เมื่อช่วงปลายเดือนมิถุนายน ช่วงระหว่างวันที่ 29 – 30 ที่ผ่านมา เครือข่ายประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ และสำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน (กสม.) ได้ร่วมกันจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย : การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน” เพื่อสะท้อนเสียงของประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากเขื่อนในแม่น้ำโขงที่ผ่านมา ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อความหลากหลายทางชีวภาพ ความมั่นคงทางอาหาร และความเปลี่ยนแปลงของระบบนิเวศในท้องถิ่น รวมถึงติดตามบทบาทขององค์กรอิสระภายใต้กลไกภาครัฐและฝ่ายนิติบัญญัติโดยคณะกรรมาธิการของรัฐสภาในสถานการณ์ปัจจุบันที่คาดว่าเขื่อนปากแบงกำลังจะเริ่มต้นก่อสร้างใน ต.ค. 2568 ที่จะถึงนี้ และเขื่อนพูงอยที่กำลังจะตามมาในอนาคต ณ โรงแรมโฮเทลมุก ตำบลมุกดาหาร อำเภอเมือง จังหวัดมุกดาหาร
ทบทวน – วางแผน – ไปต่อ

วันที่ 29 มิถุนายน ซึ่งเป็นวันแรกของงาน ได้มีการประชุมเครือข่ายชุมชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง โดยมีตัวแทนชุมชนริมแม่น้ำโขงจากจังหวัดเชียงราย เลย บึงกาฬ หนองคาย นครพนม มุกดาหาร อำนาจเจริญ และอุบลราชธานี พร้อมด้วยนักวิชาการ และผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคมที่ติดตามปัญหาแม่น้ำโขง ประมาณ 100 คนเข้าร่วมหารือเพื่อระดมความคิดเห็นถึงสถานการณ์ความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงในการเตรียมจัดทำแผนการทำงานร่วมกันของเครือข่าย โดยในช่วงเช้ามีการแบ่งกลุ่มตามพื้นที่นิเวศ เพื่อทบทวนสถานการณ์จากพื้นที่ต่าง ๆ ก่อนมีการนำเสนอข้อมูลและแลกเปลี่ยนกันในที่ประชุม
ชาญณรงค์ วงศ์ลา ตัวแทนชาวบ้านจาก อ.เชียงคาน จ.เลย กล่าวว่า ในพื้นที่ อ.เชียงคาน ได้รับผลกระทบจากระดับแม่น้ำโขงที่ขึ้นลงผิดปกติ ส่งผลกระทบต่อร่องน้ำโขงที่เป็นแนวพรมแดนไทย-ลาวเปลี่ยนแปลง ระดับน้ำที่เปลี่ยนแปลงเร็วและกระแสน้ำที่แรงขึ้นทำให้เกิดการกัดเซาะชายฝั่งรุนแรง สันดอนทรายและบุ่งหรือแอ่งน้ำริมน้ำถูกกระแสน้ำพัดหายไป ตะกอนที่มากับน้ำทับถมให้ต้นไคร้ที่เป็นแหล่งวางไข่ของปลาหายไปมากกว่า 70% พันธุ์ปลาลดลงอย่างมาก เช่น ปลาเพี้ยจับได้ลดลงเหลือ 20% นอกจากนี้มีการเคลื่อนไหวของมีบริษัทผู้รับเหมาสร้างเขื่อนเข้ามาเจาะชั้นดิน และเก็บตัวอย่างพันธุ์ปลาในพื้นที่ โดยชุมชนพยายามทำพื้นที่อนุรักษ์และฟื้นฟูต้นไคร้

สมาน แก้วพวง ตัวแทนชาวบ้าน จ.หนองคาย กล่าวว่า ผลกระทบระบบนิเวศแม่น้ำโขงมีความรุนแรงเห็นชัดตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา ระดับน้ำที่ขึ้นลงผิดปกติทำให้ที่ดินชาวบ้านที่มีโฉนดหายไปจำนวนมาก เฉพาะที่ชุมชนตนเองหายไป 6-7 ไร่ เครื่องมือประมงพื้นบ้าน เช่น ลวง มอง ถูกกระแสน้ำเชี่ยวทำให้เสียหาย ชาวบ้านต้องปรับเปลี่ยนวิถีหากิน เนื่องจากพันธุ์ปลาลดลงอย่างมาก ปลาบางชนิดหายไป หอย กุ้งแทบหาไม่ได้เลย รายได้ของชาวประมงลดลงจากปีละ 2-3 แสนบาท เหลือเพียงปีละ 5 พันบาท อาชีพร่อนทองทำได้ไม่เต็มที่เพราะน้ำขึ้นลงเร็ว

อำนาจ ไตรจักร์ ตัวแทนชาวบ้าน จ.นครพนม กล่าว่า นอกจากผลกระทบจากเขื่อนบนแม่โขงแล้ว ในพื้นที่ยังมีผลกระทบซ้ำเติมจากการดูดทรายในพื้นที่ อ.ท่าอุเทน และ อ.ธาตุพนม รวมถึงการดูดทรายในฝั่งลาว ทำให้เกิดปรากฏการณ์น้ำท่วมหน้าแล้ง น้ำแห้งหน้าฝน ส่งผลต่อแม่น้ำสงครามที่เป็นลำน้ำสาขา ที่อาศัยปริมาณน้ำจากแม่น้ำโขง เมื่อไม่มีน้ำจากแม่น้ำโขงเข้าไปเติม ทำให้ลำน้ำเต็มไปด้วยจอกแหน จนไม่สามารถยกยอได้ ชาวบ้านโดยมองว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือหายนะของแม่น้ำโขง ซึ่งชุมชนริมน้ำโขงได้พยายามทำเขตรักษาพันธุ์ปลา และศูนย์เรียนรู้ชุมชนและระบบนิเวศแม่น้ำโขง

