Author: etoswatchgmailcom
-

ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน
เวียนมาเป็นปีที่ 6 สำหรับ สัปดาห์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง-อาเซียน (Mekong-ASEAN Environmental Week – MAEW) พื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับประชาชนและภาคประชาสังคมในภูมิภาคที่เผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการพัฒนา สิทธิในทรัพยากร สิทธิมนุษยชน รวมถึงแนวทางการรับมือกับวิกฤตโลกรวน ในปีนี้เสมสิกขาลัย (SEM) ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้จัดวงสนทนา “ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ไมค์ ตัวแทน Blood Money Campaign วรวรร ศุกภระฤกษ์ และ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร จาก ETOs Watch Coalition และ เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน…
-

สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ “ภาวะโลกเดือด” ประเด็นเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกเดือดและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน งานเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม“ จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในบริบทภาพกว้างระดับสากล ไทย และอาเซียน กอปรกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค พร้อมทั้งอภิปรายถึงผลกระทบของการลงทุนข้ามพรมแดนต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ในหลากหลายมิติ ได้แก่ 1) ดร. กฤษฎา บุญชัย จากเครือข่าย Thai Climate Justice For All 2) ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) 3) กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ดำเนินรายการโดยธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กรรมการอำนวยการ (ทางเลือก) จัดงานประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง…
-

จดหมายถึงธนาคารไทย 6 แห่ง ขอให้ทางธนาคารในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน ได้ส่งจดหมายถึงธนาคารทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารทิสโก้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย นอกจากนั้นทางคณะทำงานฯ ยังได้สำเนาจดหมายถึง 4 หน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ 2. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 4. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเนื้อหาในจดหมายมีรายละเอียดดังนี้ “สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2554 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ให้สินเชื่อแก่บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด มหาชน เพื่อดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างแห่งแรกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เมื่อเขื่อนไซยะบุรีได้เริ่มผลิตไฟฟ้า ก็ปรากฎรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ…
-

กมธ. กฎหมายฯ และ คปฐ. จัดสัมมนาทบทวนการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลายฝ่ายเสนอแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบาย มองเป็นองค์รวม ชงตั้งหน่วยงานเฉพาะแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (คปฐ.) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและแนวทางในการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง” ณ ห้องประชุม B1 – 2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันระดมความคิดและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน รวมถึงประชาชนทั่วไป กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ซึ่งมีกัณวีร์ สืบแสง เป็นประธาน ได้มีการศึกษาลงพื้นที่หลายเดือน เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งไทยเกี่ยวข้องในสี่ประเด็น คือ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้แสงหาที่ลี้ภัย และเหยื่อการค้ามนุษย์ เป็นเวลากว่า 45 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายคนเข้าเมือง เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านของคนหลายกลุ่มที่ต้องการเป็นที่พักพิงหรือต้องการมาทำงานยังประเทศไทย ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงวัยประมาณ 17…
-

กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย
“กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากเขื่อนภูงอย พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากหลายฝ่าย – คนอุบลฯ หวั่นวิกฤตน้ำท่วมเมือง สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสี่ยงเสียดินแดน “ เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2567 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยที่ปรึกษา พยานผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำภูงอย ซึ่งเครือข่ายประชาชนและภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากห่วงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง การประมง น้ำเท้อย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมยาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยในวันแรกของการลงพื้นที่ตรวจสอบ (16 พ.ค. 2567) กสม. ลงพื้นที่ไปยังจุดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 7 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรจบแม่น้ำชี-แม่น้ำมูล บ้านวังยาง อ.วารินชำราบ 2) รับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 และลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย…
-

