Author: etoswatchgmailcom
-

กสม.แจง การตรวจสอบเขื่อนลาวแตกอยู่นอกอำนาจรับผิดชอบ
จากกรณีโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำเซเปียน-เซน้ำน้อย ในแขวงอัตตะปือ ทางภาคใต้ของสปป.ลาว ได้เกิดเหตุการณ์เขื่อนปิดกั้นช่องเขาต่ำ หรือ Saddle Dam D ซึ่งเป็นเขื่อนดิน กว้าง 8 เมตร ยาว 770 เมตร สูง 16 เมตร ได้ทรุดตัวและพังทลาย ในวันที่ 23 กรกฎาคม 2561 ทำให้ปริมาณน้ำจำนวนมหาศาลในอ่างเก็บน้ำเขื่อนเซน้ำน้อยกว่า 500 ล้านลูกบาศก์เมตร ได้ไหลทะลักเข้าท่วมบ้านเรือนประชาชนในพื้นที่ลุ่มน้ำเซเปียน ไปจนถึงชุมชนบริเวณแม่น้ำเซกอง ในกัมพูชา เพียงแค่เฉพาะในลาว พบว่ายอดผู้ได้รับผลกระทบจากตัวเลขทางการของรัฐ จนถึงเดือน ตุลาคม 2561 เป็นระยะเวลา 4 เดือนนับแต่เกิดเหตุ ยอดผู้เสียชีวิต 43 ศพ เป็นเด็กต่ำกว่าอายุ 10 ปี 15 ศพ เป็นผู้หญิง 19 ศพ และยังสูญหาย 28 คน มีหมู่บ้านที่ได้รับผลกระทบในครั้งนี้ทั้งหมด 19 หมู่บ้าน จำนวน…
-

เปิดรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชน กรณีเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อยแตก
3 สิงหาคม 2563 หลังจากที่ตัวแทนคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ร้องเรียนไปยังคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม 2561 ให้มีการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนจากกรณีเหตุการณ์พังทลายของเขื่อนเซเปียน – เซน้ำน้อย ในแขวงอัตะปือ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ทำให้เกิดน้ำท้วมเฉียบพลันในหลายพื้นที่ ส่งผลให้ประชาชนกว่า 6,000 คนได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ครั้งนี้ต้องไร้ที่อยู่อาศัย และมีผู้เสียชีวิตและสูญหายเป็นจำนวนมาก เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2563 หลังจากผ่านไปเกือบสองปี ทางคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติได้ออกรายงานการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณีดังกล่าว มีมติให้ยุติเรื่องการตรวจสอบการละเมิดสิทธิมนุษยชนในกรณนี้เนื่องจากโครงการโรงไฟฟ้าเซเปียน – เซน้ำน้อยตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ของสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว (สปป. ลาว) คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนฯ จึงไม่อาจดำเนินการตรวจสอบการกระทำหรือการละเลยการกระทำของผู้ถูกร้องคือ คือ บริษัท ผลิตไฟฟ้าราชบุรีโฮลดิ้ง จำกัด (มหาชน) หรือ บริษัท ราช กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) อันอาจเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกิดขึ้นใน สปป. ลาว ตามคำร้องของทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดนได้ ดังนั้น กรณีนี้จึงไม่ได้อยู่ในหน้าที่ของและอำนาจของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติตามพระราชบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พ.ศ. 2560 มาตรา…
-