สุรสิงห์ ธนันทา ตัวแทนชาวประมงจาก จ.อำนาจเจริญ กล่าวว่า สถานการณ์ชุมชนหลังมีเขื่อนบนแม่น้ำโขง ส่งผลกระทบต่อวิถีชุมชนอย่างมาก ชาวบ้านที่เคยทำประมงต้องเอาเรือขึ้นฝั่งแล้วเข้าเมืองไปหางานทำ ปัจจุบันเหลือชาวบ้านทำประมงเพียง 7-8 ครอบครับ เนื่องจากกระแสน้ำขึ้นลงผิดปกติ พันธุ์ปลาไม่มีโอกาสขึ้นไปวางไข่ที่ต้นน้ำ ส่วนต้นไคร้ ต้นหว้าที่เป็นแหล่งวางไข่ของพันธุ์สัตว์น้ำต้องถูกน้ำท่วมหรือแห้งตาย กระแสน้ำกัดเซาะเกาะกลางน้ำและชายฝั่งพังทลาย

สมปอง เวียงจันทร์ ตัวแทนเครือข่ายประชาชนต้านเขื่อนปากมูน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า ชาวบ้านริมฝั่งแม่น้ำโขงและปากแม่น้ำมูลหาปลาลำบากมาก นอกจากกระแสน้ำที่เปลี่ยนแปลงแล้ว ชุมชนฝั่งลาวมีการช็อตปลา และบางส่วนลักลอบเข้ามาช็อตปลาในฝั่งไทยด้วย ทำให้พันธุ์ปลาเป็นหมัน จากเดิมที่เคยมีชาวบ้านทำประมงกว่า 100 ครอบครัว ตอนนี้เหลือเพียง 10-20 ครอบครัวเท่านั้น ชุมชนต้องสูญเสียรายได้จนต้องออกไปหางานที่ต่างจังหวัด ขณะที่เกษตรริมโขงได้รับผลกระทบจากการระดับน้ำโขงขึ้นลงผิดปกติ หน้าแล้งทำเกษตรได้เพียงครึ่งพื้นที่จากเดิม และบางครั้งน้ำขึ้นสูงทันทีทำให้ท่วมแปลงเกษตรเสียหายทั้งหมด

อานันท์ ทวีสุข ตัวแทนชาวประมงแม่น้ำโขง จ.มุกดาหาร ท้าวความถึงความเปลี่ยนแปลงของแม่น้ำโขงที่เกิดขึ้นนับตั้งแต่มีการสร้างเขื่อนบนต้นน้ำโขงในจีนที่ทำให้ระบบนิเวศแม่น้ำโขงไม่เหมือนเดิม และเมื่อมีการสร้างเขื่อนไซยะบุรี สิ่งที่เห็นได้ชัดคือผลกระทบบนแม่น้ำโขงที่รุนแรงยิ่งขึ้น เช่น การเปลี่ยนแปลงของระดับน้ำโขงที่ขึ้นลงรุนแรง ไม่สามารถคาดการณ์ได้ตามฤดูกาล ทำให้แมลงและหนอนหายไปจากทรายในแม่น้ำ นั่นคือแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้ำหายไป ชาวบ้านประมงจึงต้องเลิกอาชีพจับปลา

ปิยนันท์ จิตต์แจ้ง ตัวแทนจากกลุ่มรักษ์เชียงของ จ.เชียงราย กล่าวว่า สถานการณ์ในปีที่ผ่านมา จ.เชียงราย เกิดปรากฏการณ์ฝนถล่ม หรือ Rain Bomb ที่ฝนตกหนักอย่างรุนแรง 4 รอบ ทำให้เกิดอุทกภัยใหญ่ ประกอบกับแม่น้ำโขงมีระดับน้ำสูง ทำให้น้ำจากลำน้ำสาขาไม่สามารถระบายออกสู่แม่น้ำโขงได้ จนเกิดน้ำหลากและน้ำท่วมรุนแรง ขณะที่ในปีนี้แม่น้ำกกและแม่น้ำสาย รวมไปถึงแม่น้ำรวกซึ่งเป็นแม่น้ำสาขาที่ไหลลงแม่น้ำโขง ก็ยังมีการตรวจพบการปนเปื้อนของสารหนูและสารโลหะหนักอื่น ๆ ทั้งในน้ำและตะกอนจากการทำเหมืองแร่ที่คาดการณ์ว่าน่าจะเป็นทองคำ แมงกานีส และแรร์เอิร์ธในเมียนมาซึ่งกำลังส่งผลให้มีการปนเปื้อนสารพิษสู่ห่วงโซ่อาหารทั้งในแหล่งน้ำ สัตว์น้ำ หรือพืชของคนเชียงราย นอกจากนี้ยังมีความกังวลต่อโครงการเขื่อนปากแบง ที่จะส่งผลกระทบข้ามพรมแดนน้ำเท้อมายัง อ.เชียงของ และ อ.เชียงแสน ที่เป็นพื้นที่เหนือเขื่อน และอาจกลายเป็นฝายดักตะกอนพิษไปโดยปริยาย

มนตรี จันทวงศ์ ผู้ประสานงานกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง กล่าวว่า จากการเก็บข้อมูลตะกอนแม่น้ำโขงที่ อ.เชียงของ พบว่า ช่วงเดือน ม.ค. – มี.ค. ฤดูแล้งที่ปกติน้ำในแม่น้ำโขงจะใส แต่ช่วง 3 ปีที่ผ่านมาพบว่า น้ำในแม่น้ำโขงมีความขุ่นมากขึ้น 2 เท่า ส่งผลให้แม่น้ำโขงตอนล่างมีความขุ่นมากขึ้นเช่นเดียวกัน ซึ่งยังคงเป็นคำถามว่าความขุ่นที่เกิดขึ้นนี้เป็นผลจากการทำเหมืองในแม่น้ำกก และแม่น้ำสายที่ไหลสู่แม่น้ำโขงหรือไม่หรือเกิดจากสาเหตุอื่น ขณะที่ระดับน้ำและตะกอนในแม่น้ำโขงที่มีการเก็บข้อมูลมายาวนานนั้นทำให้พบการขึ้นลงของระดับน้ำผิดปกติอย่างชัดเจน เกิดจากการปล่อยน้ำของเขื่อนในจีน ส่งผลให้สิ่งมีชีวิตท้ายน้ำถูกทำลาย โดยในปีที่ผ่านมามีผลระทบชัดเจนมากขึ้น เนื่องจากตั้งแต่กลาง ก.พ. – เม.ย. เขื่อนจีนปล่อยน้ำทำให้น้ำโขงเพิ่มระดับสูง ท่วมพื้นที่หาดทรายและโขดหินที่เป็นแหล่งวางไข่ของนกแม่น้ำโขงถึง 70-80% ทำลายวัฏจักรและนิเวศของสิ่งมีชีวิต พันธุ์ปลาและพันธุ์พืชมีอัตราการรอดลดน้อยลง

