อีกไม่กี่วันข้างหน้า ประเทศไทยจะเดินมาถึงหมุดหมายสำคัญอีกครั้งในวันที่ 8 กุมภาพันธ์ วันที่ประชาชนต้องก้าวเข้าสู่คูหาเพื่อกำหนดทิศทางอนาคตของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นการออกเสียง “กาเห็นชอบ” ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการเตรียมตัวเลือกตั้ง สิ่งเหล่านี้ล้วนถูกพูดถึงอย่างเข้มข้นในช่วงเวลานี้ แต่ท่ามกลางบรรยากาศของการรณรงค์และคำเชิญชวนให้ไปใช้สิทธิ ยังมีคำถามสำคัญที่สังคมไม่ควรละเลย
ก่อนจะจรดปากกาในคูหา เราจำเป็นต้องทำการบ้านร่วมกันว่า นโยบายที่พรรคการเมืองต่างๆ นำเสนออยู่นั้น เป็นเพียง “นโยบายขายฝัน” หรือเป็น “สิ่งที่สามารถทำได้จริง” โดยเฉพาะประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน ซึ่งมักถูกผลักให้เป็นเรื่องรอง ถูกใช้เป็นเพียงถ้อยคำสวยงามบนเวทีหาเสียง หรือกลายเป็นไม้ประดับที่ขาดน้ำหนักในทางปฏิบัติ
ทั้งที่ในความเป็นจริง สิทธิมนุษยชนคือรากฐานของความปลอดภัย สิทธิเสรีภาพ และความยุติธรรมในชีวิตประจำวันของผู้คนทุกคน การเลือกตั้งครั้งนี้จึงไม่ควรถูกมองว่าเป็นเพียงกระบวนการทางเทคนิคของประชาธิปไตย ที่จบลงเมื่อเราหย่อนบัตรเลือกตั้งสามใบลงในคูหา หากแต่เป็นการเดิมพันที่เกี่ยวพันโดยตรงกับชีวิต ศักดิ์ศรี และอนาคตของประชาชนทั้งประเทศ
เมื่อวันที่ 20 มกราคม ที่ผ่านมา ทาง Amnesty International Thailand และ สำนักข่าว The Reporter ได้ร่วมกันจัดกิจกรรมเวทีเสวนาออนไลน์ “Human Rights Agenda วาระสิทธิมนุษยชน เลือกตั้ง 69: อย่าปล่อยให้สิทธิมนุษยชนหายไปจากสมการการเมืองไทย” โดย ฐปณีย์ เอียดศรีไชย รับหน้าที่ผู้ดำเนินรายการ
สิทธิมนุษยชนที่หายไปจากเวทีเลือกตั้ง: คุณค่าพื้นฐานของประชาธิปไตยไทย
ดร.ปุรวิชญ์ วัฒนสุข จากคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวขอบคุณผู้จัดงานที่เชิญให้มาร่วมแลกเปลี่ยน พร้อมตั้งข้อสังเกตอย่างตรงไปตรงมาว่า ในบรรยากาศการเมืองและการหาเสียงเลือกตั้งช่วงที่ผ่านมา “ประเด็นเรื่องสิทธิ” แทบจะหายไปจากกระแสสังคม ทั้งที่สำหรับเขา สิทธิมนุษยชนคือคุณค่าพื้นฐานที่สุดของระบอบประชาธิปไตย เป็นแก่นสำคัญที่สะท้อนว่าเรายึดถือประชาธิปไตยอย่างไร และนำคุณค่านั้นไปปฏิบัติจริงมากน้อยเพียงใด
เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงสองปีที่ผ่านมา ภาพของสิทธิมนุษยชนในสังคมไทยปรากฏทั้งด้านที่ดูเหมือนก้าวหน้าและด้านที่ยังถดถอย ในด้านหนึ่ง มีความคืบหน้าเชิงนโยบายและกฎหมาย เช่น การผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียม ความพยายามผลักดันกฎหมายชาติพันธุ์ หรือกฎหมายอากาศสะอาด ซึ่งเขามองว่าไม่ได้เป็นเพียงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เป็นกฎหมายสิทธิมนุษยชนโดยตรง เพราะสิทธิในการมีอากาศที่ดีสำหรับการหายใจคือสิทธิขั้นพื้นฐานของมนุษย์ทุกคน
อย่างไรก็ตาม ในอีกด้านหนึ่ง สิทธิและเสรีภาพในการแสดงออกและการแสดงความคิดเห็นยังคงเผชิญข้อจำกัดอย่างต่อเนื่อง สถานการณ์คดีการเมืองแทบไม่แตกต่างจากหลายปีก่อน ยังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมือง ภายใต้กฎหมายอย่างมาตรา 112 มาตรา 116 หรือพระราชบัญญัติคอมพิวเตอร์ รวมถึงประเด็นเรื่องการนิรโทษกรรมที่ยังไม่ขยับไปข้างหน้าอย่างมีนัยสำคัญ
สำหรับเขา คำถามสำคัญในช่วงเวลานี้ ไม่ใช่เพียงว่าพรรคการเมืองจะมีนโยบายใดออกมาแข่งขันกัน แต่คือคำถามว่าพรรคการเมืองเหล่านั้นยึดถือ “คุณค่า” แบบใด สิทธิมนุษยชนไม่ควรถูกมองเป็นเรื่องรองหรือเรื่องเฉพาะกลุ่ม หากแต่เป็นฐานคิดที่กำหนดทิศทางของการเมืองทั้งระบบ การเลือกตั้งจึงไม่ควรเป็นเพียงการสัญญาว่าจะลด แจก หรือแก้ปัญหาเชิงเทคนิคเท่านั้น แต่ต้องสะท้อนจุดยืนทางคุณค่าที่ชัดเจนต่อสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
เขามองว่าการเลือกตั้งครั้งนี้จะเป็นโอกาสสำคัญในการทบทวน เปิดพื้นที่พูดคุย และดึงประเด็นเรื่องสิทธิมนุษยชนกลับมาอยู่ในกระแสการรับรู้ของสังคมไทยอีกครั้ง โดยเฉพาะในบริบทของการเลือกตั้งครั้งนี้
ชายแดนไทยในหลุมดำการเลือกตั้ง: ความมั่นคงที่ไร้สิทธิมนุษยชน