Mekong Interview Series: EP.1 ยืนหยัดชัดเจน เสริมพลังความรู้ ฟ้องศาลสร้างความตระหนัก ผลักเพดานการต่อสู้ สร้างการรับรู้สู่สังคม: คุยกับครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว ประธานกลุ่มรักษ์เชียงของและครูใหญ่แห่งโฮงเฮียนแม่น้ำของ ร่วมถอดบทเรียนสองทศวรรษแห่งการปกป้องแม่น้ำโขงของพลังเครือข่ายชุมชนคนริมโขง
สัมภาษณ์เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม 2562 คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบจากการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ชวนครูตี๋ นิวัฒน์ ร้อยแก้ว หนึ่งในนักต่อสู้คนสำคัญของเครือข่ายประชาชนไทย 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง ที่ใช้เวลากว่าหนึ่งในสามของชีวิตยืนหยัดต่อสู้กับโครงการพัฒนาบนแม่น้ำโขงที่ไม่เป็นธรรมต่อแม่น้ำและผู้คนในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักและโครงการระเบิดเกาะแก่งในแม่น้ำโขง มาร่วมพูดคุยถอดบทเรียนการต่อสู้ผ่านช่องทางต่าง ๆ ที่เรียกได้ว่าครูตี๋และเครือข่ายฯ ได้ลองใช้มาแทบทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นการสร้างองค์ความรู้เรื่องแม่น้ำโขงโดยชุมชนและการร่วมกับสถาบันทางวิชาการ การร้องเรียนและการออกแถลงการณ์แสดงจุดยืนไปยังกลไกขององค์กรระดับชาติ องค์การระดับภูมิภาค และองค์การระหว่างประเทศต่าง ๆ การขับเน้นและการเขย่าให้เห็นช่องโหว่ของกระบวนการและทัศนคติของศาลต่อประเด็นแม่น้ำโขง รวมไปถึงการหล่อเลี้ยงและสร้างขวัญกำลังใจร่วมกันของลูกแม่น้ำโขง ที่สถานการณ์ในวันนี้รัฐบาลในภูมิภาคแม่น้ำโขงหรือแม้กระทั่งจีนและกลุ่มทุนธุรกิจก่อสร้างและพลังงานยังคงมุ่งหน้าผลักดันโครงการเขื่อนต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง ในการต่อสู้ที่ผ่านมา กลไกใดที่รู้สึกว่าใช้แล้วมันได้ผล? การขับเคลื่อนพวกนี้ ครูใช้คำว่า “องคาพยพ” คุณจะใช้อย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้เด็ดขาด ในยุคสมัยของการต่อสู้ในโลกปัจจุบันและอนาคตนี้ เพราะกลไกทุกอย่างมันจะหนุนเสริมกันเสมอ ยกตัวอย่างเช่น ศาล เรื่องข้อกฎหมาย เราจะบอกว่ามันไม่ได้ผลหรอก เราถือว่ากฎหมายเป็นตัวที่สำคัญ ถ้ากฎหมายมันมีข้อชี้ชัดแล้วมันก็จะจัดการต้นตอของปัญหาได้ทันที หากกฎหมายมันเข้าไปไม่ถึง เราต้องเข้าไปมีส่วนทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในข้อกฎหมายนั้น ๆ เช่นการที่เราฟ้องศาล เรารู้ทั้งรู้ว่ากฎหมายมันไปไม่ถึงหรอก แต่เราต้องทำให้สาธารณะได้รับรู้ ให้คนที่เกี่ยวข้องในเรื่องตัวบทกฎหมายได้รับรู้ เช่น ผู้พิพากษา อัยการ หรือผู้มีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องราวพวกนี้ได้รับรู้ว่าข้อกฎหมายมันไปไม่ถึง มันล้าสมัยอย่างไรบ้าง…
-

จดหมายเปิดผนึกถึงคณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบในการดำเนินงานของภาคธุรกิจ
9 มิถุนายน 2563 เรียน คณะทำงานแห่งสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (UNWG),สำนักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ (UNDP), องค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO), กองทุนเพื่อเด็กแห่งสหประชาชาติ (UNICEF), องค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศ และเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ (UN Women) และคณะกรรมาธิการเศรษฐกิจและสังคมแห่งสหประชาชาติสำหรับเอเชียและแปซิฟิก (ESCAP) คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition)[1] การประชุมสหประชาชาติผ่านอินเตอร์เน็ตเรื่องธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน: ปัญหาท้าทายใหม่ แนวทางการดำเนินงานใหม่ เอเชียและแปซิฟิก จะมีขึ้นระหว่างวันที่ 9-11 มิถุนายน 2563 เพื่ออภิปรายถึงปัญหาท้าทายและโอกาสในการสนับสนุนให้เกิดธุรกิจและสิทธิมนุษยชนที่รับผิดชอบในภูมิภาค เป็นการพิจารณาถึงปัญหาที่เกิดขึ้น ซึ่งได้รับผลกระทบและเชื่อมโยงกับวิกฤตดังกล่าว และอภิปรายถึงความจำเป็นที่จะต้องมองว่าวิกฤตครั้งนี้ เป็นโอกาสเพื่อสนับสนุนความเปลี่ยนแปลง และฟื้นฟูระบบให้ดีขึ้น ในนามของชุมชนที่ได้รับผลกระทบ เครือข่ายติดตามการลงทุนไทยและความรับผิดชอบข้ามพรมแดน (ETO Watch) ขอส่งจดหมายนี้ถึงคณะทำงาน UNWG ว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชน และผู้จัดงาน เพื่อเรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบที่เสี่ยงภัย และขอกระตุ้นให้มีความใส่ใจเป็นพิเศษต่อพันธกรณีข้ามพรมแดนของนักลงทุน รวมทั้งนักลงทุนไทยในต่างแดน และการปฏิบัติตามหลักพันธกรณีของพวกเขา ในระหว่างการเดินทางมาเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของคณะทำงาน UNWG เพื่อติดตามความคืบหน้าในการดำเนินงานตามแผนปฏิบัติการแห่งชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน (NAP) ของไทย เครือข่ายฯ ได้ยื่นเรื่องร้องเรียนหลายประการ[2] ในนามของชุมชนที่ได้รับผลกระทบจากการลงทุนของไทยในต่างแดน รวมทั้งกรณีของโครงการพัฒนาเขตเศรษฐกิจพิเศษทวาย โครงการสร้างถนนเชื่อมจากทวาย เหมืองถ่านหินบานชองในเมียนมา เขื่อนไซยะบุรีในสปป,ลาว และการปลูกอ้อยในกัมพูชา เครือข่ายฯ ได้เข้าร่วมประชุมในเวทีธุรกิจและสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติหลายครั้ง และสะท้อนความเห็นของชุมชนที่ได้รับผลกระทบทั้งจากเมียนมา กัมพูชา และสปป.ลาว เกี่ยวกับการดำเนินงานด้านธุรกิจของนักลงทุนไทยในต่างแดน และที่สำคัญ เครือข่ายฯ เรียกร้องการมีส่วนร่วมมากขึ้นของชุมชนชายขอบเพื่อให้เข้าถึงสิทธิที่จะได้รับการชดเชยและการเยียวยาอย่างเป็นธรรมและยุติธรรม ในหลายประเทศในอาเซียน มีความกังวลอย่างต่อเนื่องต่อปัญหาการขาดความรับผิด เมื่อเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนโดยนักลงทุนจากไทยในต่างแดน ผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมของการลงทุนเหล่านี้ มักรวมถึงการทำลายอาชีพ…
-