อ่างเก็บน้ำแม่น้ำคลาแมธถูกระบายน้ำออกเพื่อโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในโลก
ต้นฉบับแปลจาก: https://scitechdaily.com/klamath-river-reservoirs-drained-for-worlds-largest-dam-removal-project/?fbclid=IwZXh0bgNhZW0CMTAAAR0yVdE45wgZkwHNxcHDB99h4lJN6yjlJxhQKYrlLyp8_8HnTS8fnxAxKVw_aem_AZvPg4gNP8MacfyLUHCHyb76_lgLsWH95jsr_R3FlRcq0mVirYxI3vV9maXm5mNPACpk8CWmtkKRTQUMbu96NUhk การรื้อเขื่อนในแม่น้ำคลาแมธซึ่งครอบคลุมระหว่างปี 2566 ถึง 2567 ถือเป็นโครงการที่ใหญ่ที่สุดในประเภทเดียวกันที่มุ่งฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งโดยการรื้อเขื่อนหลัก 4 แห่ง แม่น้ำคลาแมธทางตอนใต้ของรัฐโอเรกอนและแคลิฟอร์เนียตอนเหนือมีอิสระมากขึ้น ในช่วงปลายปี 2566 และต้นปี 2567 เขื่อน 4 แห่งจากทั้งหมด 6 แห่งริมแม่น้ำถูกทำลายและอ่างเก็บน้ำถูกระบายออกไป การดำเนินการเหล่านี้เป็นส่วนหนึ่งของความพยายามในการฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยริมชายฝั่งหลายร้อยไมล์ ถือเป็นโครงการรื้อถอนเขื่อนที่ใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์และเหตุผลของโครงการ เขื่อนทั้ง 4 แห่ง ได้แก่ Iron Gate, Copco No. 1, Copco No. 2 และ JC Boyle ถูกสร้างขึ้นระหว่างปี 1918 ถึง 1962 เพื่อผลิตไฟฟ้า เมื่อเผชิญกับค่าใช้จ่ายสูงในการปรับปรุงให้ทันสมัยในช่วงต้นทศวรรษ 2000 ยูทิลิตี้ที่เป็นเจ้าของเขื่อนจึงเลือกที่จะรื้อถอนการก่อสร้างแทน นอกเหนือจากการขจัดโครงสร้างพื้นฐานที่เก่าแก่แล้ว โครงการนี้คาดว่าจะกำจัดระบบนิเวศและความเสี่ยงด้านสุขภาพของมนุษย์ที่เกิดจากสาหร่ายที่เป็นพิษ ซึ่งมีระดับที่เป็นอันตรายในอ่างเก็บน้ำเป็นประจำมาตั้งแต่ปี 2548 ความพยายามในการฟื้นฟูจะมุ่งเน้นไปที่การฟื้นฟูพื้นที่หลายร้อยเอเคอร์และฟื้นฟูประชากรปลาใน แม่น้ำที่ครั้งหนึ่งเคยเป็น แม่น้ำ ที่มีผลผลิตปลาแซลมอนมากเป็นอันดับสามบนชายฝั่งตะวันตก ขั้นตอนแรกของการกำจัดเขื่อน เขื่อนแรกที่จะถูกรื้อออกคือคอปโกหมายเลข 2…
-
130 CSOs call for OECD’s meaningful Guidelines and implementation
… อ่านฉบับแปลไทยด้านล่าง เรียน คุณ คอร์มันน์ เลขาธิการใหญ่ OECD ตัวแทนทูต OECD อันทรงเกียรติ: เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2566 สภา OECD มีมติเป็นเอกฉันท์รับรองการปรับปรุงแนวทางปฏิบัติของ OECD สำหรับวิสาหกิจข้ามชาติเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (guidelines) ด้วยการปรับปรุง OECD รับประกันความเกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่องของมาตรฐานเหล่านี้เพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืนและครอบคลุม และประสานความเป็นผู้นำระดับโลกของ OECD ในฐานะผู้กำหนดมาตรฐานในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ (RBC) ในขณะที่เราเข้าใกล้วันครบรอบปีแรกของแนวปฏิบัติที่ได้รับการปรับปรุง ภาคประชาสังคมขอเรียกร้องให้คุณสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างมีความหมายตามมาตรฐาน ผ่านการประกันว่า OECD จะมีการส่งเสริมอย่างมีประสิทธิผลและการนำไปปฏิบัติโดยรัฐบาล เราเขียนด้วยความเคารพเพื่อกระตุ้นความมุ่งมั่นของคุณต่อการดำเนินการหลักสามประการเพื่อให้แน่ใจว่าบทบาทสำคัญของ OECD และแนวปฏิบัติในการบรรลุการพัฒนาที่ยั่งยืน: 1. สนับสนุนการดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลโดยศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (NCP) 2. ดำเนินการให้สอดคล้องกันระหว่างแนวทางปฏิบัติกับ OECD และนโยบายระดับชาติและกฎหมายว่าด้วย RBC 3. รับประกันประสบการณ์และความเชี่ยวชาญของภาคประชาสังคมเพื่อช่วยชี้แนะการกำหนดนโยบายของ OECD 1. สนับสนุนการดำเนินการอย่างมีประสิทธิผลโดยหน่วยงานประสานงานระดับชาติ แนวทางแรกของรัฐบาลที่ปฏิบัติตามแนวปฏิบัตินี้คือผ่านทางศูนย์ติดต่อประสานงานระดับชาติ (NCP) ซึ่งเป็นหน่วยงานที่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลซึ่งได้รับคำสั่งให้ส่งเสริมแนวปฏิบัตินี้แก่กลุ่มผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม และจัดการข้อเรียกร้องต่อบริษัทที่ถูกกล่าวหาว่าไม่เป็นไปตามมาตรฐานของแนวปฏิบัติ ปัจจุบัน NCP…
-
อัพเดทสถานะโครงการเขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่าง ณ ธันวาคม 2566
*ต้นฉบับโดยเว็บไซต์ MyMekong เผยแพร่วันที่ 20 กุมภาพันธ์ 2564
-