นอกจากนี้ยังได้มีการบรรยายเกี่ยวกับประเด็นความมั่นคงและความเป็นธรรมพลังงานและโครงการพัฒนาบนแม่น้ำอย่างการสร้างเขื่อนทั้งแม่น้ำโขงและลำน้ำสาขาโดยสันติชัย อาภรณ์ศรี เป็นผู้ประสานงานจาก JustPow และธัญญาภรณ์ สุรภักดี เป็นผู้ประสานงานโครงการมุ่งสู่การเปลี่ยนผ่านพลังงานที่เป็นธรรมในประเทศไทย (JET in Thailand) รวมถึงมีการรายงานการติดตามตรวจสอบโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงจากทางเจ้าหน้าที่ของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติด้วย



น้ำโขงยังปลอดภัยจากสารพิษ?
ในระหว่างการประชุมเครือข่ายชุมชนแม่น้ำโขง 8 จังหวัดที่ จ.มุกดาหาร เมื่อวันที่ 29-30 มิถุนายนที่ผ่านมา ตัวแทนชุมชนได้นำตัวอย่างน้ำ จากแม่น้ำโขงในพื้นที่ต่าง ๆ ได้แก่ 1) บ้านม่วง ต.บ้านม่วง อ.สังคม จ.หนองคาย 2) บ้านนาทาม ต.พระกลางทุ่ง อ.ธาตุพนม จ.นครพนม 3) บ้านสำโรง ต.สำโรง อ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี 4) บ้านคกเว้า ต.หาดคัมภีร์ อ.ปากชม จ.เลย 5) บ้านโคกสารท่า ต.โคกสาร อ.ชานุมาน จ.อำนาจเจริญ และ6) บ้านป่งขาม ต.ป่งขาม อ.หว้านใหญ่ จ.มุกดาหาร

โดยมีตัวแทนกลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขงเป็นผู้ทำการทดสอบการปนเปื้อนสารหนู ด้วยชุดทดสอบสารหนูภาคสนาม ของภาควิชาเคมี คณะวิทยาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ผลการตรวจสอบปรากฏว่าทุกตัวอย่างน้ำ อยู่ในระดับ 1 คือยังไม่สามารถตรวจวัดการปนเปื้อนสารหนูได้ (หรือเท่ากับ 0 ppm)


ผลการตรวจสอบนี้ได้สร้างความสบายใจให้แก่สมาชิกเครือข่ายที่เข้าร่วมประชุม เมื่อเปรียบเทียบกับผลการตรวจในแม่น้ำโขงใน จ.เชียงราย ยังคงพบการปนเปื้อนสารหนูในระดับสูง อย่างไรก็ตาม อาจมีความคลาดเคลื่อนในวิธีการเก็บตัวอย่างน้ำและการรักษาในระหว่างการเดินทาง


…
ต่อมาในวันที่ 30 มิถุนายน ได้มีการจัดเวทีเสวนาสาธารณะ “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย: การตรวจสอบขององค์กรอิสระ และผลกระทบข้ามพรมแดน” โดยมีตัวแทนประชาชน 8 จังหวัดลุ่มน้ำโขง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างผู้ตรวจการแผ่นดิน คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) คณะกรรมมาธิการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ภาควิชาการ และภาคประชาสังคม โดยมีจำนวนผุ้เข้าร่วมรวมกว่า 100 คน โดยเวทีเสวนาแบ่งออกเป็นสองช่วง
เวที 1 “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย: ชุมชนและสิ่งแวดล้อมอยู่ตรงไหนของกระบวนการตัดสินใจ