The Mekong need just energy transition, not more destructive dams
published on June 2, 2020 original content from Save the Mekong On 11 May, the Mekong River Commission (MRC) announced that the proposed Sanakham hydropower project in Laos will undergo the MRC’s Prior Consultation process.[1]Sanakham is the sixth mainstream dam to be submitted for Prior Consultation. The proposed Sanakham dam is expensive, unnecessary and risky…
-

พันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขงออกแถลงการณ์เรียกร้องการเปลี่ยนผ่านพลังงานของภูมิภาคแม่น้ำโขง ไม่ใช่เขื่อนไฟฟ้าที่ทำลายล้าง
ลงเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2563 2 มิถุนายน 2563 กลุ่มพันธมิตรปกป้องแม่น้ำโขง หรือ Save the Mekong ซึ่งเป็นเครือข่ายองค์กรภาคประชาสังคมในลุ่มน้ำโขงจาก ไทย ลาว กัมพูชาและเวียดนาม ได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาลประเทศแม่น้ำโขง 4 ประเทศและคณะกรรมาธิการลุ่มน้ำโขงทบทวนด้านพลังงานของภูมิภาคแทนเขื่อนไฟฟ้าที่สร้างผลกระทบชี้รายงานการศึกษาผลกระทบโครงการเขื่อนสานะคามคัดลอกเขื่อนปากลายและปากแบง ในแถลงการณ์ระบุว่าเขื่อนสานะคามไม่ควรจะถูกสร้างเพราะมีมูลค่าการก่อสร้างสูง ไม่มีความจำเป็นและมีความเสี่ยง เขื่อนแห่งนี้ผลิตไฟฟ้าได้ 684 เมกะวัตต์ มีมูลค่าค่าก่อสร้างกว่า 2 พันล้านเหรียญสหรัฐ ใช้เวลาก่อสร้างกว่า 8 ปี หากเฉลี่ยเวลาในก่อสร้างแล้วเขื่อนจะติดตั้งพลังงานได้เพียง 90 เมกะวัตต์ต่อปีเท่านั้น เมื่อเทียบกับการติดตั้งพลังงานทางเลือกอื่นในภูมิภาค เช่น การติดตั้งพลังงานพลังงานแสงอาทิตย์ในเวียดนามพบว่า เฉพาะเดือนเมษายน – กรกฎาคม มีกำลังการผลิตติดตั้งมากถึง 4,400 เมกะวัตต์ ซึ่งมากกว่าเขื่อนสานะคามถึง 6 เท่า การสร้างเขื่อนไฟฟ้าขนาดใหญ่ เช่น เขื่อนสานะคาม มีความเสี่ยงมากขึ้น ใช้เวลาก่อสร้างนาน ใช้เงินลงทุนสูงและจะกลายเป็นทรัพย์สินที่สร้างภาระ ความเสี่ยงต่าง ๆนี้รวมถึงการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศและการสร้างเขื่อนที่กั้นแม่น้ำโขงในตอนบนซึ่งจะทำให้การไหลและระดับน้ำไม่สามารถคาดการณ์ได้อันส่งผลกระทบต่อการผลิตไฟฟ้าของเขื่อนสานะคามและเขื่อนอื่น ๆ บนแม่น้ำโขงสายหลัก…
-

แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน: ข้อเสนอต่อสถานการณ์การผลักดันโครงการก่อสร้างเขื่อนสานะคามบนแม่น้ำโขง
ลงเมื่อวันที่ 29 พฤษภาคม 2563 แถลงการณ์เครือข่ายประชาชนลุ่มน้ำโขงอีสาน ข้อเสนอต่อสถานการณ์การผลักดันโครงการก่อสร้างเขื่อนสานะคาม บนแม่น้ำโขง ท่ามกลางกระแสการแพร่ระบาดของไวรัสโคโรน่า 2019 ทั่วทุกมุมโลก รัฐบาลแต่ละประเทศ รวมทั้งหน่วยงาน องค์กร และภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องต่างร่วมมือกันในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวอย่างขันแข็งด้วยความหวังที่จะรอดพันจากหายนะภัยที่มีต่อมวลมนุษยชาติในครั้งนี้ แต่ในขณะเดียวกันรัฐบาลลาวภายใต้ความร่วมมือกับบริษัทรัฐวิสาหกิจด้านพลังงานจากประเทศจีน กลับฉวยโอกาสในสภาวะวิกฤติครั้งนี้ เร่งรัดผลักดันโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำบนแม่น้ำโขงโครงการล่าสุดคือ เขื่อนสานะคาม สืบเนื่องจากวันที่ 11 เดือนพฤษภาคม 2563 ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission: MRC) เปิดเผยต่อสาธารณะว่า สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว จะริเริ่มดำเนินการกระบวนการปรึกษาหารือเบื้องต้น (Prior Consultation) สำหรับโครงการไฟฟ้าพลังน้ำสานะคาม กระบวนการนี้เป็นไปตามระเบียบปฏิบัติ เรื่อง การแจ้ง การปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง ของ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง ในกรณีที่รัฐสมาชิก ประกอบด้วย ไทย ลาว กัมพูชา และเวียดนาม จะมีการดำเนินการโครงการที่ใช้ประโยชน์จากแม่น้ำโขง ทั้งนี้ โครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำสานะคาม มีบริษัท ต้าถัง (ลาว) สานะคาม ไฮโดรพาเวอร์ จำกัด เป็นผู้พัฒนาโครงการฯ…
-

ลาวยื่น PNPCA เขื่อนสานะคาม กั้นโขงเหนือ อ.เชียงคาน จ.เลย ๒ กิโลเมตร
ลงเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม 2563 สามารถเข้าถึงต้นฉบับได้ที่ สารคดี https://www.sarakadee.com/2020/05/22/pnpca-%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b7%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%99%e0%b8%aa%e0%b8%b2%e0%b8%99%e0%b8%b0%e0%b8%84%e0%b8%b2%e0%b8%a1/?fbclid=IwAR0Y2JBkf3K6lAZYMXII5eTsJMuoEdr-39nEQk1dr9dAjh_P_FN-Xq4RqsU เมื่อวันที่ ๑๑ พฤษภาคม ๒๕๖๓ คณะกรรมาธิการแม่น้ำโขง (Mekong River Commission : MRC) องค์การร่วมมือระหว่างรัฐบาล ๔ ประเทศ ได้แก่ ไทย ลาว กัมพูชา เวียดนาม ก่อตั้งขึ้นเพื่อประสานงานพัฒนาแหล่งน้ำและทรัพยากรธรรมชาติอื่นๆ ในภูมิภาคลุ่มน้ำโขงตอนล่างอย่างยั่งยืน ได้เผยแพร่เอกสารข่าวว่ารัฐบาลลาวจะดำเนินการตาม “กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้า” (Prior consultation process) สำหรับโครงการเขื่อนสานะคาม กระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าถือเป็นส่วนหนึ่งของกติกาการใช้น้ำบนแม่น้ำโขงตามระเบียบปฏิบัติเรื่อง “การแจ้ง ปรึกษาหารือล่วงหน้า และข้อตกลง” (Procedure for notification, Prior consultation and Agreement : PNPCA) ของ MRC ภายใต้ระเบียบปฏิบัตินี้ โครงการใดก็ตามที่ใช้น้ำจากแม่น้ำโขงสายประธาน ระหว่างฤดูแล้งภายในลุ่มน้ำเดียวกัน หรือฤดูน้ำหลากระหว่างลุ่มน้ำ จะต้องผ่านกระบวนการ PNPCA ไม่ว่าจะเป็นโครงการชลประทานขนาดใหญ่…
-
The Dirty List
published on May, 17 2020 You could access the original content at Burma Campaign UK https://burmacampaign.org.uk/take-action/dirty-list/?fbclid=IwAR2KTO5WV7VyKvlpAYWQhmBqQz8ZLQXVx74mVTXEl7-t5GWMlxualiHY6Vo The Dirty List names international companies doing business with the military in Burma. The list also includes international companies involved in projects where there are human rights violations or environmental destruction. Adani Group Adoniss/Mayar India NEW Alcazar Capital Ltd …
-