ศาลไทยนัดตรวจพยานหลักฐาน คดีชาวบ้านโอดอร์เมียนเจยฟ้องผู้ผลิตน้ำตาลระดับโลก 9 พ.ค. นี้
*บทความแปลจาก https://cambojanews.com/thai-court-fixes-may-9-hearing-for-oddar-meanchey-villagers-versus-global-sugar-producer-case/ *เครดิตภาพจากข่าวต้นฉบับ “ศาลไทยนัดตรวจพยานหลักฐานคดีชาวบ้านโอดอร์เมียนเจยฟ้องผู้ผลิตน้ำตาลระดับโลก 9 พ.ค. นี้” ชาวบ้าน 3 คนจากกัมพูชาเดินทางมายังประเทศไทยเพื่อยื่นฟ้องต่อศาลไทยเมื่อวันพุธที่ผ่านมา ซึ่งเป็นบริษัท น้ำตาลมิตรผล ซึ่งเป็นผู้ผลิตน้ำตาลรายใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก ชาวบ้านที่เป็นโจทก์และมิตรผลต้องยื่นหลักฐานในวันที่ 27 มีนาคม ตามคำบอกเล่าของ ส.รัตนมณี พลกล้า ทนายความชาวไทยที่เป็นตัวแทนของทั้งสามคน เธอยังเป็นผู้ประสานงานและบริหารของมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชนด้วย “วันพฤหัสบดีที่ 9 พ.ค. จะเป็นวันนัดตรวจพยานหลักฐาน โดยทั้งสองฝ่ายนำเอกสารของตนมาศาล ทั้งสองฝ่ายจำเป็นต้องตรวจสอบเอกสารด้วย” ส. รัตมณี พลกล้า บอกกับ CamboJA News ทั้งสองฝ่ายขอเวลาพิจารณาเอกสาร เธอกล่าว พร้อมเสริมว่าศาลกำหนดให้มีการพิจารณาคดีในวันที่ 9 พฤษภาคม โดยโจทก์จะต้องปรากฏตัวในศาลในวันเบิกความ แม้ว่าพวกเขาจะได้รับอนุญาตให้นั่งพิจารณาคดีทั้งหมดก็ตาม นี่เป็นวิธีหนึ่งที่โจทก์จะเข้าใจกระบวนการและเป็นส่วนหนึ่งของคดีในทุกขั้นตอน เธอกล่าว มา อุคชื่น เหยื่อจากโอดอร์เมียนเจยบอกกับ CamboJA News ว่าชุมชนได้รับผลกระทบจากการดำเนินการของบริษัทในเครือน้ำตาลมิตรผล และได้ขอความช่วยเหลือจากองค์กรพัฒนาเอกชนทั้งในและต่างประเทศเพื่อยื่นเรื่องร้องเรียนภายในระบบกฎหมายไทยและนอกประเทศไทย พวกเขาทำเช่นนี้เพื่อกดดันบริษัทให้จ่ายค่าชดเชยที่ยุติธรรม หลังจากครอบครัว 700 ครอบครัวถูกขับไล่ออกจากที่ดินของตนเอง และบ้านเรือนถูกไฟไหม้เมื่อกว่า 10…
-

