Author: etoswatchgmailcom
-

สัมมนาสาธารณะวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากล ประจำปี 2567
ในช่วงปลายเดือนธันวาคม 2567 เครือข่ายคนทำงานด้านการโยกย้ายถิ่นฐานและพลพรรคนักวิชาการได้ร่วมกันจัดงานการสัมมนาสาธารณะเนื่องในวันผู้อพยพย้ายถิ่นฐานสากลปี 2567 – International Migrants Day 2024 วันพฤหัสบดีที่ 19 ธันวาคม 2567 ณ ห้องประชุม SiHub ชั้น 1 อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยภายในการสัมมนามีการพูดถึงปัญหาสังคมสูงวัยของไทยและการบริหารจัดการประชากรข้ามชาติที่ยังคงมีปัญหาและในระยะยาวอาจไม่สามารถแก้ไขปัญหาการขาดแคลนประชากรได้ การจัดการการโยกย้ายถิ่นฐานที่มีประสิทธิภาพเพื่อประโยชน์ชาติและสังคมไทยในอนาคต แล ดิลกวิทยารัตน์ สมาชิกวุฒิสภา และผู้เชี่ยวชาญด้านประชากรและการโยกย้ายถิ่นฐาน กล่าวว่าตนเป็นลูกครึ่งเวียดนาม ตอนเด็ก ๆ จะขอเงินพ่อต้องใช้ภาษาเวียดนาม และมีเพื่อนส่วนใหญ่เป็นลูกหลานของชาวจีนอพยพ เรื่องราวเหล่านี้แสดงให้เห็นว่าพวกเราล้วนเป็นคนย้ายถิ่น ในแง่ประวัติศาสตร์เองก็สร้างโดยคนย้ายถิ่น การสร้างบ้านแปงเมือง สาธารณูปโภคต่าง ๆ จะมาจากการใช้แรงงานของคนย้ายถิ่นทั้งนั้น อาจารย์แลกล่าวถึงความสำคัญในทางเศรษฐกิจของประชากรย้ายถิ่นว่าสินค้าที่ผลิตขึ้นส่วนใหญ่เป็นสินค้าที่ผลิตโดยแรงงานข้ามชาติไม่น้อยกว่า 70% การย้ายถิ่นเป็นปรากฏการณ์ที่เป็นสากล เป็นปกติอย่างมาก และไม่ใช่เรื่องแปลก ในปัจจุบัน จะเห็นว่าประเทศหลายประเทศมีคนย้ายถิ่นเข้าไปอาศัยเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็น สหรัฐอเมริกา แคนาดา ไทย สิงคโปร์ และอื่น ๆ ก่อนหน้านี้ไม่มีปัญหาเรื่องคนย้ายถิ่น แต่พอหลังการเกิดรัฐชาติสมัยใหม่ โดยเฉพาะในสมัยรัชกาลที่ 6…
-

