดสารปนเปื้อนของกรมควบคุมมลพิษทั้ง 8 ครั้ง พบว่ามีความใกล้เคียงกัน แม้จะเก็บคนละช่วงเวลา ซึ่งในส่วนของทีมวิจัยพบว่าที่ขายแดนไทย – เมียนมา บริเวณด่านแม่สายมีค่าสารพิษเกินค่ามาตรฐานสูงมากเมื่อเทียบกับพื้นที่อื่น เพราะช่วงที่เก็บตัวอย่างน้ำเป็นช่วงฝนแรกทำให้เกิดการชะสารพิษมาก เพราะฉะนั้นไม่ได้มีเพียงสารหนูที่เกินค่ามาตรฐาน แต่สื่อมักเน้นการนำเสนอไปที่สารหนูเป็นหลัก ดังนั้น จึงอยากชี้ให้เห็นว่ามีสารโลหะหนักอื่นที่สูงและเกินค่ามาตรฐานด้วยและควรให้ความสนใจเพราะนอกจากสารหนูสารอื่น ๆ ก็มีพิษและส่งผลต่อสุขภาพและสิ่งแวดล้อมเช่นกัน

อาจารย์ว่านยังชี้ให้เห็นเพิ่มเติมว่าความขุ่นของน้ำกับปริมาณสารหนูในน้ำมีความสัมพันธ์กันกล่าวคือความขุ่นของน้ำสามารถอธิบายปริมาณสารหนูได้ถึง 80% และหากนำน้ำไปกรองสารหนูจะลดลงไปถึง 80% แต่นี่เป็นเพียงการอธิบายเฉพาะในส่วนของสารหนูเท่านั้น แต่สารอื่น ๆ ที่มีอันตรายแต่อาจน้อยกว่า เช่น ตะกั่ว นิกเกิล เป็นต้น ก็เกินค่ามาตรฐานเช่นกัน

ในส่วนของตะกอนและดินพบว่าตะกอนดินมีการปนเปื้อนสารหนูสูงมาก และไม่ปลอดภัยสำหรับสัตว์หน้าดิน ส่วนนิกเกิลก็สูงมากแม้ไม่เกินเส้นแดงแม้ไม่เกินความปลอดภัยของสัตว์หน้าดิน เมื่อเทียบกับการตรวจวัดของกรมควบคุมมลพิษพบว่าตะกอนดินจากท่าเรือสามเหลี่ยมทองคำมีค่าสารหนูปนเปื้อนสูงและเกินค่ามาตรฐานเช่นเดียวกับการตรวจวัดของทีมวิจัยซึ่งเป็นไปในทิศทางเดียวกัน แต่ต่างกันคือในบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา การตรวจวัดสารหนูในตะกอนดินของทีมวิจัยกลับพบน้อยหว่าในส่วนของกรมควบคุมมลพิษที่เกินค่ามาตรฐาน ซึ่งอาจเกิดจากการฟุ้งกระจายเนื่องจากน้ำมามากในช่วงเก็บตัวอย่าง นอกจากสารหนูแล้ว สารปนเปื้อนอื่น ๆ เช่น ตะกั่ว มีการปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐานจากตัวอย่างตะกอนดินที่เก็ยได้บริเวณฝายเชียงรายทั้งในส่วนของทีมวิจัย มช. และกรมควบคุมมลพิษ ส่วนเกณฑ์แมงกานีสแม้ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานแต่ก็พบว่ามีค่าปนเปื้อนสูงมาก ด้านนิกเกิลและแคดเมียมเองก็มีการปนเปื้อนสูงในหลายจุดเช่นกัน ส่วนทองแดงและสังกะสีไม่ได้เกินค่ามาตรฐาน

ในส่วนพืชผลทางการเกษตร เก็บตัวอย่างจากพืชหลายชนิด เช่น จาก ข้าว กระเทียม พริก หอมแดง พบว่าไม่มีสารโลหะหนักเกินค่ามาตรฐาน แม้จะมีการปนเปื้อน ซึ่งไม่รู้ว่าหากมีการสะสมไปเรื่อย ๆ เป็นเวลานานจะเกินหรือไม่ และจะส่งผลอย่างไร

ในส่วนความเสี่ยงต่อสุขภาพ มีการคำนวณหลายรูปแบบ อันดับแรก คือ ดัชนีความสี่ยงต่อสุขภาพที่ไม่ใช่โรคมะเร็ง อาจจะเป็นความเสี่ยงต่อการทำให้เกิดโรคอื่น ๆ หรือที่เป็นสารเดียวซึ่งเรียกว่า Hazard Quotient – HQ ซึ่งอิงการคำนวณตามมาตรฐานสากลทั้ง WHO และ US EPA พบว่าหากนำแม่น้ำกกมาดื่มสองลิตรต่อวัน และการสัมผัสในรูปแบบอื่นทั้งในส่วนของการหายใจและผิวหนังในทุกวันก็จะทำให้เกิดอันตรายและโรคต่าง ๆ ได้

ส่วนดัชนีความเสี่ยงรวม หรือ Hazard Index – HI ซึ่งไม่ใช่การตรวจวัดเพียงสารเดียวซึ่งในที่นี้มีสารหนู แคดเมียม โครเมียม ตะกั่ว และนิกเกิล ค่าการตรวจวัดที่ยอมรับได้คือน้อยกว่าหรือเท่ากับ 1 ถ้ามากกว่านั้นก็คือเสี่ยงและยอมรับไม่ได้ เมื่อเอาค่าเหล่านี้ไปคำนวณความเสี่ยงพบว่าในส่วนของการกิน/ดื่มน้ำที่ปนเปื้อนสารโลหะหนักนั้นมีความเสี่ยงอย่างมากทั้งผู้ใหญ่และเด็ก โดยในส่วนของผู้ใหญ่ค่าสารหนูอย่างเดียวเกินมากว่า 42 เท่า และเมื่อคิดค่าสารโลหะหนักรวมพบว่าเกินมากถึง 64 เท่า ส่วนในเด็กเสี่ยงกว่าผู้ใหญ่มาก เพราะการรับสัมผัสต่างจากผู้ใหญ่ โดยเด็กมีความเสี่ยงต่อค่าสารหนูอยู่ที่ 65 เท่า และเมื่อรวมค่าสารปนเปื้อนต่าง ๆ รวมกันจะพบว่าเสี่ยงมากถึง 100 เท่า ส่วนการสัมผัสทางผิวหนังนั้น ผู้ใหญ่อาจไม่พบความเสี่ยงเกินค่ามาตรฐาน แต่ในเด็กพบว่ามีความเสี่ยงมากถึง 1 เท่ากว่าสำหรับสารหนู และหากคำนวณรวมทั้งหมดจะเสี่ยงมากถึง 3 เท่า