อานันท์ ทวีสุข ตัวแทนชาวบ้านและชาวประมงแม่น้ำโขง จ. มุกดาหาร ย้อนความหลังว่าก่อนเปิดใช้งานเขื่อน แม่น้ำโขงมีความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ มีพันธุ์ปลาพันธุ์พืชมากมายให้พี่น้องได้หากินทุกวัน แต่ปัจจุบันทรัพยากรเหล่านี้หมดไปแล้ว นับตั้งแต่ปี 2549 กระแสน้ำขึ้นลงไม่ปกติ พืชผักธรรมชาติเริ่มหายไปกลายเป็นไมยราบยักษ์ ส่วนต้นหว้าน้ำ ต้นไคร้ถูกกระแสน้ำพัดหายไป แมลงกับไส้เดือนที่เป็นอาหารปลาแทบไม่มีแล้ว นอกจากนี้สิ่งที่เห็นได้ชัดจากผลกระทบจากการสร้างเขื่อนบนแม่น้ำโขงคือ ระดับน้ำโขงที่ขึ้นลงรุนแรงมากยิ่งขึ้น ทำให้แมลงและหนอนหายไปจากทรายในแม่น้ำ นั่นคือแหล่งอาหารสำคัญของสัตว์น้ำโดยเฉพาะปลาแม่น้ำโขงหายไป ชาวประมงหลายคนจึงต้องเลิกอาชีพจับปลา จากในหนึ่งปีมีรายได้หลายหมื่นหรือแสนบาท จนถึงตอนนี้รายได้จากประมงมีไม่กี่พันบาทหรืออย่างดีก็แค่หลักหมื่นต้น ๆ เท่านั้น นี่คือความเปลี่ยนแปลงที่คนหาปลาต้องเผชิญ ตอนนี้เราจึงได้มีการทำศูนย์เรียนรู้และพยายามสร้างแหล่งอนุรักษ์ สร้างคนรุ่นใหม่และสร้างแหล่งอาหารสำรอง
ชาญณรงค์ วงศ์ลา ตัวแทนชาวบ้าน จ.เลย กล่าวว่า ผลกระทบที่เชียงคานได้รับแตกต่างจากพื้นที่อื่น เนื่องจากห่างจากเขื่อนไซยะบุรี 200 กิโลเมตร ตั้งแต่เริ่มสร้างเขื่อนจะเห็นได้ชัดว่าน้ำขึ้นลงผิดปกติ น้ำมีตะกอนดินทรายจากการระเบิดและการก่อสร้าง แต่หลังจากเปิดเดินเครื่องผลิตกระแสไฟฟ้า น้ำโขงแห้งลงและน้ำใส พันธุ์ปลาที่อพยพไปวางไข่ในช่วงฤดูแล้ง ไปได้เพียง 1-2 เดือน ปลาต้องกลับมา แสดงว่าไม่สามารถอพยพผ่านเขื่อนได้ หลังจากนั้นชนิดปลาและจำนวนปลาลดลง เห็นชัดที่แก่งวัดใหญ่ พันธุ์ไม้ ต้นไคร้หายไปจำนวนมาก
ชาญณรงค์ กล่าวอีกว่า ในเวทีรับฟังความคิดเห็น ผู้พัฒนาโครงการจะให้ข้อมูลเฉพาะด้านดี แต่เสียงของชาวบ้านไม่ได้รับการตอบสนอง ไม่มีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เป็นเสียงถูกมองข้าม ดังนั้นกระบวนการจึงเป็นเพียงการทำตามขั้นตอนให้เสร็จสิ้นเท่านั้น ซึ่งเป็นความล้มเหลวของการพัฒนาที่ลืมชุมชน มันเป็นเรื่องท้าทายที่ชาวบ้านทุกคนต้องร่วมกันต่อสู้ต่อไป
อำนาจ ไตรจักร์ ตัวแทนประชาชนแม่น้ำโขง จ.นตรพนม ในฐานะประธานเครือข่ายสภาองค์กรชุมชนลุ่มน้ำโขง 7 จังหวัดภาคอีสาน กล่าวว่า ชาวบ้านริมแม่น้ำโขงช่วยกันทำวิจัยไทบ้านนำข้อมูลผลกระทบและข้อห่วงกังวลต่าง ๆ เป็นข้อมูลหลักฐานประกอบในการฟ้องศาลปกครอง แต่ศาลกลับบอกกับชาวบ้านว่าคุณเรียนจบอะไรมาถึงได้มาทำข้อมูล เชื่อถือได้หรือไม่ ทั้ง ๆ ที่ประชาชนเติบโตมากับแม่น้ำโขง มีองค์ความรู้ของตัวเอง สุดท้ายศาลตัดสินยกฟ้องเพราะกฏหมายไทยไปไม่ถึง ไม่สามารถเอาผิดโครงการที่อยู่นอกประเทศได้ และชี้ว่าชาวบ้านไม่ใช่ผู้ได้รับผลกระทบโดยตรง ที่น่าอนาถใจที่สุดคือเวทีประชาพิจารณ์ที่ จ.อุบลราชธานี ซึ่งอยู่ในกระบวนการ PNPCA ของเขื่อนสานะคาม ชาวบ้านก็ถูกกีดกันโดยเจ้าหน้าที่รัฐและผู้จัดเวทีไม่ให้เข้าร่วมกระบวนการซึ่งเป็นสิ่งที่น่าน้อยใจ แต่ก็เป็นการแสดงให้เห็นความเข้มแข็งของชาวบ้านที่ไม่เห็นด้วยต่อเวทีนี้ด้วยเช่นกัน
สอน จำปาดอก ชาวประมงพื้นบ้าน จ.อุบลราชธานี กล่าวว่า เขื่อนแม่น้ำโขงส่งผลให้กระแสน้ำโขงไหลแรง น้ำขึ้นลงฉับพลัน 2-3 เมตรใน 1 ชั่วโมง เรือที่ผูกไว้ถูกน้ำพัดหาย เครื่องมือประมงเสียหาย เกษตรกรลงทุนซื้อพันธุ์ปลูกถั่ว ข้าวโพด ต้องถูกน้ำท่วมเสียหาย
สดใส สร่างโศก ตัวแทนชาวบ้านและภาคประชาสังคมจากอุบลราชธานี กล่าวว่า ชาวบ้านเคยมีบทเรียนเหตุการณ์อุทกภัยน้ำท่วมจากการสร้างเขื่อนมาแล้ว เห็นได้ชัดเจนในปี 2562 ฝนมีไม่มากแต่น้ำท่วมนาน และท่วมในพื้นที่ที่ไม่เคยท่วมมาก่อน หรือในปี 2565 น้ำท่วมแต่ระบายได้เร็วเพราะระดับแม่น้ำโขงต่ำกว่าแม่น้ำมูน ในการบริหารจัดการเขื่อนปากมูนนั้น ชาวบ้านต้องไปเรียกร้องให้รัฐเปิดเขื่อน จนในช่วงสองปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทดลองเปิดในช่วงหน้าแล้งหรือช่วงสงกรานต์เพียงเดือนเดียวก็สามารถสร้างรายได้กลับไปให้กับชาวบ้านมากกว่า 300 ล้านบาทจากการท่องเที่ยว และการเปิดเขื่อนยังเป็นการฟื้นฟูแหล่งอาหารและเศรษฐกิจชุมชน ในอนาคตหากมีการสร้างเขื่อนพูงอยจะทำให้เกิดปัญหาน้ำท่วมถาวรจากน้ำเท้อดันกับน้ำที่จะออกจากแม่น้ำมูนและลำน้ำสาขาต่าง ๆ จะทำให้เมืองอุบลฯ ท่วมซ้ำซากและหนักหน่วงกว่าที่เป็นอยู่ ซึ่งนี่นับเป็นปัญหาข้ามพรมแดนที่ยากจะแก้ไข
“สถานการณ์ตอนนี้โครงสร้างทางการเมืองที่ยืนอยู่ข้างๆ นายกฯ คือกลุ่มทุนพลังงาน คอยกำหนดว่าต้องสร้างเขื่อน สร้างโรงไฟฟ้า แต่ประชาชนเดือดร้อนจ่ายค่าไฟฟ้าแพง เราได้อะไรจากเขื่อนพูงอย ผลกระทบมากหรือน้อยกว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้น” สดใส กล่าว
เวที 2 “จากเขื่อนปากแบงถึงเขื่อนพูงอย: การตรวจสอบขององค์กรอิสระและผลกระทบข้ามพรมแดน”