ครอบครัวเกาะกงยุติข้อพิพาทเรื่องที่ดินระยะยาวที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มบริษัทน้ำตาลในสหราชอาณาจักร
*บทความแปลจาก https://cambojanews.com/koh-kong-families-settle-years-long-land-dispute-involving-u-k-sugar-conglomerate/ ซึ่งเผยแพร่ครั้งแรกเมื่อวันที่ 2 มิถุนายน 2566* ชาวบ้านกัมพูชากว่า 200 ครอบครัว ในจังหวัดเกาะกง ที่ได้รับผลกระทบจากโครงการสัมปทานที่ดินและจัดตั้งโรงงานน้ำตาลในกรณีความขัดแย้งในที่ดินที่ถูกกล่าวหาว่าถูกขโมยโดยผู้ผลิตน้ำตาลในปี 2549 ในที่สุดก็บรรลุข้อตกลงในปลายปี 2565 องค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศอย่าง กัมพูชาที่เป็นธรรม (Equitable Cambodia) ออกแถลงการณ์ประกาศข้อตกลงที่เกิดขึ้นในสัปดาห์นี้ “ผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน” ที่ไม่เปิดเผยรายชื่อบางรายได้ทำข้อตกลงร่วมกับครอบครัวและผู้เรียกร้องสิทธิแรงงานเด็ก 71 ราย ในขณะที่ “ผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทาน” เฉพาะเจาะจงที่ยุติข้อพิพาทยังไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณะ หลังจากการยุติคดีฟ้องร้องโดยครอบครัวต่อผู้ผลิตน้ำตาล Tate & Lyle ในสหราชอาณาจักรก็ถูกถอนออก คดีดังกล่าวมีความโดดเด่นตรงที่เป็นการฟ้องร้องบริษัทผู้ซื้อสินค้าในสหราชอาณาจักร แทนที่จะเป็นตัวแทนส่งออกผลผลิตน้ำตาล หรือ supplier ซึ่งเป็นบริษัทน้ำตาลที่มีที่ตั้งอยู่ในประเทศไทย อย่างกลุ่มบริษัทน้ำตาลขอนแก่น “KSL” ซึ่งถูกกล่าวหาว่าจากชุมชนว่าขโมยที่ดิน กลุ่มสิทธิมนุษยชนได้เน้นย้ำถึงการละเมิดที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนทั่วโลก โดยที่กลุ่มบริษัทขนาดใหญ่สามารถจ้างงานภายนอกให้กับบริษัทอื่นๆ และกระจายความรับผิดชอบต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน “ในการให้ข้อมตินี้ ในที่สุดผู้มีบทบาทในห่วงโซ่อุปทานได้แสดงให้เห็นถึงความรับผิดชอบในระดับหนึ่งสำหรับการมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่ร้ายแรงเหล่านี้” คำแถลงดังกล่าวระบุ “บ่อยครั้งที่การจัดการขององค์กรที่ซับซ้อนทำให้บริษัทต่างๆ หลีกเลี่ยงการรับผิดชอบต่อการละเมิด” สมาชิกในชุมชนที่พูดคุยกับ CamboJA มีการตอบสนองที่หลากหลายต่อข้อตกลงดังกล่าว เนื่องจากพวกเขาได้รับค่าชดเชย แต่ไม่จำเป็นต้องเป็นจำนวนเงินทั้งหมดสำหรับการสูญเสียที่ถูกกล่าวหา “เรายินดีที่ได้ทำงานร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสียเพื่อช่วยเหลือครอบครัวที่ได้รับผลกระทบ และเพื่อยุติปัญหาที่สำคัญและยาวนานนี้” โฆษกของ…