เมื่อคำนวณจากความเสี่ยงโรคมะเร็ง (Cancer Risk) ซึ่งอ้างอิงจาก US EPA พบว่ามีความเสี่ยงสูงมากโดยในหลายพื้นที่โดยเฉพาะบริเวณชายแดนไทย – เมียนมา อ.แม่สาย จ.เชียงรายมีความเสี่ยงมะเร็งสูงมากถึง 10 เท่า รองลงมาคือแพท่าตอน จ.เชียงใหม่ ส่วนท่าเรือสามเหลี่ยมทองคำก็สูงเช่นกันแต่ไม่มาก สาเหตุที่ชายแดนไทย – เมียนมา ละท่าตอนมีค่าความเสี่ยงสูงเนื่องจากเป็นพื้นที่ต้นน้ำที่อยู่ติดเมียนมาที่สุด ดังนั้นสรุปได้ว่าในส่วนของชายแดนไทย – เมียนมานั้นมีความเสี่ยงการก่อโรคทั้งที่เป็นมะเร็งและไม่ใช่มะเร็งสูงที่สุด ซึ่งนี่เป็นส่วนการคำนวณจากน้ำเท่านั้น

เมื่อมาดูที่การตรวจวัดความเสี่ยงการก่อโรคทั้งในส่วนของมะเร็งและไม่ใช่มะเร็งจากตะกอนพบว่าพื้นที่ที่มีความเสี่ยงสูงที่สุดคือท่าเรือสามเหลี่ยมทองคำ รองลงมาคือฝ่ายเชียงราย และตามมาด้วย อ.ท่าตอน

ในส่วนการพิจารณาที่มาของสารโลหะหนักพบว่าสิ่งที่มีผลมากที่สุดคือ 29% ของสารโลหะหนักมาจากการชะล้างหน้าดิน 23% มาจากเหมืองแร่ 13% มาจากการทำเกษตรและน้ำเสีย 13% มาจากแหล่งกำเนิดมลพิษในเขตเมือง/อุตสาหกรรม และการตกสะสมจากชั้นบรรยากาศ และ 22% อื่น ๆ ซึ่งนี่เป็นการคำนวณอย่างง่ายเท่านั้น

ส่วนการคำนวณที่ซับซ้อนขึ้นโดยใช้โมเดลทางวิทยาศาสตร์โดยใช้ Positive Matrix Factorization – PMF ซึ่งเป็นแบบจำลองทางคณิตศาสตร์และสถิติขั้นสูงมาวิเคราะห์สัดส่วนแหล่งกำเนิดมลพิษ (Source Apportionment) พบว่าโลหะในน้ำมาจากหลายแหล่งโดยแบ่งเป็น การทำเหมืองแร่ 38% การพังทลายของหน้าดิน/การผุกร่อนของชั้นหิน 31% การเกษตร 19% และน้ำเสียจากชุมชนและโรงงานอุตสาหกรรม 12% กล่าวคือสารโลหะหนักที่พบในน้ำส่วนใหญ่มากจากการทำเหมืองแร่ชัดเจน

รศ.ดร.วรางคณา นาคเสน คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ นำเสนอเกี่ยวกับข้อมูลและสุขภาพและผลกระทบต่อสุขภาพคนเชียงใหม่จากการเก็บข้อมูลจากแบบสอบถามมากถึง 800 กว่าคน ในพื้นที่อำเภอแม่อาย จ.เชียงใหม่ อำเภอเชียงแสน และอำเภอเมือง จ.เชียงราย พบว่า 88% ของกลุ่มประมงท้องถิ่นใชน้ำกกในการหาเลี้ยงชีพ โดยในส่วนนี้เก็บข้อมูลจากคนสามกลุ่ม ได้แก่ กลุ่มประมง ผู้ใช้น้ำ และผู้ประกอบการ

ในส่วนของการใช้น้ำ คนในพื้นที่ใช้น้ำในการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์ และมีการจับปลาในแม่น้ำกกเดือนละครั้ง เมื่อประชาชนพบว่าน้ำกกปนเปื้อนก็มีการงดการบริโภคปลาและการใช้น้ำจากน้ำกกลง ชาวบ้านส่วนใหญ่กังวลว่าสัตว์เลี้ยงในพื้นที่จะได้รับสารพิษในน้ำกกอย่างมาก ในแง่ของการรัยรู้ถึงการปนเปื้อนของแม่น้ำกก ชาวบ้านกว่า 97% รับรู้ข่าวสารนี้ ยังเหลืออีกราว 3% ที่ไม่รู้ประเด็นปัญหานี้มาก่อน

ข้อห่วงกังวลจากการเก็บข้อมูลสามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ด้าน ได้แก่ 1) การดำรงชีวิตและแหล่งอาหาร – ชาวบ้านกังวลว่าปลา พืชผัก ผลไม้ และสัตว์เลี้ยงอาจปนเปื้อนสารพิษจึงทำให้บางครัวเรือนต้องซื้ออาหารจากนอกพื้นที่ 2) สุขภาพและความปลอดภัย – ชาวบ้านมีความหลัวเรื่องโรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งผิวหนัง ระบบทางเดินอาหาร รวมทั้งความกังวลต่อสุขภาพของเด็กและผู้สูงอายุ 3) เศรษฐกิจและรายได้ = รายได้จากประมงและเกษตรกรรมลดลง บางครัวเรือนต้องหางานเสริม หรือต้องย้ายออกจากพื้นที่ และ 4) ผลกระทบทางสังคม = ชาวบ้านรู้สึกไม่ไว้วางใจในข้อมูลของหน่วยงานภาครัฐ ประเพณีและกิจกรรมขอชุมชนบางอย่างหายไป และรู้สึกว่าชุมชนไม่เหมือนเดิม

ชุมชนที่เก็บข้อมูลโดยเฉพาะกลุ่มประมงท้องถิ่นมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1) เสนอให้มการตรวจวัดและบำบัดคุณภาพน้ำและดินอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันและลดการปนเปื้อน 2) ต้องเดินหน้าตรวจสุขภาพของประชาชนเพื่อประเมินผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนัก 3) ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องสนับสนุนการพัฒนาอาชีพเสริมเพื่อชดเชยรายได้ที่สูญเสียจากการทำประมง 4) หยุดการทำเหมืองที่ต้นทาง 5) ตรวจหาสารปนเปื้อนในปลาและแจ้งผลให้ชุมชนรับทราบอย่างโปร่งใส และ 6) สื่อสารและชี้แจงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับความปลอดภัยของการบริโภคปลาให้กับประชาชน

สุรพงษ์ พรรณ์วงษ์ ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว Thai PBS กล่าวว่าทาง Thai PBS เข้าไปเกี่ยวข้องกับประเด็นปัญหานี้จากการลงพื้นที่ติดตามผลกระทบจากการปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำกก สาย รวก โขง และรายงานข่าวอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งร่วมกับ CHIA Platform ในการสร้างระบบเผฝ้าระวังด้านสุขภาพและสิ่งแวดล้อมในระดับชุมชน ในส่วนของอำเภอแม่อาย ทางทีมงานพบว่ายังขาดข้อมูลน้ำใต้ดินที่ชาวบ้านใช้อุปโภคบริโภค จึงได้มีการเก็บข้อมูลและรวบรวมหาจุดที่น่าจะมีความเสี่ยงจากการปนเปื้อนมากที่สุด ซึ่งขณะนี้พบว่ามีทั้งหมด 9 จุดที่ต้องเฝ้าระวัง โดยในส่วนของการตรวจวัดสารพิษนั้นทางทีมงานพยายามสร้างความตระหนักรู้และจัดอบรมการใช้เครื่องมือตรวจวัด test kit ของมหาวิทยาลัยมหิดล สำหรับตรวจวัดสารหนูให้กับชุมชนเพื่อหาภาพรวมความเสี่ยงซึ่งจะนำไปสู่การตัดวงจรความเสี่ยงนั้น