สุณัย ผาสุข จากฮิวแมนไรท์วอทช์ ประจำประเทศไทย กล่าวขอบคุณผู้จัดงานและองค์กรภาคีที่เชิญมาร่วมแลกเปลี่ยน พร้อมชี้ให้เห็นว่า ปัญหาชายแดนของไทยทั้งสามด้าน—ตะวันออก ตะวันตก และใต้—ล้วนเผชิญปัญหาที่ทับซ้อนกันอย่างซับซ้อนระหว่างมิติความมั่นคงและสิทธิมนุษยชน โดยไม่มีด้านใดที่สามารถแยกออกจากกันได้
เขาเริ่มจากสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งเป็นกรณีสดใหม่จากเหตุปะทะกันสองระลอก ทั้งในช่วงกลางปีและปลายปีที่ผ่านมา ความสูญเสียที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะต่อพลเรือน ยังคงเป็นคำถามค้างคาว่าจะมีใครต้องรับผิดชอบ ความทรงจำของสังคมไทยยังจดจำภาพการเสียชีวิตของเด็กเล็ก พลเรือนที่ถูกสังหาร และความเสียหายต่อสถานที่พลเรือน ขณะเดียวกัน ฝั่งกัมพูชาก็อ้างว่าพลเรือนของตนเองได้รับผลกระทบจากการปะทะกับไทยเช่นกัน สิ่งที่ยังขาดหายคือกลไกตรวจสอบอย่างจริงจังเพื่อหาข้อเท็จจริงและนำผู้กระทำผิดมารับผิดตามกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศ
สุณัยระบุว่า ฮิวแมนไรท์วอทช์ได้เรียกร้องต่อรัฐบาลไทยมาอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่รัฐบาลเพื่อไทยจนถึงรัฐบาลภูมิใจไทย ให้ผลักดันกลไกการสอบสวนข้อกล่าวหาเกี่ยวกับอาชญากรรมสงคราม เพื่อพิสูจน์ว่าใครเป็นผู้กระทำและจะดำเนินการอย่างไรผ่านกลไกระหว่างประเทศ ตราบใดที่ประเด็นนี้ยังไม่ถูกสะสาง ความขัดแย้งก็จะวนเวียนอยู่กับการกล่าวโทษกันไปมาโดยไม่เกิดความยุติธรรม และยิ่งตอกย้ำวัฒนธรรมการลอยนวลพ้นผิด ซึ่งอาจนำไปสู่การโจมตีพลเรือนซ้ำอีกในอนาคต
อีกประเด็นที่ยังคงค้างคา คือการผลักดันให้มีการสอบสวนการใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคล ซึ่งเป็นอาวุธต้องห้ามตามกฎหมายระหว่างประเทศ แม้ไทยจะหยิบยกเรื่องนี้ไปผลักดันในเวทีระหว่างประเทศหลายแห่ง และได้รับเสียงสนับสนุนจากนานาชาติ แต่จนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการจัดตั้งคณะตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเป็นรูปธรรม ทำให้ยังไม่มีมาตรการใดที่สามารถยับยั้งการใช้ทุ่นระเบิดซ้ำอีกได้ ทั้งที่มีหลักฐานชัดเจนถึงความสูญเสียที่เกิดขึ้นกับฝ่ายไทย
เขาตั้งข้อสังเกตว่า พรรคการเมืองทุกพรรคต่างพูดถึงการปกป้องอธิปไตยเหนือดินแดนชายแดนไทย–กัมพูชา แต่กลับไม่พูดถึงการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน การวางกลไกป้องกันการละเมิดกฎหมายสงคราม หรือการทวงถามความยุติธรรมให้กับพลเรือนที่ตกเป็นเหยื่อของความรุนแรง ช่องทางที่เหมาะสมคือการใช้กลไกกฎหมายระหว่างประเทศ แต่กลับไม่มีรัฐบาลใดกล่าวถึงแนวทางนี้อย่างจริงจัง
ในพื้นที่ชายแดนภาคใต้ สถานการณ์ยังคงน่ากังวลไม่แพ้กัน เหตุโจมตีปั๊มน้ำมัน 11 แห่งในสามจังหวัดในวันเลือกตั้ง อบต. สะท้อนรูปแบบการโจมตีเป้าหมายพลเรือนของกลุ่ม BRN อย่างชัดเจน ซึ่งเป็นการละเมิดกฎหมายมนุษยธรรมระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง แม้จะมีการฟื้นฟูกระบวนการพูดคุยสันติภาพ แต่ยังไม่เห็นมาตรการกดดันที่ชัดเจนให้ BRN ยุติการโจมตีพลเรือน หรือผลลัพธ์หากยังคงใช้ความรุนแรงเช่นเดิม
สุณัยชี้ว่า ปัญหาภาคใต้แทบไม่อยู่ในวาระเร่งด่วนของพรรคการเมืองหลัก ไม่ว่าจะเป็นแดง ส้ม หรือ น้ำเงิน แม้แต่พรรคที่เคยแสดงจุดยืนด้านสิทธิมนุษยชน ก็ไม่ได้ผลักดันประเด็นสำคัญอย่างการยกเลิกอายุความในคดีอาญาที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด ซึ่งกรณีตากใบควรเป็นบทเรียนสำคัญว่าความยุติธรรมที่ล่าช้าหรือไม่เกิดขึ้นเลย เป็นเชื้อไฟของความขัดแย้งและเปิดพื้นที่ให้ความรุนแรงดำรงอยู่ต่อไป
สำหรับชายแดนตะวันตกติดกับเมียนมา สถานการณ์ยิ่งซับซ้อนขึ้นจากความขัดแย้งภายในประเทศเมียนมาที่ไม่มีแนวโน้มยุติ การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นไม่ได้นำไปสู่สันติภาพ ความไร้เสถียรภาพตามแนวชายแดนส่งผลต่อเนื่องถึงปัญหาผู้ลี้ภัย การค้ามนุษย์ และอาชญากรรมข้ามชาติ ขณะเดียวกัน กลุ่มอำนาจต่าง ๆ ยังอาศัยช่องว่างความมั่นคงทำธุรกิจสีเทาและสีดำ รวมถึงการเปิดทางให้ทุนจากจีนเข้ามาดำเนินกิจกรรมที่สร้างมลพิษ ปล่อยสารพิษลงสู่แม่น้ำซึ่งกระทบต่อไทยโดยตรง