ไพรินทร์ เสาะสาย มูลนิธิแม่น้ำนานาชาติ ในฐานะผู้ดำเนินรายการ กล่าวเปิดประเด็นว่า การเคลื่อนไหวภาคประชาชนที่ผ่านมาที่ผ่านมาเครือข่ายภาคประชาชนแม่น้ำโขงและภาคประชาสังคมได้ใช้กระบวนการเคลื่อนไหวเพื่อคัดค้านเขื่อนในแม่น้ำโขง บอกว่าเขื่อนในแม่น้ำโขงไม่มีความจำเป็น รวมทั้งจะนำไปสู่การสร้างปัญหาทั้งต่อสิ่งแวดล้อมและวิถีชีวิตของชาวบ้านในหลาย ๆ แนวทาง หนึ่งในนั้นคือการร้องเรียนต่อหน่วยงานรัฐและองค์กรอิสระ โดยได้ร้องเรียนกรณีเขื่อนแม่น้ำโขงทั้ง เขื่อนปากแบง เขื่อนพูงอย และเขื่อนสานะคาม ในวันนี้จึงมีคำถามสำคัญคือ ผลการตรวจสอบของหน่วยงานต่าง ๆ เป็นอย่างไร และผลการตรวจสอบจะนำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงหรือการแก้ปัญหาหรือไม่ อย่างไร
“ผู้ตรวจการแผ่นดิน” กับ “เขื่อนโขง”
ทรงศัก สายเชื้อ ผู้ตรวจการแผ่นดิน เปิดเผยผลการตรวจสอบและข้อเสนอแนะต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงโดยเฉพาะเขื่อนสานะคามว่า ที่ผ่านมาผู้ตรวจการแผ่นดินได้มีมีข้อวินิจฉัยและข้อเสนอแนะไปยังรัฐบาลในส่วนของเขื่อน ทั้งกรณีที่ได้รับเรื่องร้องเรียนมาจากประชาชน และกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินหยิบยกขึ้นมาเอง ซึ่งกรณีเขื่อนปากแบงมีข้อวินิจฉัยออกไปแล้วเมื่อเดือนที่ผ่านมา ส่วนเขื่อนพูงอยกำลังจะออกข้อเสนอให้รัฐบาลในอีก 2 – 3 สัปดาห์ข้างหน้า
“กรณีการศึกษาผลกระทบนั้นเราก็เสนอว่าหลังจากนี้หากจะมีการสร้างเขื่อนต้องทำการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งตอนนี้ยังเป็นแบบสมัครใจอยู่ เราเสนอให้ สำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ (สทนช.) และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องทำให้เป็นกระบวนการภาคบังคับให้ได้
ส่วนการทำรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรือ EIA ก็ได้มีการเสนอว่าหากจะมีการสร้างเขื่อนใด ๆ เรามองว่าหน่วยงานของไทยก็ควรจะต้องทำการศึกษารายงานอีไอเออย่างมีส่วนร่วมด้วย ซึ่งในหลักการได้รับการตอบรับแล้ว ตอนนี้อยู่ระหว่างการติดตามว่าจะเกิดขึ้นหรือไม่
กรณีเขื่อนไซยะบุรีที่มีการฟ้องศาลปกครองและศาลได้ตัดสินยกฟ้องไปแล้วนั้น ปัจจุบันประเทศไทยยังไม่มีบทบัญญัติใดให้ต้องทำการประมินผลกระทบข้ามพรมแดน ศาลก็ตัดสินไปตามนั้น เรากำลังจะมีข้อเสนอแนะให้มีการแก้ไข พรบ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ. 2561 ให้มีบทบัญญัติเกี่ยวกับการต้องทำรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน หรือ Tb-EIA ในโครงการที่มีแนวโน้มว่าจะสร้างผลกระทบข้ามพรมแดน ซึ่งหลังจากนี้เราจะทำการเสนอต่อไป เพื่อให้เกิดเครื่องมืออย่างเป็นทางการ และจะขอความร่วมมือทั้งจากทางรัฐสภาทั้ง สส. และสว. เพื่อให้เห็นความสำคัญของการแก้ไขกฎหมาย นอกจากนี้หากมีการแก้ไขกฎหมายสิ่งที่ต้องคำนึงถึงคือ จะต้องมีการศึกษาผลกระทบโดยมีประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมด้วย” ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว
ต่อกรณีเขื่อนปากแบงที่ได้จัดเวทีรับฟังความคิดเห็นไปเมื่อ 18 – 21 มิ.ย. 2568 ที่ผ่านมาและคาดว่าจะเริ่มก่อสร้างเดือน ต.ค. ปีนี้นั้น ทรงศัก กล่าวว่า จากที่ไปรับฟังในเวทีที่ผ่านมา พบว่ายังมีความไม่ชัดเจนเกี่ยวกับการเยียวยาชดเชยซึ่งถึงแม้ว่าจะมีการตั้งกองทุนชดเชยความเสียหาย แต่หลักเกณฑ์ในการเยียวยายังไม่ชัดว่าจะมีการชดเชยให้ทางฝั่งไทยหรือไม่ ก็มีข้อเสนอเพิ่มเติมด้วยว่าให้การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ตั้งกองทุนชดเชยของไทยเองด้วย
“ขณะที่ปัจจุบันเขื่อนปากแบงยังรอเรื่องเงินกู้ตอนนี้สิ่งที่จะเสนอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง สทนช. การไฟฟ้าฝ่ายผลิตฯ กระทรวงพลังงาน คือการศึกษาผลกระทบในส่วนของเราเองในระหว่างที่กำลังทำแผนปฏิบัติการร่วม (Joint action plan)