“แม้สารหนูเมื่อร่างกายได้รับไปแล้วจะสามารถขับออกมาได้บ้าง แต่อยากให้นึกถึงเครื่องกรองอากาศในช่วงที่มีฝุ่นควันพิษ เมื่อหมดรอบก็สามารถเปลี่ยนไส้กรองได้ แต่ร่างกายมนุษย์มีขีดจำกัด ทำแบบนั้นไม่ได้ หากได้รับสารพิษหรือสารหนูเข้าร่างกายอย่างต่อเนื่องก็จะส่งผลกระทบต่อสุขภาพในระยะยาวได้”  

ผู้สื่อข่าวจาก Thai PBS เชื่อว่าปัญหานี้จะไม่จบลงภายในหนึ่งถึงสองปีนี้แน่นอน ดังนั้น สิ่งที่ประชาชนจะสามารถทำได้เองคือการตัดวงจรความเสี่ยงและทำให้ชาวบ้านสามารถมีชีวิตอยู่อย่างปลอดภัย โดยขณะนี้ทาง Thai PBS กำลังร่วมมือกับทางชุมชนเพื่อทำแผนเฝ้าระวังและทำแผนที่ความเสี่ยงเพื่อให้ชาวบ้านมีส่วนร่วมในการตรวจวัดโดยกำหนดเขตพื้นที่ที่ควรเผฝ้าระวังทั้งในส่วนของจุดเสี่ยงอย่างเช่นบริเวณสามเหลี่ยมทองคำ สบกก ปากแม่น้ำอิง และปากแม่น้ำงาว ซึ่งเราพยายามเชื่อมโยงของทั้งนักวิชาการและหน่วยงานภาครัฐเข้าไว้ด้วยกันในฐานข้อมูลในเว็บไซต์ C-Site ด้วย

ชาญชัย ศรีวชิรพันธ์ ตัวแทนจากเครือข่ายรักษ์น้ำกก กล่าวว่า ที่ผ่านมาไม่ค่อยมีการพูดถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นกับชาวบ้านริมน้ำกกในฝั่งเมียนมา ตนอยากจึงพูดถึงผลกระทบในฝั่งเมียนมาจากที่ได้รับทราบมา บ้านของตนอยู่ติดกับชายแดนไทย – เมียนมา ในพื้นที่รัฐฉาน ใกล้เมืองยอน ซึ่งมีกลุ่มชาติพันธุ์อาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะชาวไทใหญ่ ลาหู่ อาข่า รวมไปถึงว้า จากข้อมูลที่ได้รับจากนักวิชาการและการได้รับข่าวสารจากประชาชนในพื้นที่พบว่าปัญหาสารพิษที่ปนเปื้อนในแม่น้ำกกขณะนี้มาจากการทำเหมืองในรัฐฉาน เมียนมาอย่างไม่ต้องสงสัย เพราะเหนือขึ้นไปจากนี้ไม่มีอะไรแล้ว นอกจากพื้นที่ปลูกข้าวโพดหรือสวนยาง เหมืองในรัฐฉานเหล่านี้เกิดขึ้นมาราวสิบปีแล้ว โดยมีนักสำรวจจากประเทศไทยเข้าไปสำรวจพบว่ามีแร่ทองคำ และจาก ต.ท่าตอนไปจนถึงเมืองสดราว 50 กิโลเมตร เลยไปจนถึงเมืองกกราว 80 – 100 กิโลเมตร จะเป็นเหมืองลิกไนต์ซึ่งมีนักลงทุนไทยเข้าไปทำลงทุน จากนั้นใต้เมืองสาดลงมาเองก็มีการทำเหมืองและเป็นนักลงทุนไทยอีกแช่นกันที่ไปลงทุน

ในพื้นที่เมืองยอนซึ่งอยู่ในเขตอิทธิพลของว้านั้น เริ่มแรกยังไม่มีการทำเหมือง แต่หลังจากมีการสำรวจเมื่อ 5 ปีที่แล้วก็ได้เริ่มมีการทำเหมืองทองจำนวน 5 แห่ง ซึ่งเป็นการลงทุนร่วมกันระหว่างสามฝ่ายหลักคือ จีน ว้า และพม่า โดยอาจจะมีไทยร่วมอยู่ด้วย จากนั้นไม่กี่ปีต่อมาก็เริ่มมีการทำเหมืองแร่แรร์เอิร์ธซึ่งจะอยู่ทางทิศตะวันตกของแม่น้ำและเหมืองทองคำอยู่ทางฝั่งตะวันออก   

“ไม่ได้มีแต่ชาวบ้านในฝั่งไทยเท่านั้นที่ได้รับผลกระทบ ชาวบ้านในฝั่งเมียนมา รัฐฉานเอง ก็ได้รับผลกระทบอย่างหนักเช่นกัน พวกเขาใช้น้ำกกเป็นแหล่งทรัพยากรเพื่อเลี้ยงชีพเป็นหลัก พึ่งพาแม่น้ำสายนี้อย่างมาก ทั้งการเพาะปลูก การประมง เลี้ยงสัตว์แต่พวกเขาทำอะไรไม่ได้” นอกจากนี้ชาญชัยยังสะท้อนให้เห็นปัญหาที่ชาวบ้านน้ำกกฝั่งเมียนมาเกี่ยวกับการรับรู้เรื่องสารปนเปื้อนในน้ำว่า “พวกเขาไม่รู้แม้กระทั่งว่าในน้ำมีสารปนเปื้อนอะไรบ้าง แต่รู้ว่าน้ำขุ่น ใช้ไม่ได้ และลงน้ำไปก็เป็นผื่นคัน นี่เป็นสิ่งที่เขาฝากมาทางเราว่าให้ช่วยคุยกับทางเมียนมาและกลุ่มที่มีส่วนเกี่ยวข้อง”    

ตัวแทนเครือข่ายรักษ์น้ำกกกล่าวว่าชาวบ้านริมน้ำกกได้รับผลกระทบอย่างหนักจากปัญหาทางสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลมายังผลกระทบทางเศรษฐกิจ โดยเขากล่าวว่าตนเองทำกิจการท่องเที่ยวแพเปียก หวังว่าจะมีรายได้เสริมมาจากการท่องเที่ยวในช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว แต่กลับไม่เป็นอย่างนั้น เพราะตั้งแต่มีข่าวว่าน้ำกกปนเปื้อนกิจการของตนก็ขาดทุน รวมถึงเจ้าอื่น ๆ ก็เจ๊งกันระนาว

“อยากวิงวอนว่าหน่วยงานที่เข้าไปเก็บข้อมูลในพื้นที่และเก็บชาวบ้าน หลังจากเก็บข้อมูลแล้วก็ควรคืนข้อมูลให้ชาวบ้านด้วย และอย่าพยายามปิดปากชาวบ้านไม่ให้พูดถึงปัญหาของตนเอง ต้องรับรู้และช่วยกันแก้ไขปัญหา”