เขาย้ำว่า ปัญหาชายแดนเมียนมาไม่ควรถูกมองเพียงในกรอบความมั่นคงแบบเดิม แต่ต้องเชื่อมโยงกับมิติสิ่งแวดล้อม ความมั่นคงมนุษย์ และการจัดการทุนข้ามพรมแดน ทว่าเรื่องเหล่านี้กลับไม่อยู่ในวาระของพรรคการเมืองใดเลย
สุณัยสรุปว่า ปัญหาชายแดนทั้งสามด้านของไทยได้กลายเป็น “หลุมดำ” ในการเลือกตั้งครั้งนี้ พรรคการเมืองทุกพรรคหลีกเลี่ยงที่จะพูดถึงทั้งในมิติสิทธิมนุษยชน ความยุติธรรม และความมั่นคงมนุษย์อย่างรอบด้าน ซึ่งนับเป็นเรื่องที่น่าผิดหวังอย่างยิ่งสำหรับอนาคตของสังคมไทยและประชาธิปไตย
คดีการเมืองที่ยังไม่จบ และความยุติธรรมที่ยังมาไม่ถึง
พูนสุข พูนสุขเจริญ จากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน กล่าวขอบคุณผู้จัดงานและผู้ดำเนินรายการ ก่อนสะท้อนภาพรวมของสถานการณ์คดีการเมืองในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2563 เป็นต้นมา ซึ่งยังคงเป็นปัญหาใหญ่ที่สังคมไม่อาจมองข้ามได้ ปัจจุบันมีผู้ถูกดำเนินคดีจากการแสดงออกทางการเมืองราว 2,000 คน คิดเป็นจำนวนคดีทั้งหมด 1,341 คดี ในจำนวนนี้มีคดีที่สิ้นสุดแล้วประมาณ 780 คดี หรือราว 60 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่อีกกว่า 560 คดี หรือเกือบ 40 เปอร์เซ็นต์ ยังอยู่ระหว่างกระบวนการยุติธรรม สะท้อนให้เห็นว่าภายในระยะเวลาเกือบห้าปีที่ผ่านมา ระบบยุติธรรมยังไม่สามารถคลี่คลายคดีการเมืองได้อย่างทั่วถึง
ในปัจจุบัน มีผู้ต้องขังทางการเมืองอยู่ในเรือนจำอย่างน้อย 55 คน และตัวเลขนี้ยังไม่ใช่จุดสิ้นสุด หากคดีต่าง ๆ ยังคงดำเนินต่อไป โอกาสที่ผู้ถูกกล่าวหาซึ่งยังอยู่นอกเรือนจำจะถูกคุมขังเพิ่มก็มีแนวโน้มสูงขึ้น โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาจากทิศทางคำพิพากษาในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ซึ่งหลายคดีกลับคำพิพากษาจากศาลชั้นต้นที่เคยยกฟ้องหรือไม่ลงโทษ มาเป็นการลงโทษในชั้นที่สูงขึ้น อีกทั้งยังมีปัญหาสำคัญเรื่องการไม่ให้สิทธิประกันตัวระหว่างการต่อสู้คดีในชั้นอุทธรณ์และฎีกา ส่งผลให้ผู้ต้องหาจำนวนมากต้องถูกคุมขังระหว่างที่คดียังไม่ถึงที่สุด
พูนสุขย้อนถึงความพยายามในรัฐบาลที่ผ่านมาในการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมประชาชน ควบคู่ไปกับร่างกฎหมาย “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” ซึ่งมีเป้าหมายจัดการคดีการเมืองในอดีต โดยเฉพาะคดีความขัดแย้งทางการเมืองเสื้อสี อย่างไรก็ตาม ร่างนิรโทษกรรมประชาชน รวมถึงร่างของพรรคก้าวไกลเดิมหรือพรรคประชาชนในปัจจุบัน กลับไม่ผ่านความเห็นชอบ ขณะที่ร่างซึ่งผ่านเข้าสู่กระบวนการต่อมีเพียงสามร่าง ซึ่งล้วนใช้ชื่อ “สร้างเสริมสังคมสันติสุข” เหมือนกัน และอยู่ระหว่างการพิจารณาของวุฒิสภา
การยุบสภาทำให้ร่างกฎหมายดังกล่าวตกไปตามกระบวนการทางกฎหมาย เว้นแต่รัฐบาลใหม่จะดึงร่างกลับมาพิจารณาต่อภายใน 60 วันหลังจัดตั้งคณะรัฐมนตรี หากมีการดึงกลับ ร่างก็จะกลับไปอยู่ในขั้นตอนเดิมคือวุฒิสภา ซึ่งก่อนหน้านี้ได้มีการล็อกหลักการไว้แล้วว่าไม่ให้รวมคดีตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 และมาตรา 110 ส่งผลให้ผู้ต้องขังจากคดีเหล่านี้แทบหมดโอกาสได้รับการเยียวยา แต่หากไม่ดึงกลับและเริ่มต้นใหม่ด้วยการเสนอร่างกฎหมายฉบับใหม่ในสภาผู้แทนราษฎร ก็จะต้องใช้เวลาอีกอย่างน้อยหนึ่งถึงสองปี ซึ่งหมายความว่าผู้ที่ถูกคุมขังอยู่ในปัจจุบันจะต้องถูกยืดเวลาการสูญเสียอิสรภาพออกไปอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
เธอชี้ว่า ผลการเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะการจับขั้วทางการเมืองจะส่งผลโดยตรงต่อชะตากรรมของร่างกฎหมายนิรโทษกรรม หากเป็นรัฐบาลที่ไม่มีพรรคประชาชนร่วมอยู่ด้วย โอกาสที่ร่างจะเดินหน้าต่อหรือมีการเสนอร่างใหม่ก็อาจลดน้อยลง ในทางกลับกัน หากพรรคประชาชนมีบทบาทในการจัดตั้งรัฐบาล ก็อาจเปิดพื้นที่ให้มีการผลักดันร่างใหม่ที่ครอบคลุมมากขึ้น อย่างไรก็ดี เธอยอมรับว่า การคาดหวังให้ทุกพรรคการเมืองมีนโยบายชัดเจนในการจัดการคดีนักโทษการเมืองอาจไม่ใช่เรื่องง่าย แต่ไม่ว่ารัฐบาลชุดใดจะเข้ามาบริหาร ปัญหาคดีการเมืองและนิรโทษกรรมยังคงเป็น “เผือกร้อน” ที่ไม่อาจหลีกเลี่ยงได้
