Category: ็HRDD
-

ภาคประชาชนประสานเสียงไม่เห็นด้วยร่างกฎหมายโลกร้อน – ชี้เน้นแต่คาร์บอนเครดิต เอื้อทุนใหญ่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่อ – ลิดรอนสิทธิที่ดินและการจัดการทรัพยากรของชุมชน
เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2568 ได้มีการจัดประชุม “สัมมนาระดับผู้เชี่ยวชาญเพื่อหารือข้อเสนอแนะต่อร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ” จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ร่วมกับสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) เพื่อหารือเกี่ยวกับการบูรณาการที่อิงหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับการพัฒนากฎหมาย นโยบาย และมาตรการเพื่อแก้ไขวิกฤตการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โดยมีผู้แทนองค์กรภาคประชาสังคม นักวิชาการ และกลุ่มชาติพันธุ์ เข้าร่วมแลกเปลี่ยนความคิดเห็นราว 60 คน ณ โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ บางกอก พระนคร ศยามล ไกยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ กล่าวเปิดการประชุมโดยเน้นย้ำถึงบทบาทของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ในการร่วมมือกับองค์กรภาคประชาสังคมเพื่อจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศตลอดปีที่ผ่านมา นอกจากนี้ ประเด็นดังกล่าวยังถูกนำไปหารือในงานสมัชชาสิทธิมนุษยชนประจำปี 2567 ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงข้อถกเถียงสำคัญที่ยังคงมีอยู่ในร่างกฎหมาย หนึ่งในประเด็นที่ถูกหยิบยกขึ้นมาพิจารณาคือ ความเหมาะสมของกลไกการซื้อขายคาร์บอนเครดิต ซึ่งอาจไม่ใช่วิธีการแก้ไขปัญหาการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่มีประสิทธิภาพอย่างแท้จริง นอกจากนี้ การมีส่วนร่วมของภาคประชาชนในการตัดสินใจด้านสิ่งแวดล้อม ยังเป็นอีกประเด็นสำคัญที่ต้องได้รับความสนใจมากขึ้น เพื่อให้แน่ใจว่ากฎหมายฉบับนี้จะไม่ถูกกำหนดโดยผลประโยชน์ของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งเพียงฝ่ายเดียว การประชุมครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงเวทีรับฟังความคิดเห็นจากภาคประชาสังคมและภาควิชาการเพื่อนำไปสู่การจัดทำ ข้อเสนอแนะของ กสม. ต่อร่างกฎหมายการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อเสนอแนะต่อรัฐบาล เท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสสำคัญที่ความคิดเห็นและข้อเสนอจากเวทีนี้จะถูกนำไปใช้เป็นข้อมูลในการขับเคลื่อนประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากลผ่าน ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะสามารถผลักดันข้อกังวลเหล่านี้เข้าสู่กลไกของสหประชาชาติได้ต่อไป ในการสัมมนาช่วงเช้ามีการบรรยายหลักหัวข้อกฎหมายที่อิงหลักสิทธิมนุษยชน : ภาพรวมระดับโลกและทางปฏิบัติที่ดี โดยศาสตราจารย์เอลิซ่า…
-