พระมหานิคม มหาภินิกขมฺโม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดท่าตอน กล่าวถึงการตอบสนองของหน่วยงานภาครัฐในการแก้ไขปัญหามลพิษข้ามแดนนี้ว่าทุกครั้งที่ประชาชนพยายามติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐก็มักจะได้คำตอบกลับมาเพียงว่ายังไม่มีนโยบายและงบประมาณในการแก้ไขปัญหานี้ อีกทั้งหน่วยงานรัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องบอกว่าแม้สารพิษในน้ำกกจะเกินค่ามาตรฐานแต่พืชผักยังคงสามารถรับประทานได้ แต่เมื่อถามย้ำว่ากินได้จริงหรือไม่กลับบอกว่าเลี่ยงได้ก็ควรเลี่ยง ดังนั้น การบอกว่ายังคงรับประทานได้นั้นจึงเป็นเพียงวาทกรรมเพื่อปลอบประโลมใจเท่านั้น

หลายคนบอกว่าให้ยอมแพ้ไม่ต้องสู้หรอก เพราะเราไม่ได้เรียกร้องแต่เพียงกับรัฐบาลไทยหรือรัฐบาลทหารพม่า ไปจนถึงกองกำลังว้าเท่านั้น แต่เรากำลังสู้กับรัฐบาลจีนที่พยายามทำให้บ้านตัวเองดี แต่บ้านคนอื่นมีปัญหา ได้รับผลกระทบอย่างมากทั้งด้านสิ่งแวดล้อม สุขภาพ เศรษฐกิจ และวิถีชีวิต

อาวีระ ภัคมาตร์ ผู้อำนวยการสำนักงานสิ่งแวดล้อมและควบคุมมลพิษที่ 1 (เชียงใหม่) กรมควบคุมมลพิษ กล่าวว่า เหตุการณ์ปนเปื้อนสารพิษในแหล่งน้ำแบบข้ามพรมแดนหรือข้ามประเทศลักษณะนี้อาจเป็นกรณีแรกของอาเซียนหรือเอเชียก็ว่าได้ ผอ. สำนักควบคุมมลพิษที่ 1 เชียงใหม่ ยังได้ให้ข้อมูลเกี่ยวกับการตรวจวัดสารโลหะหนักที่ผ่านมาว่า แม่น้ำกก ซึ่งมีความยาวรวม 285 กิโลเมตร โดยอยู่ในฝั่งเมียนมา 128 กิโลเมตร และฝั่งไทย 157 กิโลเมตร ไหลจากพื้นที่สูงในอำเภอแม่ลายและกบาตอนลงสู่แม่น้ำโขง ด้วยความสูงต่างกันถึง 98 เมตร ทำให้เกิดการไหลของน้ำที่รวดเร็วและพัดพาตะกอนดินที่มีความขุ่นสูง ปัญหาความขุ่นของน้ำกกเป็นที่รับรู้ตั้งแต่ปี 2567 แต่การสื่อสารข้อมูลในอดีตอาจจำกัด กระทั่งเมื่อเร็ว ๆ นี้ ทีมงานจากสำนักงานสิ่งแวดล้อมได้ลงพื้นที่สำรวจในวันที่ 19 มีนาคม 2568 หลังได้รับรายงานจากชาวบ้านใน ต.ท่าตอน อ.แม่อาย จ.เชียงใหม่ ว่าพบน้ำขุ่นผิดปกติเป็นเวลานาน การลงพื้นที่ครั้งแรกที่ต.ท่าตอนยืนยันความขุ่นสูง โดยเฉพาะบริเวณรอยต่อชายแดนไทย-เมียนมา ซึ่งทีมงานต้องหยุดสำรวจเนื่องจากความเสี่ยงด้านความปลอดภัย

จากการเก็บตัวอย่างน้ำและตะกอนดินถึง 8 ครั้ง พบสารโลหะหนัก โดยเฉพาะสารหนูและตะกั่ว เกินมาตรฐานในทุกจุดตรวจวัด โดยเฉพาะในแม่น้ำสายและแม่น้ำรวก ซึ่งไหลลงสู่แม่น้ำโขง สารหนูพบในระดับสูงถึง 0.052-0.055 มก./ล. (มาตรฐาน 0.01 มก./ล.) และตะกั่ว 0.094-0.124 มก./ล. (มาตรฐาน 0.05 มก./ล.) ความขุ่นของน้ำที่สูงถึง 1,000 เทียบกับค่าปกติ 40-80 สะท้อนถึงการปนเปื้อนจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา ซึ่งมีการปล่อยสารเคมีลงสู่ลำน้ำ โดยเฉพาะในวันที่น้ำไหลเชี่ยวหรือมีการปล่อยมลพิษมาก ผลกระทบนี้ไม่เพียงเกิดในแม่น้ำกก แต่ยังส่งผลต่อแม่น้ำสาย รวก และโขง ซึ่งเป็นแหล่งน้ำสำคัญสำหรับการเกษตร การประมง และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะบริเวณสามเหลี่ยมทองคำและอำเภอเวียงชัย

การแก้ไขปัญหานี้เผชิญความท้าทายจากความไร้ประสิทธิภาพในการควบคุมการปล่อยมลพิษจากเมียนมา ซึ่งเป็นต้นตอหลัก หน่วยงานไทยได้ดำเนินการหลายด้าน เช่น การตรวจตัวอย่างน้ำและตะกอนอย่างต่อเนื่อง โดยเผยแพร่ผลในเว็บไซต์สำนักงานสิ่งแวดล้อม การจัดสรรงบประมาณเพื่อติดตั้งเครื่องกรองน้ำในชุมชน โดยจังหวัดเชียงรายได้รับบริจาคเครื่องกรองน้ำ และมีการลงพื้นที่ให้ความรู้แก่ชุมชนในอำเภอแม่อายและพื้นที่อื่น ๆ เพื่อสร้างความมั่นใจ อย่างไรก็ตาม การเจรจาระดับนานาชาติกับเมียนมา ลาว กัมพูชา และเวียดนาม เผยว่าเมียนมามีท่าทีให้ความร่วมมือจำกัด แม้รองนายกรัฐมนตรีไทยจะผลักดันการหารือเมื่อเร็ว ๆ นี้ ซึ่งเมียนมาแสดงท่าทีดีขึ้นบ้าง แต่ยังต้องเผชิญความท้าทายในการควบคุมมลพิษข้ามพรมแดน ปัญหานี้ส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชน โดยเฉพาะเกษตรกร แม่ค้า และการท่องเที่ยว เช่น ชายหาดเชียงรายที่นักท่องเที่ยวลดลง และกิจการรถ ATV ที่ลดจาก 20-30 เจ้าเหลือเพียงไม่กี่เจ้า การแก้ไขปัญหาจึงต้องเร่งสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศและพัฒนามาตรการปกป้องสุขภาพประชาชนอย่างยั่งยืน