พูนสุขเน้นว่า ปัญหานี้ไม่ได้เป็นเพียงความต้องการของภาคประชาชนหรือเฉพาะคดีที่เกิดขึ้นหลังปี 2563 เท่านั้น หากแต่ยังรวมถึงคดีการเมืองจากความขัดแย้งในอดีตที่รัฐเองก็ต้องการจัดการ เพียงแต่มีความพยายามแยกคดีบางประเภท โดยเฉพาะคดีมาตรา 112 และ 110 ออกจากกระบวนการนิรโทษกรรม ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไป ปัญหาก็จะยังคงอยู่ เป็นเหมือนเสี้ยนหนามในทุกการเลือกตั้ง และเป็นความขัดแย้งที่สังคมต้องเผชิญซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในเชิงข้อเสนอ เธอเห็นว่ามาตรการเร่งด่วนที่สุดภายหลังการจัดตั้งรัฐบาลใหม่ คือการอำนวยความสะดวกให้มีการประกันตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทันที โดยเฉพาะในกลุ่ม 26 คนจากทั้งหมด 55 คน ที่คดียังอยู่ระหว่างการพิจารณา ซึ่งตามหลักแล้วควรมีสิทธิได้รับการประกันตัว นอกจากนี้ ยังจำเป็นต้องผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมคดีการเมืองทุกกลุ่ม ไม่เลือกปฏิบัติตามสีเสื้อหรือฝ่ายทางการเมือง
ในระยะยาว เธอเสนอให้มีการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมและระบบเรือนจำอย่างจริงจัง การมีผู้ต้องขังทางการเมืองได้สะท้อนให้เห็นสภาพความเป็นอยู่ในเรือนจำที่เลวร้าย ซึ่งไม่ได้กระทบเฉพาะนักโทษการเมืองเท่านั้น แต่รวมถึงผู้ต้องขังคดีทั่วไปด้วย การคุมขังไม่ว่าด้วยเหตุใดควรตั้งอยู่บนพื้นฐานของการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และควรเป็นมาตรฐานขั้นต่ำของสังคมที่อารยะ
พูนสุขย้ำว่า ประเด็นที่สำคัญและครอบคลุมที่สุดคือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ วันที่ 8 กุมภาพันธ์จึงเป็นหมุดหมายสำคัญที่ประชาชนจะได้แสดงเจตจำนงว่าต้องการรัฐธรรมนูญใหม่ที่มาจากประชาชนอย่างแท้จริง แม้การผ่านประชามติจะเป็นเพียงจุดเริ่มต้น แต่ยังต้องอาศัยความมุ่งมั่นและเจตจำนงทางการเมืองของพรรคการเมืองในการผลักดันให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด เพราะนี่คือโครงสร้างพื้นฐานที่กำหนดทั้งสิทธิเสรีภาพและอนาคตของประเทศอย่างแท้จริง
ทนายความจากศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชนได้สรุปข้อเสนอเชิงนโยบายอย่างกระชับแต่ชัดเจน โดยเริ่มจากข้อเสนอในระยะสั้นที่สุด คือการให้สิทธิในการประกันตัวแก่ผู้ต้องขังทางการเมือง เพื่อยืนยันหลักการพื้นฐานของกระบวนการยุติธรรมและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ในระยะถัดมา เธอเสนอให้มีการผลักดันร่างกฎหมายนิรโทษกรรมที่ครอบคลุมคดีทางการเมืองทุกคดี โดยไม่จำกัดประเภทความผิด เพื่อคลี่คลายความขัดแย้งทางการเมืองและยุติการใช้กฎหมายเป็นเครื่องมือในการละเมิดสิทธิ
ในระยะยาว เธอชี้ให้เห็นถึงความจำเป็นของการปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ ควบคู่ไปกับการปฏิรูปเรือนจำ เพื่อให้ระบบเหล่านี้ตั้งอยู่บนหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรม และความเคารพต่อศักดิ์ศรีของผู้ต้องขังอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอที่เธอย้ำว่ามีความสำคัญสูงสุด คือการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซึ่งเป็นรากฐานของโครงสร้างอำนาจและการคุ้มครองสิทธิในสังคมประชาธิปไตย
พูนสุขเน้นย้ำว่า การดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง ไม่อาจจำกัดอยู่เพียงมิติทางเศรษฐกิจ หากแต่ต้องควบคู่ไปกับการมีสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐาน ทั้งสองมิตินี้เป็นเงื่อนไขสำคัญที่มนุษย์ทุกคนจำเป็นต้องมี เพื่อให้สามารถใช้ชีวิตได้อย่างสมบูรณ์และมีความหมายในสังคม
การเลือกตั้งภายใต้กรอบความมั่นคง: สิทธิมนุษยชน แรงงานข้ามชาติ และผู้ลี้ภัยที่ถูกมองข้าม