จี้ต่อมคุณธรรม 4 แบงก์ไทย-ในฐานะปล่อยกู้สร้างเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อย ผู้เชียวชาญยูเอ็นร้องหาความยุติธรรมให้ผู้ประสบภัยเขื่อนแตกเมื่อ 2 ปีก่อน
ลงเมื่อวันที่ 30 เมษายน 2563 สามารถเข้าถึงต้นฉบับได้ที่ สำนักข่าวชายขอบ https://transbordernews.in.th/home/?p=25019&fbclid=IwAR2YMg3mwXDIGK0zjfVIbgT6_Iw50AGqMtEB3utZglsSAcriotWyD466xEY ผู้สื่อข่าวรายงานว่า (28 เมษายน 2562) กลุ่มผู้เชี่ยวชาญได้ออกแถลงการณ์เรียกร้องให้รัฐบาล ภาคธุรกิจ และธนาคารที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ต้องเร่งแก้ไขปัญหาผลกระทบการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อผู้รอดชีวิตจากเขื่อนแตกในประเทศลาวเมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา แถลงการณ์ระบุว่า ชาวบ้านหลายพันคนต้องสูญเสียทุกอย่างและต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนและไร้อนาคต รัฐบาล บริษัทและธนาคารที่เกี่ยวข้องได้ผลประโยชน์และกำไรจากโครงการเขื่อนไฟฟ้านั้น แต่ชาวบ้านต้องสูญเสียทุกอย่างและไม่ได้รับการช่วยเหลือตามที่สัญญาไว้ เหตุการณ์สันเขื่อนย่อย D ของเขื่อนเซเปียนเซน้ำน้อย ที่เมืองสนามไซย แขวงอัตตะปือของลาว แตกเมื่อวันที่ 21 กันยายน 2561 ทำให้น้ำท่วมและคร่าชีวิตของชาวบ้านกว่า 71 คนและอีกหลายพันคนต้องไร้ที่อยู่อาศัย “ชาวบ้านและชนพื้นที่เมืองยังไม่ได้รับค่าชดเชยที่เพียงพอและยังต้องอยู่ในที่พักชั่วคราวที่ไม่ได้มาตรฐาน มีความเป็นส่วนตัวน้อย เข้าถึงอาหาร น้ำดื่ม ยารักษาโรค สุขอนามัย และที่ดิน อย่างไม่เพียงพอ เราได้รับรายงานว่ามีกระบวนการปรึกษาหารือเกี่ยวกับการโยกย้ายหรือการช่วยเหลือตามแผนที่วางไว้ รัฐบาลลาว อ้างว่ากำลังให้ความช่วยเหลือชาวบ้านอย่างถึงที่สุด แต่มันดูขัดแย้งกับรายงานต่างๆที่ออกมาว่า ชาวบ้านยังอยู่ภาวะทุกข์ยากลำบาก” ผู้เชี่ยวชาญกล่าว ผู้เชี่ยวชาญของสหประชาชาติระบุว่า ภาคธุรกิจกำลังเพิกเฉยต่อความรับผิดชอบตามหลักการเคารพสิทธิมนุษยชนภายใน หลักการชี้แนะของสหประชาชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน “นับตั้งแต่ปัญหาที่เกิดขึ้นจากการทำธุรกิจนี้ พวกเขาควรจะต้องปรึกษาผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องและแก้ไขเยียวยาอย่างมีประสิทธิภาพแก่ชาวบ้านผู้ได้รับผลกระทบ” ในแถลงการณ์เน้นย้ำ จวบจนถึงปัจจุบัน…