ภัควรรณ แสงสี สำนักงานทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าทางสำนักงานและภาคส่วนที่เกี่ยวข้องมีแผนงานหลัก 3 ด้านเพื่อจัดการปัญหานี้ ด้านแรกคือการฟื้นฟูความเชื่อมั่นของประชาชนและกระตุ้นการท่องเที่ยวในพื้นที่ โดยเฉพาะในอำเภอแม่อาย สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดและองค์การบริหารส่วนจังหวัด (อบจ.) เชียงใหม่ได้ร่วมกันจัดกิจกรรม เช่น เทศกาลดนตรีในป่า การวิ่งเทรล และการปั่นจักรยาน เพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวและฟื้นฟูเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ได้รับผลกระทบจากการลดลงของนักท่องเที่ยวบริเวณชายหาดเชียงรายและกิจการท่องเที่ยว เช่น รถ ATV

ด้านที่สองคือการสำรวจและจัดหาแหล่งน้ำสำรองเพื่อลดการพึ่งพาแหล่งน้ำที่ปนเปื้อน รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ร่วมกับโครงการชลประทานและการประปาส่วนภูมิภาคได้ลงพื้นที่สำรวจแหล่งน้ำสำรอง เช่น ที่แม่สาว เพื่อใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับการเกษตรและพัฒนาต่อเป็นน้ำอุปโภคบริโภคในช่วงหน้าแล้ง ซึ่งคาดว่าจะเป็นช่วงที่ปัญหาการปนเปื้อนรุนแรงขึ้น โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการศึกษาความเป็นไปได้เพื่อขยายระบบน้ำประปาให้ครอบคลุมความต้องการของชุมชนมากขึ้น

ด้านสุดท้ายคือการฟื้นฟูแหล่งน้ำและระบบนิเวศ โดยจังหวัดเชียงใหม่กำลังร่วมมือกับสถาบันการศึกษาเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีและแนวทางในการฟื้นฟูคุณภาพน้ำ รวมถึงการพิจารณากฎหมายเพื่อปกป้องแม่น้ำกก นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาเครื่องกรองน้ำที่มีประสิทธิภาพและราคาไม่แพงสำหรับชุมชน โดยได้รับความร่วมมือจากภาคเอกชน ซึ่งปัจจุบันมีการติดตั้งเครื่องกรองน้ำมูลค่าเกือบ 10 ล้านบาทในจังหวัดเชียงรายเพื่อสนับสนุนการผลิตน้ำสะอาด อย่างไรก็ตาม ความท้าทายสำคัญยังคงอยู่ที่การควบคุมการปล่อยมลพิษจากเมียนมา ซึ่งต้องอาศัยความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อแก้ไขปัญหาอย่างยั่งยืน

ดุสิต พงศาพิพัฒน์ หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าทาง ปภ.จังหวัดเชียงใหม่ได้ดำเนินการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ซึ่งไหลผ่านอำเภอแม่อาย ครอบคลุม 2 ตำบล (ข้ามตอนและแม่นาวาง) และ 11 หมู่บ้าน ส่งผลกระทบต่อประชากรประมาณ 14,000 คน โดยส่วนใหญ่เป็นเกษตรกร ปัจจุบันระดับน้ำในแม่น้ำกกอยู่ในระดับต่ำกว่าตลิ่ง จึงยังไม่ส่งผลกระทบรุนแรงต่อการใช้น้ำในชีวิตประจำวัน อย่างไรก็ตาม การปนเปื้อนสารหนูและตะกั่วจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมาได้สร้างความกังวล โดยเฉพาะในชุมชนที่พึ่งพาการเกษตรและการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหารริมน้ำที่บ้านต้นไม้ ซึ่งเผชิญภาวะขาดลูกค้าเนื่องจากข่าวลือเกี่ยวกับน้ำปนเปื้อน แม้ว่าร้านค้าและชุมชนจะใช้น้ำบาดาลและน้ำประปาที่ผ่านการตรวจสอบแล้วว่าปลอดภัย

เพื่อจัดการปัญหา ทางจังหวัดได้ส่งรถผลิตน้ำดื่มเคลื่อนที่ตั้งแต่วันที่ 10 เมษายน 2568 เพื่อแจกจ่ายน้ำดื่มสะอาดให้ประชาชน โดยใช้ระบบกรองน้ำแบบ Reverse Osmosis (RO) ที่ได้มาตรฐาน และมีการฆ่าเชื้อทุก 2 เดือน ปัจจุบันแจกจ่ายน้ำดื่มไปแล้วกว่า 50,000 ขวด และยืนยันว่าจะไม่ถอนรถออกจากพื้นที่จนกว่าสถานการณ์จะคลี่คลาย การสำรวจแหล่งน้ำในพื้นที่พบน้ำบาดาล 81 บ่อ น้ำตื้น 8 บ่อ น้ำภูเขา 10 บ่อ และน้ำประปาภูมิภาค รวม 147 แหล่ง ซึ่งเพียงพอสำหรับการเกษตรและการอุปโภคบริโภค โดยไม่มีประชาชนที่ต้องใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรงในการบริโภค

นอกจากนี้ จังหวัดกำลังแก้ไขปัญหาการสื่อสารที่สร้างความเข้าใจผิดเกี่ยวกับคุณภาพน้ำ โดยเน้นย้ำว่าชุมชนไม่ได้ใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง แต่ใช้น้ำบาดาลและน้ำประปาที่ผ่านการกรองและตรวจสอบแล้ว การขาดความเชื่อมั่นได้ส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจท้องถิ่น โดยเฉพาะร้านค้าและการท่องเที่ยว เช่น กรณีร้านอาหารบ้านต้นไม้ที่ไม่มีลูกค้ามานานนับเดือน เนื่องจากความกังวลของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ จังหวัดจึงมุ่งฟื้นฟูความเชื่อมั่นผ่านการให้ข้อมูลที่ถูกต้องและจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว เช่น เทศกาลดนตรีและการปั่นจักรยาน เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวกลับสู่พื้นที่และลดผลกระทบทางเศรษฐกิจต่อชุมชน

บุญเลิศ สีม่วง สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 1 กรมป่าไม้ กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวว่าทางหน่วยงานมีบทบาทในการสนับสนุนการแก้ไขปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ซึ่งได้รับผลกระทบจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา โดยเฉพาะในพื้นที่อำเภอแม่อาย ที่ครอบคลุม 9 หมู่บ้าน ได้แก่ บ้านท่าตอน หมู่ 3, บ้านหาดชมพู หมู่ 5, บ้านสันต้นดู่ หมู่ 6, บ้านท่ากา หมู่ 7, บ้านเมืองนา หมู่ 9, บ้านห้วยซ่าน หมู่ 10, บ้านหัวเมืองงาม หมู่ 11, บ้านร่มไทย หมู่ 14 และบ้านห้วยศานะ หมู่ 15 ภารกิจหลักของ สจป.1 รวมถึงการอนุญาตให้ใช้ประโยชน์ในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อสนับสนุนการจัดการทรัพยากรน้ำและการพัฒนาชุมชน