พุทธณี กางกั้น จาก Fortify Rights ได้สะท้อนภาพรวมของนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนของพรรคการเมืองไทยในช่วงการหาเสียงเลือกตั้งครั้งล่าสุด โดยอ้างอิงจากการสำรวจและติดตามนโยบายที่ถูกประกาศอย่างเป็นทางการ เธอชี้ให้เห็นว่า ในบรรดาพรรคการเมืองทั้งหมด มีเพียงไม่กี่พรรคเท่านั้นที่ระบุประเด็นสิทธิมนุษยชนไว้ในนโยบายอย่างชัดเจน พรรคประชาชนเป็นหนึ่งในพรรคที่มีการเขียนนโยบายด้านสิทธิมนุษยชนครอบคลุมหลายประเด็น อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติระหว่างการหาเสียง ประเด็นเหล่านี้กลับแทบไม่ถูกหยิบยกขึ้นมาสื่อสารกับสาธารณะ ขณะที่อีกพรรคหนึ่งคือพรรคพลวัต ซึ่งแม้จะเป็นพรรคขนาดเล็ก แต่กลับมีความชัดเจนสูงในประเด็นสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับคนที่ไม่ใช่คนไทย โดยเฉพาะแรงงานข้ามชาติและผู้ลี้ภัย
พุทธณีตั้งข้อสังเกตว่า การเลือกตั้งครั้งนี้มีบริบทแตกต่างจากการเลือกตั้งครั้งก่อนอย่างมีนัยสำคัญ สืบเนื่องจากการยุบสภาและสถานการณ์ความตึงเครียดบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา ซึ่งถูกใช้เป็นเงื่อนไขสำคัญในการปลุกกระแสชาตินิยม ส่งผลให้นโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองส่วนใหญ่มุ่งเน้นไปที่ความมั่นคงของชาติและการปกป้องอธิปไตย มากกว่าการคุ้มครองสิทธิมนุษยชน ขณะเดียวกัน ปัญหาเศรษฐกิจที่การเติบโตของประเทศอยู่ในระดับต่ำ และภาวะหนี้ครัวเรือนที่สูง ก็ยิ่งทำให้พรรคการเมืองจำนวนมากเน้นนโยบายด้านเศรษฐกิจและความยากจนเป็นหลัก ซึ่งแม้จะเป็นส่วนหนึ่งของสิทธิทางเศรษฐกิจและสังคม แต่กลับบดบังประเด็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองอย่างแทบสิ้นเชิง
ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับแรงงานข้ามชาติ พุทธณีชี้ให้เห็นว่า ประเทศไทยมีแรงงานข้ามชาติมากกว่า 3 ล้านคน แต่แทบไม่มีพรรคการเมืองใดกล่าวถึงแรงงานจากเมียนมา กัมพูชา หรือแรงงานข้ามชาติกลุ่มอื่นอย่างจริงจัง นโยบายที่ถูกพูดถึงส่วนใหญ่มุ่งไปที่สิทธิแรงงานไทยเป็นหลัก ขณะที่แรงงานข้ามชาติกลับถูกมองข้าม ทั้งที่เป็นแรงงานสำคัญต่อโครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศ
เธอยังหยิบยกประเด็นผู้ลี้ภัยขึ้นมาเป็นข้อกังวลสำคัญ โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศไทยดำรงตำแหน่งเป็นสมาชิกสภาสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา มีกรณีการผลักดันชาวอุยกูร์กว่า 40 คนกลับประเทศจีน ซึ่งก่อให้เกิดคำถามอย่างมากต่อพันธกรณีด้านสิทธิมนุษยชนของไทย รวมถึงกรณีของนักกิจกรรมและนักการเมืองต่างชาติที่ถูกผลักดันกลับ แม้จะมีความพยายามจากองค์กรภาคประชาสังคมในการติดตามตรวจสอบ แต่กระบวนการเหล่านี้กลับขาดความโปร่งใสและเปิดช่องให้เกิดข้อกังขาอย่างต่อเนื่อง
จากการทำงานภาคสนามของ Fortify Rights พุทธณีเปิดเผยข้อมูลว่า ตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา มีผู้ลี้ภัยชาวเมียนมากว่า 1,000 คนถูกผลักดันกลับบริเวณชายแดนจังหวัดระนอง แม้ในทางกฎหมายจะถูกจัดสถานะเป็นแรงงานผิดกฎหมาย แต่ในทางข้อเท็จจริง สถานการณ์ในเมียนมากำลังเผชิญสงครามกลางเมือง การโจมตีทางอากาศต่อชนกลุ่มน้อย และการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างเป็นระบบ การส่งคนเหล่านี้กลับจึงไม่อาจมองว่าเป็นเพียงการบังคับใช้กฎหมายตรวจคนเข้าเมืองตามปกติ หากแต่เข้าข่ายการผลักดันกลับไปสู่พื้นที่อันตราย ซึ่งขัดต่อหลักการไม่ส่งกลับ (Non-Refoulement) ตามกฎหมายสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
พุทธณีเน้นย้ำว่า แม้ประเทศไทยจะยังไม่ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยผู้ลี้ภัย แต่ข้อเท็จจริงคือผู้ที่เดินทางออกจากเมียนมาจำนวนมากไม่สามารถเข้ามาในฐานะผู้ลี้ภัยได้ จึงจำเป็นต้องเข้ามาในสถานะแรงงาน การจัดการของรัฐไทยจึงควรตั้งอยู่บนความเข้าใจในบริบทความขัดแย้งและความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน มากกว่าการมองเพียงสถานะทางกฎหมาย