กรณีโครงการเขื่อนพูงอย สถานะปัจจุบันบริษัทผู้สร้างเริ่มทำการศึกษาเบื้องต้นแล้ว แต่ตอนนี้ยังไม่ได้เข้าสู่กระบวนการแจ้งการปรึกษาหารือล่วงหน้าและข้อตกลง (PNPCA) ข้อเสนอที่กำลังจะออกไปคือ ฝ่ายลาวจะต้องศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนโดยต้องสรุปบทเรียนจากหลายเขื่อนที่ผ่านมา และที่จะเสนอให้ทำคู่ขนานกันคือให้ฝ่ายไทยทำการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดนในส่วนของเราเองด้วย โดยการศึกษาก็ต้องคำนึงถึงกลไกการมีส่วนร่วมของประชาชน” ผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าว
ในส่วนข้อกังวลที่ถึงแม้ผู้ตรวจการแผ่นดินจะทำข้อเสนอไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้ว แต่ก็อาจจะไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติจริงนั้น ทรงศัก กล่าวว่า ที่ผ่านมาก็มีหลายเรื่องที่ถูกนำไปปฏิบัติ แต่บางเรื่องก็อาจจะยังไม่ถูกนำไปใช้อย่างเรื่องการศึกษาผลกระทบข้ามพรมแดน กลไกที่ภาคประชาชนมีส่วนร่วมนั้น เรื่องนี้ทางผู้ตรวจการแผ่นดินจะติดตามต่อเนื่อง ซึ่งกรณีเขื่อนสานะคามกระบวนการก็เริ่มตั้งแต่ปี 2562 แต่จากการทำงานร่วมกันของหลายฝ่าย ขณะนี้ปี 2568 ก็ยังไม่มีความคืบหน้าในการสร้างเขื่อน
การตรวจสอบเขื่อนโขงโดยฝ่ายนิติบัญญัติ
ดร. พูนศักดิ์ จันทร์จำปี สส.พรรคประชาชนในฐานะประธานคณะกรรมาธิการการที่ดิน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม สภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า กมธ. ที่ดินฯ ได้มีการรับเรื่องร้องเรียนจากภาคประชาสังคมในกรณีเขื่อนปากแบงมาตั้งแต่ปี 2567 โดยหลังจาก กมธ. ลงพื้นที่ตรวจสอบเมื่อเดือน ก.ย. ที่ผ่านมาและนำมาสู่การจัดประชุมสรุปและเชิญหน่วยงานต่าง ๆ มาให้ความเห็น และได้ทำข้อเสนอแนะให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ ได้นำไปปฏิบัติ
“กมธ. ทำหนังสือทั้งเสนอแนะและสอบถามข้อมูลไปยังหลายหน่วยงาน ทั้งขอแบบจำลองน้ำเท้อจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลาย ๆ แบบ รวมถึงการเกิดน้ำเท้อในแม่น้ำสาขาด้วย แต่หน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็ตอบกลับมาว่ายังไม่มีการศึกษาอย่างชัดเจน
จากการสอบถามข้อมูลจาก กฟผ. เกี่ยวกับผลกระทบข้ามพรมแดนซึ่งที่เราขอเมื่อ มี.ค. – เม.ย. 2568 ทางกฟผ. ก็ตอบว่ายังไม่ได้รับการตอบรับ เข้าใจว่าตอนนี้มีแล้วจะขอไปพิจารณาด้วย นอกจากนี้ได้สอบถามทางกองทัพเรือและกระทรวงการต่างประเทศว่าเขื่อนจะกระทบอย่างไรกับเขตแดนหรือไม่ ซึ่งก็ได้รับการตอบกลับว่า ยังไม่ได้ทำการประเมินเกี่ยวกับการสูญเสียเขตแดนที่จะเกิดขึ้นหากมีเขื่อน จึงฝากให้ทางกองทัพเรือและกระทรวงการต่างประเทศเร่งดำเนินงาน แต่ตอนนี้ก็ยังไม่มีการตอบกลับแต่อย่างใด
ทั้งนี้ในเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนโดยส่วนตัวคิดว่าการจัดการภัยพิบัติทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนในเขตลุ่มน้ำโขงนี้ควรเข้าสู่กระบวนการในระดับอาเซียนได้แล้ว โดยอาจจะดำเนินการศึกษาหรือแก้ไขกฎหมายเพื่อจัดตั้งองค์กรระหว่างประเทศเพื่อจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อมในเขตลุ่มน้ำโขงหรืออาเซียน เริ่มด้วยการทำปฏิญญาสากลของกลุ่มประเทศร่วมกัน ทำระเบียบกฎร่วมกัน เพื่อให้ได้มาตรฐานเดียวกัน และนำไปบังคับใช้เป็นกฎหมาย
“ถึงเวลาแล้วที่อาเซียนต้องมีกลุ่มหรือองค์กรที่ดูแลจัดการด้านสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนโดยตรง” ประธานกมธ.การที่ดิน กล่าว