กรมป่าไม้ได้อนุญาตให้ อบต.ท่าตอน ขุดเจาะบ่อบาดาลในพื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติเพื่อเป็นแหล่งน้ำสำรองสำหรับชุมชน โดยเฉพาะในหมู่บ้านที่อยู่ในเขตโครงการร้อยใจรักษ์ (หมู่ 9, 10, 11) และโครงการหลวงหมอกจ๋า (หมู่ 15) ซึ่งได้รับอนุญาตตามหนังสือเลขที่ ร.จร. 012/256 ลงวันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2568 และ ร. 09.31/071/256 ตามลำดับ ส่วนหมู่บ้านอื่น ๆ (หมู่ 3, 5, 6, 7) อยู่ระหว่างการประสานงานกับหน่วยป้องกันรักษาป่าเพื่อตรวจสอบพื้นที่และเสนอขออนุญาตตามมาตรา 13/1 ของพระราชบัญญัติป่าสงวนแห่งชาติ การอนุญาตดังกล่าวช่วยให้ชุมชนเข้าถึงแหล่งน้ำสะอาด ลดการพึ่งพาน้ำจากแม่น้ำกกที่ปนเปื้อน

นอกจากนี้ กรมป่าไม้ยังมีภารกิจอื่นที่เกี่ยวข้อง เช่น การจัดการที่ดินป่าไม้ การส่งเสริมการปลูกป่าชุมชนและไม้เศรษฐกิจ การแจกกล้าไม้ฟรีผ่านสถานีเพาะชำกล้าไม้ในพื้นที่แม่แตง หางดง แม่วาง ลำพูน และทุ่งช้าง รวมถึงการป้องกันและควบคุมไฟป่า เพื่อสนับสนุนความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติ สจป.1 พร้อมให้คำปรึกษาและรับข้อเสนอโครงการจากหน่วยงานราชการและอบต. เพื่อขอใช้พื้นที่ป่าสงวนแห่งชาติในการพัฒนาโครงการระยะสั้นและระยะยาว โดยยึดหลักตามพระราชบัญญัติป่าไม้ พ.ศ. 2484 และป่าสงวนแห่งชาติ พ.ศ. 2507 เพื่อให้ชุมชนสามารถจัดการทรัพยากรน้ำและรับมือกับปัญหามลพิษได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ธนิสร ธิติปภาดา หัวหน้ากลุ่มงานอนามัยสิ่งแวดล้อม สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าปัญหาการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขง ไม่เพียงแต่มีสารหนูและตะกั่วเกินมาตรฐาน แต่ยังพบการปนเปื้อนของแบคทีเรียโคลิฟอร์มที่อาจก่อให้เกิดการเจ็บป่วยในประชาชน โดยเฉพาะในพื้นที่ 11 หมู่บ้านของ 2 ตำบล (ท่าตอนและแม่นาวาง) ในอำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งได้รับผลกระทบจากการไหลของน้ำจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา กระทรวงสาธารณสุข โดยสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ ร่วมกับผู้นำชุมชนและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) ได้ดำเนินการรณรงค์ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เพื่อแนะนำให้ประชาชนหลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกทั้งในการบริโภคและอุปโภคโดยไม่ผ่านการบำบัด โดยใช้การสื่อสารผ่านเสียงตามสายและการเคาะประตูบ้านเพื่อให้คำแนะนำอย่างต่อเนื่อง

เพื่อลดความเสี่ยงด้านสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุขได้จัดตั้งระบบเฝ้าระวังที่โรงพยาบาลอำเภอแม่อายและโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่ โดยมีการตรวจน้ำประปาหมู่บ้านทุกเดือนผ่านกรมอนามัยเพื่อยืนยันว่าไม่มีสารโลหะหนักเกินมาตรฐาน พบว่าประชาชนส่วนใหญ่บริโภคน้ำดื่มบรรจุขวด และใช้น้ำประปาหมู่บ้านสำหรับการอุปโภค ซึ่งปลอดภัยจากการปนเปื้อน นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มตรวจปัสสาวะในกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ ใน 11 หมู่บ้าน เพื่อหาการสะสมของสารโลหะหนัก โดยผลการตรวจล่าสุดยืนยันว่าค่ายังอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่พบการปนเปื้อนที่เป็นอันตราย

กระทรวงสาธารณสุขยังร่วมมือกับสำนักงานควบคุมโรคที่ 1 ในการคัดกรองสุขภาพประชาชน โดยสุ่มตรวจหมู่บ้านละ 40 ราย รวม 440 ราย ใน 11 หมู่บ้าน เพื่อระบุผู้ที่มีความเสี่ยงสูงและดำเนินการตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม การดำเนินงานเน้นการเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยง และให้ความสำคัญกับการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความตื่นตระหนก หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กรมอนามัยและสำนักงานป้องกันควบคุมโรค จะยังคงติดตามผลกระทบด้านสุขภาพอย่างใกล้ชิด เพื่อให้มั่นใจว่าประชาชนในพื้นที่ได้รับการปกป้องจากผลกระทบของมลพิษในแม่น้ำกกอย่างมีประสิทธิภาพ

นายแพทย์นัฐพนธ์ เอกรักษ์รุ่งเรือง สํานักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข ได้นำเสนอภาพรวมผลการดำเนินงานการเฝ้าระวังผลกระทบทางสุขภาพว่าสำนักงานป้องกันควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ได้ติดตามสถานการณ์การปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก สาย รวก และโขงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่พบปัญหาในเดือนเมษายน 2568 โดยมุ่งประเมินความเสี่ยงด้านระบาดวิทยาและผลกระทบต่อสุขภาพ ซึ่งถือเป็นปัญหายาวนานและต่อเนื่องจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา สารหนูและตะกั่วที่พบเกินมาตรฐานในน้ำและตะกอนดิน รวมถึงแบคทีเรียโคลิฟอร์ม มีความเสี่ยงต่อการเจ็บป่วย โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบาง เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็กเล็ก และผู้สูงอายุ การสะสมสารหนูในร่างกายเป็นเวลานาน 10-20 ปี อาจนำไปสู่โรคเรื้อรัง เช่น มะเร็งตับหรือโรคผิวหนัง ซึ่งต้องมีการเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

เพื่อรับมือ สำนักควบคุมโรคได้ร่วมมือกับโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ โดยจัดอบรมบุคลากรทางการแพทย์เพื่อเพิ่มความรู้ในการวินิจฉัยและรักษาอาการจากสารโลหะหนักทั้งแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง มีการสุ่มตรวจปัสสาวะในประชาชน 440 รายจาก 11 หมู่บ้าน (หมู่บ้านละ 40 ราย) เพื่อหาการสะสมของสารหนูและโลหะหนักอื่น ๆ ผลการตรวจล่าสุดระบุว่าค่ายังอยู่ในระดับมาตรฐาน ไม่พบผู้ป่วยที่ยืนยันว่าป่วยจากสารหนู อย่างไรก็ตาม การตรวจปัสสาวะมีข้อจำกัด เนื่องจากสารหนูอาจมาจากแหล่งอื่น เช่น อาหารทะเล หรือสารเคมีทางการเกษตร จึงต้องมีการซักประวัติและวิเคราะห์อย่างละเอียดเพื่อแยกแหล่งที่มา