เธอสรุปว่า การหาเสียงเลือกตั้งครั้งนี้สะท้อนให้เห็นช่องว่างสำคัญของนโยบายสาธารณะ โดยเฉพาะการขาดหายของการพูดถึงผู้ลี้ภัย แรงงานข้ามชาติ และผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนจากนโยบายความมั่นคง การต่างประเทศ และปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ เช่น ขบวนการสแกมเมอร์ ซึ่งล้วนก่อให้เกิดการอพยพและความเปราะบางของผู้คน แต่กลับไม่ได้ถูกนำมาพิจารณาในฐานะมนุษย์ที่มีสิทธิอย่างเท่าเทียม นี่คือสิ่งที่ทีมงานของเธอมองว่าเป็นสิ่งที่ขาดหายไปอย่างชัดเจนจากการเลือกตั้งในครั้งนี้
จาก UNGPs สู่ OECD: ความท้าทายของไทยในการกำกับธุรกิจด้วยสิทธิมนุษยชน
สัณหวรรณ ศรีสด จากคณะกรรมการนักนิติศาสตร์สากล (ICJ) เสนอให้ขยายกรอบการมองเรื่องสิทธิมนุษยชนออกไปไกลกว่าความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนภายในประเทศ โดยเริ่มจากการชี้ให้เห็นว่า ในช่วงกว่าสิบปีที่ผ่านมา ได้เกิด “ผู้เล่นใหม่” ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนอย่างลึกซึ้งไม่แพ้รัฐ นั่นคือภาคธุรกิจ ซึ่งในหลายกรณีมีอำนาจและความใกล้ชิดกับชีวิตประจำวันของประชาชนมากกว่ารัฐเสียด้วยซ้ำ จึงเกิดพัฒนาการของแนวคิดและหลักการด้าน “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ที่เน้นให้ภาคธุรกิจมีหน้าที่เคารพและรับผิดชอบต่อสิทธิมนุษยชนมากขึ้น
ประเทศไทยเป็นหนึ่งในประเทศที่รับแนวคิดนี้มาอย่างจริงจัง และถึงขั้นถูกมองว่าเป็นผู้นำในระดับภูมิภาค เป็นประเทศแรก ๆ ในเอเชียที่มีแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และยังเป็นศูนย์กลางของการจัดเวทีระดับภูมิภาคด้านประเด็นนี้อย่างต่อเนื่อง ทว่า แม้จุดยืนของรัฐไทยจะชัดเจนในระดับนโยบายและเวทีระหว่างประเทศ ประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนกลับแทบไม่ปรากฏในวาทกรรมการหาเสียงหรือในนโยบายเศรษฐกิจของพรรคการเมือง ซึ่งมักมองเศรษฐกิจแยกขาดออกจากคนและสิ่งแวดล้อม เหลือเพียงคำถามเรื่องการดึงเงินลงทุนหรือการหาตลาดใหม่ โดยละเลยหัวใจสำคัญที่รัฐเองก็ย้ำเสมอว่า การพัฒนาเศรษฐกิจต้องเดินไปพร้อมกับการคุ้มครองมนุษย์และสิ่งแวดล้อม
สัณหวรรณยกตัวอย่างนโยบายด้านแรงงาน ซึ่งในช่วงหาเสียงมักถูกลดทอนเหลือเพียงประเด็นค่าจ้าง ทั้งที่ในกรอบธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน สิทธิแรงงานครอบคลุมไปถึงสภาพการทำงานที่ปลอดภัย การคุ้มครองชีวิตและสุขภาพ สิทธิในประกันสังคม และเสรีภาพในการรวมกลุ่มหรือจัดตั้งสหภาพแรงงาน เหตุการณ์แรงงานเสียชีวิตจากอุบัติเหตุในไซต์ก่อสร้างหรือโครงการขนาดใหญ่ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา แทบไม่ถูกนำมาเป็นบทเรียนเชิงนโยบายอย่างจริงจัง ขณะเดียวกัน กลไกสำคัญอย่างประกันสังคม ซึ่งเป็นสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน ก็ยังขาดการถกเถียงว่าจะทำให้เข้มแข็ง ครอบคลุม และมั่นคงได้อย่างไร รวมถึงทัศนคติของสังคมที่ยังมองการนัดหยุดงานหรือการรวมตัวของแรงงานในเชิงลบ ทั้งที่เป็นเครื่องมือสำคัญในการคุ้มครองแรงงานในฐานะกลไกหลักที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ
ในทำนองเดียวกัน ประเด็นสิ่งแวดล้อมอย่างปัญหาฝุ่น PM 2.5 มักถูกพูดถึงในภาพกว้าง แต่แทบไม่แตะต้องความรับผิดชอบของภาคธุรกิจในฐานะผู้ก่อมลพิษ ทั้งที่ประเทศไทยมีกรอบนโยบายด้านธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนอยู่แล้ว ไม่ว่าจะเป็นมลพิษอุตสาหกรรม ขยะ หรือปัญหาน้ำเสีย นโยบายสาธารณะมักถูกออกแบบจากมุมมองด้านคลังหรือพาณิชย์ มากกว่าการตั้งคำถามว่ากระทรวงแรงงาน อุตสาหกรรม หรือทรัพยากรธรรมชาติ จะมีบทบาทอย่างไรในการคุ้มครองประชาชนและชุมชนที่ได้รับผลกระทบ