จดหมายร้องเรียนถึงผู้รายงานพิเศษ UN ว่าด้วยสิทธิในสุขภาพ ในวาระโอกาสเยือนประเทศไทย
เมื่อเดือนมกราคม 2568 ทางคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้ส่งจดหมายร้องเรียนถึงทลาลัง โมโฟเค็ง ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาติว่าด้วยสิทธิในสุขภาพในวาระโอกาสเยือนประเทศไทยในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ 2568 เนื้อหาภายในจดหมายดังกล่าวระบุถึงผู้รายงานพิเศษฯ ว่า เรา คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ขอส่งจดหมายฉบับนี้เพื่อเรียกร้องความสนใจต่อความสัมพันธ์ระหว่างการลงทุนโดยตรงของไทย (Thailand Direct Investment – TDI) และผลกระทบที่สำคัญต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของประชาชนอันเกิดจากการลงทุนข้ามพรมแดนและมลพิษในประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง แม่น้ำโขง ซึ่งเป็นเส้นเลือดสำคัญของประชาชนหลายล้านคนในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กำลังเผชิญกับภัยคุกคามจากการลงทุนขนาดใหญ่ โดยเฉพาะโครงการเขื่อนพลังงานน้ำและโครงการอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ ซึ่งส่งผลให้เกิดการทำลายสิ่งแวดล้อมอย่างรุนแรง ทำลายระบบนิเวศ และส่งผลกระทบต่อสุขภาพและความเป็นอยู่ของชุมชนริมฝั่งแม่น้ำโขงในไทยและประเทศเพื่อนบ้าน ประเด็นสำคัญและผลกระทบ นักลงทุนและผู้พัฒนาโครงการจากไทยได้ขยายการลงทุนและห่วงโซ่คุณค่า แต่โครงการเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดความเสียหายต่อสิ่งแวดล้อมข้ามพรมแดน เสี่ยงต่อสุขภาพ และส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของประชาชนในภูมิภาคลุ่มน้ำโขง การสืบสวนการละเมิดสิทธิมนุษยชน และความก้าวหน้าในการควบคุมการลงทุนโดยตรงของไทย ประเทศไทยมีความก้าวหน้าในการกำกับดูแลการลงทุนโดยตรงในต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากการผลักดันของภาคประชาสังคม ตัวอย่างความคืบหน้ามีดังนี้ แม้จะมีความคืบหน้า แต่ยังมีช่องว่างด้านกฎหมายและกลไกกำกับดูแล โดยเฉพาะเรื่องการประเมินผลกระทบข้ามพรมแดน (Tb-EHIA) ซึ่งยังไม่มีการบังคับใช้เป็นข้อกำหนดทางกฎหมาย ข้อกังวลหลัก ข้อเสนอแนะ เราเรียกร้องให้ผู้รายงานพิเศษแห่งสหประชาชาติผลักดันให้รัฐบาลไทยและภาคธุรกิจดำเนินมาตรการดังต่อไปนี้ เราพร้อมให้ข้อมูลเพิ่มเติมและหวังว่าจะได้รับการตอบกลับเกี่ยวกับประเด็นเร่งด่วนนี้ … สามารถอ่านจดหมายฉบับเต็มภาษาอังกฤษได้ที่นี่
-

เปิดปฐมบทหารือภาคประชาสังคม ร่าง mHRDD ไทยจะไปทิศทางไหน?
เมื่อวันที่ 13 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา คณะทำงานติดตามคาวมรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน และภาคประชาสังคมที่ติดตามประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนทั้งในภาคส่วนแรงงาน สิ่งแวดล้อม ผู้บริโภค และองค์กรระหว่างประเทศ มากกว่า 10 องค์กร ได้เข้าร่วม “การประชุมหารือการจัดทำร่างกรอบกฎหมายระหว่างประเทศและการตรวจสอบสิทธิมนุษยชนภาคบังคับ: ข้อเสนอแนะสำหรับประเทศไทย” จัดโดยกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม นรีลักษณ์ แพไชยภูมิ ผู้อำนวยการกองสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม กล่าวชี้แจงที่มาที่ไปของการประชุมในครั้งนี้ว่าการประชุมนี้เป็นการดำเนินการที่สืบเนื่องมาจากการที่กรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม เป็นหน่วยงานรัฐที่จัดทำและขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการระดับชาติว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน และนำหลักการ UNGP มาปรับใช้ในประเทศ ก่อนหน้านี้ไม่ค่อยมีใครสนใจประเด็นธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนมากนัก แต่หลังจากใช้แผน NAP มาหลายปีนับตั้งแต่แผนระยะที่ 1 จนปัจจุบันคือแผนระยะที่ 2 ก็มีภาคส่วนต่าง ๆ สนใจมากขึ้นตามลำดับ อีกทั้งทางกรมคุ้มครองสิทธิฯ เองก็ยังเป็นผู้ประสานงานและผู้ดำเนินการหลัก (focal point) ของไทยในเวทีระหว่างประเทศกับองค์กรเพื่อความร่วมมือและการพัฒนาทางเศรษฐกิจ หรือ OECD ในประเด็นการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (Responsible Business Conduct: RBC) นอกจากนี้ทิศทางของกระแสโลกเกี่ยวกับธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนก็เริ่มเปลี่ยนผ่านจากมาตรการสมัครใจ (voluntary) สู่มาตรการเชิงบังคับ (mandatory) มากขึ้น…