สำนักควบคุมโรคยังได้วางระบบการค้นหาผู้ป่วยเชิงรุก (Active Surveillance) โดยร่วมกับ อสม. และชุมชน เพื่อติดตามอาการที่อาจเกี่ยวข้องกับมลพิษ และเชื่อมโยงข้อมูลกับโรงพยาบาลนครพิงค์และเชียงรายประชานุเคราะห์ ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านชีวเวชศาสตร์ในการวินิจฉัยที่ซับซ้อน การดำเนินงานเน้นการสื่อสารข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อป้องกันความตื่นตระหนกและการรักษาที่ไม่เหมาะสม รวมถึงลดการสัมผัสสารพิษผ่านการใช้น้ำประปาและน้ำดื่มบรรจุขวดที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว แม้ว่าจะยังไม่พบผู้ป่วยยืนยัน แต่การเฝ้าระวังระยะยาวยังคงจำเป็นเพื่อป้องกันผลกระทบสะสม และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนในการลดมลพิษจากต้นตอในเมียนมา

ตัวแทนจากกองจัดการประกอบอาชีพ สํานักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่าสํานักงานป้องกันและควบคุมโรคที่ 1 เชียงใหม่ ได้พัฒนาโปรโตคอลเพื่อเฝ้าระวังผลกระทบด้านสุขภาพจากสารโลหะหนักในแม่น้ำกก โดยใช้กรณีการปนเปื้อนสารหนูที่จังหวัดนครศรีธรรมราชเป็นต้นแบบ ทีมงานได้จัดทำแบบฟอร์มคัดกรองและประเมินความเสี่ยง รวมถึงดำเนินการทั้งในเชิงรับที่โรงพยาบาลและเชิงรุกในชุมชน โดยลงพื้นที่ 11 หมู่บ้านในตำบลท่าตอนและแม่นาวาง อำเภอแม่อาย ร่วมกับเจ้าหน้าที่สาธารณสุขและอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) เพื่อให้ความรู้และแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการสัมผัสน้ำจากแม่น้ำกกโดยไม่ผ่านการบำบัด

จากการประเมินความเสี่ยงในประชาชน 281 ราย พบผู้ที่มีโอกาสสัมผัสสารหนูในระดับสูง 3 ราย ระดับปานกลาง 40 ราย และระดับต่ำ 238 ราย โดยกลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและปานกลาง รวมถึงบางรายในกลุ่มความเสี่ยงต่ำที่ใช้น้ำเพื่อการบริโภคหรือสัมผัสน้ำโดยตรง ได้รับการเก็บตัวอย่างปัสสาวะจำนวน 40 ราย (2 รายจากกลุ่มเสี่ยงสูง 32 รายจากกลุ่มปานกลาง และ 6 รายจากกลุ่มเสี่ยงต่ำ) เพื่อตรวจหาการสะสมของสารหนู ปัจจุบันอยู่ระหว่างรอผลตรวจ ซึ่งจะใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานสำหรับการเฝ้าระวังระยะยาว โดยมีการซักประวัติการบริโภคอาหารทะเลและการใช้สารเคมีในช่วง 7 วันก่อนเก็บตัวอย่าง เพื่อแยกแหล่งที่มาของสารหนู

สำนักควบคุมโรคได้วางระบบเฝ้าระวังทั้งที่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล โรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลที่มีหน่วยเวชกรรมสิ่งแวดล้อม เช่น โรงพยาบาลเชียงรายประชานุเคราะห์ โดยมีแนวทางการตรวจร่างกายทั่วไปและส่งต่อผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงเพื่อตรวจเพิ่มเติม หากพบค่าสารหนูในปัสสาวะเกิน 100 ไมโครกรัมต่อลิตร จะมีการตรวจสารแปรรูปเพิ่มเติมและวางแผนการรักษาร่วมกับโรงพยาบาล แผนระยะยาวรวมถึงการติดตามผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสุขภาพอย่างน้อย 5 ปี พร้อมสื่อสารความเสี่ยงและแนวทางการป้องกันให้ประชาชน เพื่อลดการสัมผัสสารพิษและป้องกันความตื่นตระหนกจากข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง

ศูนย์อนามัยที่ 1 เชียงใหม่ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) สำนักงานสาธารณสุขอำเภอ (สสอ.) และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ดำเนินการดูแลระบบอนามัยสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษสารโลหะหนักในแม่น้ำกก โดยเน้นการจัดการคุณภาพน้ำประปาหมู่บ้านใน 11 หมู่บ้านของตำบลท่าตอนและแม่นาวาง อำเภอแม่อาย ซึ่งใช้แหล่งน้ำจากน้ำผิวดิน น้ำบาดาล และน้ำภูเขา ตั้งแต่เดือนเมษายน 2568 เป็นต้นมา ได้เก็บตัวอย่างน้ำประปาที่ผ่านการบำบัดจากครัวเรือน 5 ครั้ง และผลการตรวจยืนยันว่าไม่พบสารหนูเกินมาตรฐาน ทำให้มั่นใจว่าน้ำประปาในระบบหมู่บ้านปลอดภัยสำหรับการบริโภคและอุปโภค

ตัวแทนจากศูนย์อนามัยที่ 1 จังหวัดเชียงใหม่ กล่าวว่าทางหน่วยงานได้มีการดำเนินงานร่วมกับคณะกรรมการระดับจังหวัดและองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อบท.) สนับสนุนการบำบัดน้ำประปาด้วยวิธีทางกายภาพ (ลดความขุ่นและสี) ทางเคมี (กำจัดสารหนูและโลหะหนัก) และทางชีวภาพ (กำจัดแบคทีเรีย เช่น โคลิฟอร์ม) เพื่อให้ได้น้ำที่ปลอดภัยตามมาตรฐาน นอกจากนี้ ยังมีการสุ่มตรวจปัสสาวะประชาชนในพื้นที่เพื่อหาการสะสมของสารหนู โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผลการตรวจตั้งแต่เดือนเมษายนถึงปัจจุบันพบว่ามีสารหนูในปัสสาวะแต่ไม่เกินมาตรฐาน อย่างไรก็ตาม การตรวจต้องพิจารณาบริบท เช่น การบริโภคอาหารทะเลหรือการใช้สารเคมีทางการเกษตร ซึ่งอาจส่งผลต่อผลตรวจ

เพื่อป้องกันผลกระทบต่อสุขภาพ ศูนย์อนามัยได้ให้ความรู้ประชาชนผ่านกราฟิกและการลงพื้นที่โดยคณะกรรมการจังหวัด ร่วมกับ อสม. เพื่อสื่อสารวิธีปฏิบัติตัวเมื่อเผชิญมลพิษ เช่น หลีกเลี่ยงการใช้น้ำจากแม่น้ำกกโดยตรง และใช้แหล่งน้ำที่ผ่านการบำบัดเท่านั้น ในปี 2569 มีแผนสนับสนุนงบประมาณเพื่อเพิ่มศักยภาพเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นในการดูแลระบบประปาและสุ่มตรวจคุณภาพน้ำอย่างต่อเนื่อง รวมถึงการตอบโต้ข่าวที่ไม่เป็นความจริงเพื่อลดความตื่นตระหนก การดำเนินงานเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความร่วมมือกับจังหวัดและหน่วยงานอื่น ๆ เพื่อปกป้องสุขภาพประชาชนและจัดการมลพิษในแม่น้ำกกอย่างยั่งยืน