พูนศักดิ์ กล่าวต่อถึงความคืบหน้าในการทำหนังสือข้อเสนอและข้อสังเกตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตั้งแต่กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพลังงาน และกระทรวงกลาโหม ซึ่งหลังจากมีการส่งหนังสือไปแล้ว มีแค่ทางการไฟฟ้าฯ ที่กมธ. ต้องการข้อมูลเรื่องผลกระทบข้ามพรมแดนและสัญญาซื้อขายไฟฟ้า แต่ได้รับตอบกลับมาว่าการทำข้อมูลเรื่องผลกระทบยังไม่แล้วเสร็จและสัญญาซื้อขายไฟฟ้าก็ไม่สามารถเปิดเผยได้ ส่วนทางกระทรวงพลังงาน กระทรวงการต่างประเทศ และกระทรวงกลาโหม ไม่มีการตอบกลับมา
“นี่ก็เป็นความท้าทายว่าหลังจากกมธ.เสนอไปแล้วจะมีการนำมาใช้หรือไม่ ซึ่งเราก็ได้ใช้ทุกกลไกของรัฐสภาทั้งการแถลงข่าว ยื่นกระทู้กับทางรัฐมนตรี ซึ่งในช่วงหลังก็มีการเอาข้อเสนอแนะของเราไปประกอบการพิจารณาบ้าง” พูนศักดิ์ กล่าว
พลังงานผลกระทบข้ามพรมแดน อีไอเอ เป็นปัญหาทั้งหมด หากมองในมิติของการพัฒนาในภาพรวมสามารถปรับปรุงแก้ไขได้ เรามีพลังงานสะอาดที่มากมาย
กสม.กับการตรวจสอบเขื่อนข้ามพรมแดน
พิมพ์ดาว จันทรขันติ ผู้อำนวยการสำนักคุ้มครองสิทธิมนุษยชน 1 กล่าวว่า ในกรณีข้อร้องเรียนของเขื่อนบนแม่น้ำโขงนั้นมีหลายกรณีด้วยกัน ทำให้ที่ผ่านมาทางกสม.ชุดปัจจุบัน ได้มีการส่งหนังสือโดยตรงถึงนายกฯ เพื่อขอให้ทบทวนการลงนามซื้อไฟฟ้าจากโครงการเขื่อนปากแบงซึ่งได้มีการลงนามไปแล้วเมื่อปี 2566 แต่ก็ได้รับการตอบกลับมาว่าการซื้อไฟฟ้าอยู่ในแผนพัฒนาพลังงานไฟฟ้า หรือ PDP ทำให้อย่างไรก็ต้องซื้อ และต่อมา 2567 กสม. ได้ยื่นหนังสือให้นายกรัฐมนตรีสั่งการให้ สทนช. ตรวจสอบผลกระทบที่จะเกิดขึ้นให้ครบถ้วน และให้กระทรวงพลังงานทบทวนแผนการรับซื้อไฟฟ้าและปริมาณไฟฟ้าสำรอง รวมถึงให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำกับดูแลรัฐวิสาหกิจและผู้ลงทุนสัญชาติไทยให้ประกอบธุรกิจอย่างเคารพสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้รับการตอบกลับมาว่าได้ดำเนินการอยู่แล้ว แต่เรามองว่าผลลัพธ์ก็ยังคงไม่ชัดเจน จึงดำเนินการตรวจสอบต่อ อย่างในกรณีเวทีรับฟังความคิดเห็นเขื่อนปากแบงที่ผ่านมา หลังจาก ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ได้เข้าร่วมเวทีก็มีการสั่งการให้ผู้ทรงคุณวุฒิของกสม. ให้ความเห็นถึงรายงานผลกระทบข้ามพรมแดน รวมถึงได้มีหนังสือถึงบริษัทปากแบงพาวเวอร์ให้ส่งข้อมูลมาให้กสม.เพิ่มเติม
“ปัจจุบันโครงการเขื่อนปากแบงได้มีการตรวจสอบไปแล้วและอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิเพิ่มเติม ส่วนกรณีเขื่อนสานะคามและเขื่อนพูงอยก็มีการตรวจสอบลงพื้นที่ไปแล้วเช่นกันและอยู่ระหว่างการรวบรวมความคิดเห็นจากผู้ที่เกี่ยวข้อง
สำหรับคำถามที่ว่าข้อเสนอแนะของกสม.จะช่วยเหลือประชาชนได้ไหมอย่างไร เนื่องจาก กสม. เป็นองค์กรอิสระทำให้ไม่สามารถบังคับหน่วยงานต่าง ๆ ให้ดำเนินการได้ แต่จะเป็นรูปแบบการขอความร่วมมือ ซึ่งรายงานของเราก็จะรายงานข้อเท็จจริงจากทุกฝ่ายมากที่สุด เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลไปประกอบการดำเนินการและช่วยเหลือประชาชน” พิมพ์ดาว กล่าว
Post EIA แนวทางตรวจสอบติดตามหลังการสร้างเขื่อน
ศ.ดร.กนกวรรณ มะโนรมย์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวว่า ที่ผ่านมาจากการติดตามเรื่องเขื่อนแม่น้ำโขงมาต่อเนื่อง เห็นว่ากระบวนการต่าง ๆ มีปัญหาเป็นอย่างมาก ทั้งกระบวนการรับฟังความคิดเห็น ตัวรายงานอีไอเอ อีกทั้งกระบวนการปรึกษาหารือล่วงหน้าโดยใช้ข้อมูลในอีไอเอก็มีความบกพร่อง
“เนื้อหาสาระที่อยู่ในรายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมให้น้ำหนักในเรื่องของกายภาพ นับแต่ต้นไม้ใหญ่ ๆ ที่มีมูลค่า แต่พืชผลอื่น ๆ ที่มีประโยชน์ต่อระบบนิเวศ ทำให้เกิดความหลากหลายของสายพันธุ์กับชีวิตของผู้คนที่มีมูลค่ามหาศาลต่อคนในพื้นที่ ในอีไอเอไม่เคยมี รายงานไม่เคยทำให้เห็นเลยว่าสิ่งที่จะหายไปนั้นสัมพันธ์กับชีวิตของคนอย่างไร ไม่เคยพูดเรื่องนี้เลย ถ้าผักหายไป เครื่องมือหายไป เรือหายไป รายงานอีไอเอมองแคบมาก ขีดวงจำกัด