สัณหวรรณยังชี้ให้เห็นว่า ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในประเทศ แต่เชื่อมโยงโดยตรงกับการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศ โดยเฉพาะในบริบทที่ประเทศคู่ค้าสำคัญอย่างสหภาพยุโรปกำหนดมาตรฐานใหม่ด้านสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน เช่น มาตรการ CBAM ที่เก็บภาษีคาร์บอนจากสินค้าที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกสูง นโยบายห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า (EUDR) และกฎหมายการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนรอบด้านในห่วงโซ่อุปทาน (HRDD) ซึ่งบังคับให้บริษัทต้องตรวจสอบการเคารพสิทธิแรงงานและสิทธิมนุษยชนทั้งในและนอกประเทศ มาตรการเหล่านี้กำลังส่งผลจริงต่อผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะ SMEs และเกษตรกรรายย่อย คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงการอัดฉีดเงินทุน แต่คือการที่รัฐจะช่วยเสริมศักยภาพ ความรู้ และกลไกสนับสนุน เพื่อให้ผู้ประกอบการรายเล็กสามารถปรับตัวและเข้าถึงตลาดใหม่ได้อย่างเป็นธรรม ไม่ใช่ปล่อยให้โอกาสตกอยู่กับผู้เล่นรายใหญ่เพียงไม่กี่ราย
ประเด็นนี้เชื่อมโยงโดยตรงกับการที่ประเทศไทยแสดงเจตจำนงเข้าร่วมเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งหนึ่งในเงื่อนไขสำคัญคือการปฏิรูปเชิงโครงสร้างด้านสิทธิมนุษยชน โดยเฉพาะการกำกับดูแลภาคธุรกิจ OECD เป็นองค์กรหลักที่กำหนดมาตรฐานระดับโลกเรื่องความรับผิดชอบของธุรกิจต่อสิทธิมนุษยชน แต่ในทางการเมืองภายในประเทศ ประเด็นเหล่านี้กลับแทบไม่ถูกหยิบยกมาพูดถึงอย่างจริงจัง
นอกจากนี้ สัณหวรรณยังเน้นย้ำถึงปัญหาการฟ้องคดีปิดปาก (SLAPP) ซึ่งกลายเป็น “ภาวะปกติใหม่” ในสังคมไทย การฟ้องร้องเกิดขึ้นจากทั้งรัฐ ภาคธุรกิจ และบุคคลทั่วไป ส่งผลกระทบโดยตรงต่อเสรีภาพในการแสดงออกและการมีส่วนร่วมของประชาชน แม้หลายคดีจะลงเอยด้วยการยกฟ้อง แต่ผู้ถูกฟ้องต้องแบกรับภาระเวลา ทรัพยากร และผลกระทบทางจิตใจเป็นเวลาหลายปี โดยเฉพาะเมื่อมีการใช้ทรัพยากรของรัฐในการดำเนินคดี สิ่งเหล่านี้บ่อนทำลายบรรยากาศประชาธิปไตยอย่างรุนแรง และสะท้อนความจำเป็นเร่งด่วนในการมีกลไกกรองคดีเพื่อยุติการคุกคามตั้งแต่ต้นทาง
นอกจากนี้ เธอยังฝากข้อสังเกตในประเด็นความหลากหลายทางเพศและความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งแม้สังคมจะให้ความสำคัญกับความก้าวหน้าของกฎหมายสมรสเท่าเทียม แต่ยังมีปัญหาเชิงโครงสร้างอีกมากที่รอการแก้ไข ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายความรุนแรงในครอบครัวที่ยังไม่คุ้มครองผู้ถูกกระทำอย่างเพียงพอ กฎหมายที่เลือกปฏิบัติทางเพศ และความล่าช้าในการปฏิรูปกฎหมายด้านการคุกคามทางเพศ สัณหวรรณจึงย้ำว่า ในกระแสการเมืองและนโยบายที่เคลื่อนไปข้างหน้า ไม่ควรปล่อยให้ประเด็นเหล่านี้ถูกลืมเลือนไปจากความสนใจของสังคมและผู้กำหนดนโยบาย
เมื่อการพัฒนากลายเป็นต้นเหตุของการละเมิดสิทธิในที่อยู่อาศัย
เพชรรัตน์ ศักดิ์ศิริเวทย์กุล จาก Amnesty International ประเทศไทย ชี้ให้เห็นว่า เมื่อพูดถึง “สิทธิในที่อยู่อาศัย” เราไม่อาจจำกัดความหมายไว้เพียงแค่บ้านที่มีหลังคาคุ้มศีรษะเท่านั้น แต่ต้องมองให้กว้างไปถึงที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ สภาพแวดล้อม อากาศ น้ำ ระบบเศรษฐกิจ ตลอดจนความสามารถของผู้คนในการกำหนดอนาคตของตนเอง สิทธิในที่อยู่อาศัยจึงเป็นเรื่องของการดำรงชีวิตอย่างมีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ไม่ใช่เพียงคำถามว่า “จะอยู่ได้อย่างไร” แต่คือ “จะอยู่อย่างไรให้มีคุณค่า”
หากหันกลับมามองสถานการณ์ในประเทศไทย ภาพที่ปรากฏในช่วงสองปีที่ผ่านมาได้สะท้อนปัญหาเชิงโครงสร้างอย่างชัดเจน ตั้งแต่น้ำท่วมซ้ำซากในหาดใหญ่ที่ยังไร้ทางออก ปัญหาฝุ่นควันและมลพิษที่ยังไม่ได้รับการจัดการอย่างจริงจัง สถานการณ์สารหนูในแม่น้ำกก ไปจนถึงโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ ไม่ว่าจะเป็น EEC หรือเขตเศรษฐกิจพิเศษ ที่ส่งผลกระทบต่อที่ดิน ทรัพยากร และวิถีชีวิตของผู้คนในพื้นที่ ขณะเดียวกัน รัฐยังพยายามใช้กลไกตลาดเข้ามาจัดการธรรมชาติ เช่น การผลักดันคาร์บอนเครดิต หรือการลงนามความร่วมมือด้านแร่หายากกับต่างประเทศ ทั้งที่คำถามพื้นฐานจากชุมชนยังคงดังขึ้นว่า หากทรัพยากรเหล่านี้ “หายาก” จริง เหตุใดจึงต้องเร่งขุดค้นและทำลายฐานทรัพยากรของผู้คน