จากห้วยทรายสู่หลวงพระบาง: ลำนำชีวิต 300 กิโลเมตรบนสายน้ำโขง
แม่น้ำโขงไม่ใช่เพียงผืนน้ำที่ทอดยาวมากกว่า 4,900 กิโลเมตร แต่มันคือ “สายเลือด” ที่หล่อเลี้ยงชีวิตของผู้คน ระบบนิเวศ และวัฒนธรรมหลายชั่วอายุคน บนเส้นทางล่องเรือ Slow Boat จากห้วยทรายสู่หลวงพระบาง สายน้ำดูสงบ แต่ความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่กำลังใกล้เข้ามาอีกระลอก: เขื่อนปากแบง และ เขื่อนหลวงพระบาง กำลังรุกล้ำ ทำลายธรรมชาติและวิถีชีวิตท้องถิ่น ภายใต้วาทกรรมพลังงานที่ถูกกล่าวอ้างว่า “สะอาด” และช่วยลดโลกร้อน การเดินทางครั้งนี้ คือบทบันทึกของธรรมชาติที่กำลังถูกคุกคาม และคำถามต่อ “ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชน” ที่เราต้องหยุดทบทวน ใครได้ประโยชน์ และ ใครกันที่ต้องสูญเสีย? แม้เขื่อนจะถูกโฆษณาเป็น “พลังงานสะอาด” แต่แท้จริงกลับสร้างมลพิษ เช่น การเน่าของพืชใต้น้ำปล่อยก๊าซมีเทน อีกทั้งเขื่อนยังทำลายเส้นทางปลาและระบบนิเวศที่ยั่งยืนตามธรรมชาติ โครงการเขื่อนก่อให้เกิดการย้ายถิ่นฐาน การละเมิดสิทธิชุมชน และขาดการชดเชยที่เป็นธรรม การพัฒนาในรูปแบบนี้เป็นการผลักภาระทางสังคมและสิ่งแวดล้อมให้กับคนท้องถิ่น ขณะที่ผลประโยชน์ตกอยู่ในมือของนักลงทุนต่างชาติและผู้มีอำนาจเท่านั้น การพัฒนาที่ขาดความรับผิดชอบเช่นนี้ไม่สามารถเรียกได้ว่ายั่งยืน หากต้องการพลังงานที่แท้จริง เราควรมุ่งสู่การใช้พลังงานทางเลือกที่โปร่งใสและยั่งยืน รวมคำนึงถึงสิทธิมนุษยชนมากกว่านี้ บทความชุดภาพ (photo essay) ฉบับนี้อยากเชื้อชวนให้ผู้ชมทุกท่านค่อย ๆ ละเลียดไปกับทัศนียภาพความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศและวิถีชีวิตผู้คนบนเรือช้าเป็นเวลา 2 วัน 1 คืน…
-

จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า
จดหมายเปิดผนึกถึง CEO บริษัท Airbus SE จากกลุ่มองค์กรปฏิวัติระดับท้องถิ่นและภาคประชาสังคมกว่า 300 องค์กร เรียกร้องให้ทางบริษัทหยุดการลงทุนทุกรูปแบบที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับอาชญากรรมสงครามที่ก่อโดยคณะเผด็จการอาชญากรทหารพม่า ถึง กิโยม ฟอรี่ ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายบริหาร (CEO) บริษัท Airbus SE 10 ธันวาคม 2567 เรื่อง: ความสัมพันธ์ระหว่างบริษัท Airbus SE กับ บริษัท Aviation Industry Corporation of China (AVIC) กว่าสามปีหลังจากความพยายามก่อการรัฐประหารในเมียนมาเมื่อเดือนกมุภาพันธ์ 2564 คณะรัฐประหารยังคงก่ออาชญากรรมสงคราม อาชญากรรมต่อมนุษยชาติและการละเมิดสิทธิมนุษยชนร้ายแรงอื่นๆ ต่อประชาชนเมยีนมาโดยไม่ต้องรับโทษใดๆ การก่อการร้ายนี้เป็นไปได้ก็ต่อเมื่อ คณะรัฐประหารยังคงเข้าถึงอาวุธได้อย่างต่อเนื่อง รวมถึงเครื่องบินรบ และความช่วยเหลือด้านเทคนิคการบำรุงรักษา การซ่อมแซม และการปรับปรุงที่เกี่ยวข้อง ซัพพลายเออร์รายสำคัญของอากาศยานทหารและการบำรุงรักษาให้แก่กองทัพคือบริษัทอุตสาหกรรมการบินแห่งประเทศจีน (AVIC)[1] บริษัทของคุณเป็นนักลงทนุรายสำคัญและพันธมิตรของ AVIC ด้วยเอกสารและรายงานที่น่าเชื่อถืออย่างต่อเนื่องที่สหประชาชาติเกี่ยวกับวิกฤตสิทธิมนุษยชนในเมียนมา[2] และบทบาทของ AVIC ในการจัดหาอาวุธให้กับคณะเผด็จการทหาร[3] คุณคงทราบดีว่าความร่วมมือของคุณกับ AVIC…
-