ดังนั้นในการจัดทำรายงาน EIA ในอนาคต จะต้องทบทวนว่าหลังจากดำเนินการแล้วแก้ปัญหาได้ตรงตามที่เขียนไว้ไหม เป็นเช็คลิสต์เลย
นอกจากนี้รายงานผลกระทบก็ไม่สามารถมองแยกแค่เขื่อนปากแบงอย่างเดียว หรือเขื่อนพูงอยอย่างเดียวไม่ได้ ต้องทำรายงานผลกระทบสะสมจากเขื่อนที่ผ่านมา ต้องมองในเชิงยุทธศาสตร์ ไม่ประเมินผลกระทบในระดับโครงการอย่างเดียว แต่ต้องเชื่อมโยงเขื่อนที่คาดว่าจะสร้างกับเขื่อนตัวอื่น ๆ ที่สร้างแล้วหรือเขื่อนอื่น ๆ ที่คาดว่าจะสร้าง ต้องทำให้เห็นถึงภาพรวมเลย ถึงจะเข้าใจผลกระทบที่แท้จริง นี่เป็นข้อบกพร่องมาก ๆ เลย ของรายงานอีไอเอที่ออกมา” อาจารย์จาก ม.อุบลฯ กล่าว
อาจารย์จาก ม.อุบลราชธานีเสนอว่า การประเมินผลกระทบที่จะเกิดขึ้นนั้นจะต้องไม่ประเมินผลกระทบเป็นรายโครงการ และต้องดูผลกระทบที่จะเชื่อมโยงกับเขื่อนอื่น ๆ ด้วย เพื่อให้เห็นความสะสมของผลกระทบในชัดเจน และต้องขยายพื้นที่ศึกษาไม่ใช่แค่ 8 ชุมชน แต่ต้องดูเป็นลุ่มน้ำ แม่น้ำสาขา ต้องดูตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ
“โครงการต้องยอมลงทุนในการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดนมากกว่านี้ โครงการเขื่อนมีมูลค่ากว่าแสนล้านแต่ลงทุนเรื่องการศึกษาผลกระทบเพียง 10 ล้านสำหรับจ้างบริษัทที่ปรึกษาในการทำ EIA ลองเพิ่มงบในการทำ EIA เป็น 10% ของมูลค่าโครงการ และต้องดึงภาคประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการประเมินเรื่องผลกระทบด้วย ซึ่งเรื่องนี้มีปัญหามาโดยตลอด
ข้อเสนอสุดท้ายเพื่อให้รายงานผลกระทบสิ่งแวดล้อมมีความน่าเชื่อถือคือ ต้องไปสัมภาษณ์จากตัวจริงเสียงจริงในพื้นที่ โดยใช้เครื่องมือที่หลากหลาย ไม่ใช่แค่ทำแบบสอบถามแล้วจบ กลับ แต่ต้องใช้เวลามาก ๆ ในการจัดประชุมกลุ่มย่อย ให้ความสำคัญกับการเก็บข้อมูลในพื้นที่อย่างลึกซึ้ง ครอบคลุม และใช้ระยะเวลาพอสมควร” ศ.ดร.กนกวรรณ์ เสนอ
ศ.ดร.ทวนทอง จุฑาเกตุ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี กล่าวไปในทางเดียวกันว่า จากการที่ได้อ่านรายงานผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมมาหลายต่อหลายครั้งพบปัญหาตรงกันว่ารายงานส่วนใหญ่มีแต่ข้อมูลเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อมอีกทั้งยังไม่สมบูรณ์ด้วย เป็นแค่รายงานที่บอกว่าในพื้นที่มีอะไรบ้าง พบอะไรบ้าง แต่สิ่งที่ขาดคือ การร้อยเรียงให้เห็นว่าผลกระทบที่จะเกิดขึ้นคืออะไร
“กรณีเรื่องปลา ปลาก็ไม่ได้อยู่เดี่ยว ๆ จากข้อมูลปัจจุบัน มีแต่หลายฝ่ายประเมินว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ขาดการร้อยเรียงว่าสิ่งที่จะเกิดนั้นจะกระทบอะไรกับปลาบ้าง ต่อมาก็จะเกิดอะไรกับระบบนิเวศ จะเกิดอะไรในท้ายที่สุดกับชุมชน
นอกจากนี้สิ่งที่ควรจะมีคือ Post PNPCA ซึ่งกระบวนการ PNPCA คือ การส่งมอบข้อกังวลไป สิ่งที่อยากเห็นคือคุณจะแก้ปัญหาอย่างไรก่อนดำเนินการ อย่างกรณีเขื่อนไซยะบุรีตอนที่มีประเด็นเรื่องบันไดปลา จนเกิดเหมือนลิฟท์ที่พาปลาขึ้นไป แต่สิ่งที่ยังไม่เห็นคือ มันแก้ปัญหาอย่างที่เราคาดหวังหรือไม่
จากนี้ก็อยากให้บริษัทผู้พัฒนาอัพเดตหน่อยได้ไหมโดยการเอาผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วมาแล้วมาร่วมด้วย และมองไปข้างหน้าทำให้ชัดว่าผลกระทบคืออะไร
เราอยากเห็นความร้อยเรียง ให้อีไอเอที่ส่งมามีความสมบูรณ์หน่อย ทำให้เห็นว่ามีอะไรที่จะเป็นผลกระทบจริง ๆ และแนวทางแก้ไขคืออะไร ซึ่งพอสิ่งเหล่านี้ไม่เกิดขึ้นทำให้เรื่องของการแก้ปัญหาในอีไอเอมันดูไม่สมบูรณ์ ดูไม่สามารถแก้ปัญหาหรือทำอะไรได้จริง” ศ.ดร.ทวนทอง กล่าว


Leave a comment