เจริญ พิมพ์ขาล สำนักงานเกษตรจังหวัดเชียงใหม่ กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่าทางหน่วยงานได้ตรวจสอบผลกระทบจากมลพิษสารโลหะหนักในแม่น้ำกก ซึ่งเกิดจากการทำเหมืองแร่ในเมียนมา โดยร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมพัฒนาที่ดินเก็บตัวอย่างพืชในพื้นที่อำเภอแม่อาย 3 ครั้งตั้งแต่เดือนเมษายนถึงกรกฎาคม 2568 และมีกำหนดเก็บครั้งที่ 4 ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 ผลการตรวจพบสารหนูและแคดเมียมในพืชหลายชนิด ได้แก่ ส้มเขียวหวาน พริกเขียว พริกแดง พริกซุเปอร์ฮอต กะหล่ำจีน มะม่วง ข้าวโพดหวาน และกระเทียม โดยเฉพาะพริกซุเปอร์ฮอตและมะม่วงพบสารหนูในระดับสูง แต่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ปลอดภัยสำหรับบริโภค อย่างไรก็ตาม การพบสารปนเปื้อนซ้ำในพืชเป็นสัญญาณที่น่ากังวล หากมีการบริโภคต่อเนื่องเป็นเวลานานอาจส่งผลต่อสุขภาพ

การตรวจวิเคราะห์พืชดำเนินการโดยห้องปฏิบัติการที่ได้มาตรฐาน (Central Lab) และศูนย์วิทยาศาสตร์การแพทย์จังหวัดเชียงใหม่ เพื่อให้ผลมีความน่าเชื่อถือ สำนักงานเกษตรจังหวัดได้แนะนำแนวปฏิบัติสำหรับเกษตรกร เช่น เปลี่ยนมาใช้ปุ๋ยอินทรีย์แทนปุ๋ยเคมีเพื่อลดการสะสมสารเคมีในพืช ปลูกพืชหมุนเวียนหรือพืชทดแทนเพื่อลดความเสี่ยง และล้างผลผลิตด้วยน้ำจากบ่อบาดาลหรือน้ำตื้นที่ผ่านการตรวจสอบแล้ว รวมถึงใช้แหล่งน้ำเหล่านี้ในการเพาะปลูกเพื่อหลีกเลี่ยงน้ำจากแม่น้ำกก

นอกจากนี้ ได้มีการติดประกาศที่ท่าเรือน้ำตก ตำบลท่าตอน อำเภอแม่อาย เพื่อแจ้งผลการตรวจพบสารปนเปื้อนให้ประชาชนทราบ และสร้างการรับรู้ผ่านการออกหน่วยเคลื่อนที่ร่วมกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น ศูนย์เฝ้าระวังและแก้ไขปัญหามลพิษ เพื่อให้เกษตรกรและชุมชนตระหนักถึงความเสี่ยงและปรับเปลี่ยนวิธีการเพาะปลูกให้ปลอดภัยยิ่งขึ้น การดำเนินงานเหล่านี้มุ่งลดผลกระทบต่อการเกษตรและปกป้องสุขภาพประชาชนในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบจากมลพิษในแม่น้ำกก

ในช่วงท้ายของการเสวนาทางตัวแทนภาคประชาชนและภาคประชาสังคมได้ยื่นจดหมายข้อเสนอแนะต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องและได้นำเสนอข้อเสนอแนะโดย สายัณห์ ข้ามหนึ่ง ผู้อำนวยการสมาคมแม่น้ำเพื่อชีวิตได้รวบรวมข้อเสนอจากประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่อาย จังหวัดเชียงใหม่ ที่ได้รับผลกระทบจากการปนเปื้อนสารโลหะหนักในแม่น้ำกก อันเนื่องมาจากกิจกรรมเหมืองแร่ในเมียนมา ดังนี้

1) การจัดหาแหล่งน้ำสะอาด: ประชาชนกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของน้ำจากแม่น้ำกก จึงขอให้จัดหาแหล่งน้ำดื่มและน้ำใช้ที่สะอาดและเพียงพอ รวมถึงขยายจุดแจกจ่ายน้ำดื่มให้ครอบคลุมหมู่บ้านห่างไกล เนื่องจากปัจจุบันมีเพียงจุดเดียวที่ไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในช่วงหน้าแล้งที่แหล่งน้ำประปาภูเขาอาจขาดแคลน

2) การเยียวยาผู้ประกอบการท่องเที่ยวและร้านอาหาร: ผู้ประกอบการด้านการท่องเที่ยว เช่น ร้านอาหาร ฟาร์มช้าง และแพเรือ ในพื้นที่ริมแม่น้ำกกเผชิญผลกระทบทางเศรษฐกิจจากข่าวมลพิษที่ทำให้นักท่องเที่ยวลดลง ขอให้มีมาตรการเยียวยาความเสียหายและสนับสนุนการฟื้นฟูภาพลักษณ์เพื่อการดำเนินธุรกิจระยะยาว

3) การสนับสนุนกลุ่มประมงท้องถิ่น: กลุ่มประมงสูญเสียรายได้จากการขาดความเชื่อมั่นของผู้บริโภคต่อความปลอดภัยของปลาและสัตว์น้ำ ขอให้มีการชดเชยเยียวยา จัดหาอาชีพทางเลือกทั้งระยะสั้นและยาว รวมถึงตรวจสอบตัวอย่างปลาและสัตว์น้ำอย่างต่อเนื่องเพื่อประเมินความเสี่ยงและแจ้งเตือนประชาชน

4) การปกป้องเกษตรกรริมแม่น้ำ: เกษตรกรกังวลต่อความปลอดภัยของผลผลิตและสุขภาพจากน้ำและดินที่ปนเปื้อน ขอให้มีการตรวจสอบคุณภาพดินและน้ำในพื้นที่เกษตรอย่างสม่ำเสมอ พร้อมมาตรการช่วยเหลือหากพบการปนเปื้อน รวมถึงจัดทำระบบติดตามโซ่อุปทานสินค้าเกษตรเพื่อแจ้งเตือนผู้บริโภค

5) การเฝ้าระวังสุขภาพประชาชน: ขอให้มีการตรวจสุขภาพอย่างต่อเนื่องในกลุ่มเสี่ยง เช่น หญิงตั้งครรภ์ เด็ก ผู้สูงอายุ และผู้ป่วยโรคประจำตัว รวมถึงพัฒนาระบบบริการสาธารณสุขทั้งปฐมภูมิและระบบส่งต่อเพื่อรองรับผลกระทบระยะยาวจากการสะสมสารพิษ พร้อมเปิดเผยข้อมูลคุณภาพน้ำอย่างโปร่งใสต่อสาธารณะ

6) การสื่อสารและความร่วมมือ: ขอให้จัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดที่มีตัวแทนจากภาครัฐ ชาวบ้าน ภาคประชาสังคม และภาควิชาการ เพื่อติดตามและแก้ไขปัญหามลพิษอย่างต่อเนื่อง รวมถึงสนับสนุนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการฟื้นฟูระบบนิเวศแม่น้ำกก และวางแผนฟื้นฟูระยะยาวด้วยข้อมูลที่โปร่งใสและตรงไปตรงมา