ภาคประชาสังคม – นักวิชาการ จัดเวทีทบทวนสถานการณ์ BHR จับตาการใช้กลไกติดตามใหม่หลังไทยเข้ากระบวนการการเป็นสมาชิก OECD
เมื่อวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ผ่านมา เครือข่ายภาคประชาสังคมและภาคประชาชนติดตามสถานการณ์ธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนนำโดยมูลนิธิศูนย์ข้อมูลชุมชน องค์กรแม่น้ำนานาชาติ EarthRights International (ERI) เสมสิกขาลัย กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) แนวร่วมการเงินที่เป็นธรรมประเทศไทย (Fair Finance Thailand) และองค์การนิรโทษกรรมสากลประจำประเทศไทย (Amnesty International Thailand) ได้ร่วมกันจัดเวที “สถานการณ์สิทธิด้านธุรกิจและสิทธิมนุษยชน: กลไกสากลเพื่อการปกป้องสิทธิมนุษยชนความรับผิดชอบของภาคธุรกิจ” ณ โรงแรม Mido ถนนประดิพัทธ์ โดยมีผู้เข้าร่วมจากทั้งภาคประชาชน ภาคประชาสังคม นักวิชาการ หน่วยงานภาครัฐ เครือข่ายภาคธุรกิจ ที่เกี่ยวข้อง ราว 60 คน หลังจากที่ในวันที่ 27 พฤศจิกายน ภาคประชาสังคมได้ร่วมกันแลกเปลี่ยนสถานการณ์ธุรกิจและสิทธิมนุษยชนในแง่มุมต่าง ๆ จากหลายหลายพื้นที่ รวมถึงการอบรมทำความเข้าใจและใช้กลไกของ OECD จากทางเครือข่ายจับตา OECD หรือ OECD Watch จากมาตรการสมัครใจเตรียมก้าวเข้าสู่มาตรการเชิงบังคับ ดร. เสรี…
-

รายงานผลการพิจารณาศึกษา “การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม”
อนุกรรมาธิการศึกษาการลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ ภายใต้กรอบของหลักสิทธิมนุษยชน ความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ และการรักษาสิ่งแวดล้อม คณะกรรมาธิการการต่างประเทศ สภาผู้แทนราษฎร
-

ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน
เวียนมาเป็นปีที่ 6 สำหรับ สัปดาห์สิ่งแวดล้อมลุ่มน้ำโขง-อาเซียน (Mekong-ASEAN Environmental Week – MAEW) พื้นที่แลกเปลี่ยนสำหรับประชาชนและภาคประชาสังคมในภูมิภาคที่เผชิญกับปัญหาสิ่งแวดล้อมและผลกระทบที่เกี่ยวเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นเรื่องการพัฒนา สิทธิในทรัพยากร สิทธิมนุษยชน รวมถึงแนวทางการรับมือกับวิกฤตโลกรวน ในปีนี้เสมสิกขาลัย (SEM) ร่วมกับเครือข่ายคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบของการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ได้จัดวงสนทนา “ไทยบาท – ก๊าซเมียนมา: บทสนทนาของคนข้างบ้าน” ขึ้นเมื่อวันที่ 29 กันยายนที่ผ่านมา ณ SEA Junction หอศิลปวัฒนธรรมแห่งกรุงเทพมหานคร โดยได้รับเกียรติจาก ไมค์ ตัวแทน Blood Money Campaign วรวรร ศุกภระฤกษ์ และ ธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร จาก ETOs Watch Coalition และ เบญจา แสงจันทร์ ประธานคณะอนุกรรมาธิการกิจการศาล องค์กรอิสระ องค์กรอัยการ รัฐวิสาหกิจ องค์การมหาชน…
-

สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม
ในยุคที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตการณ์ด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างรุนแรง หรือ “ภาวะโลกเดือด” ประเด็นเรื่องสิทธิในสิ่งแวดล้อมได้ทวีความสำคัญขึ้นอย่างมาก โดยเฉพาะในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบและจะได้รับผลกระทบอย่างหนักจากภาวะโลกเดือดและการพัฒนาทางเศรษฐกิจที่ขาดความสมดุลผ่านการดำเนินธุรกิจในโครงการพัฒนาขนาดใหญ่ที่ไร้พรมแดน งานเสวนาในหัวข้อ “สถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในอาเซียน: ภาพรวมพัฒนาการและผลกระทบจากภาวะโลกเดือดและการลงทุนข้ามพรมแดนที่ส่งผลกระทบต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม“ จึงมีความสำคัญในการสร้างความเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมท่ามกลางวิกฤตที่เกิดขึ้นในปัจจุบัน ซึ่งได้นำเสนอภาพรวมของสถานการณ์สิทธิในสิ่งแวดล้อมในบริบทภาพกว้างระดับสากล ไทย และอาเซียน กอปรกับการวิเคราะห์ผลกระทบจากภาวะโลกเดือดที่มีต่อสิทธิมนุษยชนและสิ่งแวดล้อมในภูมิภาค พร้อมทั้งอภิปรายถึงผลกระทบของการลงทุนข้ามพรมแดนต่อชุมชน สิทธิมนุษยชน และสิ่งแวดล้อม และร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองและแนวทางในการแก้ไขปัญหาจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน ในหลากหลายมิติ ได้แก่ 1) ดร. กฤษฎา บุญชัย จากเครือข่าย Thai Climate Justice For All 2) ร่มฉัตร วชิรรัตนากรกุล จากสำนักงานข้าหลวงใหญ่สิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (OHCHR) 3) กรกนก วัฒนภูมิ จาก EarthRights International (ERI) และคณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน (ETOs Watch Coalition) ดำเนินรายการโดยธีระชัย ศาลเจริญกิจถาวร กรรมการอำนวยการ (ทางเลือก) จัดงานประจำประเทศไทย และเจ้าหน้าที่กลุ่มเสรีภาพแม่น้ำโขง…
-

จดหมายถึงธนาคารไทย 6 แห่ง ขอให้ทางธนาคารในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย
เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม คณะทำงานติดตามความรับผิดชอบการลงทุนข้ามพรมแดน ได้ส่งจดหมายถึงธนาคารทั้ง 6 แห่ง ได้แก่ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารทิสโก้ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM) ในฐานะผู้ให้สินเชื่อแก่โครงการเขื่อนไซยะบุรี ติดตามบริษัท ซีเคพาวเวอร์ให้เปิดเผยรายงานมาตรการลดผลกระทบสะสมเกี่ยวกับตะกอน และทางปลาผ่าน ความสมบูรณ์ของการประมงแม่น้ำโขง สถานภาพการฟื้นฟูด้านเศรษฐกิจและวิถีชีวิตของประชาชนที่อยู่ในพื้นที่แปลงอพยพโยกย้ายจากโครงการและแผนบรรเทาภาวะฉุกเฉินจากการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรีต่อประชาชนท้ายน้ำใน 7 จังหวัดประเทศไทย นอกจากนั้นทางคณะทำงานฯ ยังได้สำเนาจดหมายถึง 4 หน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ 1. คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ 2. คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ 3. คณะอนุกรรมการขับเคลื่อนแผนปฏิบัติการชาติว่าด้วยธุรกิจและสิทธิมนุษยชนกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม 4. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ โดยเนื้อหาในจดหมายมีรายละเอียดดังนี้ “สืบเนื่องจาก เมื่อปี 2554 ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) เป็นหนึ่งในผู้ให้สินเชื่อแก่บริษัท ซีเค พาวเวอร์ จำกัด มหาชน เพื่อดำเนินการก่อสร้างและดำเนินการบริหารจัดการเขื่อนไซยะบุรี เขื่อนบนแม่น้ำโขงสายหลักตอนล่างแห่งแรกตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นมา เมื่อเขื่อนไซยะบุรีได้เริ่มผลิตไฟฟ้า ก็ปรากฎรายงานข่าวของสื่อมวลชนต่างๆ…
-