ผลกระทบเหล่านี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องสิ่งแวดล้อม หากแต่กระทบต่อปากท้องและความมั่นคงในชีวิตของประชาชนโดยตรง ตั้งแต่เกษตรกรที่ไม่สามารถทำนาได้เพราะดินเค็ม คุณภาพผลผลิตตกต่ำ ไปจนถึงชุมชนในพื้นที่เหมืองที่ต้องเผชิญการกลับมาของทุนข้ามชาติอีกครั้ง แต่เมื่อมองไปที่นโยบายหาเสียงเลือกตั้ง ประเด็นเหล่านี้กลับแทบไม่ปรากฏ สิ่งที่ถูกพูดถึงอย่างโดดเด่นคือการพัฒนาเศรษฐกิจให้ “คนรวยขึ้น” โดยแทบไม่มีคำอธิบายว่าใครคือผู้ที่จะได้ประโยชน์ และใครคือผู้แบกรับต้นทุน
เพชรรัตน์ตั้งข้อสังเกตว่า เมื่อประชาชนลุกขึ้นตั้งคำถามต่อโครงการพัฒนา ปัญหาสิ่งแวดล้อม หรือทรัพยากรธรรมชาติ คำถามเหล่านี้กลับถูกทำให้กลายเป็น “ปัญหาความมั่นคงของรัฐ” มากกว่าจะถูกมองว่าเป็นความมั่นคงของประชาชนในการมีชีวิตที่ดี เสียงของชุมชน ชาวบ้าน หรือแม้แต่นักปกป้องสิทธิด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากร จึงมักลงเอยด้วยการถูกดำเนินคดี ไม่ต่างจากกรณีคดีป่าไม้หรือการบุกรุกป่าที่ยังคงค้างคาอยู่ แม้หลายพื้นที่จะเป็นป่าชุมชนที่ผู้คนอาศัยและดูแลมายาวนาน
ในเชิงนโยบายเศรษฐกิจ เธอชี้ว่ารัฐยังคงเน้นมาตรการระยะสั้น เช่น การลดภาษีหรือแจกสิทธิประโยชน์ ซึ่งในทางปฏิบัติมักเอื้อประโยชน์ต่อผู้มีฐานะมากกว่า ขณะที่ประชาชนทั่วไปยังคงแบกรับภาระภาษีในสัดส่วนที่สูง และไม่เห็นการนำทรัพยากรเหล่านี้กลับมาพัฒนาคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน ปัญหานี้สะท้อนความย้อนแย้งระหว่างกฎหมายและการบังคับใช้ ที่แม้จะมีกรอบกฎหมายด้านสิทธิทางเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม แต่กลับขาดการปฏิบัติจริง
เพชรรัตน์เน้นย้ำว่า โครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของการพัฒนาคือนิติรัฐและรัฐธรรมนูญที่เคารพสิทธิมนุษยชน กฎหมายและนโยบายจำนวนมากถูกออกแบบโดยไม่ผ่านกระบวนการมีส่วนร่วมของประชาชน ตั้งแต่ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ไปจนถึงกฎหมายด้านความมั่นคงที่สืบทอดมาตั้งแต่ยุค คสช. รวมถึงกฎหมายด้านป่าไม้ เหมืองแร่ อากาศสะอาด และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งยังคงตั้งคำถามได้ว่า สุดท้ายแล้วถูกออกแบบมาเพื่อใคร
กระบวนการประเมินผลกระทบอย่าง EIA จึงกลายเป็นเพียง “พิธีกรรม” ที่ไม่ได้สะท้อนความจริงในพื้นที่ เสียงคัดค้านของชาวบ้านไม่ถูกบันทึกอย่างจริงจัง ขอบเขตการประเมินผลกระทบถูกจำกัดอย่างคับแคบ และการมีส่วนร่วมของประชาชนก็มีอยู่อย่างจำกัดตั้งแต่ต้นจนจบ ยิ่งไปกว่านั้น กลไกการเยียวยาในรัฐธรรมนูญยังอ่อนแอ ไม่สามารถคุ้มครองผู้ถูกบังคับโยกย้ายหรือไล่รื้อได้อย่างเป็นธรรม เงินชดเชยที่ได้รับไม่เพียงพอต่อการเริ่มต้นชีวิตใหม่
แม้การออกกฎหมายว่าด้วยกลุ่มชาติพันธุ์จะถือเป็นความก้าวหน้าประการหนึ่ง แต่เมื่อเทียบกับมาตรฐานระหว่างประเทศแล้ว ยังห่างไกลจากการยอมรับสิทธิของชนเผ่าพื้นเมืองอย่างแท้จริง ภาพรวมเหล่านี้สะท้อนความไม่จริงใจของรัฐต่อประชาชน และยิ่งตอกย้ำปัญหาความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ ที่แม้จะมีแผนปฏิบัติการและโครงสร้างมากมาย แต่การเข้าถึงความยุติธรรมของผู้ได้รับผลกระทบกลับยากเย็น
ท้ายที่สุด เพชรรัตน์ย้ำว่า สิทธิมนุษยชนไม่ใช่สิ่งหรูหรา ไม่ใช่นโยบายที่ให้หรือไม่ให้ก็ได้ตามใจรัฐ แต่คือรากฐานของสังคม หากไม่พูดถึงสิทธิ เสรีภาพ และศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ การพัฒนาในด้านอื่นย่อมไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแท้จริง เธอฝากไปถึงพรรคการเมืองและผู้สมัครทุกฝ่ายว่า ไม่ว่าคุณจะอยู่ในฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้าน หรือคณะกรรมาธิการ เสรีภาพในการรวมกลุ่ม การแสดงออก และพื้นที่ของภาคประชาสังคมคือหัวใจสำคัญ เพราะหากประชาชนยังถูกปิดปาก ถูกดำเนินคดี และถูกทำให้เงียบเสียง ต่อให้นโยบายเศรษฐกิจจะสวยหรูเพียงใด สังคมก็ไม่อาจเดินไปข้างหน้าได้อย่างมีความหมาย

Leave a comment