กมธ. กฎหมายฯ และ คปฐ. จัดสัมมนาทบทวนการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง หลายฝ่ายเสนอแก้ไขกฎหมาย ปรับปรุงนโยบาย มองเป็นองค์รวม ชงตั้งหน่วยงานเฉพาะแก้ไขปัญหาการโยกย้ายถิ่นฐานไม่ปกติ
เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม ที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน สภาผู้แทนราษฎร ร่วมกับ เครือข่ายปฏิรูปการโยกย้ายถิ่นฐาน (คปฐ.) จัดงานสัมมนาเรื่อง “การบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมือง ผลกระทบจากการบังคับใช้กฎหมายคนเข้าเมืองและแนวทางในการแก้ไขกฎหมายคนเข้าเมือง” ณ ห้องประชุม B1 – 2 ชั้น B1 อาคารรัฐสภา เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพื่อเป็นเวทีสาธารณะสำหรับรับฟังข้อมูล แลกเปลี่ยนความคิดเห็น และร่วมกันระดมความคิดและข้อเสนอแนะจากผู้มีส่วนได้เสียในภาคส่วนต่าง ๆ ทั้งหน่วยงานราชการ ผู้ประกอบการ และตัวแทนกลุ่มผู้โยกย้ายถิ่นฐาน รวมถึงประชาชนทั่วไป กมลศักดิ์ ลีวาเมาะ ประธานกรรมาธิการการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน กล่าวว่าอนุกรรมาธิการพิจารณาศึกษาการโยกย้ายถิ่นฐานแบบไม่ปกติ ซึ่งมีกัณวีร์ สืบแสง เป็นประธาน ได้มีการศึกษาลงพื้นที่หลายเดือน เพราะเล็งเห็นถึงความสำคัญและปัญหาของการโยกย้ายถิ่นฐาน ซึ่งไทยเกี่ยวข้องในสี่ประเด็น คือ แรงงานข้ามชาติ ผู้ลี้ภัย ผู้แสงหาที่ลี้ภัย และเหยื่อการค้ามนุษย์ เป็นเวลากว่า 45 ปีมาแล้วที่ประเทศไทยมีการใช้กฎหมายคนเข้าเมือง เราต้องยอมรับว่าประเทศไทยเป็นทางผ่านของคนหลายกลุ่มที่ต้องการเป็นที่พักพิงหรือต้องการมาทำงานยังประเทศไทย ประเทศไทยเข้าสู่สังคมสูงวัย มีผู้สูงวัยประมาณ 17…
-

กสม. ตรวจสอบเขื่อนภูงอย – เปิดเวทีสาธารณะ คนอุบลฯ ประสานเสียงหวั่นน้ำเติมน้ำท่วมเมือง เสี่ยงเสียดินแดน วิถีชีวิตถูกทำลาย
“กสม. ลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบที่คาดว่าจะได้รับจากเขื่อนภูงอย พร้อมเปิดเวทีรับฟังข้อมูลและความคิดเห็นจากหลายฝ่าย – คนอุบลฯ หวั่นวิกฤตน้ำท่วมเมือง สูญเสียทรัพยากรธรรมชาติ เสี่ยงเสียดินแดน “ เมื่อวันที่ 16-17 พฤษภาคม 2567 นางสาวศยามล ไกรยูรวงศ์ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ พร้อมด้วยที่ปรึกษา พยานผู้เชี่ยวชาญ และเจ้าหน้าที่สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจสอบผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม และวิถีชีวิตชุมชนจากโครงการเขื่อนไฟฟ้าพลังน้ำภูงอย ซึ่งเครือข่ายประชาชนและภาคประชาสังคมในจังหวัดอุบลราชธานีได้ยื่นหนังสือร้องเรียนไปยัง กสม. ให้ดำเนินการตรวจสอบ เนื่องจากห่วงผลกระทบในด้านต่าง ๆ เช่น ระบบนิเวศแม่น้ำโขง การประมง น้ำเท้อย้อนกลับเข้าสู่แม่น้ำมูลในประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลให้เกิดปัญหาน้ำท่วมยาวนาน และส่งผลกระทบโดยตรงต่อวิถีชีวิตความเป็นอยู่ และเศรษฐกิจของประชาชน โดยในวันแรกของการลงพื้นที่ตรวจสอบ (16 พ.ค. 2567) กสม. ลงพื้นที่ไปยังจุดที่คาดว่าจะได้รับผลกระทบในจังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 7 จุด ได้แก่ 1) จุดบรรจบแม่น้ำชี-แม่น้ำมูล บ้านวังยาง อ.วารินชำราบ 2) รับฟังการให้ข้อมูลเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ ณ สำนักงานชลประทานที่ 7 และลงพื้นที่สถานีวัดน้ำ M.7 สะพานเสรีประชาธิปไตย…